3 ก.ค. เวลา 16:32 • หนังสือ

วอลต์ วิตแมน (Walt Whitman)

(1819–1892)
ในผลงานเรื่อง Leaves of Grass วิตแมนได้สร้างสรรค์วรรณกรรมมหากาพย์ที่สำรวจหัวข้อต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่ความรักไปจนถึงสงคราม และจากการเลิกทาสไปจนถึงระบอบประชาธิปไตย เขาเลือกใช้กลอนเปล่า (free verse) เพื่อถ่ายทอดเสียงที่ไม่ใช่ของวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ แต่เป็นเสียงของชาวอเมริกันธรรมดาคนหนึ่ง
วอลต์ วิตแมน ซึ่งมีชื่อจริงว่า วอลเตอร์ (Walter) แต่ทุกคนเรียกเขาว่า วอลต์ เพื่อให้ต่างจากชื่อของพ่อ เขาเกิดที่เวสต์ฮิลส์ บนเกาะลองไอแลนด์ ในปี 1819 เป็นลูกคนที่สองจากพี่น้องทั้งหมดเก้าคน วอลเตอร์ผู้พ่อหวังจะสร้างฐานะให้ครอบครัวด้วยการสร้างบ้าน อาศัยอยู่สักพักแล้วค่อยขายเพื่อทำกำไร แต่การลงทุนของเขากลับไม่ประสบความสำเร็จ วอลต์จึงต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 11 ปี เพื่อหางานทำและช่วยหารายได้จุนเจือครอบครัว
การฝึกฝนงานบรรณาธิการ
วอลต์ในวัยหนุ่มเริ่มต้นเข้าสู่วงการหนังสือพิมพ์ที่ The Long Island Patriot ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเขา จากนั้นได้ย้ายไปเป็นช่างพิมพ์ในบรูคลิน ซึ่งเป็นที่ที่เขาเริ่มสนใจวรรณกรรมและตีพิมพ์ผลงานบทกวีชิ้นแรกของตนเอง ต่อมาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำบีบให้เขาต้องกลับไปอยู่กับครอบครัวที่ลองไอแลนด์และทำงานเป็นครู ซึ่งเป็นงานที่เขาเกลียดมาก
ในปี 1838 วิตแมนได้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ของตัวเองชื่อ The Long-Islander โดยเขาลงมือทำเองแทบทุกขั้นตอน ทั้งการบรรณาธิการ การพิมพ์ และการจัดส่ง หลังจากนั้นเขาได้ขายกิจการและย้ายไปที่นิวยอร์ก เขาทำงานด้านสื่อมวลชนหลายแห่งก่อนจะได้รับตำแหน่งบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ Brooklyn Eagle
ในปี 1846 เขาเป็นที่รู้จักในที่ทำงานแห่งนั้นจากความคิดเห็นที่หนักแน่นและมักจะไม่เป็นที่นิยมในกระแสหลัก จนในที่สุดเขาถูกไล่ออกเนื่องจากสนับสนุนกลุ่มต่อต้านการค้าทาสของพรรคเดโมแครตในนิวยอร์ก ในขณะที่เจ้าของหนังสือพิมพ์นั้นเป็นฝักฝ่ายที่สนับสนุนการค้าทาส
ผลงานตีพิมพ์ยุคแรก
ทศวรรษ 1850 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของวิตแมน เขาได้ตีพิมพ์งานเขียนร้อยแก้วหลายชิ้น รวมถึงนวนิยายที่ตีพิมพ์เป็นตอนๆ เรื่อง The Life and Adventures of Jack Engle และคู่มือแนะนำการใช้ชีวิตที่น่าสนใจชื่อ Manly Health and Trainingนอกจากนี้เขายังเขียนบทกวีอีกด้วย
ในเดือนกรกฎาคม ปี 1855 เขาได้ออกผลงานรวมบทกวี 12 ชิ้นในชื่อ Leaves of Grass ซึ่งเป็นหนังสือที่เขาคอยปรับปรุงและเพิ่มเติมเนื้อหาใหม่ๆ เข้าไปตลอดชีวิต วิตแมนเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการพิมพ์หนังสือเล่มแรกนี้ด้วยตัวเอง หนังสือเล่มบางๆ เล่มนี้ดูแปลกตาสำหรับนักอ่านในยุคนั้นมาก เพราะไม่มีชื่อผู้แต่งปรากฏบนหน้าปก และบทกวีต่างๆ ก็ไม่ได้ตั้งชื่อไว้
