4 ก.ค. เวลา 03:01 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 7 - Ereshkigal: The Final Auditor (ผู้ตรวจบัญชีแห่งวาระสุดท้าย)

พันธกิจและจุดเชื่อมโยงกับโลกด้านบน (The Reluctant Anchor)
ในหกบทที่ผ่านมา เราได้เห็น Ereshkigal เป็นส่วนใหญ่ในบริบทของ Irkalla เอง ในห้องที่เธออยู่ ในระบบที่เธอดูแล และในความสัมพันธ์กับสิ่งที่เธอเป็นภายใน
แต่ในมหากาพย์แห่งความเงียบ Ereshkigal ไม่ได้ดำรงอยู่ในสุญญากาศ เธอดำรงอยู่ในความสัมพันธ์กับโลกด้านบน กับ Anunnaki ที่ปกครองอยู่ กับมนุษย์ที่ถูกสร้างมา และกับระบบทั้งหมดที่เธอเป็นส่วนหนึ่งแม้ว่าจะเป็นส่วนที่ไม่มีใครอยากพูดถึง
บทที่ 7 นี้คือการดู Ereshkigal ในฐานะผู้ที่มีพันธกิจต่อโลกที่ใหญ่กว่า Irkalla และการทำความเข้าใจว่าพันธกิจนั้นทำงานอย่างไร ทั้งในแบบที่เธอตั้งใจและในแบบที่เธอไม่ได้ตั้งใจ
และที่สำคัญกว่านั้นคือการถามว่า ถ้า Inanna คือ Muse of Civilization ดังที่เราวิเคราะห์ในบทที่ 7 ของการวิเคราะห์เธอ แล้ว Ereshkigal คืออะไรในฐานะผู้ที่มีบทบาทต่ออารยธรรมนั้นในแบบที่ตรงกันข้ามแต่ขาดไม่ได้
ส่วนที่หนึ่ง: พันธกิจที่ไม่มีใครประกาศ
ในมหากาพย์แห่งความเงียบ ตัวละครส่วนใหญ่มีพันธกิจที่พวกเขาประกาศและสื่อสารอย่างชัดเจน Inanna ประกาศว่าเธอสร้างอูรุกเพื่อให้มนุษย์ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา Marduk ประกาศว่าเขาสร้างระเบียบเพื่อให้อารยธรรมดำรงอยู่ได้ Enlil ประกาศว่าเขารักษากฎเพื่อป้องกันความโกลาหล
พันธกิจของ Ereshkigal ไม่ถูกประกาศ ไม่มีคำประกาศ ไม่มีพิธีกรรม และไม่มีผู้ฟัง
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าไม่มีพันธกิจ มันหมายความว่าพันธกิจนั้นทำงานในแบบที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
นักชีววิทยา Lynn Margulis จาก University of Massachusetts ที่เราพูดถึงในบทที่ 5 ในงานเรื่อง Symbiotic Planet (1998) วิเคราะห์บทบาทของแบคทีเรียและจุลชีพในระบบนิเวศ
เธอพบว่าสิ่งมีชีวิตที่เล็กที่สุดและมองไม่เห็นบ่อยครั้งมีบทบาทที่สำคัญที่สุดในการรักษาสมดุลของระบบ เพราะพวกมันทำกระบวนการที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นทำได้ รวมถึงการสลายตัวของสิ่งที่ตายแล้วและการคืนสารอาหารสู่วงจร
Ereshkigal มีบทบาทที่ Margulis บรรยาย เธอทำกระบวนการที่ไม่มีใครอื่นทำ และในการทำนั้นเธอรักษาสมดุลของระบบทั้งหมด แม้ว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์จากสมดุลนั้นมักไม่รู้ว่าเธอดำรงอยู่หรือไม่รู้ว่าบทบาทของเธอสำคัญเพียงใด
