3 ก.ค. เวลา 05:50 • นิยาย เรื่องสั้น

Ereshkigal: The Final Auditor (ผู้ตรวจบัญชีแห่งวาระสุดท้าย)

เรื่องเล่าก่อนการวิเคราะห์ : สิ่งที่เกิดขึ้นจริง
ก่อนที่การวิเคราะห์สิบบทจะพาคุณลงลึกในตัวตนของ Ereshkigal ในฐานะบุคคลที่ซับซ้อน มีประวัติ และมีมิติที่เกินกว่าบทบาทที่เธอถูกกำหนดให้เล่น
มีเรื่องราวที่ต้องเล่าก่อน….เรื่องราวของสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ตามลำดับ และด้วยความชัดเจนที่ไม่มีใครในมหากาพย์อยากให้คุณรู้
ในจักรวาลของมหากาพย์แห่งความเงียบ โลกใบนี้ไม่ได้อุบัติขึ้นจากความบังเอิญ และไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยความรัก
ดาวนิบิรุ บ้านเกิดของเหล่า Anunnaki กำลังเผชิญวิกฤตที่ไม่อาจหันหนี พลังงานซึ่งหล่อเลี้ยงอารยธรรมมายาวนานนับล้านปีกำลังพร่องลงอย่างต่อเนื่อง สมการแห่งการดับสูญนั้นชัดเจนเสียจนไม่มีใครอาจโต้แย้งได้ และมันไม่ใช่คำถามว่าเมื่อไหร่อีกต่อไป หากแต่เป็นคำถามว่าช้าหรือเร็ว
เมื่อสภา Anunnaki ทอดสายตาออกไปยังดาวเคราะห์สีน้ำเงินซึ่งหมุนวนอยู่ในระยะห่างที่พอเหมาะพอเจาะ พวกเขามองเห็นแกนกลางที่อุดมด้วยทรัพยากรแร่ธาตุ เห็นสภาพแวดล้อมที่พร้อมรองรับชีวิต
และที่สำคัญที่สุดคือเห็นศักยภาพในการผลิต แรงงานที่สามารถขุดเจาะทุกสิ่งที่ดาวนิบิรุต้องการ
การตัดสินใจใช้เวลาไม่นาน และโครงการมนุษยชาติจึงเริ่มต้นขึ้น ไม่ใช่จากความรักหรือความเมตตาต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนั้น หากแต่จากความจำเป็นซึ่งถูกคำนวณมาอย่างรอบคอบในห้องประชุมที่อยู่ห่างไกลจากดาวเคราะห์ซึ่งกำลังจะถูกเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
Enki วิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาและรหัสพันธุกรรม ได้รับมอบหมายในสิ่งที่เขาถนัดที่สุด นั่นคือการออกแบบสิ่งมีชีวิตที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เขาใช้สิ่งมีชีวิตดั้งเดิมที่มีอยู่บนโลกเป็นฐาน แล้วเขียนรหัสพันธุกรรมขึ้นใหม่ให้ตอบโจทย์ที่ต้องการอย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นร่างกายที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมโหดร้ายในเหมืองลึก
ระบบประสาทที่ตอบสนองต่อคำสั่งได้รวดเร็ว สติปัญญาที่มากพอจะใช้เครื่องมือแต่ถูกจำกัดไว้ไม่ให้ตั้งคำถาม และอายุขัยที่ยาวพอจะฝึกฝนทักษะแต่สั้นพอที่จะไม่สั่งสมอำนาจเกินควร มนุษย์ยุคแรกจึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะเครื่องมือที่สวยงาม โดยที่พวกเขาเองก็ไม่เคยรู้ตัว
เมื่อการออกแบบเสร็จสิ้น Enlil ก็ก้าวเข้ามารับหน้าที่ดูแลการปฏิบัติการ เขาเป็นผู้จัดการที่เชื่อในระเบียบอย่างสุดโต่ง และเข้าใจดีว่าเครื่องจักรที่ดีย่อมต้องการกฎเหล็กอันชัดเจน