ปัจจุบันผลงานเหล่านี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นวรรณกรรมคลาสสิก ซึ่งรวมถึงบทกวีอย่าง “I Sing the Body Electric”, “Song of Myself” และ “The Sleepers”
Leaves of Grass ถือเป็นงานเขียนที่ปฏิวัติวงการ ด้วยลักษณะของบทกวีที่มีความยาว ไม่สัมผัสคล้องจอง และเป็นกลอนเปล่าที่ไม่เหมือนกับสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่เคยอ่านมาก่อน หลายคนมองว่ามันไม่มีความเป็นบทกวี และมองว่าการพรรณนาถึงความสุขทางอารมณ์นั้นเป็นเรื่องลามกอนาจาร
อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ก็ได้รับคำชมเชยอย่างสูงจากอีกหลายฝ่าย รวมถึง ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน (Ralph Waldo Emerson) หนึ่งในนักเขียนอเมริกันที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้น ซึ่งได้เขียนจดหมายถึงวิตแมนว่า “ผมขอต้อนรับคุณสู่จุดเริ่มต้นของเส้นทางอาชีพที่ยิ่งใหญ่”
บทกวีแห่งสงคราม
เมื่อสงครามกลางเมืองอเมริกันเริ่มต้นขึ้น วิตแมนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตและนักเคลื่อนไหวเพื่อเลิกทาส ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนฝ่ายเหนือ (Union) เมื่อจอร์จ (George) น้องชายของเขาได้รับบาดเจ็บในสนามรบ วิตแมนจึงเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่กำลังระอุไปด้วยความตึงเครียดเพื่อไปตามหาเขา ด้วยความสะเทือนใจจากความทุกข์ทรมานแสนสาหัสที่ได้เห็นในโรงพยาบาลสนาม เขาจึงตัดสินใจปักหลักอยู่ในเมืองนั้นเพื่อช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บ โดยเลี้ยงชีพด้วยการทำงานเป็นเสมียน
เหตุการณ์เหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้วิตแมนรวบรวมบทกวีเกี่ยวกับสงครามขึ้นมา ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในปี 1865 ในชื่อ Drum-Taps เนื้อหาครอบคลุมถึงปฏิกิริยาของเขาที่มีต่อความขัดแย้งนี้ ตั้งแต่ความตื่นเต้นไร้เดียงสาในตอนต้น ไปจนถึงความกังขา และลงเอยด้วยความเห็นอกเห็นใจต่อเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากสงคราม
ช่วงหลังสงคราม วิตแมนได้เขียนบทกวีเกี่ยวกับการเสียชีวิตของอับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) อาทิ “O Captain! My Captain!” ซึ่งเป็นบทกวีที่ได้รับความนิยมสูงสุดของเขาในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่ และบทกวีที่กินใจอย่าง “When Lilacs Last in the Dooryard Bloom’d”
มหากาพย์ที่พัฒนาไม่หยุดนิ่ง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา วิตแมนยังคงแก้ไขปรับปรุง Leaves of Grass อยู่เสมอ ทั้งการจัดลำดับเนื้อหาใหม่ เพิ่มบทกวีใหม่ๆ และนำบทกวีที่เคยตีพิมพ์ใน Drum-Taps มารวมไว้ด้วย มีการจัดพิมพ์ออกมาหลายฉบับ ทำให้หนังสือเล่มนี้ที่เคยมีบทกวีเพียง 12 ชิ้นในตอนเริ่มต้น ได้ขยายตัวจนมีบทกวีรวมถึง 383 ชิ้นในที่สุด
การขยายขอบเขตของหนังสือในลักษณะนี้ช่วยให้วิตแมนสามารถสำรวจหัวข้อต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย ทั้งเรื่องการศึกษา ระบอบประชาธิปไตย การเลิกทาส การเปลี่ยนแปลงทางสังคม การทำงาน ความรัก ภูมิทัศน์ของอเมริกา ไปจนถึงสงคราม ซึ่งสรุปได้ว่าคือตัวตนของสหรัฐอเมริกาเอง
