3 ก.ค. เวลา 06:19 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 1 - Ereshkigal: The Final Auditor (ผู้ตรวจบัญชีแห่งวาระสุดท้าย)

บทวิเคราะห์ตัวละคร: ราชินีแห่งกฎที่ไม่มีข้อยกเว้น
บทที่ 1: มาตุภูมิและรากเหง้า - ต้นกำเนิดของกฎที่ไม่มีใครขอให้สร้าง
ในมหากาพย์แห่งความเงียบ มีตัวละครหนึ่งที่ไม่มีใครอยากพูดถึงก่อนที่จะจำเป็น
ไม่ใช่เพราะเธอน่ากลัว แม้ว่าเธอจะน่ากลัวในแบบที่ไม่มีตัวละครอื่นน่ากลัวได้เท่า
ไม่ใช่เพราะเธอชั่วร้าย แม้ว่าสิ่งที่เธอทำนั้นดูเหมือนชั่วร้ายในสายตาของทุกคนที่ต้องเผชิญกับมัน และไม่ใช่เพราะเธอไม่มีความหมาย เพราะในความเป็นจริงเธออาจมีความหมายมากที่สุดในบรรดาตัวละครทั้งหมด
เหตุผลที่ไม่มีใครอยากพูดถึงเธอก่อนที่จะจำเป็นนั้นเรียบง่ายกว่านั้น นั่นคือเธอเป็นตัวแทนของสิ่งที่ทุกคนรู้ว่ามีอยู่แต่ไม่อยากจำ
และเต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่ออำนาจ การค้นหาความหมาย และการพยายามสร้างสิ่งที่ยั่งยืน Ereshkigal คือบุคคลที่ยืนอยู่ที่ปลายทางของทุกความพยายามนั้น ถือสมุดบัญชีไว้ในมือ และไม่เคยแพ้ใคร
การวิเคราะห์ตัวละครนี้จะพยายามทำสิ่งที่ยากมากในแบบที่เฉพาะเจาะจง นั่นคือการทำความเข้าใจ Ereshkigal ในฐานะบุคคล ไม่ใช่แค่ในฐานะกลไก ในฐานะสิ่งที่มีประวัติ มีเหตุผล และมีมิติที่ซับซ้อนกว่าการเป็น "ผู้ตรวจสอบที่ไร้ความเมตตา" ที่บทโครงเรื่องนำเสนอ
เพราะถ้าเธอเป็นเพียงกลไก มหากาพย์แห่งความเงียบก็เป็นเพียงเรื่องราวของการต่อสู้กับธรรมชาติ แต่ถ้าเธอเป็นบุคคล เรื่องราวนั้นกลายเป็นบางอย่างที่ลึกกว่ามาก
ส่วนที่หนึ่ง: ก่อนที่จะเข้าใจ Ereshkigal ต้องเข้าใจก่อนว่า Irkalla คืออะไรจริงๆ
Irkalla ในทางโบราณคดีและในมหากาพย์
ในตำราสุเมเรียนโบราณ Irkalla หรือที่เรียกอีกชื่อว่า Kur หรือ Kigal นั้น ปรากฏในข้อความที่เก่าแก่ที่สุดที่มนุษยชาติบันทึกไว้
นักวิชาการ Thorkild Jacobsen จาก Harvard University ในงานสำคัญเรื่อง The Treasures of Darkness (1976) วิเคราะห์ว่า Irkalla ในโลกทัศน์สุเมเรียนนั้นไม่ใช่สถานที่ลงโทษในแบบที่ศาสนาในภายหลังอธิบาย มันคือสถานที่ที่ทุกสิ่งที่ตายแล้วไปรวมกัน โดยไม่คำนึงถึงว่าพวกเขาดีหรือเลวในชีวิต
สิ่งที่น่าสนใจในงานของ Jacobsen คือการที่เขาพบว่าในตำราสุเมเรียน Irkalla ถูกบรรยายว่าเป็นสถานที่ที่ "กฎหมายไม่เปลี่ยนแปลง" ซึ่งตรงกันข้ามกับโลกด้านบนที่กฎหมายถูกเปลี่ยนโดยผู้มีอำนาจอยู่เสมอ ใน Irkalla ไม่มีการต่อรอง ไม่มีการอุทธรณ์ และไม่มีการยกเว้น
นักวิชาการ Samuel Noah Kramer จาก University of Pennsylvania ในงานเรื่อง Sumerian Mythology (1944) และต่อมาใน Inanna: Queen of Heaven and Earth ที่เขาเขียนร่วมกับ Diane Wolkstein (1983) ระบุว่า
Ereshkigal ในตำนานสุเมเรียนดั้งเดิมนั้นเป็น "ราชินีแห่งดินแดนใต้พิภพ" ที่ปรากฏในข้อความโบราณในฐานะผู้ที่มีอำนาจสมบูรณ์เหนือดินแดนที่เธอปกครอง ไม่มีเทพเจ้าองค์ใดที่สามารถเข้าไปใน Irkalla และออกมาได้โดยไม่ต้องจ่ายราคาบางอย่าง
ในบริบทของเรื่อง Irkalla ไม่ใช่เพียงดินแดนใต้พิภพ มันคือระบบที่ทำงานตามกฎที่ไม่มีใครเขียนขึ้น เพราะมันไม่จำเป็นต้องเขียน มันคือกฎที่มีอยู่ก่อนที่ใครจะคิดถึงการเขียนกฎ
