5 ชั่วโมงที่แล้ว • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 3 : Enki ปราชญ์วิศวกรผู้มอบแสงสว่าง

หัวข้อที่ 5. กำเนิดมนุษย์: ห้องทดลองต้องห้ามกับจุดกำเนิดอาดามู
ในฐานะ ปรมาจารย์แห่งอภิเทคโนโลยีและศาสตร์แห่งชีวิต เอ็นกิไม่ได้เพียงมองมนุษย์เป็นผลิตผลของแรงงาน แต่มองเป็น ชิ้นงานวิศวกรรมที่มีศักยภาพไร้ขีดจำกัด
ในสายตาของเอ็นลิลและสภาอนุนนาคี มนุษย์คือเครื่องจักรที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับภาระที่เหล่าเทพไม่ต้องการแบกรับอีกต่อไป เป็นแรงงานทดแทนที่ประสิทธิภาพดีกว่าสัตว์พาหนะ และยอมรับคำสั่งได้มากกว่าหุ่นยนต์ที่ไร้จิตใจ
แต่ในสายตาของเอ็นกิ มนุษย์คือ บทกวีที่ยังไม่ถูกอ่านจบ ชิ้นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขาเคยสร้าง และจะยิ่งใหญ่กว่านั้นอีกหากได้รับโอกาสให้เติบโตอย่างเต็มที่
ความแตกต่างในมุมมองนี้ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ หากแต่คือ รากฐานทางวิทยาศาสตร์ที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
นักวิศวกรที่มองชิ้นงานเป็นเพียงเครื่องมือจะออกแบบเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในระยะสั้น แต่นักวิศวกรที่มองชิ้นงานเป็นระบบที่มีศักยภาพในการพัฒนาตัวเองจะออกแบบเพื่อการเติบโตในระยะยาว เอ็นกิเลือกหนทางหลัง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้งานสร้างสรรค์ของเขาเหนือกว่าทุกสิ่งที่สภาอนุนนาคีเคยผลิตออกมา
หากจะเปรียบให้เห็นภาพ ในสายตาของเอ็นลิล มนุษย์คือค้อน เครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอกตะปู วัดคุณค่าด้วยจำนวนตะปูที่ตอกได้ในหนึ่งวัน และถูกโยนทิ้งเมื่อด้ามหัก
แต่ในสายตาของเอ็นกิ มนุษย์คือเมล็ดพันธุ์ที่บรรจุพิมพ์เขียวของป่าทั้งผืน สิ่งที่ต้องใช้เวลา แสง น้ำ และดินที่เหมาะสม ไม่มีใครตัดสินคุณค่าของเมล็ดพันธุ์จากจำนวนผลที่มันยังไม่ออก เพราะคุณค่าที่แท้จริงของเมล็ดพันธุ์อยู่ในศักยภาพที่ยังไม่ปรากฏ ไม่อยู่ในผลผลิตที่วัดได้ในวันนี้
ค้อนจะไม่มีวันกลายเป็นอะไรอื่นนอกจากค้อน ต่อให้เวลาผ่านไปพันปี แต่มนุษย์ที่เอ็นกิสร้างนั้นถูกออกแบบให้สามารถกลายเป็นสิ่งที่เขาเองก็คาดไม่ถึง นั่นคือความแตกต่างระหว่างการออกแบบที่เน้นการใช้งาน กับการออกแบบที่เน้นการวิวัฒนาการ
กระบวนการสร้าง "อาดามู" (Adamu) ของเขาไม่ได้เริ่มต้นจากความว่างเปล่า หากแต่เป็น การทดลองเชิงพันธุวิศวกรรมระดับสูง ที่ใช้เทคโนโลยี "การถักทอสายเลือด" (Blood Weaving)
โดยนำรหัสพันธุกรรมต้นแบบของชาวอนุนนาคีผสมผสานเข้ากับเซลล์พื้นฐานของสิ่งมีชีวิตบนโลก กระบวนการนี้ซับซ้อนเกินกว่าที่คำว่า "การผสมพันธุ์" จะอธิบายได้
มันไม่ใช่การนำวัตถุดิบสองชิ้นมารวมกันแล้วรอดูผล แต่คือการเลือกสรรลำดับนิวคลีโอไทด์อย่างพิถีพิถัน ทดสอบความเข้ากันได้ของโปรตีนที่เกิดขึ้น ปรับสมดุลของฮอร์โมนและระบบประสาทให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมของโลก และทำซ้ำกระบวนการนี้นับครั้งไม่ถ้วนในรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนได้ผลลัพธ์ที่เขาพึงพอใจ
การดำเนินการนี้เป็นไปอย่างประณีตใน ห้องปฏิบัติการลึกภายใต้อับซู ซึ่งเขาสามารถควบคุมสภาวะของธาตุสารประกอบในน้ำเพื่อเป็นตัวกระตุ้นการขยายตัวของเซลล์ ในความดันที่ควบคุมได้อย่างแม่นยำ
อุณหภูมิที่คงที่ในระดับทศนิยมสี่ตำแหน่ง และสภาพแวดล้อมทางเคมีที่กรองมลภาวะทุกชนิดออกไป ห้องทดลองแห่งนี้คือเงื่อนไขที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เคยมีอยู่บนโลก สภาพที่ไม่มีแม้แต่ห้องแล็บที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบันจะสามารถจำลองขึ้นมาได้ครบถ้วน
ความล้มเหลวในช่วงแรกของการทดลองนั้นมีอยู่มาก บันทึกที่ถ่ายทอดผ่านปากต่อปากของนักบวชแห่งเอดิดูเล่าว่า ในรุ่นแรกๆ ของอาดามู สิ่งมีชีวิตที่ได้ออกมามักมีปัญหาด้านความไม่เสถียรของพันธุกรรม
บางรุ่นมีร่างกายแข็งแกร่งแต่ขาดความสามารถในการเรียนรู้ที่ซับซ้อน บางรุ่นมีสติปัญญาสูงแต่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอเกินกว่าจะรับมือกับโรคของโลกได้
เอ็นกิบันทึกทุกความล้มเหลวลงในแผ่นดินเหนียวอย่างละเอียด ไม่ใช่เพื่อบันทึกความอับอาย แต่เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปรุงครั้งต่อไป เพราะสำหรับนักทดลองที่แท้จริง ความล้มเหลวไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่คือข้อมูลที่มีราคาแพงที่สุด
กระบวนการ Blood Weaving ที่เอ็นกิพัฒนาขึ้นนั้นมีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจนและสามารถอธิบายได้ในภาษาของอณูชีววิทยาสมัยใหม่ แม้ในยุคของเขาจะใช้คำที่แตกต่างออกไป
ขั้นตอนแรก: การถอดรหัสต้นแบบ (Template Decoding) เอ็นกิเริ่มต้นด้วยการแยกรหัสพันธุกรรมของชาวอนุนนาคี ออกเป็นส่วนๆ ระบุว่าลำดับใดควบคุมความฉลาด ลำดับใดควบคุมความแข็งแรงของร่างกาย และลำดับใดควบคุมความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม
จากนั้นจึงคัดเลือกเฉพาะลำดับที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตบนโลก ตัดส่วนที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการควบคุมพลังงานระดับสูงที่มนุษย์ไม่ต้องการในระยะเริ่มต้นออกไป
.
