4 ก.ค. เวลา 16:05 • หนังสือ

ชาร์ล โบดแลร์ (Charles Baudelaire)

(1821–1867)
โบดแลร์เป็นหนึ่งในกวีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 หนังสือที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาอย่าง Les Fleurs du mal เคยสร้างความไม่พอใจอย่างมากในยุคนั้น แต่ในปัจจุบันกลับได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเอก ซึ่งเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างยุค Romanticism กับยุค Symbolism
รากเหง้าของบทกวีที่อื้อฉาวที่สุดหลายชิ้นของชาร์ล โบดแลร์ มีที่มาจากวัยเด็กที่เต็มไปด้วยปัญหา เขาเกิดในปารีส เป็นลูกชายคนเดียวของบิดาผู้สูงวัยและมารดาที่อายุน้อยกว่า ฟรองซัวส์ บิดาของเขาเป็นผู้มีความรู้และเป็นข้าราชการ แต่เขาได้เสียชีวิตลงเมื่อชาร์ลมีอายุเพียงหกขวบ
ชาร์ลติดมารดาของเขามาก แต่แล้วนางก็ได้แต่งงานใหม่ในเวลาไม่นานนักคือปี 1828 สามีใหม่ของนางคือพันโทฌัก โอปิก (Jacques Aupick) ซึ่งเป็นผู้ที่มีหน้าที่การงานโดดเด่น จนได้เป็นถึงเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศสเปนและตุรกี แต่เขากลับไม่ค่อยมีเวลาให้กับลูกเลี้ยงเท่าใดนัก ชาร์ลถูกส่งไปเรียนในโรงเรียนประจำหลายแห่ง และถูกกำหนดให้ต้องเดินตามเส้นทางอาชีพนักกฎหมายในอนาคต ชาร์ลรู้สึกเจ็บปวดและโกรธเคืองอย่างมากที่ต้องแยกจากมารดา เขาจึงมักบ่นถึงความโดดเดี่ยวและแปลกแยกที่ตนเองได้รับอยู่เสมอ
ความขัดแย้งในครอบครัว
ไม่นานนัก โบดแลร์ก็เริ่มมีนิสัยขบถ และแม้ว่าเขาจะมีความสามารถในการเรียนที่โดดเด่น แต่เขากลับถูกไล่ออกจากโรงเรียนในลียง จากนั้นเขาได้ทำตามความต้องการของพ่อแม่ด้วยการลงทะเบียนเรียนกฎหมายในปารีส
แต่ไม่นานเขาก็ถลำลึกเข้าสู่วิถีชีวิตแบบโบฮีเมียน เขาเริ่มดื่มเหล้า เที่ยวหาหญิงขายบริการ จนติดเชื้อซิฟิลิสซึ่งส่งผลกระทบต่อเขาไปตลอดชีวิต และเขาก็เริ่มใช้จ่ายเงินอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ในปี 1841 โอปิกส่งโบดแลร์ไปเดินทางไกลถึงอินเดียเป็นเวลาหนึ่งปี โดยหวังว่าเขาจะคิดได้ แต่แผนนี้ล้มเหลว โบดแลร์ตัดสินใจหนีลงจากเรือที่เกาะมอริเชียสในมหาสมุทรอินเดีย และเดินทางกลับถึงปารีสภายในเวลาไม่กี่เดือน
การพำนักช่วงสั้นๆ ของกวีผู้นี้บนเกาะมอริเชียสและเรอูนียงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพลักษณ์ทางทะเลในบทกวีหลายบทของเขา แต่ประสบการณ์นี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเขาเลย หลังจากกลับมา เขาเริ่มมีความสัมพันธ์กับ ฌาน ดูวาล (Jeanne Duval) ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่เขารู้ดีว่าจะไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัวอย่างแน่นอน และเขายังเริ่มทดลองใช้กัญชาและฝิ่น