ด้วยเนื้อหาที่ครอบคลุมกว้างขวางเช่นนี้ หนังสือเล่มนี้จึงถูกเรียกว่าเป็นมหากาพย์แห่งอเมริกา แต่มันเป็นมหากาพย์ที่ไม่เหมือนเล่มใดที่เคยมีมา เพราะไม่มีวีรบุรุษผู้สูงศักดิ์ แต่กลับเน้นไปที่พลเมืองอเมริกันธรรมดาๆ อย่างตัววิตแมนเอง ผู้ซึ่งประสบการณ์ ค่านิยม และความคิดของเขาถูกมองว่าเป็นตัวแทนของพลเมืองทุกคนในประเทศ
หากความกว้างขวางของเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ถือเป็นการปฏิวัติวงการ รูปแบบการประพันธ์ก็ถือว่าล้ำสมัยไม่แพ้กัน บทกวีหลายบรรทัดที่ยาวเหยียดของวิตแมนมีจังหวะที่เป็นอิสระมาก มีความหลากหลายทั้งในด้านความยาวและฉันทลักษณ์ ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบที่ตายตัวของบทกวีแบบดั้งเดิม
อย่างไรก็ตาม ตัวกวีเองได้รับแรงบันดาลใจมาจากแหล่งข้อมูลที่เก่าแก่และเป็นทางการอย่างคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งเขามักจะนำโครงสร้างทางไวยากรณ์และจังหวะของภาษามาใช้เสมอ เช่นเดียวกับคัมภีร์ไบเบิล Leaves of Grass มักมีการใช้รายการและบัญชีรายชื่อต่างๆ ที่นำเสนอโดยการใช้คำซ้ำๆ
วิตแมนชื่นชอบวิธีการทางวาทศิลป์ที่เรียกว่า "การซ้ำต้นประโยค" (anaphora) เป็นพิเศษ ซึ่งเป็นการที่บรรทัดหรือประโยคขึ้นต้นด้วยวลีเดียวกัน (เช่น บรรทัดที่ขึ้นต้นด้วย “Out of the…” และ “And every day…” ในบทกวี “Out of the Cradle Endlessly Rocking”) อุปกรณ์ทางภาษาเหล่านี้ช่วยให้บทกวีของเขามีน้ำเสียงที่สง่างามและเปี่ยมไปด้วยพลังราวกับการประกาศก้อง
เรื่องเพศและการวิพากษ์วิจารณ์
แง่มุมหนึ่งของ Leaves of Grass ที่ก่อให้เกิดข้อพิพาทอย่างรุนแรงคือ การที่กวีถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับความรักและเซ็กซ์ วิตแมนเขียนถึงเรื่องการขายบริการทางเพศอย่างตรงไปตรงมาในยุคสมัยที่หัวข้อเหล่านี้ไม่ได้รับอนุญาตให้พูดถึงในแวดวงสังคมชั้นสูง
นอกจากนี้ ผู้คนยังมองว่างานเขียนของเขาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายเป็นเรื่องที่น่ากังวล เขาพรรณนาถึง "มิตรภาพ" (comradeship) และความผูกพันระหว่างผู้ชายด้วยความลึกซึ้งและเข้มข้น ทำให้นักอ่านบางคนตั้งคำถามว่า สิ่งเหล่านี้เป็นนัยยะที่ซ่อนเร้นถึงความรักระหว่างเพศเดียวกันหรือไม่
ความคลุมเครือเช่นเดียวกันนี้ยังรวมไปถึงชีวิตส่วนตัวของตัวกวีเอง เขาเป็นเพื่อนสนิทกับชายหลายคน แต่ก็ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าความสัมพันธ์เหล่านั้นมีความเกี่ยวข้องทางเพศหรือไม่ เมื่อถูกถามถึงประเด็นนี้ในงานเขียน วิตแมนตอบว่าเขารู้สึกตกใจที่งานของเขาถูกมองว่าเป็นเรื่องของคนรักร่วมเพศ แต่นักอ่านหลายคนก็ไม่ได้ปักใจเชื่อคำปฏิเสธของเขา
สำนักพิมพ์ต่างๆ เองก็มีความกังวลในเรื่องนี้เช่นกัน ทำให้หนังสือ Leaves of Grass ฉบับที่วิตแมนหวังว่าจะได้ตีพิมพ์ในปี 1866 ต้องเลื่อนออกไปจนกว่าเขาจะหาสำนักพิมพ์ที่กล้ารับงานได้ในปีถัดมา
การแก้ไขครั้งสุดท้าย