ขั้นตอนที่สอง: การหาตัวเชื่อม (Bridge Sequence) ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่การนำรหัสสองชนิดมารวมกัน แต่คือการทำให้พวกมัน "สื่อสาร" กันได้ รหัสพันธุกรรมของอนุนนาคีกับสิ่งมีชีวิตบนโลกมีโครงสร้างพื้นฐานที่แตกต่างกัน เหมือนระบบปฏิบัติการสองระบบที่ใช้ภาษาเครื่องคนละภาษา เอ็นกิต้องสร้าง "ลำดับเชื่อม" (Bridge Sequence) ซึ่งเป็นชุดของนิวคลีโอไทด์สั้นๆ ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแปลภาษา คอยกำกับว่ายีนจากอนุนนาคีจะแสดงออกเมื่อใด ในปริมาณเท่าใด และภายใต้เงื่อนไขใด
.
ขั้นตอนที่สาม: การบ่มในสภาพแวดล้อมควบคุม (Controlled Incubation) เมื่อได้รหัสที่สมบูรณ์แล้ว เอ็นกิจะบ่มเซลล์ต้นแบบในสารละลายที่เขาปรุงขึ้นจากน้ำแห่งอับซูที่ผ่านการปรับความถี่พลังงานให้เหมาะสม สารละลายนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงหล่อเลี้ยงเซลล์ แต่ยังทำหน้าที่เป็น "สัญญาณนำทาง" ที่คอยกระตุ้นให้เซลล์พัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง คล้ายกับที่เซลล์ต้นกำเนิดในตัวอ่อนมนุษย์ตอบสนองต่อสัญญาณเคมีจากเนื้อเยื่อรอบข้าง
.
ขั้นตอนที่สี่: การทดสอบภาคสนาม (Field Testing) หลังจากบ่มในห้องปฏิบัติการจนถึงระยะที่เหมาะสม เอ็นกิจะนำอาดามูรุ่นต้นแบบขึ้นมาบนพื้นผิวโลกเป็นครั้งแรก เขาจะสังเกตพฤติกรรม ปฏิกิริยาต่อแสงอาทิตย์ ต่อแรงโน้มถ่วงที่แตกต่างจากอับซู และต่อจุลินทรีย์ในบรรยากาศโลก หากพบปัญหา เขาจะปรับปรุงรหัสและเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ขั้นตอนแรก
สิ่งที่ทำให้เอ็นกิเหนือกว่าวิศวกรทั่วไป คือการที่เขา แอบฝัง "รหัสลับแห่งการตื่นรู้" เข้าไปในลำดับนิวคลีโอไทด์ของมนุษย์
รหัสเหล่านี้เปรียบเสมือนซอฟต์แวร์ที่ฝังตัวอยู่ในฮาร์ดแวร์ชีวภาพ รอคอยเงื่อนไขทางสิ่งแวดล้อมและทางปัญญาที่เหมาะสมเพื่อเปิดใช้งาน (Trigger) ศักยภาพในการเข้าถึงความจริงของจักรวาลที่หลับใหลอยู่ในสายเลือดของมนุษย์ทุกคน
ในภาษาของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ สิ่งที่เอ็นกิทำนั้นใกล้เคียงกับที่นักวิจัยด้าน Epigenetics กำลังค้นพบในปัจจุบัน นั่นคือการที่ยีนบางส่วนในจีโนมมนุษย์นั้น "เปิด" หรือ "ปิด" ตามสภาพแวดล้อม ประสบการณ์
และแม้แต่รูปแบบความคิด มีส่วนของ DNA มนุษย์ที่นักวิทยาศาสตร์เคยเรียกว่า "Junk DNA" เพราะไม่รู้ว่ามันทำหน้าที่อะไร แต่ปัจจุบันเริ่มพบว่ามันมีบทบาทในการควบคุมการแสดงออกของยีนอื่นๆ อย่างซับซ้อน บางทีนั่นไม่ใช่ขยะทางพันธุกรรม แต่คือ รหัสที่เขียนไว้สำหรับอนาคต ที่ยังไม่ถึงเวลาเปิดใช้งาน
หากเอ็นลิลคือผู้ที่ต้องการให้มนุษย์เป็นเครื่องจักรชีวภาพที่ทำงานซ้ำเดิมได้ไม่รู้จบ เอ็นกิก็คือผู้ที่ แอบติดตั้งอัลกอริทึมแห่งการตั้งคำถาม เอาไว้ เพื่อให้มนุษย์ในวันที่เติบโตเต็มที่สามารถก้าวพ้นสถานะทาสและเข้าถึงสถานะแห่งการเป็น "ผู้รู้" ได้ด้วยตนเอง
การที่สภาอนุนนาคีไม่ล่วงรู้เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะเอ็นกิซ่อนมันไว้ดีเพียงพอ แต่เพราะสภาไม่เคยคิดว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นไปได้ ไม่มีใครในสภาเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตระดับล่างจะสามารถ "ตื่นรู้" ขึ้นมาได้ และนั่นคือจุดบอดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอำนาจที่ดูถูกสิ่งที่ตนสร้างขึ้น
นอกจากวิศวกรรมพันธุกรรมแล้ว เอ็นกิยังเป็น ปรมาจารย์ด้านการเล่นแร่แปรธาตุและการรักษา
เขาเข้าใจว่ามนุษย์มีโครงสร้างที่เปราะบางต่อสภาพแวดล้อมของโลก เขาจึงใช้ศาสตร์แห่งการผสานแร่ธาตุกับพลังงานชีวภาพเพื่อสร้าง "ยาแห่งชีวิต" (Elixir of Life)
น้ำที่เขาปรุงแต่งขึ้นจากแหล่งพลังงานในอับซูนั้นไม่ใช่เพียงน้ำสะอาด แต่เป็นสารละลายเชิงโมเลกุลที่สามารถซ่อมแซมรหัสพันธุกรรมที่สึกหรอ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของอวัยวะ และยืดอายุขัยให้ยืนยาวเกินกว่าขีดจำกัดทางชีวภาพเดิม