ในปี 1843 เขาเช่าอพาร์ตเมนต์ในโรงแรมปีโมด็อง (Hôtel Pimodan) ซึ่งเป็นที่ที่กลุ่มคลับ เด อาชีแซ็ง(Club des Hachichins) อันโด่งดังใช้เป็นสถานที่พบปะกัน ต่อมาเขาได้บอกเล่าประสบการณ์เหล่านี้ไว้ในหนังสือ Du vin et du hachish (On Wine and Hashish - 1851) และ Les Paradis artificiels (Artificial Paradises - 1860) นอกจากนี้เขายังประกาศว่าเขาไม่มีเจตนาที่จะประกอบอาชีพนักกฎหมาย แต่จะมุ่งหน้าสู่เส้นทางสายวรรณกรรม
ครอบครัวของเขาจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด เมื่อตอนอายุ 21 ปี โบดแลร์ได้รับมรดกจำนวนมหาศาลจากบิดา แต่เงินก้อนนั้นกลับร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นในปี 1844 โอปิกจึงนำเงินที่เหลือไปฝากไว้ในกองทุนดูแลจัดการทรัพย์สิน โดยอนุญาตให้ชาร์ลได้รับเพียงเงินเบี้ยเลี้ยงเล็กน้อยซึ่งจัดการโดยทนายความ
สิ่งนี้เปลี่ยนวิถีชีวิตของเขาไปโดยสิ้นเชิง ตลอดอาชีพที่เหลือของเขา โบดแลร์ต้องใช้ชีวิตอยู่บนปากเหวของความยากจน และหมางเมินกับครอบครัวไปบางส่วน นอกเหนือจากเรื่องเงินแล้ว เขายังรู้สึกตกใจและโกรธเคืองที่เรื่องส่วนตัวของเขาถูกจัดการโดยคนแปลกหน้า ความสัมพันธ์ของเขากับมารดาแย่ลง และเริ่มดีขึ้นเพียงหลังจากที่โอปิกเสียชีวิตลงในปี 1857 เท่านั้น
ผลงานอันอื้อฉาว
ข้อจำกัดทางการเงินกระตุ้นให้โบดแลร์ต้องลงมือทำงานอย่างจริงจัง เขาไม่สามารถหาเลี้ยงชีพด้วยบทกวีเพียงอย่างเดียว จึงเริ่มทำงานเป็นนักวิจารณ์ศิลปะ บทวิจารณ์งานซาลง (Salon) ซึ่งเป็นนิทรรศการศิลปะอย่างเป็นทางการในปารีสเมื่อปี 1845 สร้างชื่อเสียงให้กับเขาในด้านนี้
แต่ความสนใจของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงงานจิตรกรรมเท่านั้น เขายังเขียนเรื่องดนตรีไว้อย่างกว้างขวาง โดยเป็นหนึ่งในนักวิจารณ์กลุ่มแรกๆ ที่สนับสนุนผลงานของริชาร์ด วากเนอร์ (Richard Wagner) และเขายังหลงใหลในงานเขียนของเอ็ดการ์ แอลลัน โพ (Edgar Allan Poe) (1809–1849) เป็นอย่างมาก โบดแลร์รู้สึกถึงความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับนักเขียนชาวอเมริกันผู้นี้ ซึ่งประสบปัญหาทางการเงินและปัญหาครอบครัวที่คล้ายคลึงกัน เขาเขียนบทความชีวประวัติของโพในปี 1852 ตามด้วยการแปลเรื่องสั้นของโพซึ่งเริ่มตีพิมพ์ในปี 1856
ในเวลานั้น โบดแลร์เขียนหนังสือของตัวเองเสร็จแล้วหนึ่งเล่ม คือนวนิยายขนาดสั้นที่ชื่อว่า La Fanfarlo และกำลังสร้างชื่อเสียงในฐานะกวี สัญชาตญาณแรกของเขาคือการทำให้ผู้คนตื่นตกใจ เขาประกาศว่าจะตั้งชื่อผลงานรวมบทกวีเล่มแรกว่า Les Lesbiennes แม้ว่าภายหลังจะเปลี่ยนใจก็ตาม ถึงกระนั้น เมื่อรวมบทกวีชุด Les Fleurs du mal (ดอกไม้แห่งความชั่วร้าย) ฉบับทางการเล่มแรกถูกตีพิมพ์ในปี 1857 ปฏิกิริยาของสาธารณชนกลับเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและไม่พอใจ
