6 ก.ค. เวลา 09:39 • ประวัติศาสตร์

ความฝันในหอแดง 112 ไท่สุ้ยพิทักษ์ภูผา

งานเทศกาลปีใหม่ที่จวนหยงผ่านพ้นไป พี่เฟิ่งเป็นแม่งานตรากตรำงานน้อยใหญ่ต่อเนื่องมาหลายวัน เกิดแท้งลูก ต้องเชิญหมอมาตรวจรักษาวันละสองสามคน พี่เฟิ่งเชื่อว่าตนเองยังแข็งแรงพอ ถึงจะไม่ได้ออกจากบ้านก็ยังวางแผนสั่งงานได้ นึกอะไรได้ก็ให้ผิงเอ๋อไปแจ้งแก่หวางฮูหยิน มิไยใครจะเตือนให้พักผ่อน นางก็ไม่ฟัง
หวางฮูหยินเหมือนดังขาดแขนขา หัวเดียวมิอาจตัดสินใจได้ทุกอย่าง จึงเน้นเฉพาะเรื่องใหญ่สำคัญ ส่วนเรื่องจุกจิกจิปาถะมอบหมายให้หลี่หวานดูแลจัดการ หลี่หวานเน้นคุณธรรมยิ่งกว่าเน้นความสามารถจึงมักตามใจลูกน้อง จนหวางฮูหยินต้องสั่งให้ทั่นชุนมาช่วยหลี่หวานตัดสินใจ หวังว่าหนึ่งเดือนผ่านไป พี่เฟิ่งคงหายเป็นปกติและกลับมารับหน้าที่ใหม่
คิดไม่ถึงว่าพี่เฟิ่งเลือดลมไม่ดีมาแต่ไหนแต่ไร ยามเด็กไม่รู้จักระวังรักษาตัว ยิ่งชอบโต้เถียงเอาชนะ ยิ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพกายและใจ แม้เพียงแท้งแต่เลือดลมกลับอ่อนแอลง ผ่านไปหนึ่งเดือน กลับเพิ่มอาการตกเลือด 下红之症 แม้นางจะไม่ยอมบอกแต่ทุกคนก็สังเกตเห็นชัดจากหน้าตาที่เหลืองซูบซีด หวางฮูหยินสั่งให้นางหมั่นกินยาพักรักษาไข้และอย่ากังวลเรื่องใด นางเองก็กลัวโรคจะลุกลามบานปลาย อยากจะหายโดยไว คาดไม่ถึงว่าต้องกินยาพักฟื้นถึงแปดเก้าเดือน อาการจึงค่อยๆ ดีขึ้นกว่าจะหยุดตกเลือด แต่นี่เป็นเรื่องในภายหลัง
เฉพาะหน้านี้ กล่าวถึงหวางฮูหยินเห็นอาการพี่เฟิ่งทรุดลง ทั่นชุนและหลี่หวานก็ไม่อาจจัดการงานได้ทั่วถึงอยู่แล้ว คนในอุทยานมีมาก จึงเชิญเป่าไชมาช่วยสอดส่องดูแล
“พวกแม่เฒ่าใช้ไม่ค่อยได้ ว่างเมื่อไรก็ชวนกันดื่มเหล้าเล่นไพ่ กลางวันนอน กลางคืนเล่นไพ่ เรื่องนี้ข้าพอรู้ ยายหนูเฟิ่งอยู่ข้างนอกก็จริง พวกนางยังพอเกรงกลัวอยู่บ้าง ตอนนี้คงคิดว่าสะดวกแล้ว เด็กดี เจ้าเหมาะที่จะรับหน้าที่นี้ พวกน้องๆ ของเจ้ายังเด็กเกินไป ข้าก็ไม่มีเวลา เจ้าลำบากดูแลแทนสักสองสามวัน มีอะไรไม่เหมาะไม่ควร เตือนแล้วไม่ฟังก็มาบอกข้า อย่ารอจนเหล่าไท่ไท่รู้เข้ามาถามแล้วข้าตอบไม่ได้กลายเป็นเรื่องใหญ่”
เป่าไชรับคำ
