เมื่อวาน เวลา 03:00 • อาหาร
Rimping Supermarket NimCity Branch

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ “Biffins” (บิฟฟินส์) แอปเปิ้ลอบแบบดั้งเดิมจากประเทศอังกฤษ

“Biffins” (บิฟฟินส์) เป็นขนมหวานที่มาจากการนำแอปเปิ้ลสายพันธุ์ที่สำคัญ นั่นคือ Norfolk Biffin ที่ไม่มีการปรุงแต่งรสใด ๆ นำเข้าไปอบอย่างช้า ๆ ทั้งลูก ด้วยการวางในถาดอบทรงกลมเหมือนเค้ก รองด้วยฟางเพื่อดูดความชื้น และใช้ของที่มีน้ำหนัก เช่น ถาดอบอีกใบ ทับด้านบนเพื่อให้แอปเปิ้ลค่อย ๆ แบนจนมีรูปทรงคล้ายเค้กก้อนเล็ก ๆ หรือนำออกมาใช้มือกดให้แบนขณะที่เนื้อนิ่มพอแล้วนำเข้าไปอบต่อ
เมื่ออบแล้วสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 1 ปี ก่อนรับประทานจะลอกเปลือกที่แห้งแข็ง และนำแกนกลางออก เผยเนื้อในที่นุ่มชุ่มฉ่ำคล้ายกับ Apple Puree
.
Norfolk Biffin เป็นแอปเปิ้ลที่เติบโตตามธรรมชาติของมณฑล Norfolk ประเทศอังกฤษ และมีการบริโภคกันมามากกว่า 300 ปี โดยบันทึกที่เก่าแก่ที่สุดเป็นของ Robert Walpole ผู้ซึ่งเกิดใน Norfolk และได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของ the Great Britain ในเวลาต่อมา โดยเขาได้บันทึกไว้ในปีค.ศ. 1698 ว่ามีการส่งแอปเปิ้ล Biffin มายังบ้านพักของเขาในกรุง London
.
Norfolk Biffin เมื่อเก็บเกี่ยวใหม่ จะมีเปลือกสีเหลืองที่มีลายสีเขียวและสีแดง เนื้อสีขาวอมเขียว มีความกรอบ รสชาติเปรี้ยวและมีกลิ่นคล้ายอบเชย โดยมากนิยมนำมาเก็บไว้ก่อนนำไปบริโภค โดยสามารถเก็บได้นานถึง 6 เดือน โดยเมื่อเวลาผ่านไป รสชาติจะหวานมากขึ้น เนื้อจะแน่นขึ้น และเปลือกของแอปเปิ้ลชนิดนี้จะสีเข้มขึ้นกลายเป็นสีน้ำตาลหรือสีแดงเข้ม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “Biffin” ซึ่งมาจากคำว่า Beefing ที่สื่อถึงสีแดงเข้มคล้ายกับเนื้อวัวดิบนั่นเอง
.
การอบ Biffins ในอดีตซึ่งยังเป็นยุคของเตาอบฟืนแบบดั้งเดิม จะนำ Norfolk Biffin เข้าอบหลังจากที่ใช้เตาในการอบขนมปังหรือเบเกอรี่อื่น ๆ แล้ว ในเตาจะยังคงมีความร้อนหลงเหลืออยู่และจะค่อย ๆ ลดอุณหภูมิอย่างช้า ๆ ซึ่งในการอบ Biffins สามารถใช้เวลาตั้งแต่ 12 ชั่วโมงจนถึง 1 วันตามแต่สภาพอากาศในขณะนั้น โดยเมื่อถึงช่วงสุดท้ายของการอบ อุณหภูมิภายในเตาอบอาจเหลือประมาณ 40 องศาเซลเซียส ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการใช้ความร้อนต่ำและอบเป็นเวลานานเป็นหัวใจหลักในการทำ Biffins นั่นเอง
.