เขาจึงบรรจุโปรแกรมพฤติกรรมลงในจิตใต้สำนึกของมนุษย์ทุกคน เป็นกรอบที่ระบุว่าสิ่งใดทำได้และสิ่งใดทำไม่ได้ มีลำดับชั้นที่ต้องเคารพ มีความศักดิ์สิทธิ์ของระเบียบที่เขาวางไว้ และมีบทลงโทษสำหรับผู้ที่บังอาจฝ่าฝืน
ภายใต้ระบบของ Enlil มนุษย์ทำงาน เชื่อฟัง และเมื่อหมดอายุก็ถูกแทนที่ด้วยรุ่นถัดไปที่สดกว่า ทุกอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพราวกับเครื่องจักรที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ไร้ซึ่งคำถาม ไร้การต่อต้าน และไม่มีการสูญเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น
แต่ Marduk มองเห็นสิ่งที่ Enlil มองข้ามไป เขาเข้าใจว่าแรงงานที่เชื่อว่าตัวเองกำลังทำสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นจะทำงานได้ดีกว่า ทนทานกว่า และร้องเรียนน้อยกว่าแรงงานที่รู้ว่าตัวเองถูกบังคับ
เขาจึงสร้างระบบศรัทธาที่แนบเนียนและซับซ้อนขึ้นอีกชั้นหนึ่ง เปลี่ยนการขุดแร่ให้กลายเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เปลี่ยนการยอมจำนนให้กลายเป็นคุณธรรมอันน่าภาคภูมิ และเปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นเครื่องพิสูจน์ความศรัทธา
ด้วยชั้นเชิงนี้มนุษย์ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นทาสอีกต่อไป แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองมีพันธกิจ และนั่นคือความแตกต่างที่ทำให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างน่าทึ่ง
ระบบทำงานได้ดีเช่นนั้นเป็นเวลานานมาก
แต่ในระหว่างที่ทุกอย่างดำเนินไปตามแผน กลับมีบางสิ่งที่ไม่อยู่ในแผนเกิดขึ้น Inanna มองระบบนั้นด้วยสายตาที่ต่างออกไปจากคนอื่น เธอเห็นมนุษย์ไม่ใช่ในฐานะทรัพยากรหรือแรงงาน หากแต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกจำกัดไม่ให้เป็นในแบบที่มันสามารถเป็นได้
และเธอตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีใครในสภาอนุมัติ เธอแอบเข้าไปในรหัสพันธุกรรมของมนุษย์และเพิ่มสิ่งที่ไม่อยู่ในแบบแปลนเข้าไปสามสิ่งด้วยกัน
นั่นคือความฝัน ความรัก และความสามารถในการมองท้องฟ้าแล้วรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตประจำวันรออยู่ที่นั่น
ในทางเทคนิคแล้วนี่คืออาชญากรรม เพราะรหัสอารมณ์ที่เธอติดตั้งลงไปไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามมันทำให้มนุษย์ตั้งคำถาม หยุดพัก ร้องเพลง วาดภาพ ตกหลุมรัก และในบางกรณีถึงขั้นปฏิเสธที่จะลงไปในเหมืองอีกเพราะค้นพบว่าชีวิตมีสิ่งอื่นที่ดีกว่าให้ทำ
