1 ก.ค. เวลา 13:49 • ธุรกิจ

🛑 ทำงานถูกวิธี…แต่กำลังวิ่งไปผิดทาง?

เมื่อองค์กรจำนวนมากเก่งขึ้น เร็วขึ้น วัดผลได้มากขึ้น แต่กลับไม่ได้เข้าใกล้คำว่า “ถูกต้อง” มากขึ้นเลย
“มีองค์กรจำนวนไม่น้อยที่ดูดีมากจากภายนอก”
ประชุมตรงเวลา มี Agenda ชัดเจน
ส่งรายงานครบทุกสัปดาห์
Dashboard สวยงาม
KPI เขียวเกือบทุกช่อง
ทุกคนทำตาม Standard Operating Procedure ได้อย่างเป็นระบบ
และถ้าเปิดดู Workflow ภายใน ก็อาจจะรู้สึกได้เลยว่า “องค์กรนี้มีวินัยดีมาก”
“เหมือนภายนอกจะดูดีครับ”
แต่ความจริงที่หลายองค์กรไม่ค่อยอยากยอมรับคือ การทำงานได้ถูกขั้นตอน ไม่ได้แปลว่าเรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป บางครั้งทีมอาจไม่ได้ล้มเหลวเพราะทำงานไม่เป็น แต่ล้มเหลวเพราะทำงานเป็นมากเกินไปในเรื่องที่ไม่ควรทำตั้งแต่แรก
เหมือนเรากำลังสร้างรถไฟความเร็วสูงที่ดีที่สุดในประเทศ วิ่งตรงเวลา ประหยัดพลังงาน ระบบควบคุมแม่นยำ พนักงานผ่านการฝึกอบรมครบถ้วน แต่ปัญหาคือรางรถไฟเส้นนั้นกำลังพาเราไปผิดเมือง
ยิ่งเครื่องยนต์ดีเท่าไร ความผิดพลาดก็ยิ่งเดินทางเร็วขึ้นเท่านั้น
นี่คือความต่างที่สำคัญมากระหว่าง “ทำงานให้ถูกวิธี” กับ “ทำสิ่งที่ถูกต้อง”
🧭 ปัญหาไม่ใช่ Efficiency แต่คือ “Efficiency ที่ไม่มีเข็มทิศ”
ในโลกการบริหาร มีประโยคที่มักถูกยกมาอธิบายความต่างระหว่าง Management และ Leadership ว่า
“Management is doing things right; leadership is doing the right things.”
แม้ตัวประโยคนี้ถูกอ้างถึงอย่างแพร่หลายในฐานะแนวคิดของ Peter Drucker แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการจำ Quote คือการเข้าใจแกนคิดของมัน เพราะ Drucker Institute เองก็ใช้นิยามเรื่อง Effectiveness ว่าเป็นการ “doing the right things well” หรือทำสิ่งที่ถูกต้องให้ดี (The Drucker Institute)
“Do things right” คือโลกของ Efficiency กระบวนการ มาตรฐาน ความถูกต้องของขั้นตอน และการทำให้ของเดิมดีขึ้น เราเห็นมันในรูปแบบของ SOP, KPI, Checklist, Automation, Cost Reduction, Quality Control และ Project Management ที่รัดกุม
“สิ่งเหล่านี้จำเป็นมาก องค์กรที่ไม่มีมันจะวุ่นวาย เหนื่อย ซ้ำซ้อน และขยายผลไม่ได้”
แต่ “Do the right thing” เป็นอีกโจทย์หนึ่ง มันคือการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นยังควรทำอยู่หรือไม่ มันยังสร้างคุณค่าให้ลูกค้าจริงหรือเปล่า มันยังสอดคล้องกับทิศทางธุรกิจไหม มันยังถูกต้องกับคนในองค์กรและสังคมรอบข้างหรือไม่