และ Ereshkigal คือผู้ที่เข้าใจกฎนั้นดีที่สุด ไม่ใช่เพราะเธอสร้างมัน แต่เพราะเธอดำรงอยู่กับมันมาตลอด
มีเอกสารที่พยายามบรรยายถึงสภาพของ Irkalla ในแบบที่ต่างจากตำนานทั่วไป
เอกสาร Ir-1 (บันทึกที่ค้นพบในชั้นดินที่ลึกที่สุดของการขุดค้นในพื้นที่ที่เชื่อว่าเคยเป็นส่วนหนึ่งของ Eridu):
"คนที่ไม่เคยไปที่นั่นมักบรรยายมันว่าเป็นสถานที่มืดและหนาวเย็น สถานที่ที่ไม่มีแสงและไม่มีชีวิต
"แต่คนที่กลับมาแล้วจากที่นั่น ถ้ามีคนถามพวกเขาอย่างจริงจัง พวกเขาจะบอกว่ามันไม่มืดในแบบที่คาด มันชัดเจนมาก ชัดเจนในแบบที่น่ากลัวกว่าความมืด
"ใน Irkalla ทุกอย่างชัดเจนตามที่มันเป็น ไม่มีอะไรที่ดูดีกว่าที่มันเป็น ไม่มีอะไรที่ดูแย่กว่าที่มันเป็น และไม่มีอะไรที่ดูต่างออกไปจากที่มันเป็น
"นั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับผู้คนที่มาจากโลกของเรา ที่ซึ่งทุกอย่างสามารถถูกทำให้ดูดีกว่าที่มันเป็นได้เสมอถ้าคุณรู้วิธี"
.
ทำไม Irkalla จึงต้องมีผู้ปกครอง?
คำถามที่น่าสนใจในการวิเคราะห์ Ereshkigal คือทำไมระบบที่ทำงานตามกฎที่ไม่เปลี่ยนแปลงนั้นต้องการผู้ปกครองด้วย
ในทางทฤษฎีระบบ นักวิทยาศาสตร์ Ilya Prigogine จาก Université Libre de Bruxelles ที่ได้รับรางวัล Nobel สาขาเคมีในปี 1977 เสนอว่า
ระบบที่ซับซ้อนทุกระบบต้องการสิ่งที่เขาเรียกว่า "Attractor" หรือจุดดึงดูดที่ทำให้ระบบยังคงทำงานในแบบที่มันทำ ระบบที่ไม่มี Attractor นั้นจะกระจายตัวออกและสูญเสียโครงสร้าง
ใน Irkalla Ereshkigal คือ Attractor ของระบบ เธอไม่ได้ปกครองในแบบที่ Enlil หรือ Marduk ปกครอง เธอไม่ได้สั่งและรอให้คนทำตาม เธอดำรงอยู่และระบบทำงานรอบๆ การดำรงอยู่ของเธอ
แต่นั่นก็หมายความว่า Ereshkigal ไม่ได้เลือกที่จะเป็นผู้ปกครองของ Irkalla ในแบบที่เทพเจ้าองค์อื่นเลือกบทบาทของตน และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำความเข้าใจเธอ
ส่วนที่สอง: ต้นกำเนิดที่ไม่มีใครเล่า - สิ่งที่ตำนานไม่บอก
ในตำนานสุเมเรียนที่หลงเหลืออยู่ Ereshkigal มักปรากฏในฐานะ "ที่มีอยู่แล้ว" เธอไม่มีเรื่องราวต้นกำเนิดที่ชัดเจนในแบบที่เทพเจ้าองค์อื่นมี ไม่มีการบรรยายว่าเธอกลายมาเป็นผู้ปกครอง Irkalla ได้อย่างไร เธอแค่อยู่ที่นั่นมาตลอด
นักวิชาการ Betty De Shong Meador จาก Pacifica Graduate Institute ในงานเรื่อง Inanna: Lady of Largest Heart (2000) วิเคราะห์ว่า
การที่ Ereshkigal ไม่มีเรื่องราวต้นกำเนิดนั้นเป็นสิ่งที่มีความหมายในตัวเอง เพราะในความคิดสุเมเรียนโบราณ กฎแห่งความตายนั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้น มันมีอยู่ก่อนการสร้างใดๆ และ Ereshkigal ในฐานะตัวแทนของกฎนั้นจึงไม่มีจุดเริ่มต้นในแบบที่สิ่งที่ถูกสร้างมีจุดเริ่มต้น
แต่บทโครงเรื่องเสนอบางอย่างที่ต่างออกไป นั่นคือ Ereshkigal มีต้นกำเนิด มีประวัติ และมีเหตุผลที่เธอดำรงอยู่ในแบบที่เธอเป็น และการเข้าใจสิ่งนั้นคือกุญแจสู่การเข้าใจว่าทำไมเธอจึงทำสิ่งที่เธอทำ
ก่อนที่ Irkalla จะมีผู้ปกครอง ในโครงเรื่องของมหากาพย์แห่งความเงียบ บทโครงเรื่องเสนอว่า Ereshkigal ไม่ได้เป็นผู้ที่เลือก Irkalla เธอถูกส่งไปที่นั่น