แม้ว่าการอบแอปเปิ้ลโดยทั่วไปจะมีสูตรการทำตั้งแต่ปีค.ศ. 1695 แต่สูตรการทำ Biffins นั้นถูกเผยแพร่มากที่สุดในช่วงศตวรรษที่ 19 - 20 (1801-2000) โดยครั้งแรกที่มีการพูด Biffins โดยตรงนั้นปรากฏในหนังสือ A New System of Domestic Cookery โดย Maria Eliza Ketelby Rundell ในปีค.ศ. 1807 โดยพูดถึง Biffins ว่าเป็นหนึ่งในเมนูที่มาจากกรรมวิธีการอบแห้งลูกแพร์และแอปเปิ้ล ด้วยการนำเข้าไปในเตาอบอุณหภูมิต่ำหลายครั้งจนกว่าเนื้อจะนิ่ม
ซึ่งหนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในหนังสือทำอาหารที่ขายดีที่สุดในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ด้วยเหตุนี้อาจทำให้ Biffin ได้รับความนิยมไปทั่วเช่นเดียวกัน
.
ตลอดศตวรรษที่ 19 Biffins ถูกกล่าวถึงในหนังสือทำอาหารอีกหลายครั้ง ในช่วงเวลานี้ยังเป็นช่วงที่มีการส่งออก Norfolk Biffin ไปยัง London อย่างสม่ำเสมอ โดยมีทั้งในรูปแบบสดและแบบอบแห้ง โดยมีหลักฐานเป็นการโฆษณาถึง “Dried Norfolk Biffin” ลงในหนังสือพิมพ์ London Morning Post ปีค.ศ.1820
ซึ่ง Biffins นั้นเหมาะสมที่จะถูกขนส่งเป็นอย่างมาก เนื่องจากเมื่ออบแห้งแล้วเปลือกนอกจะมีความแข็ง และสามารถเก็บรักษาได้นาน โดย Biffins ที่แท้จริงสำหรับสมัยนั้น จะต้องเป็นการอบโดยชาว Norfolk ก่อนจะถูกส่งออกเท่านั้น ไม่ใช่ Norfolk Biffin สดที่ถูกอบโดยชาว London
.
การเก็บเกี่ยว Norfolk Biffin นั้นจะเริ่มต้นในเดือนตุลาคมของทุกปี หลังจากนั้นจะถูกเก็บไว้ให้เกิดความหวาน และจะเริ่มนำมาใช้ทำเมนูต่าง ๆ ตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไป ซึ่งตรงกับช่วงเวลา Christmas จึงไม่น่าแปลกใจที่ Biffins จะเป็นหนึ่งในเมนูที่นิยมทานในช่วงเทศกาล เช่นเดียวกับ Baked Apple ในประเทศอื่น ๆ ของยุโรป
Biffins ยังปรากฏในนิยายของนักเขียนชื่อดังอย่าง Charles Dickens โดยปรากฏใน Martin Chuzzlewit (ปีค.ศ. 1843), A Christmas Carol (ปีค.ศ. 1843) และ ‘The Holly-Tree Inn’ (ปีค.ศ. 1855) ซึ่งนิยายทั้ง 3 เรื่องล้วนมีเนื้อหาหลักที่เกี่ยวข้องกับ Christmas
.
ในปัจจุบัน การปลูก Norfolk Biffin นั้นไม่นิยมปลูกเป็นไร่ แต่ยังคงมีการปลูกตามบ้านเรือน และยังสามารถหาซื้อผล Norfolk Biffin ได้ใน Norfolk สูตรการทำ Biffins ก็ถูกปรับเปลี่ยนไปตามความทันสมัยของอุปกรณ์ ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันในด้านอุณหภูมิและระยะการนำเข้าเตาอบแต่ละครั้ง และสามารถใช้เวลาในการอบรวมลดลง เหลือเพียง 4-6 ชั่วโมง แต่ยังคงหัวใจหลักในการอบที่อุณหภูมิต่ำอย่างช้า ๆ จนกว่าเนื้อจะนิ่มได้ที่ โดย Biffin สามารถรับประทานทั้งแบบไม่มีเครื่องเคียง หรือคลุกเคล้ากับน้ำตาลและเสิร์ฟพร้อมครีมสดหรือไอศกรีม
โฆษณา