ต้นฤดูใบไม้ผลิ 孟春 อาการไอของไต้วี่จะกำเริบ เซียงหยุนเจออากาศเปลี่ยนก็นอนซมอยู่ที่ลานขิงหอมเช่นกัน แต่ละวันต้องกินยามิได้ขาด ทั่นชุนกับหลี่หวานอยู่กันคนละที่ ระยะนี้ต้องมาทำงานด้วยกัน ไม่สะดวกสำหรับผู้ที่มาติดต่อ ทั้งสองตกลงกันว่า ทุกเช้าจะมาทำงานที่โถงบุปผาเล็กสามห้องทางด้านใต้ของประตูอุทยาน กินอาหารเช้าที่นี่ หลังเที่ยงจึงกลับ
โถงสามห้องนี้เมื่อครั้งเจ้าจอมเสด็จเยี่ยมญาติเตรียมไว้สำหรับเป็นห้องพักของเหล่าขันที หลังเสด็จเยี่ยมครั้งนั้นแล้วก็ไม่ได้ใช้งาน กลายเป็นที่นั่งยามของพวกแม่เฒ่า ช่วงนี้อากาศอบอุ่น จึงไม่ต้องตกแต่งอะไรมากก็ใช้เป็นที่ทำงานของทั้งสองได้ เหนือห้องโถงมีป้ายขวางจารึกว่า “辅仁谕德 เผยแผ่เมตตาสาธิตคุณธรรม” สี่อักษร ทว่าคนในบ้านต่างเรียกกันว่า “ศาลาว่าการ 议事厅” ทั้งสองจะมาถึงยามเหม่าตรง 卯正 (6:00 น.) กลับยามอู่ตรง 午正 (12:00 น.) แต่ละวันมีพวกแม่บ้านมาหามิขาดสาย
เริ่มแรกมีเพียงหลี่หวานกำกับดูแล ต่างแอบดีใจทุกผู้คนด้วยว่าหลี่หวานใจบุญสุนทานไม่ลงโทษใคร เทียบกับสมัยพี่เฟิ่งแล้วต่างทำงานกันแบบขอไปที พอเพิ่มทั่นชุนมาอีกคน ก็เป็นเพียงคุณหนูเยาว์วัยไม่เคยออกเรือนสงบเสงี่ยมเจียมตน จึงไม่ให้ความสนใจ เทียบกับสมัยพี่เฟิ่งแล้วพากันอู้งานเสียมาก แต่พอผ่านไปสามสี่วัน จึงค่อยรู้สึกว่าละเอียดรอบคอบไม่แพ้พี่เฟิ่งเพียงแต่สุภาพเรียบร้อยกว่า
พอดีว่าหลายวันมานี้มีอ๋องพระยาเชื้อพระวงศ์ขุนนางใหญ่สิบกว่าแห่งล้วนเกี่ยวดองกับจวนหนิงหยง บ้างเลื่อนตำแหน่งบ้างลดขั้น บ้างมีงานมงคลบ้างอวมงคล หวางฮูหยินมีงานสมาคมมิได้ขาด งานส่วนหน้ายิ่งขาดคนดูแล หลี่หวานกับทั่นชุนจึงต้องนั่งอยู่ห้องโถงทั้งวัน เป่าไชอยู่ที่เรือนใหญ่ตลอดวันจนกระทั่งหวางฮูหยินกลับมาถึงจึงเลิกงาน ทุกเย็นหลังเวลางานเย็บปักถักร้อย ก่อนเข้านอน จะขึ้นเกี้ยวนำพวกยามในอุทยานตรวจตราความเรียบร้อยหนึ่งรอบ ทั้งสามปฏิบัติดังนี้กลับเข้มงวดกว่าพี่เฟิ่งเสียอีก บ่าวไพร่ทั้งนอกในต่างนินทาว่า
“ผีเสื้อตระเวนสมุทร 巡海夜叉 เพิ่งหายไปหนึ่ง ไท่สุ้ยพิทักษ์ภูผา 镇山太岁 กลับมาเสียสาม ไม่มีเวลาดื่มเหล้าเล่นไพ่ได้สักคืน”
วันนี้ หวางฮูหยินไปงานเลี้ยงที่จวนจิ่นเซียงโหว 锦乡侯 หลี่หวานกับทั่นชุนมายังโถงว่าการแต่เช้า ดื่มชาเสร็จ ภรรยาอู๋ซินเติง 吴新登的媳妇 เข้ามาแจ้งว่า