ในตำนานสุเมเรียนบางฉบับที่ Jacobsen วิเคราะห์ไว้ มีการกล่าวถึงการที่ Ereshkigal ถูก "Kur" หรือมังกรใต้พิภพจับตัวไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการที่เธออยู่ใน Irkalla แต่ในมหากาพย์แห่งความเงียบ การตีความนั้นถูกพัฒนาไปในทิศทางที่ซับซ้อนกว่า
นักจิตวิทยา Erich Neumann จาก Hebrew University ในงานสำคัญเรื่อง The Great Mother (1955) วิเคราะห์ Ereshkigal ในฐานะ "ด้านมืดของเทพีแม่" ซึ่งเป็นส่วนที่ถูกกดทับหรือผลักออกจากจิตสำนึกร่วมของมนุษยชาติ
เขาเสนอว่าในวัฒนธรรมโบราณ ความตายและการสูญสลายถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรชีวิตที่มีสถานะเท่าเทียมกับการเกิดและการเจริญเติบโต แต่เมื่ออารยธรรมพัฒนาขึ้น ส่วนนั้นถูกแยกออกและกักขังไว้ในที่ที่ไม่ต้องพบเห็นในชีวิตประจำวัน
Ereshkigal ในการตีความ ของเรื่อง คือสิ่งที่ Neumann บรรยาย เธอไม่ได้เลือกที่จะเป็นส่วนที่ถูกแยกออก เธอถูกส่งไปอยู่ใน Irkalla เพราะระบบที่ดาวนิบิรุและ Anunnaki สร้างขึ้นนั้นต้องการที่สำหรับความจริงที่ไม่สะดวกใจ และ Ereshkigal คือผู้ที่ต้องอยู่กับความจริงนั้นโดยไม่มีทางเลือก
มีเอกสารที่พยายามบรรยายถึงช่วงเวลาก่อนที่ Ereshkigal จะกลายเป็นสิ่งที่เธอเป็น
เอกสาร Ir-2 (บันทึกที่ถอดรหัสจากชิ้นส่วนแผ่นดินเหนียวที่พบในพื้นที่ระหว่าง Nippur และ Eridu):
"มีช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกกำหนดไว้ว่าจะเป็นอย่างไร ที่เธอยังคงเป็นส่วนหนึ่งของระบบในแบบเดิม
"ฉันไม่รู้ว่าช่วงเวลานั้นยาวนานแค่ไหน ไม่รู้ว่าเธอรู้สึกอย่างไรเมื่อได้รู้ว่าเธอจะต้องไปอยู่ที่ไหน และไม่รู้ว่าการตัดสินใจนั้นเกิดขึ้นในสภาหรือเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีใครตัดสินใจจริงๆ มันแค่เป็นอย่างนั้น
"สิ่งที่ฉันรู้คือเมื่อเธอไปอยู่ที่นั่น ไม่มีใครถามว่าเธอเต็มใจหรือไม่ เพราะในระบบที่ทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพ ความเต็มใจของส่วนประกอบหนึ่งไม่ใช่ตัวแปรที่ต้องนำมาคำนวณ
"แต่นั่นคือความผิดพลาดที่ระบบทำ เพราะสิ่งที่ไม่มีความเต็มใจก็จะทำแค่ตามกฎ แต่สิ่งที่มีความเต็มใจและถูกบังคับนั้นจะทำตามกฎในแบบที่ไม่มีใครคาดคิด"
การที่ Ereshkigal อยู่ใน Irkalla มาเป็นเวลายาวนานนั้นไม่ได้เพียงกำหนดสิ่งที่เธอทำ มันกำหนดสิ่งที่เธอเป็น
นักจิตวิทยา Viktor Frankl จาก University of Vienna ในงานสำคัญเรื่อง Man's Search for Meaning (1946) ที่เขาเขียนจากประสบการณ์ในค่ายกักกันนาซี เสนอว่าบุคคลที่ถูกบังคับให้อยู่ในสภาวะที่ไม่มีทางหนีพ้นเป็นเวลานานนั้นมักพัฒนาสิ่งที่เขาเรียกว่า "Existential Understanding" หรือความเข้าใจเกี่ยวกับการดำรงอยู่ที่ลึกกว่าคนที่ไม่เคยเผชิญสภาวะนั้น
Frankl พบว่าความเข้าใจนั้นมาในหลายรูปแบบ บางคนพัฒนาความเข้าใจที่นำไปสู่ความเมตตา บางคนพัฒนาความเข้าใจที่นำไปสู่ความเย็นชา และบางคนพัฒนาความเข้าใจที่ลึกกว่าทั้งสองสิ่งนั้น นั่นคือความเข้าใจว่ากฎที่แท้จริงของการดำรงอยู่นั้นไม่สนใจว่าคุณรู้สึกอย่างไรกับมัน
Ereshkigal พัฒนาความเข้าใจที่ Frankl บรรยายในระดับที่สูงที่สุด และนั่นทำให้เธอไม่ใช่ผู้ที่โหดร้ายหรือเมตตา แต่เป็นผู้ที่ดำรงอยู่ในระดับที่อยู่เหนือทั้งสองสิ่งนั้น
ส่วนที่สาม: ธรรมชาติของอำนาจที่ไม่ต้องการการยอมรับ