กระบวนการสร้างยาแห่งชีวิตนั้นไม่ง่ายเหมือนการต้มสมุนไพร มันต้องการความเข้าใจในหลายระดับพร้อมกัน
ระดับแรกคือองค์ประกอบทางเคมี รู้ว่าแร่ธาตุชนิดใดมีความสัมพันธ์กับระบบใดในร่างกาย
ระดับที่สองคือปฏิกิริยาต่อเนื่อง รู้ว่าเมื่อส่วนประกอบสองชนิดรวมกันในสภาพแวดล้อมเฉพาะ จะเกิดสารใหม่ที่มีคุณสมบัติที่ส่วนประกอบแต่ละชิ้นไม่มีเพียงลำพัง
และระดับที่สามซึ่งเป็นระดับที่เอ็นกิเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ คือคลื่นพลังงานที่ร่างกายตอบสนองต่อ เพราะเขาพบว่าสารชนิดเดียวกันที่ผสมในสภาวะพลังงานต่างกันให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
บันทึกในตำราของเมืองนิปปูร์เล่าว่าครั้งหนึ่งเอ็นกิรักษาชายคนหนึ่งที่ล้มป่วยด้วยโรคที่นักบำบัดทั่วไปสิ้นหวังแล้ว เขาไม่ได้เพียงให้ยา แต่นั่งอยู่กับคนไข้นานหลายชั่วโมง พูดคุย ถามถึงชีวิต ความกังวล ความฝัน
จากนั้นจึงปรุงยาที่แตกต่างออกไปจากที่เขาเคยให้กับคนอื่น เพราะเขาเชื่อว่า ร่างกายแต่ละคนมีสมการที่ไม่เหมือนกัน และการรักษาที่แท้จริงต้องอ่านสมการนั้นออกก่อนที่จะเริ่มแก้มัน
ศาสตร์แห่งการเยียวยาของเอ็นกิถูกออกแบบมาเพื่อความสมดุล เมื่อเขารักษาอาการเจ็บป่วย เขาไม่ได้เพียงลบอาการออกไป แต่เขากำลัง ปรับจูนสมดุลระหว่างธาตุต่างๆ ในร่างกาย เพื่อให้ระบบทำงานประสานกับพลังงานรอบตัวได้ดีขึ้น
หลักการนี้ใกล้เคียงอย่างน่าประหลาดใจกับแนวคิดของการแพทย์แบบองค์รวม (Holistic Medicine) ที่กำลังได้รับการยอมรับมากขึ้นในโลกปัจจุบัน แนวคิดที่ว่าร่างกายไม่ใช่ชุดของอวัยวะที่แยกจากกัน แต่คือระบบที่บูรณาการและตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกอย่างต่อเนื่อง
เขาเป็นคนแรกๆ ที่สอนมนุษย์ให้รู้จักใช้พืชพรรณและแร่ธาตุในธรรมชาติเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง
ความรู้นี้ไม่ได้ถ่ายทอดในรูปของสูตรยาที่ต้องจดจำ แต่ถ่ายทอดผ่านการสอนให้มนุษย์เข้าใจ หลักการที่อยู่เบื้องหลังสูตร เพื่อให้สามารถปรับใช้ได้ตามวัตถุดิบที่มีในสภาพแวดล้อมท้องถิ่น
นักบำบัดชาวสุเมเรียนยุคโบราณที่ศึกษาวิชาในสายของเอ็นกิสามารถเดินเข้าไปในป่าที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน และยังระบุพืชที่มีคุณสมบัติรักษาโรคได้ ไม่ใช่เพราะจำรายชื่อพืชทุกชนิดได้ แต่เพราะเข้าใจว่าต้องมองหาอะไร
หลักการวินิจฉัยของเอ็นกิที่ถ่ายทอดมายังนักบวชแห่งเอดิดูมีองค์ประกอบสามประการที่ทำงานร่วมกัน
ประการแรก: การอ่านสมดุลธาตุ (Humoral Assessment)
เอ็นกิสอนให้สังเกตสีของลิ้นในเวลาเช้าก่อนดื่มน้ำ อุณหภูมิของฝ่ามือเทียบกับฝ่าเท้า จังหวะการเต้นของชีพจรที่ตำแหน่งต่างๆ บนข้อมือทั้งสองข้าง
ข้อมูลเหล่านี้ประกอบกันเป็นแผนที่ของร่างกายที่บอกว่าธาตุใดกำเริบหรือหย่อนเกินไป การวินิจฉัยนี้ใช้เวลานานและต้องการความเงียบอย่างสมบูรณ์ นักบวชที่ฝึกฝนดีพอจะสามารถบอกได้ว่าความเจ็บป่วยของคนไข้มีต้นเหตุจากอาหาร จากอารมณ์ หรือจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เพียงจากการอ่านสัญญาณเหล่านี้
.
ประการที่สอง: การจับคู่แร่ธาตุกับความถี่ร่างกาย (Mineral-Frequency Matching)
เอ็นกิค้นพบว่าร่างกายมนุษย์ตอบสนองต่อแร่ธาตุแต่ละชนิดในความถี่ที่แตกต่างกัน เขาไม่เลือกแร่ธาตุตามอาการ แต่เลือกตาม "ลายเซ็นพลังงาน" ของผู้ป่วยแต่ละคน กระบวนการนี้ละเอียดถึงขั้นที่ต้องคำนึงถึงช่วงเวลาของวันที่คนไข้เกิด ฤดูกาลที่อาการเริ่มปรากฏ และแม้แต่ตำแหน่งของดาวเคราะห์หลักในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่เพราะเขาเชื่อเรื่องดวงชะตา แต่เพราะสนามแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์มีผลต่อของเหลวในร่างกายที่วัดได้จริง
.