หนังสือเล่มนี้ถูกทางการยึด และโบดแลร์กับสำนักพิมพ์ถูกตั้งข้อหาว่ามีความอนาจารและผิดศีลธรรม ผลคือทั้งคู่ถูกปรับเงิน และบทกวีหกบทต้องถูกตัดออกเนื่องจากมีเนื้อหาทางเพศ แต่เหตุอื้อฉาวนี้ไม่ได้ทำร้ายกวีผู้นี้เลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งทำให้เขามีชื่อเสียงและช่วยกระตุ้นยอดขายหนังสือเพิ่มขึ้นอีกด้วย
บทกวีใน Les Fleurs du mal ถูกรวบรวมขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ยาวนาน เพราะโบดแลร์มักจะขัดเกลาบทกลอนของเขาอยู่เป็นปีๆ บางชิ้นเขียนขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1840 และมีการตีพิมพ์ฉบับเพิ่มเติมในปี 1861 รวมบทกวีชุดนี้มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องของน้ำเสียง เนื้อหา และภาพลักษณ์
โบดแลร์ไม่ได้ค้นหา "ดอกไม้" หรือความงามของเขาในธรรมชาติ แต่ค้นหาจาก "ความชั่วร้าย" หรือความเป็นจริงที่น่าอดสูของโลกในชีวิตประจำวัน ความงามนั้นสามารถพบได้ในคราบไคลของชีวิตคนเมืองสมัยใหม่ หรือในความเร่าร้อนของสัญชาตญาณสัตว์ป่า และเช่นเดียวกัน ความงามยังสามารถสกัดออกมาได้จากห้วงเวลาแห่งความเพ้อฝัน ความเบื่อหน่าย หรือความท้อแท้สิ้นหวัง
บทกวีแห่งประสาทสัมผัส
โบดแลร์ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกวีสมัยใหม่อย่างแท้จริงคนแรกๆ ซึ่งมาจากการเขียนที่มีน้ำเสียงส่วนตัวและเป็นการเปิดเปลือยความรู้สึกอย่างสูง จนบางครั้งอ่านแล้วเหมือนกำลังอ่านหน้ากระดาษจากบันทึกส่วนตัว โดยที่เขาไม่ได้พยายามปิดบังความคิดหรือความรู้สึกที่น่าละอายเลย
ตัวอย่างเช่นในบทกวีเรื่อง A celle qui est trop gaie (แด่เธอผู้ร่าเริงเกินไป) กวีเริ่มต้นด้วยการเปรียบเปรยใบหน้าของคนรักราวกับทิวทัศน์ที่งดงาม และเสียงหัวเราะของเธอเหมือนสายลมที่หยอกเย้า ก่อนจะเปลี่ยนผ่านไปในไม่กี่บรรทัดถัดมา เพื่อแสดงความปรารถนาที่จะแอบย่องเข้าไปในห้องของเธอในยามค่ำคืน เพื่อลงทัณฑ์เนื้อกายที่สมบูรณ์แบบของเธอ และฝังพิษร้ายของเขาลงไปในตัวเธอ
ภาพพจน์ของโบดแลร์นั้นรุ่มรวยและเปี่ยมด้วยพลังในการสื่ออารมณ์ เขาอธิบายทฤษฎีเบื้องหลังสิ่งนี้ไว้ในบทกวีเรื่อง Correspondances (ความสอดคล้อง) ซึ่งมีพื้นฐานมาจากแนวคิดของนักปรัชญา เอมานูเอล สวีเดนบอร์ก (Emanuel Swedenborg) เขาเขียนไว้ว่าธรรมชาติประกอบด้วย "ป่าแห่งสัญลักษณ์ / ที่เฝ้ามอง [ผู้คน] ด้วยสายตาที่เข้าใจ / ดุจเสียงสะท้อนที่ยาวนานซึ่งผสมผสานกันในระยะไกล" สำหรับโบดแลร์แล้ว "กลิ่นหอม เสียง และสีสัน ต่างมีความสอดคล้องกัน"
ประสบการณ์ตรงของเขาเกี่ยวกับภาวะสัมผัสสัมพันธ์ (Synaesthesia) ที่ซึ่งกลิ่นหอมอันเย้ายวนสามารถปลุกเร้าให้เห็นถึงสัมผัสของเส้นผม สีสันที่โดดเด่น หรือบทเพลงอันไพเราะ ได้มอบพลังทางกามารมณ์ให้กับบทกวีของเขา การเชื่อมโยงทางจินตนาการที่เกิดขึ้นจากสิ่งนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มสัญลักษณ์นิยม (Symbolists) โดยกวีรุ่นหลังอย่าง อาเธอร์ แรงโบ (Rimbaud) สเตฟาน มาลลาร์เม (Mallarmé) และ ปอล แวร์เลน (Verlaine) ต่างยกย่องให้โบดแลร์เป็นอัจฉริยะ