“เจ้ากว๋อจี 赵国基 น้องชายของน้าหญิงเจ้า 赵姨娘 ลาโลกไปเมื่อวาน ได้เรียนเหล่าไท่ไท่กับไท่ไท่แล้ว ท่านให้มาเรียนคุณหนูด้วย”
กล่าวจบ ก็ยืนห้อยมือรออยู่ไม่พูดอะไรต่อ
(ทั่นชุนเป็นลูกสาวของน้าหญิงเจ้า 赵姨娘)
ในห้องมีคนมารอแจ้งเรื่องอยู่หลายคน ต่างรอฟังว่าทั้งสองจะจัดการเรื่องอย่างไร หากรับมือได้เหมาะสมก็คงเกรงกลัวกันบ้าง แต่หากพลาดพลั้งไม่เพียงไม่ยอมรับ หากก้าวพ้นประตูสองคงมีแต่เสียงเย้ยหยันไยไพ
ภรรยาอู๋ซินเติงย่อมกำหนดแผนการไว้แล้วในใจ หากอยู่ต่อหน้าพี่เฟิ่ง นางคงยกตัวอย่างเดิมหลายประเด็น ทั้งเสนอความเห็นให้พี่เฟิ่งพิจารณา ตอนนี้นางประมาทว่าหลี่หวานซื่อเซ่อ ทั่นชุนอ่อนหัด จึงเพียงรายงานแล้วรอทั้งสองจะว่าอย่างไร
ทั่นชุนถามหลี่หวาน หลี่หวานตรองแล้วว่า
“ก่อนหน้านี้มารดาของสีเหยินเสียไป ฟังว่าได้เงินช่วยเหลือสี่สิบตำลึง ครานี้ก็ช่วยไปสี่สิบตำลึงเช่นกันเถิด”
ภรรยาอู๋ซินเติงรีบขานรับว่า “เจ้าค่ะ”
รับป้ายเทียบตุ้ยไผแล้วจะรีบจากไป
ทั่นชุนว่า “ท่านกลับมาก่อน”
ภรรยาอู๋ซินเติงจำต้องเดินกลับมา
ทั่นชุนว่า “ท่านอย่าเพิ่งไปเบิกเงิน ข้าขอถามท่าน คุณนายน้าหญิง 老姨奶奶 สมัยเหล่าไท่ไท่มีทั้งพวกที่เป็นคนในจวนกับพวกที่มาจากข้างนอก พวกที่เป็นคนในจวนหากถึงแก่กรรมได้เงินช่วยเหลือเท่าไร พวกที่มาจากข้างนอกหากถึงแก่กรรมได้เท่าไร ท่านช่วยแจกแจงแก่พวกเราที”
พอถูกถาม ภรรยาอู๋ซินเติงลืมเรื่องอื่นสิ้น ยิ้มแล้วตอบว่า
“นี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญอันใด จะได้มากน้อยเท่าใดใครกล้าโต้แย้ง”
ทั่นชุนยิ้มว่า “เหลวไหล ข้าว่าชดเชยร้อยตำลึงก็ยังได้ แต่หากไม่ตามระเบียบ นอกจากพวกท่านจากเยาะหยันข้า พรุ่งนี้ก็ยากจะตอบคุณนายรอง”
ภรรยาอู๋ซินเติงว่า “เช่นนั้น ข้าคงต้องตรวจดูบัญชีเดิม ตอนนี้ข้าจำไม่ได้”
ทั่นชุนยิ้มว่า “ท่านทำงานมาจนอายุป่านนี้ ยังจำไม่ได้ แล้วจะมาถามพวกข้า ปกติท่านแจ้งเรื่องกับคุณนายรอง ท่านต้องไปตรวจดูก่อนไหม ถ้าใช่ พี่เฟิ่งคงไม่ได้ชื่อว่าร้ายกาจ แต่ต้องนับว่าใจกว้างทีเดียว ยังไม่รีบไปหามาให้ข้าดู หากช้าไปอีกวัน ถือว่าท่านสะเพร่า”
ภรรยาอู๋ซินเติงหน้าแดงก่ำหันหลังเดินกลับออกไป คนอื่นในที่นั้นพากันแลบลิ้นแล้วทยอยรายงานเรื่องของตน