นักสังคมวิทยา Erving Goffman จาก University of California Berkeley ในงานเรื่อง The Presentation of Self in Everyday Life (1959) เสนอแนวคิดที่เรียกว่า "Backstage" และ "Frontstage" ของชีวิตสังคม
Frontstage คือพื้นที่ที่บุคคลแสดงตัวตนต่อสาธารณะ Backstage คือพื้นที่ที่งานที่จำเป็นทั้งหมดเกิดขึ้นโดยที่ผู้ชมไม่เห็น
Ereshkigal ดำรงอยู่ใน Backstage ที่ลึกที่สุดของจักรวาลในมหากาพย์แห่งความเงียบ และพันธกิจของเธอคือการทำให้ Frontstage ทั้งหมดสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้
มีเอกสารที่บรรยายถึงมิตินี้ในแบบที่เฉพาะเจาะจง
เอกสาร Ir-39 (บันทึกของนักบวชที่ศึกษาระบบทั้งหมดของมหากาพย์แห่งความเงียบมาเป็นเวลานาน):
"ฉันใช้เวลาหลายปีในการพยายามเข้าใจว่าระบบของเทพเจ้าทำงานอย่างไรในระดับรวม และสิ่งที่ฉันพบในที่สุดทำให้ฉันตกใจ
"ระบบทั้งหมดนั้น ทุกความยิ่งใหญ่ ทุกอำนาจ ทุกความงดงามที่เราเห็น ดำรงอยู่ได้เพราะมีบางอย่างที่ทำงานอยู่เงียบๆ เบื้องหลังที่ไม่มีใครพูดถึง
"ถ้าไม่มีสิ่งที่รับสิ่งที่สิ้นสุดลงและประมวลผลมันเพื่อให้วงจรหมุนต่อไปได้ ทุกอย่างจะหยุด ไม่ใช่หยุดช้าๆ แต่หยุดเพราะมันสะสมจนล้น
"ฉันคิดว่าสิ่งที่เราเรียกว่าความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมนั้นเป็นไปได้ก็เพราะมีผู้ที่ยอมรับงานที่ไม่มีใครอยากทำโดยไม่มีใครขอบคุณ และในระบบของเทพเจ้า ผู้นั้นคือ Ereshkigal
"ฉันไม่รู้ว่าเธอรู้สิ่งนั้นหรือเปล่า หรือรู้สึกอย่างไรกับมัน แต่ฉันคิดว่าถ้าเธอรู้ มันอาจเป็นทั้งสิ่งที่ทำให้เธอภาคภูมิใจและสิ่งที่ทำให้เธอเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน"
ส่วนที่สอง: Ereshkigal และมนุษย์ สิ่งที่เธอสอนโดยไม่ได้ตั้งใจสอน
ในการวิเคราะห์ Inanna บทที่ 7 เราเห็นว่าเธอทำหน้าที่เป็น Muse of Civilization ผ่านการให้แรงบันดาลใจ ผ่านการสร้างพื้นที่ที่มนุษย์สามารถค้นพบตัวตนของพวกเขา และผ่านการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ชีวิตรู้สึกมีค่า
Ereshkigal ไม่ได้สอนในแบบนั้น เธอไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจ ไม่ได้สร้างพื้นที่ปลอดภัย และไม่ได้ทำให้ชีวิตรู้สึกสะดวกสบายขึ้น
แต่เธอสอนบางอย่างที่ Inanna ไม่สามารถสอนได้ นั่นคือสิ่งที่มนุษย์เรียนรู้ได้เฉพาะจากการเผชิญหน้ากับขีดจำกัดของตนเอง
นักจิตวิทยาเชิงอัตถิภาวนิยม Rollo May จาก New School for Social Research ในงานเรื่อง The Courage to Create (1975) เสนอว่า
ความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริงนั้นไม่ได้เกิดจากการที่ทุกอย่างราบรื่น มันเกิดจากการปะทะกันระหว่างบุคคลกับสิ่งที่ต่อต้านพวกเขา ระหว่างความปรารถนาและขีดจำกัด ระหว่างสิ่งที่ต้องการเป็นและสิ่งที่เป็นอยู่