ประการที่สาม: การติดตามผลและปรับสูตร (Iterative Refinement)
ไม่มีการรักษาครั้งใดที่เอ็นกิให้ยาแล้วจบ เขากำหนดให้นักบวชติดตามคนไข้ทุกเจ็ดวันเป็นเวลาอย่างน้อยสามรอบ เพื่อปรับลดหรือเพิ่มส่วนประกอบตามการตอบสนองของร่างกาย หลักการนี้เองที่ต่อมาพัฒนาเป็นระบบการแพทย์แบบ "นัดตรวจติดตาม" ที่แพทย์สมัยใหม่ใช้กันอยู่ แต่แตกต่างกันตรงที่หมอในสายของเอ็นกิไม่ได้ปรับแค่ขนาดยา แต่ปรับส่วนประกอบทั้งหมดตามสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไปในแต่ละสัปดาห์
ความเชี่ยวชาญนี้ทำให้เขาได้รับสมญานามว่าเป็น เจ้าแห่งการฟื้นฟู ผู้ที่แม้แต่สิ่งที่ดูเหมือนไร้หนทางจะรักษา ก็สามารถกลับมามีชีวิตใหม่ได้หากผ่านการดูแลของเขา
ในยุคสมัยโบราณ พลังในการรักษาของเขามักถูกผู้คนกราบไหว้ด้วยความเกรงขาม แต่มันคือผลลัพธ์ของ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในระบบนิเวศของสารเคมีและคลื่นพลังงานที่ประกอบกันขึ้นเป็น "ชีวิต" ไม่ใช่ความมหัศจรรย์ที่ลอยอยู่เหนือการอธิบาย แต่คือวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่มีภาษาในยุคนั้นพอจะอธิบายได้
ทุกการเคลื่อนไหวของเอ็นกิในห้องทดลองล้วนมีความนัยสำคัญ เขารู้ดีว่าพลังงานชีวภาพและแร่ธาตุนั้นมีความเชื่อมโยงกับความถี่ของการสั่นสะเทือนทางจิตสำนึก เขาจึงใช้แร่ธาตุที่เก็บเกี่ยวจากอับซูเป็นสื่อกลางในการรักษาความเสถียรของ สนามพลังชีวิต (Bio-field) ของมนุษย์
แนวคิดเรื่อง Bio-field นั้นไม่ใช่เรื่องลึกลับในแบบที่หลายคนเข้าใจ ร่างกายมนุษย์ปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอ่อนๆ ออกมาอยู่ตลอดเวลา
หัวใจมีสนามแม่เหล็กที่สามารถวัดได้จากภายนอกร่างกาย สมองสร้างคลื่นไฟฟ้าที่สะท้อนสภาวะทางจิตใจ และแม้แต่เซลล์แต่ละเซลล์มีความต่างศักย์ไฟฟ้าที่จำเป็นต่อการทำงาน
เอ็นกิเข้าใจสิ่งเหล่านี้ และเข้าใจว่าสนามพลังงานเหล่านี้สามารถถูกรบกวนได้จากปัจจัยภายนอก รวมถึงคลื่นความถี่ของอารมณ์กลัวที่สภาอนุนนาคีใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมประชากร
การสร้างมนุษย์ที่แข็งแกร่งทั้งทางกายภาพและจิตใจจึงเป็นภารกิจหลักของเขา เพื่อเตรียมพร้อมให้เผ่าพันธุ์นี้รับมือกับความจริงที่กำลังจะเปิดเผยในอนาคต มนุษย์ที่ผ่านการเยียวยาของเอ็นกิไม่ได้เพียงหายป่วย แต่พวกเขากลับมาพร้อมกับบางสิ่งที่เพิ่มขึ้น ราวกับว่าการเจ็บป่วยนั้นทำหน้าที่เป็นการทดสอบที่เปิดประตูไปสู่ความแข็งแกร่งในระดับที่ลึกกว่า และเอ็นกิรู้ดีว่าจะนำพวกเขาผ่านประตูนั้นได้อย่างไร
มรดกที่เอ็นกิทิ้งไว้ในศาสตร์แห่งชีวิต ไม่ได้เป็นเพียงยาหรือวิธีการรักษา แต่คือ ความรู้เชิงโครงสร้างที่มนุษย์ใช้สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน
ทั้งในรูปแบบของวิชาการแพทย์ การวิจัยทางพันธุกรรม หรือแม้แต่นวัตกรรมที่ช่วยให้มนุษย์เอาชนะโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อ Francis Crick และ James Watson เผยโฉมโครงสร้าง Double Helix ในปี ค.ศ. 1953 พวกเขาคิดว่าตนเองค้นพบสิ่งใหม่ แต่ในความเป็นจริง พวกเขาเพียง อ่านสิ่งที่เขียนไว้แล้วหกพันปีก่อน ออกได้เป็นครั้งแรกในภาษาที่ยุคสมัยของพวกเขาเข้าใจ
การที่มนุษย์สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของธรรมชาติและเข้าถึงรหัสลับของชีวิตได้ในปัจจุบัน คือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าสิ่งที่เอ็นกิได้วางรากฐานไว้ในอาดามูนั้น กำลังผลิบานอย่างเต็มที่
ทุกครั้งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบยีนที่เกี่ยวข้องกับความฉลาดหรือความสามารถในการเรียนรู้ ทุกครั้งที่เทคโนโลยีการรักษาด้วย CRISPR สามารถแก้ไขรหัสพันธุกรรมได้อย่างแม่นยำ
และทุกครั้งที่นักวิจัยด้านจิตสำนึกค้นพบว่าสมองมนุษย์มีศักยภาพที่ยังไม่ได้ถูกใช้งานอีกมาก นั่นคือการที่รหัสที่เอ็นกิฝังไว้กำลังเปิดออกทีละชั้น ทีละระดับ ตามลำดับที่เขาออกแบบไว้