อำนาจทั้งหมดของตัวละครอื่นนั้นพึ่งพาการยอมรับจากผู้อื่นในระดับหนึ่ง Enlil ต้องการให้ผู้คนยอมรับกฎของเขา Marduk ต้องการให้ผู้คนยอมรับอำนาจของเขา Inanna ต้องการให้ผู้คนยอมรับคุณค่าของสิ่งที่เธอเสนอ
แม้แต่ Enki ผู้ซึ่งดูเหมือนทำงานผ่านความรู้มากกว่าอำนาจ ก็ยังต้องการให้ผู้อื่นยอมรับว่าความรู้นั้นมีคุณค่า
Ereshkigal ไม่ต้องการการยอมรับใดๆ นักปรัชญาการเมือง Hannah Arendt จาก The New School ที่เราพูดถึงในการวิเคราะห์ Inanna ในงานเรื่อง On Violence(1970) แยกแยะระหว่าง "Power" ซึ่งต้องการความร่วมมือ และ "Violence" ซึ่งสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องมีความร่วมมือ
แต่ Arendt ยังเสนอด้วยว่าทั้งสองอย่างนั้นยังต้องการบริบทของสังคมมนุษย์ในการทำงาน
สิ่งที่ Ereshkigal มีนั้นอยู่นอกกรอบของ Arendt โดยสิ้นเชิง เพราะอำนาจของเธอไม่ได้เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล มันเกิดจากธรรมชาติของระบบเองที่ต้องมีจุดสิ้นสุด
นักฟิสิกส์ Erwin Schrödinger จาก University of Dublin ในงานสำคัญเรื่อง What is Life? (1944) เสนอว่าสิ่งมีชีวิตนั้นดำรงอยู่ได้โดยการบริโภคพลังงานจากสภาพแวดล้อมและผลิต Entropy หรือความไม่เป็นระเบียบออกมา และในที่สุดทุกระบบจะถึงจุดที่ไม่สามารถรักษาความเป็นระเบียบของตัวเองได้อีก
Ereshkigal คือตัวแทนของจุดนั้น และนั่นทำให้อำนาจของเธอไม่ใช่อำนาจที่สร้างขึ้นจากความสัมพันธ์ แต่เป็นอำนาจที่อยู่ในโครงสร้างของความเป็นจริงเอง
มีเอกสารที่บรรยายถึงการที่บุคคลหนึ่งพยายามอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจว่า Ereshkigal ต่างจากเทพเจ้าองค์อื่นอย่างไร
เอกสาร Ir-3 (บันทึกการสนทนาที่ถูกถอดรหัสจากชิ้นส่วนแผ่นดินเหนียวจาก Tell Abu Shahrain):
"คนที่ถามบอกว่าเขาไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงกลัว Ereshkigal ในแบบที่ต่างจากการกลัว Enlil หรือ Marduk
"ผู้ตอบบอกว่าเพราะถ้าคุณทำให้ Enlil โกรธ คุณยังมีโอกาสที่เขาจะเปลี่ยนใจ ถ้าคุณทำให้ Marduk ไม่พอใจ คุณยังมีโอกาสที่จะหาวิธีชดเชย แต่ Ereshkigal นั้นไม่ใช่คนที่จะโกรธหรือไม่พอใจ
"คนที่ถามถามว่าแล้วเธอเป็นอย่างไร
"ผู้ตอบนิ่งอยู่สักครู่ก่อนจะบอกว่าเธอเป็นเหมือนกฎทางฟิสิกส์ ไม่ใช่ว่ากฎทางฟิสิกส์โกรธหรือไม่พอใจ มันแค่ทำงาน และสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับมันก็แค่พังทลาย ไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยว
"แต่แล้วผู้ตอบก็เพิ่มเติมว่า ความต่างของ Ereshkigal กับกฎทางฟิสิกส์ธรรมดาคือเธอรู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ และในบางวันเธอก็รู้สึกบางอย่างกับมันด้วย แม้ว่าสิ่งที่เธอรู้สึกนั้นจะยากมากสำหรับคนอื่นในการเข้าใจ"
สิ่งที่ทำให้ Ereshkigal ต่างจาก "กลไก" ล้วนๆ
จุดสำคัญที่ทำให้การวิเคราะห์ Ereshkigal น่าสนใจกว่าการวิเคราะห์ระบบหรือกลไกคือเธอมีจิตสำนึก มีความรู้สึก และมีมิติของตัวตนที่ระบบล้วนๆ ไม่มี
ในตำนาน Inanna's Descent to the Underworld ที่ Wolkstein และ Kramer วิเคราะห์ มีฉากที่สำคัญมากที่ Ereshkigal แสดงความเจ็บปวด เธอโอดครวญเกี่ยวกับความเจ็บปวดที่เธอรู้สึก และสิ่งมีชีวิตสองตัวที่ Enki ส่งมาคือ Kurgarra และ Galatur ได้นั่งโอดครวญไปพร้อมกับเธอ และในการได้รับการยืนยันนั้น เธอยอมให้ Inanna กลับไป