สักพักใหญ่ ภรรยาอู๋ซินเติงนำบัญชีเก่ามาแสดง ทั่นชุนตรวจดูพบว่า สองคนที่เป็นคนในจวนได้ค่าชดเชยคนละยี่สิบตำลึง สองคนที่มาจากข้างนอกได้คนละสี่สิบตำลึง ยังมีอีกสองคนนอก คนหนึ่งได้หนึ่งร้อยตำลึง อีกคนหนึ่งได้หกสิบตำลึง ทั้งสองรายนี้มีบันทึกแนบท้ายว่า รายแรกต้องเคลื่อนย้ายโลงศพบิดามารดาข้ามจังหวัด ชดเชยเพิ่มเติมหกสิบตำลึง ส่วนอีกรายช่วยชดเชยค่าซื้อที่ฝังศพยี่สิบตำลึง
ทั่นชุนอ่านดูแล้วส่งต่อให้หลี่หวานดู ทั่นชุนว่า
“จ่ายค่าชดเชยยี่สิบตำลึงเงิน ส่วนสมุดบัญชีนี้ข้าจะเก็บไว้ดูรายละเอียด”
ภรรยาอู๋ซินเติงกลับออกไป
น้าหญิงเจ้า (แม่ของทั่นชุน) ถลันเข้าห้องมา หลี่หวาน ทั่นชุนเชิญนางนั่ง น้าหญิงเจ้าเอ่ยปากตัดพ้อว่า
“คนในบ้านนี้ย่ำหัวข้าขึ้นไปทั้งนั้น คุณหนูลองคิดดูว่าควรระบายโทสะให้ข้าหรือไม่”
ว่าแล้วก็ร้องไห้จนน้ำมูกน้ำตาไหล
ทั่นชุนว่า “แม่น้าท่านพูดถึงใคร ข้าไม่เข้าใจ ใครย่ำหัวแม่น้า ท่านบอกมา ข้าจะช่วยระบายโทสะให้”
น้าหญิงเจ้าว่า “คุณหนูแหละที่ย่ำข้า แล้วจะให้ข้าไปฟ้องใคร”
ทั่นชุนได้ฟังรีบลุกขึ้นยืนว่า “ข้าไม่บังอาจ”
หลี่หวานก็รีบลุกขึ้นมาปราม
น้าหญิงเจ้าว่า “พวกท่านนั่งลงก่อน แล้วฟังข้า ข้าเหมือนถูกเคี่ยวด้วยน้ำมันอยู่ในบ้านนี้จนอายุปูนนี้ ยังมีน้องชายท่านอีกคน (เจี่ยหวน) เทียบไม่ได้แม้แต่สีเหยิน ข้ายังมีหน้าอยู่อีกหรือ ท่านเองก็ไม่มี อย่าว่าแต่ข้า”
ทั่นชุนยิ้มว่า “ที่แท้ก็เรื่องนี้ ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่บังอาจทำผิดกฏหรือฝ่าฝืนระเบียบ”
แล้วนั่งลง หยิบสมุดบัญชีเปิดให้น้าหญิงเจ้าดูและอ่านให้ฟัง แล้วกล่าวว่า
“นี่คือระเบียบเดิมที่บรรพชนวางไว้ ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ข้ามิอาจเปลี่ยนแปลงได้ นี่ไม่ได้จำเพาะใช้กับสีเหยิน วันหน้าหวนเอ๋อ 环儿 รับเมียมาจากภายนอก ก็เหมือนกับสีเหยิน นี่ไม่ใช่เรื่องแก่งแย่งกันว่าใครเหนือกว่าใคร หรือใครมีหน้าใหญ่กว่าใคร เดิมนางเป็นเด็กรับใช้ของไท่ไท่ ข้าก็เพียงยึดถือตามระเบียบเดิม คนที่ว่าทำถูกก็มารับความกรุณาของบรรพชน ความกรุณาของไท่ไท่ไป คนที่ว่าไม่ยุติธรรม นั่นก็เพราะคิดเหลวไหลไปเอง คงต้องปล่อยเขากล่าวโทษไป ไท่ไท่จะยกบ้านให้ใคร ข้าก็ไม่ได้หน้า แดงเดียวไม่ให้ใคร ข้าก็ไม่เสียหน้า