ในช่วงต้นทศวรรษ 1870 วิตแมนต้องแบ่งเวลาทั้งการเขียนหนังสือ การทำงานในสำนักงานอัยการสูงสุดในวอชิงตัน และการดูแลมารดาผู้ชราที่ป่วยด้วยโรคข้ออักเสบ อย่างไรก็ตาม ในปี 1873 ตัวเขาเองเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบจนต้องย้ายไปอยู่กับจอร์จ น้องชายของเขาที่เมืองแคมเดน (Camden) รัฐนิวเจอร์ซีย์ มารดาของเขาเสียชีวิตในปลายปีเดียวกัน แต่วิตแมนยังคงพักอาศัยอยู่กับจอร์จต่อ โดยเขายังคงแก้ไขหนังสือเล่มสำคัญของเขาและสร้างสรรค์ผลงานชิ้นอื่นออกมา รวมถึง Memoranda During the War และ Specimen Days
ผู้เขียนใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายตั้งแต่ปี 1884 เป็นต้นมาในบ้านของตัวเองที่เมืองแคมเดน และที่บ้านพักตากอากาศในเมืองลอเรล สปริงส์ (Laurel Springs) ทางตอนใต้ของรัฐนิวเจอร์ซีย์ ที่นั่นเขาได้พบกับความสงบสุข โดยอาศัยอยู่กับแม่บ้านซึ่งเป็นเพื่อนบ้านเก่าชื่อ แมรี โอ๊คส์ เดวิส (Mary Oakes Davis) และทุ่มเททำงานชิ้นสุดท้ายของ Leaves of Grass ซึ่งเป็นฉบับที่รู้จักกันในชื่อ Deathbed Edition หรือฉบับวาระสุดท้ายก่อนตาย ซึ่งเขาทำจนเสร็จสมบูรณ์ก่อนจะเสียชีวิตด้วยโรคเยื่อหุ้มปอดอักเสบและวัณโรคในปี 1892
ในบริบท
สัญลักษณ์ของหญ้า
สำหรับวิตแมน หญ้าเป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายหลากหลาย การที่มันขึ้นอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่งทำให้มันเปรียบเสมือนความเป็นสากล อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของธรรมชาติ การเกิดใหม่ ความเป็นนิรันดร์ และวัฏจักรของชีวิต ชุดบทกวีความรักในมหากาพย์ Leaves of Grass ของเขามีชื่อว่า Calamus ซึ่งเป็นชื่อของหญ้าชนิดหนึ่งที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Acorus calamus หรือที่เรียกกันว่า sweet flag
ในตำนานเทพปกรณัมกรีก คำว่า Kalamos ยังเป็นชื่อของเด็กหนุ่มผู้ตกหลุมรักชายอีกคนหนึ่ง เมื่อเขาจมน้ำตายในแม่น้ำ เขาก็ได้รับชีวิตใหม่ในร่างของต้นอ้อริมน้ำ ดังนั้น สำหรับนักอ่านหลายคน คาลามัส จึงเป็นตัวแทนของความรักระหว่างชายกับชาย ซึ่งเป็นสิ่งที่วิตแมนยกย่องไว้ในบทกวีของเขา
ลัทธิ Transcendentalism
มักมีการกล่าวกันว่าวิตแมนเป็นผู้สืบทอดแนวคิดของลัทธิทรานส์ Transcendentalism ซึ่งเป็นกระแสความคิดในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ที่เน้นย้ำถึงความดีงามพื้นฐานของมนุษย์และธรรมชาติ รวมถึงความสำคัญของค่านิยมแบบ "อเมริกัน" เช่น สัญชาตญาณและการพึ่งพาตนเอง
ผู้ที่นับถือลัทธินี้ให้ความสำคัญกับค่านิยมดั้งเดิมของสังคมและศาสนาที่จัดตั้งน้อยลง แต่หันไปให้ความสำคัญกับความคิดอ่านและการหยั่งรู้ของปัจเจกบุคคลมากขึ้น โดยนักเขียนที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นสาวกของลัทธินี้ ได้แก่ ราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน และ เฮนรี เดวิด ธอโร (Henry David Thoreau)
วิตแมนเขียน Leaves of Grass ขึ้นเพื่อตอบรับความเรียงชิ้นหนึ่งของเอเมอร์สัน ซึ่งเรียกร้องให้มีกวีคนใหม่มาเขียนถึงประเทศสหรัฐอเมริกาที่เป็น "ประเทศใหม่" และถ่ายทอดเอกลักษณ์เฉพาะตัวของประเทศนั้นออกมา
ที่มา: Writers who changed history
โฆษณา