นักจิตบำบัด Sylvia Brinton Perera จาก Jung Foundation ในงานเรื่อง Descent to the Goddess (1981) วิเคราะห์ฉากนั้นว่าเป็นหนึ่งในภาพที่ทรงพลังที่สุดในวรรณกรรมโบราณ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าแม้แต่ผู้ที่เป็นตัวแทนของกฎที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็ยังต้องการการยืนยันว่าความเจ็บปวดของพวกเขามีจริง
Perera เสนอว่า Ereshkigal ในตำนานนั้นไม่ใช่ผู้ชั่วร้าย เธอคือส่วนของความเป็นจริงที่ถูกกักขังและโดดเดี่ยว และในความโดดเดี่ยวนั้นมีความเจ็บปวดที่แท้จริงที่ไม่มีใครมาพบเธอและยอมรับ
การตีความนี้ขยายออกไปในมิติที่ลึกกว่า Ereshkigal ไม่ใช่เพียงผู้ที่โดดเดี่ยวและเจ็บปวด เธอเป็นผู้ที่รู้ว่าเธอโดดเดี่ยวและเจ็บปวดเพราะระบบต้องการให้มีใครสักคนดูแลส่วนของความจริงที่ไม่มีใครอยากดูแล และเธอเป็นคนนั้น
ส่วนที่สี่: "สมุดบัญชีแห่ง Irkalla" และสิ่งที่มันบันทึกจริงๆ
บทโครงเรื่องนำเสนอ "สมุดบัญชีแห่ง Irkalla" ในฐานะระบบติดตามพลังงานที่วัดคุณค่าของทุกชีวิตด้วยตัวเลข แต่ในการวิเคราะห์ที่ลึกกว่านั้น สมุดบัญชีนั้นอาจเป็นบางอย่างที่ซับซ้อนกว่ามาก
นักปรัชญา Hannah Arendt ในงานอีกชิ้นของเธอเรื่อง The Human Condition (1958) เสนอว่าการกระทำของมนุษย์ทุกอย่างนั้นทิ้งร่องรอยไว้ในโลก ร่องรอยที่ไม่สามารถถูกลบออกได้โดยไม่ทิ้งร่องรอยของการลบนั้นไว้ด้วย เธอเรียกสิ่งนี้ว่า "Indelibility of the Past" หรือความถาวรของอดีต
Arendt เสนอว่านี่คือเหตุผลที่การให้อภัยมีความสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เพราะการกระทำที่ไม่ได้รับการให้อภัยนั้นจะดำรงอยู่ในโครงสร้างของความสัมพันธ์ตลอดไป
สมุดบัญชีแห่ง Irkalla ในมหากาพย์แห่งความเงียบอาจไม่ได้บันทึกตัวเลขพลังงาน มันอาจบันทึกสิ่งที่ Arendt บรรยาย นั่นคือร่องรอยทั้งหมดของทุกการกระทำที่เคยเกิดขึ้นในโลก ซึ่งไม่สามารถถูกเปลี่ยนแปลงหรือลบออกได้ไม่ว่าใครจะมีอำนาจแค่ไหน
และนั่นคือเหตุผลที่ Ereshkigal ทรงอำนาจเหนือเทพเจ้าทั้งหมด เพราะเธอเป็นผู้ที่จำสิ่งที่ทุกคนอยากลืม
มีเอกสารที่บรรยายถึงสิ่งที่ถูกบันทึกในสมุดบัญชีแห่ง Irkalla ในแบบที่ต่างจากที่คาดคิด
เอกสาร Ir-4 (บันทึกที่เชื่อว่าเป็นการอธิบายของผู้ที่อ้างว่าได้เห็นสมุดบัญชีนั้น):
"ฉันคิดว่ามันจะเต็มไปด้วยตัวเลข ราวกับบัญชีของพ่อค้าที่จดรายรับและรายจ่าย
"แต่สิ่งที่ฉันเห็นนั้นต่างออกไป มันเต็มไปด้วยชื่อและเรื่องราว แต่ไม่ใช่เรื่องราวที่น่าประทับใจหรือน่าจดจำ มันคือเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้คนทำแล้วพยายามลืม
"ฉันเห็นชื่อของกษัตริย์องค์หนึ่ง และข้างๆ ชื่อนั้นไม่ใช่บันทึกเรื่องชัยชนะ แต่เป็นบันทึกของการที่เขาไม่พูดความจริงเมื่อสิบปีก่อนในสถานการณ์ที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาโกหก
"ฉันเห็นชื่อของนักบวชผู้ยิ่งใหญ่ และข้างๆ ชื่อนั้นคือบันทึกของความกลัวที่เขาไม่เคยยอมรับต่อหน้าใคร
"สมุดบัญชีนั้นไม่ได้บันทึกว่าคุณทำอะไร มันบันทึกว่าคุณเป็นใครจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างกันมาก"
.