พูดให้ตรงกว่านั้นคือ Efficiency ตอบคำถามว่า “เราทำสิ่งนี้ได้ดีแค่ไหน”
แต่ Effectiveness ถามว่า “สิ่งนี้ยังควรถูกทำอยู่หรือเปล่า”
และในโลกธุรกิจ คำถามหลังมักเจ็บกว่าเสมอ
📉 องค์กรไม่ได้พังเพราะคนไม่ขยัน แต่อาจพังเพราะคนขยันผิดเรื่อง
ตัวอย่างคลาสสิกคือ Blockbuster อดีตยักษ์ใหญ่ร้านเช่าวิดีโอที่เคยมีระบบหน้าร้าน เครือข่ายสาขา และโมเดลธุรกิจที่แข็งแรงมากในยุคของตัวเอง แต่เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่โลกดิจิทัลและ Streaming ความเก่งในการบริหารร้านเช่าวิดีโอแบบเดิมกลับไม่เพียงพอ
Harvard Business Review เคยเขียนถึงการปิดฉากของ Blockbuster ว่าเป็นหนึ่งในเรื่องราวของ Disruptive Technological Innovation ที่ชัดเจนมาก โดยร้านของบริษัทและบริการ DVD-by-mail ถูกปิดลงหลังจาก DISH เข้าซื้อกิจการในปี 2011 (Harvard Business Review)
Blockbuster ไม่ได้ไม่มีคนเก่ง ปัญหาไม่ใช่ว่าพนักงานไม่รู้วิธีจัดชั้นหนัง ไม่รู้วิธีบริหารสต็อก หรือไม่รู้วิธีทำให้ร้านเดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัญหาคือองค์กรเก่งมากกับเกมเดิม ในวันที่สนามกำลังเปลี่ยนไปแล้ว
Nokia ก็คล้ายกัน ในยุคหนึ่ง Nokia เป็นสัญลักษณ์ของโทรศัพท์มือถือที่แข็งแรง เชื่อถือได้ และมีศักยภาพด้านวิศวกรรมสูงมาก แต่บทวิเคราะห์จาก INSEAD ชี้ว่า การถดถอยของ Nokia ไม่ได้เกิดจากเหตุผลเดียว หากเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเชิงบริหาร โครงสร้างองค์กร ระบบราชการภายใน และความขัดแย้งที่ทำให้องค์กรอ่านการเปลี่ยนจากการแข่งขันเชิงสินค้าไปสู่การแข่งขันเชิง Platform ได้ไม่ทัน (INSEAD Knowledge)
Harvard Business Review ก็เคยชี้ว่า Nokia ไม่สามารถตอบสนองอย่างน่าเชื่อถือต่อ iPhone ในปี 2007 และ Android ในปี 2008 ได้ทัน (Harvard Business Review)
นี่คือบทเรียนที่โหดมากสำหรับองค์กรยุคใหม่
บางครั้งสิ่งที่ฆ่าองค์กร ไม่ใช่ความไร้ประสิทธิภาพ แต่คือประสิทธิภาพที่ถูกใช้ไปกับโลกเก่าอย่างสมบูรณ์แบบ
ทีมยังประชุมดี
ระบบยังเดินดี
รายงานยังออกตรงเวลา
แต่ลูกค้าไปอยู่ที่อื่นแล้ว
🤖 ยุค AI ทำให้ “ทำถูกขั้นตอน” ถูกลงอย่างรวดเร็ว
ถ้าในอดีต คนที่ทำงานตามกระบวนการได้แม่นยำถือเป็นทรัพยากรที่มีค่ามาก วันนี้ AI กำลังทำให้ความสามารถแบบนั้นกลายเป็นต้นทุนพื้นฐานมากขึ้นเรื่อยๆ