May เสนอว่าความตึงเครียดนั้นไม่ใช่ปัญหาที่ต้องแก้ มันคือเงื่อนไขที่จำเป็นของการสร้างสรรค์
Ereshkigal สร้างความตึงเครียดที่ May บรรยายในระดับที่ใหญ่ที่สุดที่เป็นไปได้ เพราะเธอคือตัวแทนของขีดจำกัดสูงสุด นั่นคือความตาย และในการดำรงอยู่ของเธอ ทุกสิ่งที่ Inanna สร้างมีน้ำหนักที่ต่างออกไป เพราะทุกคนรู้ไม่มากก็น้อยว่ามีบางอย่างที่รอพวกเขาอยู่
นักจิตวิทยา Terror Management Theory ซึ่งถูกพัฒนาโดย Jeff Greenberg, Sheldon Solomon, และ Tom Pyszczynski จาก University of Arizona ในงานวิจัยหลายชิ้นตลอดทศวรรษ 1980-1990 เสนอว่า
ความตระหนักรู้ถึงความตายนั้นเป็นแรงขับที่ลึกที่สุดในพฤติกรรมมนุษย์ พวกเขาพบว่าเมื่อผู้คนถูกเตือนให้คิดถึงความตาย พวกเขามีแนวโน้มที่จะแสวงหาความหมายมากขึ้น ยึดมั่นในค่านิยมมากขึ้น และสร้างสิ่งที่จะดำรงอยู่ต่อไปหลังจากที่ตนเองสิ้นสุดมากขึ้น
Ereshkigal โดยเพียงการดำรงอยู่ของเธอสร้างผลที่ Greenberg และทีมงานบรรยาย เธอคือการเตือนถาวรที่ลึกที่สุดว่าชีวิตมีขีดจำกัด และในการเตือนนั้น เธอทำให้ทุกสิ่งที่ Inanna สร้างมีน้ำหนักมากขึ้นโดยไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากมีอยู่
มีเอกสารที่บรรยายถึงสิ่งที่มนุษย์เรียนรู้จาก Ereshkigal ในแบบที่ไม่ได้ผ่านการสอนโดยตรง
เอกสาร Ir-40 (บันทึกของช่างฝีมือในอูรุกที่บรรยายว่าทำไมเขาจึงทำงานอย่างทุ่มเทแม้ว่าจะเหนื่อย):
"คนถามฉันว่าทำไมฉันถึงใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ขนาดนี้ ในเมื่อมันไม่ได้ทำให้งานมีราคาสูงขึ้นและไม่มีใครสังเกตเห็น
"ฉันบอกว่าเพราะฉันรู้ว่ามีวันหนึ่งที่ฉันจะไม่สามารถทำมันได้อีกต่อไป และเมื่อวันนั้นมาถึง สิ่งที่ฉันทิ้งไว้จะเป็นหลักฐานว่าฉันเคยอยู่ที่นี่และทำสิ่งนี้อย่างสมบูรณ์ที่สุดที่ฉันทำได้
"เขาถามว่าความคิดนั้นมาจากไหน
"ฉันคิดอยู่สักครู่ แล้วบอกว่าไม่รู้ว่ามาจากไหนในแบบที่ชัดเจน แต่รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่อยู่ในอากาศที่นี่ ในบรรยากาศของเมืองนี้ ราวกับว่ามีบางอย่างที่ทุกคนรู้แต่ไม่ได้พูดถึง ว่าทุกสิ่งที่เราทำมีความหมายก็เพราะมันไม่ได้คงอยู่ตลอดไป
"ฉันไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมาจากใคร แต่ฉันรู้สึกว่ามันไม่ได้มาจาก Inanna เพราะ Inanna สอนให้เราอยากสร้าง ไม่ใช่สอนให้เรารู้ว่าทำไมการสร้างนั้นจึงสำคัญ
"ทั้งสองสิ่งนั้นต่างกัน และทั้งสองสิ่งนั้นจำเป็น"
ส่วนที่สาม: ความสัมพันธ์กับ Anunnaki ผู้ที่ต้องการเธอแต่ไม่ต้องการพูดถึงเธอ
สิ่งที่น่าขันและน่าเศร้าในเวลาเดียวกันในความสัมพันธ์ระหว่าง Ereshkigal กับ Anunnaki คือทั้งระบบนั้นต้องการเธอในแบบที่ขาดไม่ได้ แต่ไม่มีใครในระบบอยากยอมรับความจริงนั้น