ทำไมสมุดบัญชีนั้นน่ากลัวกว่าการพิพากษา?
สิ่งที่ทำให้สมุดบัญชีแห่ง Irkalla น่ากลัวในแบบที่เฉพาะเจาะจงคือมันไม่ได้ตัดสิน มันแค่บันทึก
นักจิตวิทยา Carl Rogers จาก University of Wisconsin ในงานของเขาเรื่อง On Becoming a Person (1961) เสนอว่าสิ่งที่มนุษย์กลัวมากที่สุดในความสัมพันธ์กับผู้อื่นไม่ใช่การถูกตัดสิน แต่คือการถูกเห็นอย่างที่แท้จริง เพราะการถูกตัดสินยังมีช่องให้โต้แย้งหรืออธิบาย แต่การถูกเห็นอย่างที่แท้จริงนั้นไม่มีอะไรให้โต้แย้ง
Rogers เสนอว่านี่คือเหตุผลที่ "Unconditional Positive Regard" หรือการยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไขนั้นทรงพลังมากในการรักษาทางจิต เพราะมันให้พื้นที่ที่ปลอดภัยพอที่จะถูกเห็นอย่างที่แท้จริงโดยไม่ต้องกลัวผลที่ตามมา
สมุดบัญชีแห่ง Irkalla ทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ Rogers บรรยาย มันเห็นทุกอย่างอย่างที่แท้จริง แต่โดยไม่มีการยอมรับหรือปฏิเสธ มันแค่บันทึก และในการบันทึกนั้นมันทำให้ทุกสิ่งที่คุณพยายามซ่อนหรือลืมนั้นดำรงอยู่อย่างถาวร
ส่วนที่ห้า: ความสัมพันธ์กับ Inanna บทเรียนที่ Ereshkigal สอนโดยไม่ตั้งใจ
สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อระบบที่ตรงข้ามกันพบกัน
ในบรรดาความสัมพันธ์ทั้งหมดของ Ereshkigal ความสัมพันธ์กับ Inanna นั้นสำคัญที่สุดในการทำความเข้าใจเธอ เพราะ Inanna คือตัวละครเดียวในมหากาพย์แห่งความเงียบที่เลือกจะไปหา Ereshkigal โดยสมัครใจ และนั่นคือสิ่งที่เปลี่ยนทุกอย่าง
ในตำนาน Inanna's Descent to the Underworld ที่ Kramer และ Wolkstein วิเคราะห์ Inanna เดินทางลงสู่ Irkalla ด้วยเหตุผลที่ยังคงถกเถียงกันในทางวิชาการ
บางคนเสนอว่าเธอต้องการอำนาจเหนือดินแดนนั้น บางคนเสนอว่าเธอต้องการช่วยสามีที่ตาย และบางคนเสนอว่าเธอต้องการความเข้าใจในสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความตาย
นักวิชาการ Rivkah Schärf Kluger จาก Jung Institute ในงานที่เราพูดถึงก่อนหน้าวิเคราะห์ว่าการพบกันระหว่าง Inanna และ Ereshkigal คือการพบกันระหว่างสองด้านของตัวตนที่ถูกแยกออกจากกัน Inanna คือส่วนที่มีชีวิต มีแสง และมีความปรารถนา Ereshkigal คือส่วนที่ถูกกดทับ มืด และไม่มีการเคลื่อนไหว
Kluger เสนอว่าการที่ Inanna ยอมสูญเสียทุกอย่างทีละชั้นในการเดินทางสู่ Irkalla และในที่สุดถูก "ประหาร" โดย Ereshkigal นั้นคือกระบวนการที่จำเป็นในการที่ส่วนหนึ่งของตัวตนจะยอมรับส่วนที่ตรงข้ามของตัวเอง
การพบกันนั้นมีมิติที่ซับซ้อนกว่าการตีความทางจิตวิทยาล้วนๆ เพราะ Ereshkigal และ Inanna ต่างเป็นบุคคลที่มีประวัติ มีเหตุผล และมีสิ่งที่ต้องการในแบบที่เฉพาะเจาะจง
มีเอกสารที่บรรยายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในการพบกันนั้นจากมุมมองที่ต่างออกไป
เอกสาร Ir-5 (บันทึกที่เชื่อว่ามาจากผู้ที่ได้รับการบอกเล่าโดย Ereshkigal เองหลังจากเหตุการณ์):
"เธอบอกว่าเมื่อ Inanna มาถึง เธอรู้ว่าใครกำลังมา เธอรู้ก่อนที่ประตูแรกจะเปิด
"เธอบอกว่าเธอไม่ได้ต้อนรับในแบบที่คาดหวัง เธอสั่งให้รับมาตามกฎ คือให้ถอดทุกอย่างออกที่ประตูแต่ละบาน
"ผู้ที่ฟังถามว่าทำไม เธอบอกว่าเพราะนั่นคือกฎ ทุกคนที่มาที่นี่ต้องมาอย่างที่ตัวเองเป็น ไม่ใช่อย่างที่ตัวเองแสดง