ข้าว่า ไท่ไท่ไม่อยู่บ้าน แม่น้าก็ควรสงบสติอารมณ์บ้าง อย่ากังวลเกินเหตุ ไท่ไท่เอ็นดูข้า แต่หากเกิดเรื่องกับแม่น้าบ่อยๆ ก็ไม่เป็นผลดี ถ้าข้าเป็นชาย คงออกไปผาดโผนข้างนอกนานแล้ว มีอะไรเป็นของข้าเอง แต่นี่ข้าเป็นหญิง จึงไม่กล้าพูดจาเหลวไหลแม้สักคำ เรื่องนี้ไท่ไท่รู้ดี ตอนนี้ ไท่ไท่ไว้ใจให้ข้าดูแลงาน ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แม่น้าก็จะมาให้ข้าแหกกฏ ไท่ไท่รู้เข้า ก็คงลำบาก และไม่ไห้ข้ารับผิดชอบงานอีก”
ว่าแล้วก็น้ำตาไหล
น้าหญิงเจ้าไม่มีอะไรจะตอบโต้ ได้แต่พูดว่า
“ไท่ไท่เอ็นดูท่าน ท่านก็ควรจะช่วยเหลือพวกเราบ้าง ท่านหวังแต่จะให้ไท่ไท่เอ็นดู จนลืมพวกเราไป”
ทั่นชุนว่า “ข้าลืมที่ไหนกัน ท่านจะให้ข้าช่วยอย่างไร ลองถามพวกเขาแต่ละคนดู มีเจ้านายที่ไหนไม่ช่วยคนที่ช่วยได้ มีคนเก่งที่ไหนต้องให้คนคอยช่วยเหลือ”
หลี่หวานอยู่ข้างๆ จึงแทรกมาว่า “แม่น้าอย่าได้โมโห จะโทษคุณหนูก็ไม่ถูก นางมีใจอยากช่วยแต่เอ่ยปากไม่ได้”
ทั่นชุนรีบแทรกว่า “ซ้อใหญ่ท่านเหลวไหลแล้ว ข้าอยากช่วยใคร คุณหนูที่ไหนจะไปช่วยบ่าวไพร่ พวกเขาจะเป็นจะตายก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า ท่านก็รู้”
น้าหญิงเจ้าโมโหแล้วถามว่า “ใครไปขอให้เจ้าช่วย หากเจ้าไม่ได้ดูแลบ้าน ข้าก็ไม่มาถามเจ้าหรอก ตอนนี้เจ้าว่าหนึ่งก็คือหนึ่ง สองก็คือสอง ตอนนี้น้าชายของเจ้าตาย เจ้าจะให้เพิ่มสักยี่สิบสามสิบตำลึง ไท่ไท่จะไม่ยอมตามเจ้าหรือ เห็นอยู่ว่าไท่ไท่เป็นคนดีมีเมตตา พวกเจ้าต่างหากที่ใจแคบขี้เหนียว น่าเสียดายไท่ไท่ไม่อาจแผ่เมตตา คุณหนูวางใจ เงินนี่ไม่ใช่เงินของเจ้า วันหน้าเจ้าออกเรือน ก็ดูที่เจ้าทำกับเราเป็นตัวอย่าง ยังไม่ทันปีกกล้าขาแข็ง ก็ลืมรากเหง้ารีบร้อนทะยานขึ้นกิ่งสูงเสียแล้ว”
ทั่นชุนฟังแล้วโกรธจนหน้าซีดหายใจติดขัด สะอึกสะอื้นว่า “ใครเป็นน้าชายของข้า น้าชายของข้าเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการเก้ามณฑล(หวางจื่อเถิง) แล้วมีน้าชาย(เจ้ากว๋อจี)โผล่มาจากไหนอีกคน ข้าเคารพนับถือตามธรรมเนียมเท่านั้น มีญาติมาจากไหนอีก หากจะอ้างอย่างนี้ ทุกเช้าที่หวนเอ๋อออกจากบ้าน เจ้ากว๋อจีทำไมต้องรีบลุกขึ้นแล้วติดสอยห้อยตามไปโรงเรียน ทำไมไม่อ้างสิทธิความเป็นน้าชาย ไปให้เหนื่อยทำไม