ความเข้าใจในเรื่องพลังงานชีวภาพและการเล่นแร่แปรธาตุนี้ คือ กุญแจสำคัญที่บ่งบอกว่ามนุษยชาติมีศักยภาพในการเป็น "ผู้สร้างชีวิต" ได้ไม่ต่างจากเทพเจ้า และนั่นคือเหตุผลที่เอ็นกิยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและการเริ่มต้นใหม่เสมอมา
ตราบใดที่มนุษย์ยังคงวิจัยและค้นหาความจริงเกี่ยวกับร่างกายและจิตวิญญาณของตนเอง สายธารแห่งปัญญาของเอ็นกิก็จะยังคงไหลเวียนอยู่ในทุกหยดเลือดของเราอย่างไม่รู้จบ ไม่ใช่เพราะเราจำเขาได้ แต่เพราะเราคือผลงานชิ้นเอกที่เขาทิ้งไว้ และในทุกครั้งที่เราพยายามทำความเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้งมากขึ้น เราคือการพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เขาไม่ผิดที่เชื่อในเรา
หัวข้อที่ 6. วงจรนิรันดร์: ต้นไม้แห่งความทรงจำกับภราดรภาพลับ
วงจรแห่งการดำรงอยู่และการสืบทอดที่เอ็นกิรังสรรค์ขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสืบสายพันธุ์ทางชีวภาพแบบทั่วไป หากแต่เป็น การสร้างระบบความรู้ที่ผูกติดอยู่กับจิตสำนึกระดับลึก
ในขณะที่เอ็นลิลมองการสืบพันธุ์ว่าคือการผลิตแรงงานทดแทน ตัวเลขในบัญชีที่ต้องรักษาระดับให้คงที่ เอ็นกิกลับมองมันว่าเป็น กระบวนการส่งข้อมูลข้ามเวลา เหมือนการเขียนจดหมายถึงคนที่ยังไม่เกิด แต่แทนที่จะใช้กระดาษและหมึก เขาใช้โปรตีนและนิวคลีโอไทด์เป็นสื่อกลาง
หากจะเข้าใจความแตกต่างนี้ให้ลึกซึ้ง ลองนึกภาพชาวสวนสองคนที่ปลูกต้นไม้คนละต้น ชาวสวนคนแรก เอ็นลิล ปลูกต้นไม้เพื่อเก็บผล เขานับจำนวนผลต่อฤดูกาล ตัดกิ่งที่ไม่ออกผลทิ้ง และเมื่อต้นไม้แก่เกินกว่าจะให้ผลผลิต เขาก็โค่นมันลงแล้วปลูกต้นใหม่จากกล้าพันธุ์เดิมที่ถูกโคลนมาให้เหมือนกันทุกประการ วงจรนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีวิวัฒนาการ มีแต่การทำซ้ำ
ชาวสวนคนที่สอง เอ็นกิ ปลูกต้นไม้ต้นเดียวกัน แต่เขาไม่ได้สนใจแค่ผล เขาสนใจเมล็ดในผลนั้นด้วย เมล็ดแต่ละเมล็ดมียีนที่แตกต่างกันเล็กน้อยจากการผสมเกสรตามธรรมชาติ แต่ละเมล็ดบรรจุความเป็นไปได้ที่ต้นแม่ไม่มี เอ็นกิเฝ้าดูว่าเมล็ดไหนที่เติบโตได้ดีในดินที่แห้งแล้งกว่า เมล็ดไหนที่ต้านทานแมลงได้ดีกว่า และเขาคัดเลือกเมล็ดเหล่านั้นมาปลูกต่อ โดยไม่เคยหยุดที่จะทดลองกับดินใหม่ ภูมิอากาศใหม่ และสภาพแวดล้อมใหม่
นี่คือความแตกต่างระหว่างการผลิตซ้ำ (Replication) กับการสืบทอด (Inheritance) อย่างแรกสร้างแรงงาน อย่างหลังสร้างวิวัฒนาการ
สิ่งที่ตำนานขานนามว่า "ต้นไม้แห่งชีวิต" (The Tree of Life) นั้น ในความรับรู้เชิงวิศวกรรมของเอ็นกิ คือ โครงสร้างการบันทึกข้อมูลและแผนผังพันธุกรรมที่เชื่อมโยงทุกชีวิตเข้าด้วยกัน
เปรียบเสมือนเครือข่ายใยประสาทของดาวเคราะห์ ไม่ใช่ต้นไม้จริงที่มีใบและกิ่งก้าน แต่คือแผนภาพที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกนี้เชื่อมต่อถึงกันผ่านสายพันธุกรรมที่มีต้นกำเนิดร่วมกัน และต้นกำเนิดนั้นมีผู้ออกแบบ
สัญลักษณ์ต้นไม้แห่งชีวิตปรากฏในอารยธรรมโบราณแทบทุกแห่งบนโลก ตั้งแต่จารึกสุเมเรียนที่แสดงภาพต้นปาล์มที่มีเทพเจ้ายืนอยู่สองข้าง ไปจนถึง Yggdrasil ของนอร์ส Ashvattha ของฮินดู และ Etz Chaim ของคับบาลาห์ยิว
ความสอดคล้องกันของสัญลักษณ์นี้ข้ามวัฒนธรรมที่ไม่น่าจะมีการติดต่อกันได้ในยุคนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือ ร่องรอยที่เอ็นกิฝากไว้ในจิตสำนึกร่วมของมนุษยชาติ เหมือนการประทับตราเดียวกันบนเอกสารที่ส่งไปยังปลายทางต่างกัน
สำหรับเอ็นกิ ความอมตะที่แท้จริงไม่ใช่การคงอยู่ของกายหยาบ แต่อยู่ที่ความต่อเนื่องของสติปัญญาที่ได้รับการสั่งสม เขาเห็นด้วยตาของนักวิทยาศาสตร์ว่าร่างกายทุกร่างมีอายุขัย ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดที่จะทนต่อการสึกหรอของกาลเวลาได้ตลอดไป แม้แต่ร่างของเขาเองก็เช่นกัน