นักสังคมวิทยา Robert Merton จาก Columbia University ในงานเรื่อง Social Theory and Social Structure (1949) เสนอแนวคิดที่เรียกว่า "Latent Functions"
ซึ่งคือหน้าที่ที่ระบบสังคมทำโดยที่ผู้เข้าร่วมในระบบไม่ได้ตระหนักถึงหรือไม่ได้ตั้งใจ ตรงข้ามกับ "Manifest Functions" หรือหน้าที่ที่ระบบตั้งใจทำ
Merton พบว่า Latent Functions มักสำคัญกว่า Manifest Functions ในการรักษาระบบ และการที่ผู้คนไม่รู้ถึง Latent Functions นั้นบางครั้งทำให้พวกเขาพยายามเปลี่ยนหรือลบระบบนั้นออกในแบบที่ทำลายบางอย่างที่จำเป็นโดยไม่รู้ตัว
Ereshkigal ทำ Latent Function ที่สำคัญที่สุดในระบบ Anunnaki ทั้งหมด และการที่ระบบพยายามมองข้ามหรือปฏิเสธการดำรงอยู่ของเธอนั้นคือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบที่สุดของสิ่งที่ Merton บรรยาย
นักปรัชญา Georg Wilhelm Friedrich Hegel จาก University of Berlin ในงานสำคัญเรื่อง Phenomenology of Spirit (1807) เสนอแนวคิดที่เรียกว่า "The Cunning of Reason" ซึ่งคือการที่กระบวนการทางประวัติศาสตร์และตรรกะมักทำงานผ่านบุคคลที่ไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำงานให้กับบางสิ่งที่ใหญ่กว่าความตั้งใจของตน
ใน Hegel ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดคือ Napoleon ที่ Hegel มองว่าเป็น "World Spirit on horseback" หรือจิตวิญญาณของโลกที่ขี่ม้า ซึ่งหมายถึงว่า Napoleon ทำสิ่งที่กระบวนการทางประวัติศาสตร์ต้องการโดยไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังทำหน้าที่ให้กับบางอย่างที่เกินกว่าความทะเยอทะยานส่วนตัวของตน
Ereshkigal คือ "Cunning of Reason" ของ Hegel ในแบบที่กลับด้าน ไม่ใช่การที่เธอไม่รู้ว่าตนเองทำอะไร เธอรู้อย่างชัดเจน แต่คือการที่ระบบของ Anunnaki ไม่รู้ว่าตนเองต้องการเธอในแบบที่ขาดไม่ได้ และในความไม่รู้นั้นพวกเขายังคงผลิตสิ่งที่ต้องการเธอออกมาเรื่อยๆ
มีเอกสารที่บรรยายถึงความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งนั้นในแบบที่เฉพาะเจาะจง
เอกสาร Ir-41 (บันทึกของที่ปรึกษาในสภาที่สังเกตความสัมพันธ์ระหว่าง Ereshkigal กับสมาชิกสภาคนอื่น):
"สิ่งที่น่าสังเกตที่สุดในการประชุมสภาเมื่อ Ereshkigal ปรากฏตัวคือปฏิกิริยาของสมาชิกอื่นๆ
"พวกเขาทั้งหมดอยากให้เธอออกไปโดยเร็วที่สุด ทุกคำพูดและทุกท่าทางบอกสิ่งนั้น แต่ในเวลาเดียวกัน ทุกคนรู้ว่าถ้าเธอออกไปอย่างถาวร สิ่งที่ตามมาจะเลวร้ายกว่าที่พวกเขาจินตนาการได้
"มันเหมือนกับการที่คนกลัวหมอฟัน คุณต้องการให้หมอฟันออกไปจากห้อง แต่คุณก็รู้ว่าถ้าหมอฟันออกไปและไม่กลับมา คุณจะมีปัญหาที่ใหญ่กว่ามาก