AI เขียนสรุปประชุมได้ จัดรูปแบบเอกสารได้ วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นได้ เขียนโค้ดตาม Pattern ได้ สร้างรายงานตาม Template ได้ และช่วยตรวจความผิดพลาดในงานจำนวนมากได้เร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า McKinsey รายงานในปี 2025 ว่าองค์กรจำนวนมากลงทุนด้าน AI แล้ว แต่มีเพียง 1% ที่มองว่าตัวเองอยู่ในระดับ Mature และอุปสรรคสำคัญของการ Scaling ไม่ใช่เพราะพนักงานไม่พร้อมเท่านั้น แต่เป็นเรื่องผู้นำยังขับเคลื่อนและกำกับทิศทางได้ไม่เร็วพอ (McKinsey & Company)
นี่คือประเด็นใหญ่ครับ
AI ไม่ได้ทำให้ “งานตามขั้นตอน” หายไปทั้งหมด แต่มันทำให้ราคาของงานที่อธิบายเป็นขั้นตอนซ้ำๆ ได้ ลดลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อ Process ถูกทำให้เป็นระบบอัตโนมัติได้มากขึ้น สิ่งที่เหลือให้มนุษย์สร้างมูลค่าไม่ใช่การเป็นคนที่ทำตามขั้นตอนได้เป๊ะที่สุด แต่คือการเป็นคนที่รู้ว่า “ขั้นตอนไหนควรมี” “ขั้นตอนไหนควรถูกยกเลิก” และ “งานไหนไม่ควรถูกทำตั้งแต่แรก”
นี่คือจุดที่ Judgment กลายเป็นทักษะราคาแพง
เพราะ AI อาจช่วยเราเขียนรายงานได้เร็วขึ้น แต่ AI ไม่ควรเป็นคนตัดสินใจแทนองค์กรว่า รายงานนั้นควรถูกใช้เพื่อปกปิดความจริงหรือเปิดเผยความจริง
AI อาจช่วยสร้าง Product Requirement ได้เร็วขึ้น แต่ AI ไม่ควรเป็นคนรับผิดชอบแทนเราเมื่อตัว Product กำลังเอาเปรียบลูกค้า
AI อาจช่วยเขียนโค้ดได้เร็วขึ้น แต่ AI ไม่ใช่คนเซ็นรับผิดชอบเมื่อระบบนั้นทำให้ข้อมูลลูกค้ารั่ว
ในโลกที่เครื่องมือฉลาดขึ้นเรื่อยๆ คนที่มีค่าที่สุดจึงไม่ใช่คนที่ทำตามเครื่องมือได้เร็วที่สุด แต่คือคนที่รู้ว่าเมื่อไรควรใช้ เมื่อไรควรหยุด และเมื่อไรควรกล้าพูดว่า “สิ่งนี้ไม่ควรถูกทำ”
⚖️ สิ่งที่องค์กรต้องการมากขึ้น ไม่ใช่คนขยัน แต่คือ “คนที่มีเข็มทิศ”
ในหลายองค์กร เราชอบให้รางวัลกับคนที่ “ทำงานได้เยอะ” มากกว่าคนที่ “ตัดสินใจได้ดี” เพราะงานเยอะวัดง่ายกว่า Report มีตัวเลข Task มีสถานะ Project มี Timeline แต่ Judgment มักวัดยากกว่า เพราะมันอยู่ในคำถามที่คนไม่ค่อยอยากถาม
เราควรทำโปรเจกต์นี้ต่อจริงไหม?
ลูกค้ายังต้องการสิ่งนี้อยู่หรือเปล่า?
KPI นี้สร้างคุณค่าจริง หรือแค่ทำให้ Dashboard ดูดี?
งานนี้สำคัญต่อองค์กร หรือสำคัญต่อความสบายใจของผู้บริหารบางคน?
ระบบนี้ช่วยคนทำงาน หรือแค่ทำให้คนทำงานต้องกรอกข้อมูลเพิ่มเพื่อให้เรารู้สึกว่าควบคุมได้?