"ผู้ที่ฟังถามต่อว่าเธอรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็น Inanna
"เธอนิ่งอยู่นานก่อนตอบ แล้วบอกว่าเธอรู้สึกสิ่งที่เธอไม่รู้จะเรียกว่าอะไร มันไม่ใช่ความสุขและไม่ใช่ความโกรธ มันเหมือนกับการได้เห็นสิ่งที่ตัวเองเคยเป็นหรืออาจจะเป็นได้ ถ้าทุกอย่างเป็นไปในแบบอื่น
"เธอบอกว่านั่นคือสิ่งที่ยากที่สุดในการปกครอง Irkalla ไม่ใช่การตัดสินหรือการลงโทษ แต่คือการเห็นสิ่งที่ตัวเองไม่เคยได้เป็นและรู้ว่าตัวเองจะไม่มีวันได้เป็น"
ส่วนที่หก: บทบาทของ Ereshkigal ในโครงการมนุษยชาติ
ในบริบทของมหากาพย์แห่งความเงียบที่นำเสนอโลกในฐานะโปรเจกต์ที่ Anunnaki จัดการ Ereshkigal มีสถานะที่น่าสนใจมาก เธอไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแผน แต่เธอคือสิ่งที่แผนทุกแผนต้องเผชิญในที่สุด
นักชีววิทยา Lynn Margulis จาก University of Massachusetts ในงานเรื่อง Symbiotic Planet (1998) เสนอว่าในระบบนิเวศ ความตายและการสลายตัวไม่ได้เป็นเพียงจุดจบของสิ่งมีชีวิต มันคือกระบวนการที่ทำให้วัสดุและพลังงานกลับสู่ระบบในรูปแบบที่สิ่งมีชีวิตใหม่สามารถใช้ได้ ระบบนิเวศที่ไม่มีการสลายตัวจะสะสมของเสียจนล่มสลาย
Ereshkigal ในฐานะผู้ดูแล Irkalla นั้นทำหน้าที่ที่ Margulis บรรยาย เธอไม่ได้เพียงรับสิ่งที่ตายแล้ว เธอประมวลผลมันและทำให้วัฏจักรยังคงทำงานต่อไปได้
แต่เสนอว่า Anunnaki ใช้โลกในฐานะแหล่งพลังงาน ความหมายของ Ereshkigal เปลี่ยนไปในแบบที่ลึกกว่านั้น เธอไม่เพียงเป็นผู้ประมวลผลความตาย เธอคือผู้ที่บันทึกต้นทุนที่แท้จริงของทุกสิ่งที่ Anunnaki ทำ และในบางจุด ต้นทุนนั้นถึงขีดจำกัดที่เธอไม่สามารถเพิกเฉยได้
มีเอกสารที่บรรยายถึงการที่ Ereshkigal พูดถึงความสัมพันธ์ของเธอกับ Anunnaki ในแบบที่ตรงไปตรงมาที่สุด
เอกสาร Ir-6 (บันทึกที่เชื่อว่ามาจากการสนทนาระหว่าง Ereshkigal กับ Enki ในช่วงเวลาหลังเหตุการณ์สำคัญ):
"Enki ถามเธอว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เธอต้องทำ
"เธอถามกลับว่าทำไมเขาถึงถาม
"เขาบอกว่าเพราะเขาอยากรู้
"เธอนิ่งอยู่สักครู่ แล้วบอกว่าเธอไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เธอทำ เพราะสิ่งที่เธอทำนั้นไม่ใช่การเลือก มันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเมื่อระบบถึงจุดนั้น เธอเป็นเพียงผู้ที่อยู่ที่นั่นในเวลานั้น
"Enki บอกว่านั่นฟังดูเหนื่อย
"เธอบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องของความเหนื่อยหรือไม่เหนื่อย มันเป็นเรื่องของสิ่งที่มีอยู่และสิ่งที่ต้องมีอยู่ถ้าระบบจะทำงานได้
"แล้วเธอเพิ่มเติมอย่างเงียบๆ ว่าแต่บางครั้งในความเงียบของ Irkalla เธอก็คิดว่ามันจะเป็นอย่างไรถ้าระบบที่ดีกว่าไม่ต้องการให้มีใครอยู่ที่นี่เลย"
ส่วนที่เจ็ด: มนุษย์ในสมการของ Ereshkigal
บทโครงเรื่องเสนอว่า Ereshkigal มองมนุษย์เป็น "ขยะข้อมูล" และ "ทรัพยากรที่หมดอายุ" แต่การวิเคราะห์ที่ซื่อสัตย์ต้องตั้งคำถามว่านั่นเป็นมุมมองที่สมบูรณ์ของเธอจริงๆ หรือไม่