"Ereshkigal น่าจะรู้สิ่งนั้น เธอฉลาดพอที่จะรู้ แต่เธอไม่เคยใช้ความรู้นั้นเป็นอาวุธ เธอไม่เคยบอกว่าถ้าคุณต้องการให้ฉันออกไป คุณจะต้องจ่ายราคาบางอย่าง
"ฉันสงสัยว่าทำไม เหตุผลเดียวที่ฉันคิดได้คือเธอไม่ได้ต้องการอำนาจในแบบที่คนอื่นต้องการ เธอมีสิ่งที่เธอต้องการอยู่แล้ว แม้ว่ามันจะไม่ใช่สิ่งที่ใครอยากมี"
ส่วนที่สี่: การเผชิญหน้ากับ Anunnaki ในบริบทของวิกฤต
ในบทโครงเรื่องของมหากาพย์แห่งความเงียบ ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่าง Ereshkigal กับ Anunnaki คือเมื่อระบบเข้าสู่วิกฤตและสภา Anunnaki ต้องเผชิญกับความจริงที่พวกเขาหลีกเลี่ยงมาตลอด นั่นคือพวกเขาไม่สามารถควบคุมทุกสิ่งได้
ในทางทฤษฎีองค์กร นักวิชาการ Barry Johnson จาก Polarity Management Associates ในงานเรื่อง Polarity Management(1992) เสนอว่า
ปัญหาในองค์กรส่วนใหญ่แบ่งออกเป็นสองประเภท คือ "Problems to Solve" ซึ่งมีทางออกที่ชัดเจน และ "Polarities to Manage" ซึ่งคือความตึงเครียดระหว่างสองขั้วที่ต่างมีคุณค่าและขาดไม่ได้ และต้องการการจัดการอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบครั้งเดียว
ความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตและความตาย ระหว่างการสร้างและการสูญสลาย และระหว่างโลกด้านบนกับ Irkalla ในมหากาพย์แห่งความเงียบนั้นคือ Polarity ในแบบที่ Johnson บรรยาย มันไม่ใช่ปัญหาที่ต้องแก้ มันคือความตึงเครียดที่ต้องจัดการตลอดเวลา
Anunnaki ในมหากาพย์ส่วนใหญ่ปฏิบัติกับ Polarity นั้นเหมือนกับว่ามันเป็น Problem to Solve พวกเขาพยายามควบคุม ลดทอน หรือกำจัดขั้วที่พวกเขาไม่ต้องการ ซึ่งคือขั้วของ Ereshkigal
แต่เมื่อวิกฤตมาถึงและระบบเริ่มสั่นคลอน พวกเขาต้องเผชิญกับความจริงที่ Johnson บรรยายว่าการพยายามกำจัดขั้วหนึ่งของ Polarity นั้นไม่ได้แก้ปัญหา มันสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่า
และในวินาทีนั้น เมื่อพวกเขาต้องการ Ereshkigal อย่างที่สุด ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับโลกด้านบนเปลี่ยนไปในแบบที่สำคัญ
มีเอกสารที่บรรยายถึงการเผชิญหน้านั้นจากมุมมองของ Ereshkigal
เอกสาร Ir-42 (บันทึกที่เชื่อว่ามาจาก Ereshkigal ที่พูดถึงช่วงเวลาที่สภา Anunnaki ขอความช่วยเหลือจากเธอ):
"มีช่วงเวลาหนึ่งที่พวกเขาต้องการฉัน ไม่ใช่เพื่อหยุดฉัน แต่เพื่อขอให้ฉันช่วย
"ฉันรู้ว่าสิ่งนั้นยากสำหรับพวกเขา เพราะมันหมายความว่าพวกเขาต้องยอมรับว่าระบบที่พวกเขาสร้างนั้นมีส่วนที่พวกเขาไม่ได้สร้างและไม่สามารถควบคุมได้