นี่คือคำถามที่ AI ช่วย Draft ได้ แต่คนต้องเป็นเจ้าของคำตอบ
องค์กรจำนวนมากไม่ได้ขาดคนทำงานเก่ง แต่ขาดคนที่กล้าหยุดงานบางอย่าง ขาดผู้นำที่กล้าปิดโปรเจกต์ที่เคยดูดี ขาดผู้บริหารที่กล้าบอกว่า “เราไม่ควรวัดเรื่องนี้แบบเดิมอีกแล้ว” และขาดวัฒนธรรมที่อนุญาตให้คนตั้งคำถามกับเป้าหมาย ไม่ใช่แค่ทำตามเป้าหมาย
เพราะในที่สุด องค์กรที่ดีไม่ได้ต้องการแค่เครื่องยนต์แรง
องค์กรที่ดีต้องมีเข็มทิศก่อน
🚦 เข็มทิศต้องมาก่อนคันเร่ง
ประเด็นนี้ไม่ได้แปลว่า Process ไม่สำคัญ หรือ Efficiency ไม่จำเป็น ตรงกันข้าม องค์กรที่ไม่มี Process จะกลายเป็นองค์กรที่พึ่งพาฮีโร่ พึ่งพาคนเก่งไม่กี่คน และขยายผลไม่ได้
แต่ลำดับสำคัญมาก
ต้องเริ่มจากการถามว่า “อะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง” ก่อน แล้วค่อยออกแบบว่า “จะทำสิ่งนั้นให้ถูกวิธีได้อย่างไร”
ถ้าสลับลำดับกัน เราจะได้องค์กรที่ดูทันสมัยมาก มีระบบเยอะมาก ใช้ AI เยอะมาก มี Dashboard เยอะมาก ประชุม Agile มาก มี Workflow Automation มาก แต่สุดท้ายอาจเป็นเพียงองค์กรที่วิ่งเร็วขึ้นบนทิศทางที่ผิด
และนี่อาจเป็นความเสี่ยงใหม่ของยุค AI
ไม่ใช่แค่ AI จะทำให้เราทำงานเร็วขึ้น
แต่ AI อาจทำให้เราทำ “งานที่ไม่ควรทำ” ได้เร็วขึ้น สวยขึ้น และน่าเชื่อถือขึ้นด้วย
ดังนั้น คำถามสำคัญของผู้นำยุคนี้อาจไม่ใช่แค่ว่า “เราจะทำงานให้เร็วขึ้นได้อย่างไร” แต่คือ “เรากำลังเร่งเครื่องให้กับสิ่งที่ถูกต้องจริงหรือเปล่า”
เพราะการเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกอาจดูน่าภูมิใจมาก
จนกระทั่งวันหนึ่งเราหันไปเห็นป้ายข้างสนาม แล้วพบว่าเราวิ่งผิดการแข่งขันมาตั้งแต่ต้น
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#ExecutiveMindset
#LeadershipMatters
#DoTheRightThing
#FutureOfWork
#AILeadership
#OrganizationalCulture
#BusinessStrategy
📚 Source / Reference
* Drucker Institute — ใช้เป็นฐานคิดเรื่อง Effectiveness หรือ “doing the right things well” และความต่างระหว่างการทำงานให้ดี กับการเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง
* Harvard Business Review — ใช้เป็นบริบทเรื่อง Blockbuster และการล่มสลายจากแรงกระแทกของ Disruptive Technological Innovation
* INSEAD Knowledge — ใช้เป็นฐานวิเคราะห์กรณี Nokia ว่าความล้มเหลวไม่ได้มาจากเหตุผลเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ โครงสร้างองค์กร และการเปลี่ยนผ่านจาก Product Competition ไปสู่ Platform Competition
* Harvard Business Review — ใช้เสริมกรณี Nokia เรื่องการตอบสนองต่อ iPhone และ Android ที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด
* McKinsey, “Superagency in the workplace” — ใช้เป็นบริบทเรื่องการนำ AI ไปใช้ในองค์กร และปัญหาการ Scale ที่ไม่ได้อยู่แค่ระดับพนักงาน แต่เกี่ยวข้องกับบทบาทผู้นำและการกำกับทิศทาง
* World Economic Forum, “Four Futures for Jobs in the New Economy: AI and Talent in 2030” — ใช้เป็นบริบทเรื่องอนาคตงาน ทักษะ และความจำเป็นในการออกแบบบทบาทมนุษย์ร่วมกับ AI
* กรอบ “เข็มทิศต้องมาก่อนเครื่องยนต์” — เป็นการสังเคราะห์ของผู้เขียน เพื่ออธิบายความต่างระหว่าง Efficiency, Effectiveness และ Judgment ในบริบทธุรกิจยุค AI
โฆษณา