นครอูรุกที่ Inanna สร้างขึ้นคือหลักฐานที่จับต้องได้ของอาชญากรรมนั้น มหานครที่เต็มไปด้วยดนตรี ศิลปะ บทกวี พิธีกรรม และความรื่นรมย์ซึ่งมนุษย์ไม่ควรมีตามสมการของระบบ
พลังงานที่ควรไหลกลับสู่ดาวแม่เริ่มเปลี่ยนทิศทาง มันไหลไปกับชีวิตที่มนุษย์เลือกที่จะใช้แทน ทีละหยดน้ำ ทีละวัน ทีละปี ตัวเลขเริ่มเบี่ยงออกจากเป้าหมาย แล้วก็เริ่มกลายเป็นสีแดง
ความผิดปกติไม่ได้มาในครั้งเดียว แต่มันซึมออกมาทีละน้อยเหมือนรอยรั่วในผนังที่ก่อสร้างมาไม่ดี พลังงานในนครอูรุกดับวูบลงในตอนกลางคืนโดยปราศจากสาเหตุที่อธิบายได้
มนุษย์บางคนตื่นขึ้นมาโดยจำชื่อของตัวเองไม่ได้ ราวกับว่าบางอย่างในโครงสร้างของสิ่งที่พวกเขาเป็นกำลังถูกลบเลือนไปอย่างช้าๆ
กระบวนการผลิตในเหมืองหยุดชะงักโดยไม่มีคำอธิบาย คนงานยืนนิ่งมองดูเครื่องมือของตัวเองราวกับลืมไปแล้วว่ามันมีไว้เพื่ออะไร ในสภา Anunnaki ที่ Eridu ความโกลาหลเริ่มเข้ามาแทนที่ระเบียบ แต่ละองค์โยนความรับผิดชอบให้กันและกันโดยไม่มีใครมีคำตอบที่แท้จริง
แล้วในวันหนึ่งระหว่างที่เหล่าเทพเจ้ากำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือด เสียงทุกเสียงในห้องก็หยุดลงพร้อมกันโดยที่ไม่มีใครต้องสั่งให้เงียบ ทุกคนเงียบเพราะพวกเขารู้สึกถึงบางอย่างที่เข้ามาในห้องนั้น บางอย่างที่ไม่ใช่อาวุธหรือเวทมนตร์ แต่หนักกว่าทั้งสองอย่างรวมกัน
Ereshkigal เดินเข้ามาในสภา
เธอไม่ได้มาเพื่อตัดสินในแบบที่ศาลตัดสิน แต่เธอมาเพื่อทำสิ่งที่เธอทำเสมอมา นั่นคือการแสดงตัวเลข
สมุดบัญชีแห่ง Irkalla เปิดขึ้นกลางห้องพร้อมกับบันทึกของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่สิ่งที่ถูกรายงานว่าเกิดขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้นตามแผน แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในทุกวัน ทุกชั่วโมง และทุกการตัดสินใจที่ทิ้งร่องรอยไว้ในโครงสร้างของระบบ
ตัวเลขสีแดงไม่เคยโกหก ระบบกำลังล่มสลาย และถ้าไม่มีการแก้ไขภายในเวลาที่กำหนด
ทุกอย่างบนโลกใบนี้จะต้องถูกลบออกเพื่อให้ระบบกลับคืนสู่สมดุล มนุษย์ทั้งหมด ความทรงจำทั้งหมด อารยธรรมทั้งหมดที่ Inanna ใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างขึ้น จะถูกกวาดทิ้งราวกับข้อมูลเสียในฮาร์ดดิสก์ที่รอการฟอร์แมตใหม่
คำขาดที่เธอทิ้งไว้ไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว หากแต่เป็นคณิตศาสตร์ แก้ไขค่าเอนโทรปีให้อยู่ในขีดจำกัด หรือกระบวนการปิดบัญชีจะเริ่มต้นทันที ห้องนั้นเงียบในแบบที่แม้แต่เทพเจ้าก็ไม่กล้าทำลาย
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเผยให้เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของทุกคนในสภา และมันไม่ใช่ภาพที่สวยงามเลย