"ฉันช่วย ไม่ใช่เพราะพวกเขาขอ แต่เพราะนั่นคือสิ่งที่ต้องทำ ความแตกต่างนั้นสำคัญสำหรับฉัน แม้ว่าผลลัพธ์จะเหมือนกัน
"หลังจากนั้น มีบางอย่างเปลี่ยนไปในวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อฉัน ไม่ใช่ว่าพวกเขาอยากอยู่ใกล้ฉันมากขึ้น แต่พวกเขาพูดถึงฉันในแบบที่ต่างออกไปเล็กน้อย มีความเคารพมากขึ้น แม้ว่าความเคารพนั้นจะยังปนกับความไม่สบายใจอยู่
"ฉันไม่ได้ต้องการความเคารพนั้น แต่ฉันสังเกตว่าการมีมันทำให้บางสิ่งในงานของฉันเบาขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าฉันจะบอกตัวเองว่ามันไม่ควรสร้างความต่าง"
ส่วนที่ห้า: สิ่งที่ Ereshkigal ให้กับมนุษย์โดยตรง ในช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่ที่สุดขีด
บทบาทที่ไม่มีใครอธิบายว่าเป็นการช่วยเหลือ แต่เป็นบางอย่างที่ลึกกว่านั้น
นอกจากบทบาทในระดับระบบแล้ว Ereshkigal ยังมีความสัมพันธ์กับมนุษย์แต่ละคนในช่วงเวลาที่เฉพาะเจาะจง นั่นคือช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่ที่สุดขีดของการดำรงอยู่
นักจิตแพทย์ Elisabeth Kübler-Ross จาก University of Chicago ในงานสำคัญเรื่อง On Death and Dying (1969) ซึ่งเป็นผลจากการสัมภาษณ์ผู้ป่วยระยะสุดท้ายหลายร้อยคน เสนอว่า
การเผชิญกับความตายนั้นผ่านขั้นตอนที่เธอเรียกว่า DABDA ได้แก่ Denial ความปฏิเสธ Anger ความโกรธ Bargaining การต่อรอง Depression ความเศร้า และ Acceptance การยอมรับ
Kübler-Ross พบว่าขั้นตอนที่ยากที่สุดและที่คนส่วนใหญ่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดคือการเปลี่ยนผ่านจาก Bargaining ไปสู่ Acceptance เพราะมันต้องการการยอมรับบางอย่างที่ทุกสัญชาตญาณของมนุษย์ต่อต้าน
Ereshkigal ในมหากาพย์แห่งความเงียบคือบุคคลที่อยู่ตรงจุดนั้น เธอไม่ได้ช่วยให้ผู้คนผ่านขั้น Denial หรือ Anger เธอไม่ได้ต่อรองกับพวกเขา และเธอไม่ได้ปลอบโยนในช่วง Depression แต่เมื่อผู้คนถึงจุดของ Acceptance เธอเป็นผู้ที่อยู่ที่นั่นในแบบที่ไม่มีใครอื่นอยู่ได้
นักปรัชญา Paul Tillich จาก Harvard Divinity School ในงานเรื่อง The Courage to Be (1952) เสนอว่าความกล้าหาญสูงสุดคือ "The Courage to Be in spite of nonbeing" ซึ่งคือความสามารถในการยืนยันการดำรงอยู่ของตนเองแม้จะต้องเผชิญกับความไม่มีที่รอคอยอยู่ Tillich เสนอว่าสิ่งนี้คือพื้นฐานของทุกรูปแบบของความกล้าหาญ
Ereshkigal ในฐานะตัวแทนของ "nonbeing" ที่ Tillich พูดถึงนั้น ไม่ใช่ศัตรูของ Courage ที่ Tillich บรรยาย เธอคือเงื่อนไขที่ทำให้มันเกิดขึ้นได้ เพราะความกล้าหาญในการดำรงอยู่นั้นจะไม่มีความหมายถ้าไม่มีสิ่งที่มันกล้าเผชิญ