แต่ถ้าสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือปัญญา ไม่ใช่เนื้อหนัง แล้วปัญญาจะสูญหายไปพร้อมกับเนื้อหนังเสมอหรือ นั่นคือคำถามที่เขาทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อหาคำตอบ
เขาเข้าใจดีว่าตราบใดที่มนุษย์ยังสามารถรักษา "สายเลือดแห่งความตื่นรู้" นี้ไว้ได้ องค์ความรู้ที่เขามอบให้จะไม่มีวันสูญหาย
ต้นไม้แห่งชีวิตในวิหารของเขาจึงเป็นสัญลักษณ์ของการสืบทอดสายเลือดที่ซับซ้อน ซึ่งเขามุ่งเน้นไปที่การดูแลรักษา รหัสผ่าน (Password/Key) ที่ซ่อนอยู่ในลำดับพันธุกรรมของมนุษย์บางกลุ่ม เพื่อให้แน่ใจว่าในยามที่โลกเผชิญกับวิกฤตแห่งการล่มสลายจากระเบียบของเอ็นลิล จะยังมี "ผู้เก็บรักษาความทรงจำ" ที่สามารถนำพาอารยธรรมให้ฟื้นคืนชีพกลับมาได้ใหม่เสมอ
กลุ่มผู้เก็บรักษาความทรงจำเหล่านี้ไม่ได้ถูกเลือกจากสายเลือดชั้นสูงหรือตำแหน่งทางสังคม แต่ถูกระบุตัวตนจากลักษณะทางพฤติกรรมที่เอ็นกิออกแบบไว้เป็นเกณฑ์
นั่นคือความสามารถในการตั้งคำถามที่คนอื่นไม่กล้าถาม ความอยากรู้อยากเห็นที่ไม่อาจดับลงได้แม้ถูกห้ามปราม และความรู้สึกลึกๆ ว่าตนเองรู้บางสิ่งที่ยังพูดออกมาเป็นคำไม่ได้ นักบวชของเอ็นกิที่ทำหน้าที่คัดเลือกผู้สืบทอดนั้นกล่าวว่า ไม่ต้องถามเด็กมากมาย เพียงสังเกตว่าคนไหนมองดาวแล้วยังไม่อยากนอนหลับ คนนั้นคือคนที่เรากำลังหา
ความลึกลับประการสำคัญที่เอ็นกิฝากไว้คือแนวคิดเรื่อง "การอวตารของจิตสำนึก" ซึ่งเชื่อกันว่าความรอบรู้ของเขาไม่ได้หายสาบสูญไปพร้อมกับร่างในอดีต แต่ถูกฝังตัวไว้ในกระแสธารแห่งข้อมูลที่เรียกว่า "สายเลือดงู" (Serpent Lineage)
กระบวนการนี้ทำงานเหมือนกับการ สำรองข้อมูลเชิงชีวภาพ ที่ถูกเข้ารหัสไว้ในยีนที่ไม่ได้แสดงออก ซึ่งในสายตาของนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ Junk DNA
แต่คำว่า "ขยะ" นั้นอาจเป็นการตัดสินที่เร็วเกินไปของวิทยาศาสตร์ที่ยังอ่านภาษาไม่ออก
งานวิจัยล่าสุดในสาขา Epigenomics และ Non-coding RNA เริ่มเผยให้เห็นว่า DNA ส่วนที่ครั้งหนึ่งถูกเรียกว่าไม่มีประโยชน์นั้น แท้จริงมีบทบาทซับซ้อนในการควบคุมการแสดงออกของยีนทั้งหมดในจีโนม
มันคือ ระบบปฏิบัติการ ไม่ใช่ไฟล์ขยะ และหากเอ็นกิฝังรหัสบางอย่างไว้ในชั้นนั้น มันอาจเป็นสิ่งที่ชาญฉลาดที่สุดเท่าที่วิศวกรคนหนึ่งจะทำได้ เพราะนั่นคือส่วนสุดท้ายที่ใครจะมาแตะต้อง
กระบวนการสำรองข้อมูลเชิงชีวภาพที่เอ็นกิออกแบบนั้น สามารถอธิบายได้ในภาษาของชีววิทยาโมเลกุลสมัยใหม่ แม้ในยุคของเขาจะใช้ศัพท์ที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
กลไกที่หนึ่ง: การฝังข้อมูลใน Non-coding RNA เอ็นกิค้นพบว่า RNA ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นตัวกลางระหว่าง DNA กับโปรตีนเท่านั้น แต่ RNA บางชนิดสามารถพับตัวเป็นโครงสร้างสามมิติที่ซับซ้อน ทำหน้าที่คล้ายกับสวิตช์ที่เปิด-ปิดการทำงานของยีนทั้งกลุ่มในคราวเดียว
เขาใช้ RNA เหล่านี้เป็น "เทปบันทึกข้อมูล" ที่เก็บชุดคำสั่งสำหรับการตื่นรู้ โดยออกแบบให้มันถูกส่งต่อผ่านเซลล์สืบพันธุ์จากรุ่นสู่รุ่น โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงลำดับ DNA หลักเลยแม้แต่นิวคลีโอไทด์เดียว นี่คือสาเหตุที่ผู้ตรวจการของเอ็นลิลไม่เคยพบร่องรอยการดัดแปลงพันธุกรรมต้องห้าม เพราะพวกเขามองหาในที่ที่ผิด
.
กลไกที่สอง: การเข้ารหัสแบบอาศัยเวลา (Temporal Encoding) เอ็นกิออกแบบให้ข้อมูลบางส่วนไม่สามารถถูก "อ่าน" ได้ทันทีหลังคลอด แต่จะค่อยๆ เปิดเผยตัวเองเมื่อร่างกายเข้าสู่ช่วงอายุที่กำหนด หรือเมื่อเผชิญกับสภาพแวดล้อมบางอย่าง เช่น การอดอาหารเป็นเวลานาน การสัมผัสกับความเย็นจัด หรือแม้แต่ภาวะใกล้ตาย สิ่งนี้เป็นกลไกความปลอดภัยที่ป้องกันไม่ให้เด็กซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะทางปัญญาเข้าถึงข้อมูลที่พวกเขายังไม่พร้อมจะเข้าใจ
.