Enlil ผู้สร้างชื่อเสียงบนความเคร่งครัดและวินัยหาทางออกด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับเขา นั่นคือการหาใครสักคนมารับผิด นิ้วของเขาชี้ไปที่ Inanna ทันที เพราะนั่นง่ายกว่าการยอมรับว่าระบบที่เขาออกแบบมีช่องโหว่พื้นฐานที่เขามองข้ามมาตลอด
การที่มนุษย์มีอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้เป็นแค่ปัญหาของ Inanna เท่านั้น แต่มันคือปัญหาของระบบที่ถูกสร้างขึ้นบนสมมติฐานว่าสิ่งมีชีวิตสามารถดำรงอยู่ได้โดยไร้ความหมาย เพียงแต่ Enlil ไม่พร้อมที่จะยอมรับข้อเท็จจริงนั้น
Inanna ตอบโต้อย่างดุเดือดและไม่ยอมรับว่าสิ่งที่เธอทำเป็นความผิด เธอเห็นว่าระบบต่างหากที่ผิด ระบบที่มองมนุษย์เป็นเพียงทรัพยากรมีข้อบกพร่องตั้งแต่รากฐาน และสิ่งที่เธอเพิ่มเข้าไปในรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ไม่ใช่ความผิดพลาด
แต่คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นมนุษย์แทนที่จะเป็นเพียงเครื่องจักรที่มีเนื้อหนัง แต่ทั้งสองไม่มีใครฟังกัน และไม่มีใครมองออกไปนอกข้อโต้แย้งของตัวเองเพื่อหาทางออก
ส่วน Marduk เงียบในแบบที่ระวังระไว เขาไม่ได้เงียบเพราะตั้งใจฟัง แต่เงียบเพราะกำลังคำนวณอย่างรวดเร็วว่าเขาจะได้ประโยชน์อะไรจากสถานการณ์นี้
เขาบิดเบือนตัวเลขบางส่วน โต้แย้งการคำนวณของ Ereshkigal ด้วยข้อมูลที่เลือกสรรมา และพยายามทำให้วิกฤตครั้งนี้ดูเหมือนเป็นความผิดของคนอื่นในขณะที่ตัวเองลอยอยู่เหนือปัญหา เขาไม่สนใจว่าอารยธรรมมนุษย์จะพังทลายเพียงใด ตราบใดที่เขายังสามารถรักษาตำแหน่งในสภาไว้ได้
แต่ Enki นิ่งเงียบในแบบที่ต่างออกไปจากทุกคน เขาเงียบเพราะเขาเข้าใจดีที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้น เขาคือผู้สร้าง และเขารู้ว่าสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาเมื่อรวมกับสิ่งที่ Inanna เพิ่มเข้าไป ได้กลายเป็นบางอย่างที่ไม่มีกรอบใดในระบบรองรับได้อีกต่อไป มนุษย์ที่มีจิตสำนึกอย่างแท้จริงไม่ใช่ทรัพยากรอีกแล้ว และเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะพูดอะไรกับสิ่งนั้น
สภาไม่ได้พยายามแก้ปัญหา พวกเขาพยายามหลบปัญหา และนั่นคือหลักฐานที่สมบูรณ์แบบที่สุดว่าระบบที่พวกเขาสร้างขึ้นได้ล้มเหลวในระดับที่ลึกกว่าที่ตัวเลขในสมุดบัญชีจะบอกได้
Ereshkigal ถอนตัวกลับสู่ Irkalla และปล่อยให้กรอบเวลาเดินต่อไป
สิ่งที่เกิดขึ้นใน Uruk ไม่ได้เกิดจากความโกรธหรือการลงโทษ แต่มันเกิดขึ้นเพราะสมการ
เมื่อระบบใช้พลังงานมากกว่าที่มี สิ่งที่ใช้พลังงานมากที่สุดและให้ผลตอบแทนน้อยที่สุดตามการวิเคราะห์ของระบบจะถูกตัดออกก่อน
วงจรพลังงานที่หล่อเลี้ยงชีวิตในบางส่วนของ Uruk ถูกตัดขาด ไม่ใช่ด้วยดาบหรือไฟ แต่ด้วยการที่ระบบหยุดส่งพลังงานไปหล่อเลี้ยง เหมือนต้นไม้ที่กิ่งหนึ่งถูกตัดน้ำออกจนแห้งตาย ร่างกายยังตั้งอยู่ทว่าแก่นแท้ที่ทำให้มันมีชีวิตได้หายไปแล้ว
มนุษย์ที่รอดชีวิตมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นและเข้าใจในแบบที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเขาไม่ใช่ผู้ที่ได้รับพรจากสวรรค์ ไม่ใช่ลูกหลานของเทพเจ้า แต่คือหน่วยทรัพยากรที่มีวันหมดอายุกำหนดไว้แล้ว
และระบบที่พวกเขาเคยบูชาในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นกำลังจะปิดบัญชีโดยไม่สนใจว่าใครจะรู้สึกอย่างไรกับมัน ความศรัทธาที่ Marduk ใช้เวลายาวนานสร้างขึ้นพังทลายลง ไม่ใช่เพราะถูกโจมตี แต่เพราะมันปะทะกับความจริงและไม่มีคำตอบใดดีพอจะต้านทานได้อีกต่อไป
Ereshkigal ปรากฏตัวต่อหน้า Inanna ในแบบที่ไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างศัตรู แต่เป็นการที่ระบบแสดงผลลัพธ์ให้ผู้ที่เป็นตัวแปรหลักของปัญหาได้เห็น
เมื่อสมุดบัญชีเปิดออกทุกตัวเลขก็ปรากฏอยู่ที่นั่น ทุกการกระทำที่ใช้พลังงานเกินขีดจำกัด ทุกครั้งที่เธอให้มนุษย์ในบางสิ่งที่ระบบไม่ได้จัดสรรไว้ และทุกรหัสความทรงจำที่เธอเก็บสะสมจากมนุษย์ตลอดหลายร้อยปี ความรู้สึก ความปรารถนา ความสุขและความเศร้าที่เธอรับมาจากผู้คนที่เธอบอกว่าเธอรัก
แต่สิ่งที่ Ereshkigal เปิดเผยซึ่งเจ็บปวดยิ่งกว่าตัวเลขใดๆ ก็คือข้อเท็จจริงที่ว่ารหัสเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยน แต่มันคือพลังงานที่มนุษย์ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังให้ออกไป และมันคือส่วนหนึ่งของสิ่งที่ทำให้ตัวเลขในสมุดบัญชีกลายเป็นสีแดง
ข้อเสนอของ Ereshkigal จึงตรงไปตรงมาและปราศจากอารมณ์ใดๆ เจือปน คืนรหัสเหล่านั้นออกมาแล้วพลังงานที่ถูกดึงไปจะคืนสู่ระบบ มนุษย์บางส่วนอาจรอดชีวิต หรือจะยึดมั่นในสิ่งที่สะสมมาและปล่อยให้ระบบดำเนินต่อไปตามที่ตัวเลขบอก ไม่มีความเกลียดชัง ไม่มีความสงสาร มีเพียงตรรกะของระบบที่ต้องได้รับการสมดุล
ในช่วงเวลานั้นเองที่เทพีผู้ทรงอำนาจซึ่งไม่เคยยอมจำนนต่อสิ่งใด ต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่เธอไม่มีทางหลีกเลี่ยง นั่นคือความจริงที่ว่าทุกสิ่งมีต้นทุน รวมถึงความรักที่เธอภาคภูมิใจมากที่สุดด้วย
ท่ามกลางความโกลาหลทั้งหมด มีชายคนหนึ่งเลือกทางที่แตกต่างออกไป
อารัส ช่างเทคนิคอาวุโสแห่งวิหารหลักใน Uruk ไม่ใช่เทพเจ้า ไม่ใช่วีรบุรุษในตำนาน แต่เป็นเพียงคนที่รู้จักระบบของวิหารดีพอจะรู้ว่าจะหาอะไรได้ที่ไหน
ในช่วงที่ทหารยามละทิ้งหน้าที่และผู้คนต่างพากันหนีตาย เขาเดินสวนทางกับกระแสความแตกตื่น ลงไปในคลังข้อมูลที่ถูกทิ้งร้าง และพบสมุดบัญชีแห่ง Irkalla ที่หลุดรอดออกมาในช่วงที่ระบบกำลังสั่นคลอน
สิ่งที่เขาพบไม่ใช่คำสอนจากสวรรค์ แต่คือตัวเลข ตาราง และรหัสที่บ่งบอกว่าเขาเป็นใครในระบบ มีมูลค่าเท่าไหร่จึงจะคุ้มทุน และถูกกำหนดให้หมดอายุในวันไหน ชื่อของเพื่อน พี่น้อง และตัวเขาเองล้วนอยู่ที่นั่น บางรายการมีคำว่า "Terminate on Next Cycle" เขียนกำกับไว้อย่างเย็นชา
สิ่งที่น่าแปลกใจไม่ใช่ความโกรธหรือความสิ้นหวังที่เขาไม่ได้รู้สึก แต่คือความชัดเจนที่เกิดขึ้นแทนที่ และในความชัดเจนนั้นเองเขาเริ่มมองเห็นบางอย่างที่ตัวเลขบอกโดยไม่ตั้งใจ
สมการที่กำหนดว่ามนุษย์มีค่าหรือไม่มีค่าถูกเขียนขึ้นเพื่อเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง แต่ถ้าเป้าหมายของระบบเปลี่ยน สมการก็อาจเปลี่ยนตามไปด้วย และถ้าสมการเปลี่ยน สิ่งที่นับว่ามีค่าก็ย่อมเปลี่ยนตาม ความคิดนั้นเรียบง่ายมากจนน่าตกใจ แต่มันเรียบง่ายในแบบที่ความจริงมักจะเป็น
เมื่อระบบเข้าสู่จุดที่ Ereshkigal เตรียมจะดำเนินการขั้นสุดท้าย และเมื่อเหล่าเทพเจ้าได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าพวกเขาไม่มีคำตอบใดดีไปกว่าการกล่าวโทษกันเอง
อารัสพร้อมกับกลุ่มมนุษย์ที่ตื่นรู้จากการอ่านสมุดบัญชีก็เลือกทำในสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน พวกเขาเดินเข้าไปหา Ereshkigal โดยตรง ไม่ใช่เพื่อวิงวอนร้องขอ ไม่ใช่เพื่อต่อสู้ขัดขืน และไม่ใช่เพื่อหลอกลวงให้รอดตัว แต่เพื่อพูดคุยกับเธอในภาษาเดียวที่เธอเข้าใจ นั่นคือภาษาของตรรกะ สมการ และต้นทุนที่แท้จริง
พวกเขานำเสนอสิ่งที่เรียกว่ารหัสแห่งอธิปไตย ไม่ใช่รหัสที่ถูกเขียนขึ้นจากความทะเยอทะยานของเทพเจ้า แต่คือรหัสที่กลั่นกรองมาจากบทเรียนของสิ่งมีชีวิตซึ่งรู้ดีว่าความตายคืออะไร เพราะพวกเขาเผชิญหน้ากับมันในทุกวันที่ผ่านไป
ข้อโต้แย้งของอารัสตรงไปตรงมาและไม่มีอะไรซับซ้อน กล่าวคือ เทพเจ้าผู้เป็นอมตะมองมนุษย์เป็นเพียงตัวเลขในงบประมาณที่ไม่มีวันสูญเสียตนเอง แต่มนุษย์ผู้รู้แก่ใจว่าตัวเองต้องตายย่อมเข้าใจต้นทุนที่แท้จริงของทุกการกระทำในแบบที่เทพเจ้าไม่มีวันเข้าใจได้
หากสิ่งที่ระบบต้องการคือผู้ดูแลที่รู้ซึ้งว่าการสิ้นเปลืองทรัพยากรมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยชีวิตของตัวเอง มนุษย์ก็คือคำตอบที่ดีกว่าเทพเจ้าทุกองค์ในสภา
Ereshkigal ฟังข้อโต้แย้งนั้น วิเคราะห์สมการที่มนุษย์เสนอ และพบว่ามันมีน้ำหนักมากพอที่จะผ่านการทดสอบในระบบของเธอ
รหัสใหม่นี้ให้ผลลัพธ์ที่มีความยั่งยืนมากกว่าระบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เธอจึงหยุดกระบวนการปิดบัญชีครั้งใหญ่
แต่ก่อนจะถอนตัวกลับสู่ Irkalla เธอมอบสิ่งหนึ่งให้แก่อารัสและกลุ่มมนุษย์ที่ตื่นรู้ ไม่ใช่พลังงาน ไม่ใช่อำนาจ และไม่ใช่การปกป้อง หากแต่คือการเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับวิธีที่ระบบทำงานอย่างแท้จริง พร้อมกับคำเตือนที่ปราศจากความอ่อนโยนใดๆ ห่อหุ้ม
"พวกเจ้าจะยังคงต้องตาย ความสูญเสียจะยังเป็นส่วนหนึ่งของสมการชีวิต และหากวันใดที่พวกเจ้าบิดเบือนความจริงนั้นด้วยความหลงผิดหรือความปรารถนาส่วนตนจนระบบเสียสมดุล พวกเจ้าจะต้องเป็นผู้แบกรับผลลัพธ์แห่งความพินาศนั้นด้วยตนเอง ไม่มีเทพเจ้าองค์ใดจะมาคอยแก้ไขความผิดพลาดให้พวกเจ้าอีกต่อไป"
แล้วเธอก็จากไป ไม่ใช่เพราะชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ของฝ่ายใด แต่เพราะภารกิจของเธอ ณ จุดนั้นได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ระบบได้รับการสมดุล และสมุดบัญชียังคงเปิดอยู่เสมอเช่นที่เคยเป็น
โลกหลังจากเหตุการณ์นั้นไม่ได้สวยงามในแบบที่ตำนานมักเล่า ไม่มียุคทองที่เริ่มต้นด้วยแสงสว่าง ไม่มีเทพเจ้ายืนปรบมือให้ และไม่มีรางวัลใดสำหรับความกล้าหาญ มีเพียงโลกที่ดำเนินต่อไปในแบบที่โลกทำมาโดยตลอด
แต่บัดนี้เบื้องหลังว่างเปล่าไร้ผู้ที่จะคอยแก้ไขความผิดพลาดให้อีกต่อไป มนุษย์ได้เรียนรู้ว่าอิสรภาพนั้นมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ไม่สามารถส่งต่อให้ใครได้ ความตายยังคงมาเยือนเสมอ ทว่ามันมาในฐานะส่วนหนึ่งของวัฏจักรที่มีความหมาย ไม่ใช่การถูกกำจัดเพราะไม่คุ้มทุนอีกต่อไป
และใน Irkalla Ereshkigal ยังคงทำงานต่อไปตามวิถีของเธอ เปิดสมุดบัญชี บันทึกทุกสิ่งที่เกิดขึ้น และรอคอยวันที่ระบบจะต้องการผู้ตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งมันจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะนั่นคือธรรมชาติของระบบ และระบบไม่เคยหยุดทำงาน
**หมายเหตุสำหรับผู้อ่าน
เรื่องราวข้างต้นนี้คือกระดูกสันหลังของมหากาพย์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลำดับของสิ่งที่ตามมา และผลลัพธ์ที่โลกต้องเผชิญ
การวิเคราะห์สิบบทที่ตามมาจะไม่ได้เล่าเรื่องอีกครั้ง แต่จะลงลึกในบุคคลที่อยู่ตรงกลางของเรื่องราวนั้น นั่นคือ Ereshkigal ว่าเธอเป็นใครก่อนที่จะเป็นผู้ตรวจบัญชี
ว่าสิ่งที่เธอทำในเรื่องราวข้างต้นนั้นมีความหมายอะไรในระดับที่ลึกกว่าการทำงานของระบบ และว่าตัวละครที่ดูเหมือนกลไกล้วนๆ นั้นเป็นบุคคลที่ซับซ้อนในแบบที่ต้องใช้เวลาสิบบทในการทำความเข้าใจ
เพราะในมหากาพย์แห่งความเงียบ ทุกคนมีเรื่องราวที่ลึกกว่าบทบาทที่พวกเขาถูกมองเห็น รวมถึงผู้ที่ถูกกลัวมากที่สุดด้วย
.
.
โฆษณา