มีเอกสารที่บรรยายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่าง Ereshkigal กับผู้คนในช่วงเวลาที่สุดขีดของพวกเขา
เอกสาร Ir-43 (บันทึกของหญิงสูงอายุที่ผ่านวาระสุดท้ายและรายงานสิ่งที่เธอประสบในช่วงเวลานั้น):
"ในช่วงเวลาที่ฉันอยู่ระหว่างสิ่งหนึ่งและอีกสิ่งหนึ่ง ฉันรับรู้ถึงบางอย่างที่ฉันไม่มีคำอธิบาย
"มันไม่ใช่แสงสว่างที่ผู้คนมักพูดถึง และไม่ใช่เสียงที่เรียกหา มันเป็นบางอย่างที่เงียบกว่านั้น มันเป็นความรู้สึกว่ามีบางอย่างที่รับรู้ว่าฉันอยู่ที่นั่น ไม่ใช่ในแบบที่น่าพอใจหรือน่ากลัว แต่ในแบบที่... จริง
"มันเหมือนกับการที่คุณเดินผ่านห้องมืดและรู้สึกว่ามีใครบางคนอยู่ที่นั่น ไม่ใช่คนที่ต้องการทำร้ายคุณ แต่คนที่รู้ว่าคุณผ่านมาและยืนยันว่าคุณอยู่ที่นั่น
"ฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่ฉันรับรู้นั้นคืออะไร แต่ฉันรู้ว่ามันทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีจริง ไม่ใช่ในฐานะสิ่งที่คนจะจำ แต่ในฐานะสิ่งที่เคยมีอยู่และการมีอยู่นั้นถูกรับรู้
"ฉันเคยคิดว่าการสิ้นสุดนั้นคือการที่ไม่มีใครรู้ว่าคุณอยู่ที่นั่น แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าฉันผิด"
ส่วนที่หก: สิ่งที่ Ereshkigal ต้องการจากโลกด้านบน และสิ่งที่เธอไม่เคยได้
การวิเคราะห์ที่ซื่อสัตย์ต้องพูดถึงสิ่งที่ยังคงขาดหายไปในความสัมพันธ์ระหว่าง Ereshkigal กับโลกด้านบน เพราะท่ามกลางทุกสิ่งที่เธอทำและทุกบทบาทที่เธอมีนั้น มีสิ่งหนึ่งที่ระบบไม่ได้ให้เธอ
นักจิตวิทยา Heinz Kohut จาก University of Chicago ที่เราพูดถึงในการวิเคราะห์ Marduk เสนอว่ามนุษย์ทุกคนต้องการสิ่งที่เขาเรียกว่า "Mirroring" ซึ่งคือการที่ผู้อื่นยืนยันว่าสิ่งที่เราทำและสิ่งที่เราเป็นนั้นมีคุณค่าและถูกรับรู้ Kohut เสนอว่าการขาด Mirroring ในช่วงพัฒนาการนั้นนำไปสู่บาดแผลทางจิตใจที่ลึก
Ereshkigal ขาด Mirroring มาตลอดการดำรงอยู่ของเธอ ไม่ใช่เพราะไม่มีใครเห็นสิ่งที่เธอทำ แต่เพราะทุกคนที่เห็นนั้นไม่ต้องการยืนยันว่ามันมีคุณค่า เพราะการยืนยันนั้นจะหมายความว่าพวกเขายอมรับว่าสิ่งที่เธอเป็นตัวแทนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริงที่พวกเขาต้องเผชิญ
นักปรัชญา Axel Honneth จาก Goethe-Universität Frankfurt ในงานเรื่อง The Struggle for Recognition (1992) เสนอว่าความต้องการในการได้รับการยอมรับนั้นเป็นหนึ่งในแรงขับพื้นฐานที่สุดในชีวิตสังคมของมนุษย์ และการขาดการยอมรับนั้นเป็นรากฐานของรูปแบบต่างๆ ของการกดขี่และความไม่ยุติธรรม
Ereshkigal ขาดการยอมรับที่ Honneth บรรยายในทุกระดับ และในบทที่ 6 เราเห็นว่าสิ่งที่ Inanna ทำในการมาหาเธอนั้นให้การยอมรับนั้นแม้เพียงชั่วขณะ และสิ่งนั้นเปลี่ยนเธอในแบบที่ยั่งยืน