ความปรารถนาของมารดา
หลังจากการตีพิมพ์ Les Fleurs du mal ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง โบดแลร์หันไปมุ่งเน้นงานเขียนร้อยแก้วมากขึ้น ในช่วงปีท้ายๆ ของชีวิต เขาต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพย่ำแย่และปัญหาการเงิน
ในปี 1864 เขาได้ออกทัวร์บรรยายที่ประเทศเบลเยียมซึ่งจบลงด้วยความล้มเหลว และที่นั่นเองที่เขาเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบ โบดแลร์ไม่เคยฟื้นตัวจากอาการป่วยนี้และเสียชีวิตในอ้อมแขนของมารดาในเดือนสิงหาคม 1867 มารดาของเขาเสียใจที่เขาไม่ได้เดินตามเส้นทางที่โอปิกวางไว้ให้ นางยอมรับว่าเขาอาจจะไม่ได้สร้างชื่อเสียงทิ้งไว้ในโลกวรรณกรรม "แต่เราทั้งสามคนคงจะมีความสุขมากกว่านี้"
ประวัติบุคคล: ฌาน ดูวาล (Jeanne Duval)
ในฐานะหญิงคนรักที่คบหากันมายาวนานของชาร์ล โบดแลร์ ฌาน ดูวาล คือแรงบันดาลใจให้กับชุดบทกวีหนึ่งใน Les Fleurs du mal เธอเกิดที่เฮติและกลายเป็นนักแสดงรวมถึงนักเต้นหลังจากเดินทางมาถึงประเทศฝรั่งเศส ทั้งคู่พบกันในปี 1842 และเริ่มสานสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความผันผวนซึ่งดำเนินมาเกือบ 20 ปี โดยมีความสัมพันธ์ที่เลิกราและกลับมาคืนดีกันอยู่เป็นระยะ
ดูวาลเป็นหญิงที่มีเชื้อชาติผสม ซึ่งโบดแลร์เรียกเธอว่า "วีนัสผิวดำ" (Black Venus) ของเขา และในบทกวีของเขาก็มีการกล่าวถึงความงดงามของเธอไว้อย่างมากมาย โบดแลร์หลงใหลในเชื้อชาติของดูวาล โดยยกย่อง "เรียวขาที่ดำขลับดุจไม้ไม้มะเกลือ" ของเธอ "ดวงตาที่มืดมิดดุจปล่องไฟแห่งจิตวิญญาณ" และเส้นผมสีดำสลวยของเธอ
ในบริบท: ศิลปะ วิจารณ์ศิลปะ และบทกวี
นานก่อนที่เขาจะมีชื่อเสียงในฐานะกวี โบดแลร์ได้สร้างชื่อในฐานะนักวิจารณ์ศิลปะที่มีสายตาเฉียบคม เริ่มตั้งแต่ปี 1845 เขาเขียนบทวิจารณ์นิทรรศการศิลปะซาลง (Salon) ซึ่งเป็นนิทรรศการศิลปะที่มีชื่อเสียงและจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในปารีสอยู่หลายครั้ง นอกจากนี้เขายังเขียนบทวิเคราะห์ผลงานของศิลปินคนโปรดไว้อย่างละเอียด ในงานเขียนเกี่ยวกับศิลปะเหล่านี้
โบดแลร์ได้วางรากฐานของค่านิยมทางศีลธรรมและแนวคิดเรื่องความงามที่จะสะท้อนออกมาในบทกวีของเขาในเวลาต่อมา ในช่วงแรกเขาบูชา เออแฌน เดอลาครัว (Eugène Delacroix) จิตรกรยุค Romanticism แต่เขาได้มอบคำยกย่องสูงสุดให้กับศิลปินอย่าง กงสต็องแต็ง กีย์ (Constantin Guys) และ เอดัวร์ มาเน (Édouard Manet) ซึ่งกลายมาเป็นเพื่อนสนิทของเขา โดยศิลปินเหล่านี้คือผู้ที่ถ่ายทอด "ความกล้าหาญแห่งชีวิตคนเมืองสมัยใหม่" ออกมาได้เป็นอย่างดี
ที่มา: Writers who changed history
โฆษณา