กลไกที่สาม: การกระตุ้นผ่านสัญลักษณ์ภายนอก (Symbolic Triggering) ข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสไว้จะไม่ทำงานจนกว่าผู้ถือครองจะพบกับ "กุญแจ" ที่อยู่ในรูปของสัญลักษณ์เฉพาะ เช่น รูปงูคู่ เรขาคณิตบางรูปแบบ หรือแม้แต่เสียงสวดในความถี่ที่กำหนด เมื่อสมองรับรู้สัญลักษณ์เหล่านี้ มันจะส่งสัญญาณเคมีที่กระตุ้นให้ Non-coding RNA คลายตัวออกและเริ่มกระบวนการถอดรหัส นี่คือเหตุผลที่สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์มีพลังทางจิตใจอย่างลึกซึ้งต่อมนุษย์ เพราะพวกมันถูกออกแบบมาให้เป็นเช่นนั้นตั้งแต่แรก
ความรู้เหล่านี้จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นผ่านสัญลักษณ์และรหัสทางความคิดที่ถูกออกแบบมาเฉพาะ โดยมีการสืบทอดผ่านกลุ่มภราดรภาพที่รู้จักกันในนาม "Brotherhood of the Snake" ซึ่งในรากเหง้าดั้งเดิม ก่อนที่จะถูกบิดเบือนโดยอำนาจมืด คือกลุ่มผู้พิทักษ์ที่ทำหน้าที่รักษาแสงสว่างแห่งวิชาการ การรักษาพยาบาล และการปรับสมดุลของจิตวิญญาณเอาไว้ ในยุคที่ความรู้เหล่านั้นอาจถูกกวาดล้างออกไปจากโลกได้ทุกเมื่อ
กลุ่มภราดรภาพงูนี้ไม่ได้ปฏิบัติการในฐานะองค์กรทางการเมือง แต่ทำหน้าที่เป็น ผู้ประสานรอยต่อระหว่างยุคสมัย
พวกเขาใช้สัญลักษณ์งูคู่ คทาคาดูเซียส (Caduceus) และเรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์เป็นรหัสลับเพื่อบ่งบอกตัวตนและเชื่อมโยงกันทั่วโลก ในยุคที่การเดินทางข้ามทวีปใช้เวลาหลายเดือน
สมาชิกของกลุ่มที่อยู่ในเมโสโปเตเมียสามารถรู้ว่าผู้ที่เดินทางมาจากแดนไกลนั้นคือพวกเดียวกันหรือไม่ เพียงแค่ดูว่าเขาวาดสัญลักษณ์ใดลงบนดินเมื่อถูกถาม ความรู้ที่เดินทางข้ามทวีปผ่านระบบนี้มีประสิทธิภาพเกินกว่าที่ผู้ปกครองใดจะสามารถกำจัดออกไปได้ เพราะมันไม่ได้เดินทางในรูปแบบของหนังสือหรือตำราที่จะถูกเผาได้ แต่เดินทางในรูปแบบของสิ่งที่อยู่ในตัวคนที่ถูกฝึกมาแล้ว
การสืบทอดนี้มีความละเอียดอ่อนสูง เพราะความรู้นี้มีพลังมหาศาลหากตกอยู่ในมือของผู้ที่ต้องการใช้อำนาจกดขี่
เอ็นกิจึงได้ เข้ารหัสองค์ความรู้เหล่านั้นไว้ในความฝัน นิมิต และรูปแบบที่ปรากฏในธรรมชาติ เพื่อให้มีเพียงผู้ที่มีความตื่นรู้ทางจิตวิญญาณมากพอเท่านั้นที่จะสามารถตีความและใช้งานข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง
ระบบการเข้ารหัสของเขาอาศัยหลักการง่ายๆ แต่ทรงพลัง นั่นคือ ความจริงที่ลึกที่สุดนั้นเข้าถึงได้โดยตรงผ่านประสบการณ์ ไม่ใช่ผ่านการท่องจำ
ผู้ที่ท่องจำสูตรได้จะสูญเสียมันเมื่อหนังสือถูกเผา แต่ผู้ที่เข้าใจหลักการเบื้องหลังสูตรนั้นสามารถคิดค้นสูตรขึ้นมาใหม่ได้เสมอจากศูนย์ นั่นคือเหตุผลที่นักปราชญ์แท้จริงในประวัติศาสตร์มักไม่สูญหายไปพร้อมกับการทำลายห้องสมุด พวกเขาสามารถเริ่มต้นใหม่จากความว่างเปล่าในแผ่นดินใหม่ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นอยู่ในตัวพวกเขา ไม่ใช่ในชั้นวางหนังสือ
ร่องรอยของการสืบทอดนี้สามารถติดตามได้ผ่านประวัติศาสตร์ หากเรารู้ว่าควรมองหาอะไร
ในช่วงที่ห้องสมุดอเล็กซานเดรียถูกเผาทำลาย นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่บันทึกว่านั่นคือจุดจบของภูมิปัญญาโบราณ แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้คือ หลายทศวรรษก่อนที่เปลวไฟจะลุกท่วมชั้นหนังสือ
นักปราชญ์กลุ่มหนึ่งได้เดินทางออกจากอเล็กซานเดรียพร้อมกับหีบที่บรรจุแผ่นจารึก พวกเขาไม่ได้หนีไฟ พวกเขารู้ล่วงหน้าว่ามันจะมาถึง เพราะการทำลายความรู้คือวัฏจักรที่สมาชิกของกลุ่มภราดรภาพงูเฝ้าสังเกตมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในประวัติศาสตร์
ความรู้ไม่ได้ถูกทำลาย มันถูกย้ายที่อยู่ มันถูกแปลเป็นภาษาใหม่ มันถูกปรับแต่งให้เหมาะกับยุคสมัยใหม่ และเมื่อตะวันออกกลางไม่ปลอดภัยอีกต่อไป
มันก็เดินทางผ่านเส้นทางสายไหมไปยังเอเชียกลาง ผ่านพ่อค้าเครื่องเทศไปยังอินเดีย และผ่านนักเดินเรือไปยังคาบสมุทรไอบีเรีย แต่ละจุดที่มันหยุดพัก มันทิ้งร่องรอยไว้ในรูปของสำนักคิดใหม่ที่ "บังเอิญ" เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมพอดี สำนักซูฟีในเปอร์เซีย มหาวิทยาลัยนาลันทาในอินเดีย สำนักแปลแห่งโตเลโดในสเปน
เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์ การที่ความรู้หนึ่งปรากฏขึ้นในอีกฟากหนึ่งของโลกในช่วงเวลาที่อีกฟากหนึ่งกำลังสูญเสียมันไป มีรูปแบบที่สอดคล้องกันเกินกว่าจะเป็นความบังเอิญ และเบื้องหลังรูปแบบนั้นคือเครือข่ายที่ทำงานอยู่ในความเงียบมาหลายพันปี
การอวตารของจิตสำนึกในลักษณะนี้ คือวิธีการสร้าง "ความอมตะของปัญญา" ที่เอ็นลิลไม่สามารถเข้าถึงหรือควบคุมได้ เพราะเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันทำงานอย่างไร ไม่รู้ว่ามันซ่อนอยู่ที่ไหน และไม่รู้ว่ามันจะปรากฏขึ้นมาในรูปแบบใดในแต่ละยุคสมัย
ระบบที่มองไม่เห็นย่อมไม่สามารถถูกทำลายได้ และนั่นคือสิ่งที่เอ็นกิออกแบบไว้โดยเจตนา
ในความสมจริงเชิงจดหมายเหตุ เราจะเห็นร่องรอยของ Brotherhood of the Snake แฝงอยู่ในประวัติศาสตร์ของนักปราชญ์ นักวิทยาศาสตร์ และผู้แสวงหาความจริงที่มักจะนำเสนอแนวคิดที่ล้ำสมัยเกินยุคสมัยของตนเสมอ
Imhotep สถาปนิกและนักการแพทย์แห่งอียิปต์โบราณที่ความรู้ของเขาเหนือกว่าคนร่วมสมัยอย่างน่าประหลาดใจ Hippocrates บิดาแห่งการแพทย์ที่เขียนถึงสมดุลของธาตุในร่างกายด้วยภาษาที่ใกล้เคียงกับตำราของเอ็นกิอย่างไม่น่าเชื่อ
Paracelsus นักเล่นแร่แปรธาตุแห่งยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาที่เชื่อว่ายาที่ดีต้องทำงานกับพลังงานชีวิตของผู้ป่วย ไม่ใช่แค่กับอาการภายนอก หรือแม้แต่ Nikola Tesla ที่มักพูดว่าความรู้บางอย่างของเขามาจากแหล่งที่เขาเองก็อธิบายไม่ได้
กลุ่มคนเหล่านี้คือผู้ที่ได้รับสืบทอดกระแสพลังงานทางปัญญาของเอ็นกิโดยตรง พวกเขาไม่ได้เพียงอ่านตำรา แต่พวกเขาสามารถ "เข้าถึง" ข้อมูลนั้นได้จากจิตสำนึกภายใน
เหมือนกับการดึงไฟล์ข้อมูลจากคลาวด์ทางจิตวิญญาณที่เอ็นกิได้สร้างระบบไว้เมื่อครั้งโบราณกาล สิ่งที่น่าสังเกตที่สุดในบุคคลเหล่านี้คือความรู้สึกที่พวกเขามักอธิบายเหมือนกันว่า ไม่ได้คิดค้นสิ่งที่ค้นพบ แต่รู้สึกว่าตนเองเพียง "จำ" มันขึ้นมา เหมือนว่ามันรอการค้นพบอยู่แล้วในที่ที่ลึกกว่าความจำปกติ
เมื่อเอ็นกิถอนตัวออกจากการปกครองโดยตรง มรดกผ่านสายเลือดและสัญลักษณ์นี้กลายเป็นกลไกการเอาตัวรอดเพียงหนึ่งเดียวของมนุษย์ การเข้าใจวงจรแห่งการดำรงอยู่และการสืบทอดนี้ ทำให้เรารู้ว่าในเลือดทุกหยดที่ไหลเวียนอยู่ในกายเรา ไม่ได้มีเพียงฮีโมโกลบินหรือออกซิเจน แต่มันมีบรรทัดฐานของรหัสคำสั่งที่บรรพบุรุษผู้สร้างได้ฝากเอาไว้
ความกระหายในความรู้ ความอยากรู้อยากเห็นในธรรมชาติ และสัญชาตญาณในการต่อต้านความอยุติธรรมที่มนุษย์มีติดตัวมาแต่เกิด คือหลักฐานว่า "ต้นไม้แห่งชีวิต" ของเอ็นกิยังคงผลิดอกออกผลอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
มันไม่ได้ผลิดอกพร้อมกันทั้งต้นในคราวเดียว แต่ผลิดอกทีละกิ่ง ทีละรุ่นคน บางครั้งในรูปแบบของนักวิทยาศาสตร์ที่พลิกโลก บางครั้งในรูปแบบของนักเขียนที่เขียนสิ่งที่คนยุคนั้นยังไม่พร้อมฟัง และบางครั้งในรูปแบบของเด็กธรรมดาในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งคำถามว่า "แต่ทำไมถึงต้องเป็นแบบนั้น?" แล้วไม่ยอมหยุดถามจนกว่าจะได้คำตอบที่สมเหตสมผล
มันคือ ระบบรักษาความปลอดภัยทางปัญญาที่ไม่มีใครสามารถถอนรากถอนโคนได้ เพราะมันไม่ได้อยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ไม่ได้อยู่ในหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง และไม่ได้อยู่ในคนใดคนหนึ่ง แต่มันอยู่ในกระบวนการของชีวิตที่เอ็นกิออกแบบให้ทนทานต่อทุกสภาพอากาศ ทุกการล่มสลาย และทุกคำสั่งกำจัดจากสภาใดก็ตาม
และในวันที่มนุษยชาติพร้อมจะเปิดใช้งานรหัสลับเหล่านี้อย่างเต็มรูปแบบ ความเป็นอมตะทางปัญญาที่เอ็นกิคาดหวังไว้ ก็จะกลายเป็นความจริงที่ไม่มีผู้ปกครองคนใดในจักรวาลสามารถต้านทานได้อีกต่อไป
ไม่ใช่เพราะมนุษย์จะกลายเป็นนักรบผู้พิชิต แต่เพราะมนุษย์จะกลายเป็นสิ่งที่เอ็นลิลกลัวมากกว่านักรบใดๆ นั่นคือ ผู้ที่ไม่ต้องการสิ่งที่เอ็นลิลมีให้อีกต่อไป
เมื่อนั้น ต้นไม้แห่งชีวิตจะไม่ใช่แค่สัญลักษณ์บนผนังวิหารโบราณอีกต่อไป แต่จะเป็นคำอธิบายของสิ่งที่มนุษยชาติได้กลายเป็น ผลงานที่สมบูรณ์ที่สุดของวิศวกรผู้ไม่เคยหยุดเชื่อในสิ่งที่เขาสร้างขึ้น ตั้งแต่วันแรกที่ลมหายใจแรกพัดผ่านปอดของอาดามู ไปจนถึงวันที่มนุษย์คนสุดท้ายในจักรวาลนี้ยืนขึ้นแล้วมองท้องฟ้า โดยไม่มีใครบอกว่าต้องก้มหัวลง
นั่นคือมรดกของเอ็นกิ และมันกำลังทำงานอยู่ในขณะนี้ ในตัวของทุกคนที่อ่านบรรทัดนี้อยู่
.
.
โฆษณา