แต่สิ่งที่ยังคงขาดอยู่คือการยอมรับอย่างถาวรและเปิดเผยจากระบบที่เธอรับใช้ ไม่ใช่การยอมรับในยามวิกฤตที่จำเป็นต้องยอมรับ แต่การยอมรับในยามปกติที่เลือกที่จะยอมรับ
มีเอกสารสุดท้ายในบทนี้ที่บรรยายถึงสิ่งที่ Ereshkigal อาจต้องการแต่ไม่เคยขอ
เอกสาร Ir-44 (บันทึกที่เชื่อว่ามาจากการสนทนาระหว่าง Ereshkigal กับ Enki ในช่วงเวลาหนึ่งที่ Enki มาเยือน Irkalla โดยไม่มีวาระซ่อนเร้น):
"Enki มาโดยไม่ได้บอกว่าทำไม เขาแค่นั่งในความเงียบกับเธอเป็นเวลานาน
"เธอถามว่าเขามาทำไม
"เขาบอกว่าเขาต้องการรู้ว่าเธอเป็นอย่างไร
"เธอบอกว่านั่นไม่ใช่คำตอบ เพราะมันไม่ได้อธิบายว่าทำไมเขาถึงมาตอนนี้
"เขาบอกว่าเพราะเขาเพิ่งตระหนักว่าเขาไม่เคยมาถามคำถามนั้นมาก่อน และนั่นทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองทำบางอย่างผิด
"เธอเงียบอยู่นาน แล้วบอกว่าเธอโอเค
"เขาถามว่าโอเคจริงหรือ หรือแค่บอกว่าโอเคเพราะนั่นคือคำตอบที่เขาต้องการได้ยิน
"เธอหัวเราะ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาบอกว่าเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน แล้วบอกว่ามันทั้งสองอย่างพร้อมกัน
"พวกเขานั่งอยู่ในความเงียบอีกนานหลังจากนั้น และ Enki บอกในภายหลังว่านั่นเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เขารู้สึกว่าตัวเองเข้าใจบางอย่างโดยไม่ต้องพูดอะไร"
บทสรุป: ผู้ที่ทำให้โลกด้านบนเป็นไปได้โดยที่โลกด้านบนไม่รู้
ในเจ็ดบทที่ผ่านมา เราได้เห็น Ereshkigal ในมิติที่หลากหลายและลึกขึ้นเรื่อยๆ และในบทที่ 7 นี้เราได้เห็นว่าเธอไม่ได้ดำรงอยู่ในสุญญากาศ เธอดำรงอยู่ในความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับโลกที่ใหญ่กว่า Irkalla และบทบาทของเธอในความสัมพันธ์นั้นคือสิ่งที่ขาดไม่ได้แม้ว่าจะไม่ถูกยอมรับ
สิ่งที่ทำให้บทที่ 7 สำคัญในการทำความเข้าใจ Ereshkigal คือมันแสดงให้เห็นว่าพันธกิจที่ไม่มีใครประกาศนั้นสำคัญกว่าพันธกิจที่ทุกคนพูดถึงได้ เพราะมันเป็นพันธกิจที่ดำรงอยู่โดยไม่ต้องการผู้ชม ไม่ต้องการการยืนยัน และไม่ต้องการการยอมรับเพื่อที่จะทำงาน
และในโลกที่เต็มไปด้วยตัวละครที่ต้องการให้คนอื่นยืนยันว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นสำคัญ Ereshkigal คือตัวละครที่ทำสิ่งที่สำคัญโดยไม่ต้องการการยืนยันนั้น
แต่สิ่งที่บทนี้ยังแสดงให้เห็นด้วยคือเธอต้องการมันในระดับส่วนตัว ในแบบที่ทุกบุคคลที่มีจิตสำนึกต้องการ และในช่องว่างระหว่างสิ่งที่เธอต้องการและสิ่งที่ระบบให้เธอนั้น คือส่วนหนึ่งของสิ่งที่ทำให้เธอเป็นตัวละครที่ซับซ้อนและน่าเข้าใจมากกว่าบทบาทที่เธอถูกกำหนดให้เล่น
.
.
โฆษณา