นักปรัชญา Simone Weil ในงานเรื่อง Gravity and Grace (1947) เสนอว่า ความสนใจอย่างแท้จริงต่อบุคคลอื่นนั้นต้องการการว่างเปล่าของตัวเองชั่วขณะ การที่เราว่างพอที่จะรับรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอะไรอย่างแท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการให้พวกเขาเป็น
ในตำนาน
เมื่อ Kurgarra และ Galatur นั่งโอดครวญกับ Ereshkigal สิ่งที่พวกมันทำคือสิ่งที่ Weil บรรยาย พวกมันว่างพอที่จะรับรู้ความเจ็บปวดของ Ereshkigal อย่างแท้จริง
และในการรับรู้นั้น Ereshkigal รู้สึกถึงบางอย่างที่เธอไม่ได้รู้สึกมาเป็นเวลานาน
มนุษย์ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่เผชิญกับความตายทุกวันนั้นมีบางอย่างที่เทพเจ้าผู้เป็นอมตะทั้งหมดในสภาไม่มี นั่นคือความเข้าใจว่าทุกอย่างสิ้นสุดลง และในความเข้าใจนั้นมีความชัดเจนและความงดงามในแบบที่เฉพาะเจาะจง
และนั่นอาจคือสิ่งที่ Ereshkigal เห็นในมนุษย์ที่ไม่มีเทพเจ้าองค์อื่นเห็น เพราะมีเพียงเธอที่อยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ในจุดที่พวกเขาเป็นในแบบที่แท้จริงที่สุด ซึ่งคือจุดที่ทุกอย่างที่พวกเขาแสดงออกมาได้ถูกลอกออกแล้ว
มีเอกสารที่บรรยายถึงการที่ Ereshkigal พูดถึงมนุษย์ในแบบที่น้อยคนได้ยิน
เอกสาร Ir-7 (บันทึกที่ค้นพบในชั้นดินที่ลึกที่สุดของการขุดค้น บันทึกที่แตกหักและถอดรหัสได้เพียงบางส่วน):
"...เธอบอกว่าในบรรดาทุกสิ่งที่เธอได้เห็นมาตลอดเวลาที่เธออยู่ที่นี่ สิ่งที่ทำให้เธอยังคงสนใจมากที่สุดคือมนุษย์
"ไม่ใช่เพราะพวกเขายิ่งใหญ่หรือพิเศษ ไม่ใช่เพราะพวกเขากล้าหาญหรือสวยงามหรือฉลาด แต่เพราะพวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่เธอเห็นว่ามาถึงที่นี่แล้วยังแปลกใจ
"เทพเจ้าเมื่อมาถึงที่นี่ พวกเขามักมาด้วยความโกรธหรือการต่อรอง พวกเขาไม่แปลกใจเพราะพวกเขาคิดว่าตัวเองรู้ว่า Irkalla คืออะไร
"แต่มนุษย์มาถึงที่นี่แล้วมองรอบๆ และบางคนในพวกเขามีสิ่งในดวงตาที่เธอไม่รู้จะเรียกว่าอะไร มันไม่ใช่ความกลัวและไม่ใช่ความยอมรับ มันเหมือนกับว่าแม้ในตอนนี้พวกเขายังคงพบว่าโลกนี้น่าสนใจ
"เธอบอกว่า... [ส่วนที่เหลือถอดรหัสไม่ได้]"
บทสรุป: ผู้ตรวจบัญชีที่ไม่ต้องการเป็นผู้ตรวจบัญชี
ในบทที่ 1 นี้ เราได้เห็นว่า Ereshkigal นั้นซับซ้อนกว่า "ผู้ตรวจบัญชีแห่งวาระสุดท้าย" ที่บทโครงเรื่องนำเสนอ
เธอไม่ได้เลือกบทบาทของตน เธอถูกส่งไปอยู่ใน Irkalla และต้องดำรงอยู่กับระบบที่ไม่มีวันหยุดทำงาน
เธอมีความเจ็บปวดที่แท้จริงในการโดดเดี่ยวนั้น และเธอมีมิติของการมองเห็นที่ลึกกว่าเทพเจ้าองค์อื่นที่ใช้ชีวิตอยู่ในส่วนของโลกที่มีแสงและมีชีวิต
อำนาจของเธอไม่ได้เกิดจากความโหดร้ายหรือความต้องการครอบงำ มันเกิดจากการที่เธออยู่ในตำแหน่งที่ทำให้เธอเห็นความจริงที่คนอื่นไม่เห็นหรือไม่อยากเห็น และในการเห็นนั้นเธอมีอำนาจที่ไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้
แต่สิ่งที่ทำให้ Ereshkigal เป็นตัวละครที่ลึกกว่ากลไกล้วนๆ คือเธอรู้ว่าเธอเป็นใคร เธอรู้ว่าสิ่งที่เธอทำนั้นมีต้นทุน และเธอยังคงทำมันเพราะไม่มีใครในระบบที่จะทำมันแทนเธอได้
และในความรู้สึกนั้น ไม่ว่าจะตีความว่าเป็นความโดดเดี่ยว ความรับผิดชอบ หรือความเข้าใจที่ลึกที่สุดเกี่ยวกับธรรมชาติของระบบ Ereshkigal คือตัวละครที่ควรค่าแก่การศึกษาในฐานะบุคคล ไม่ใช่เพียงในฐานะกลไกที่ตัวละครอื่นต้องเผชิญ
.
.
โฆษณา