ทุกคนต่างรู้ว่าข้าเองเกิดจากน้าหญิง (เป็นลูกเมียบ่าว) ไม่ต้องให้ท่านเสียเวลาขุดคุ้ยมาแสดงให้ใครต่อใครเห็นหรอก ใครกันแน่ที่จะเสียหน้า ดีที่ข้าเป็นคนรู้ความ หากเหลวไหลคงทนฟังท่านไม่ได้”
(สังคมจีนสมัยนั้น เป็นสังคม ผัวหนึ่ง เมียเอกหนึ่ง เมียน้อยหลาย 一夫一妻多妾制 ลูกเมียบ่าว 庶出 เกิดมาจะเป็นนาย 主子 ในขณะที่แม่ของตนยังคงเป็นบ่าวไพร่ เรียกเมียเอกของพ่อว่า ไท่ไท่ 太太 เรียกแม่ของตนเองว่า น้าหญิง 姨娘
ทั่นชุน เจี่ยหวนเป็นพี่น้องแม่เดียวกันคือน้าหญิงเจ้า (เมียบ่าว) แต่มีฐานะเป็นนายขณะที่แม่มีฐานะเป็นบ่าว
ทั่นชุนจึงนับว่าหวางจื่อเถิง 王子腾 น้องชายของหวางฮูหยินเป็นน้าชาย แต่ไม่นับเจ้ากว๋อจี 赵国基 น้องชายของน้าหญิงเจ้าเป็นน้าชาย
เจี่ยหวนก็เช่นกัน จะไปโรงเรียน เจ้ากว๋อจียังต้องคอยติดตามรับใช้ในฐานะบ่าว ไม่ได้เรียกเป็นน้า)
หลี่หวานร้อนใจใคร่หย่าศึก น้าหญิงเจ้ายังคงเซ้าซี้ไม่เลิก พลันมีคนมาแจ้งว่า
“คุณนายรองมีเรื่องฝากแม่นางผิงมา”
น้าหญิงเจ้าจึงต้องรีบสงบปาก
ผิงเอ๋อเดินเข้าห้องมา น้าหญิงเจ้ายิ้มเชิญนั่งแล้วรีบถามว่า
“คุณนายของเจ้าดีขึ้นบ้างไหม ข้าว่าจะไปเยี่ยมแต่ยังไม่มีเวลาว่าง”
หลี่หวานเห็นผิงเอ๋อเข้ามา จึงถามว่า “เจ้ามาทำไม”
ผิงเอ๋อยิ้มว่า “คุณนายว่า น้องชายของน้าหญิงเจ้าเสีย เกรงว่าคุณนายและคุณหนูไม่ทราบระเบียบเดิม ตามระเบียบแล้วจะได้รับยี่สิบตำลึง ตอนนี้คุณหนูจะพิจารณาจ่ายเพิ่มขึ้นบ้างย่อมได้”
ทั่นชุนเช็ดคราบน้ำตาแห้งไปแล้ว รีบบอกว่า
“อยู่ดีดีจะเพิ่มทำไม มีใครต้องอุ้มท้องถึงยี่สิบสี่เดือน หรือออกรบแบกเจ้านายขึ้นหลังหนีเอาชีวิตรอด จึงควรได้พิเศษ เจ้านายของเจ้าฉลาดแท้ บอกให้ข้าแหกกฏ ตัวนางเองได้หน้าว่าเป็นคนดี เอาเงินของไท่ไท่มาเที่ยวแจกซื้อใจคน เจ้าไปบอกนางว่า ข้าไม่กล้าตัดสินใจเพิ่ม หากนางอยากจะสร้างพระคุณ รอนางหายดีแล้วให้นางมาเพิ่มให้เอง”
ผิงเอ๋อก่อนจะมาก็พอเข้าใจอะไรต่ออะไรอยู่กว่าครึ่ง พอได้ฟังก็เข้าใจ ยิ่งเห็นทั่นชุนสีหน้าไม่สู้ดี ยิ่งไม่กล้าแหย่เย้าเหมือนเช่นเคย จึงยืนห้อยมือเงียบเฉยอยู่
สักพักเป่าไชมาจากเรือนใหญ่ พวกทั่นชุนรีบลุกขึ้นเชิญนางนั่ง
ตอนก่อนหน้า : เล่าขำขัน
ตอนถัดไป : ลูกเมียหลวงเมียน้อยมีข้อต่าง

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา