นักวิชาการ Samuel Noah Kramer จาก University of Pennsylvania ในงานเรื่อง Sumerian Mythology (1944) และต่อมาใน Inanna: Queen of Heaven and Earth ที่เขาเขียนร่วมกับ Diane Wolkstein (1983) ระบุว่า
นักจิตวิทยา Erich Neumann จาก Hebrew University ในงานสำคัญเรื่อง The Great Mother (1955) วิเคราะห์ Ereshkigal ในฐานะ "ด้านมืดของเทพีแม่" ซึ่งเป็นส่วนที่ถูกกดทับหรือผลักออกจากจิตสำนึกร่วมของมนุษยชาติ
นักจิตวิทยา Viktor Frankl จาก University of Vienna ในงานสำคัญเรื่อง Man's Search for Meaning (1946) ที่เขาเขียนจากประสบการณ์ในค่ายกักกันนาซี เสนอว่าบุคคลที่ถูกบังคับให้อยู่ในสภาวะที่ไม่มีทางหนีพ้นเป็นเวลานานนั้นมักพัฒนาสิ่งที่เขาเรียกว่า "Existential Understanding" หรือความเข้าใจเกี่ยวกับการดำรงอยู่ที่ลึกกว่าคนที่ไม่เคยเผชิญสภาวะนั้น
Ereshkigal ไม่ต้องการการยอมรับใดๆ นักปรัชญาการเมือง Hannah Arendt จาก The New School ที่เราพูดถึงในการวิเคราะห์ Inanna ในงานเรื่อง On Violence(1970) แยกแยะระหว่าง "Power" ซึ่งต้องการความร่วมมือ และ "Violence" ซึ่งสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องมีความร่วมมือ
นักฟิสิกส์ Erwin Schrödinger จาก University of Dublin ในงานสำคัญเรื่อง What is Life? (1944) เสนอว่าสิ่งมีชีวิตนั้นดำรงอยู่ได้โดยการบริโภคพลังงานจากสภาพแวดล้อมและผลิต Entropy หรือความไม่เป็นระเบียบออกมา และในที่สุดทุกระบบจะถึงจุดที่ไม่สามารถรักษาความเป็นระเบียบของตัวเองได้อีก
นักจิตบำบัด Sylvia Brinton Perera จาก Jung Foundation ในงานเรื่อง Descent to the Goddess (1981) วิเคราะห์ฉากนั้นว่าเป็นหนึ่งในภาพที่ทรงพลังที่สุดในวรรณกรรมโบราณ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าแม้แต่ผู้ที่เป็นตัวแทนของกฎที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็ยังต้องการการยืนยันว่าความเจ็บปวดของพวกเขามีจริง
นักปรัชญา Hannah Arendt ในงานอีกชิ้นของเธอเรื่อง The Human Condition (1958) เสนอว่าการกระทำของมนุษย์ทุกอย่างนั้นทิ้งร่องรอยไว้ในโลก ร่องรอยที่ไม่สามารถถูกลบออกได้โดยไม่ทิ้งร่องรอยของการลบนั้นไว้ด้วย เธอเรียกสิ่งนี้ว่า "Indelibility of the Past" หรือความถาวรของอดีต
นักจิตวิทยา Carl Rogers จาก University of Wisconsin ในงานของเขาเรื่อง On Becoming a Person (1961) เสนอว่าสิ่งที่มนุษย์กลัวมากที่สุดในความสัมพันธ์กับผู้อื่นไม่ใช่การถูกตัดสิน แต่คือการถูกเห็นอย่างที่แท้จริง เพราะการถูกตัดสินยังมีช่องให้โต้แย้งหรืออธิบาย แต่การถูกเห็นอย่างที่แท้จริงนั้นไม่มีอะไรให้โต้แย้ง