5 ก.ค. เวลา 15:53 • ปรัชญา
เรื่องราวกำลังท้อ ..มันก็เหมือน ว่า กรรมกำรุมเร้า ..กายที่จิตอาศัย เราก็มีอารมณ์ นึกคิด วุ่นวาย น้ำหนัก ที่อารมณ์ที่เกิดขึ้นที่ตัวเรา มันสะสม เพิ่มพูนขึ้น น้ำหนักของกรรม มันหนัก .เช่น อารมณ์โลภโกรธหลง รัก หวังให้เป็นไปได้ดังใจ เมื่อไม่ได้เป็นดังใจ มันก็หงุดหงุด อาจจะพอใจ นี่ก็ไม่ไม่บอกสาเกตุ ต้นเหตุที่ กำลังท้อ. ที่บางครั้ง พยายมเท่าไหร่ มันก็เป็นไม่ได้ดังใจ เรื่องราวเหล่านี้ มันพัวพัน ไปที่ว่า กายนั้น เป็นกายกรรม .
เราก็นำกายกรรมนี้ ไปทำให้ทานทำบุญ ใส่บาตร .พยายาม นึกให้ได้ว่า นำธาตุุทั้งสิงมาทำบุญ ใส่บาตร เวลาทำบุญ ให้มองที่มองที่ผ้าเหลือง ที่เป็นเครื่องหมายธรรม ขององค์พระสัมสัมสัมพุทธเจ้า ตกมือใส่บาตร ก็มองดูที่มือเรา ทีว่า ให้ตาบันทึกภาพ ที่มองดูมือหยิบของทำบุญ ไม่ได้เอามือไปสร้างกรรม ใส่บาตร เสร็จ ก็บอกตัวเอง ให้กายบิดามารดา (ที่จิตเราอาศัยอยู่ฉ อนุโมทนา เมื่อเราทำบุญ เราก็กระจายบุญกุศลไปให้ .พ่อแม่ ผู้ที่อุปการะอุปถัมภ์ เจ้ากรรมนายเวร
ตอนกรวดน้ำ เราก็ระลึกถึวพระธรรมคำสอนพระพุทธเจ้า อุทิศส่วนกุศลให้ เพราะจิตเรานั้นไม่มีกำลัง จะกระจายบุญกุศลได้ เมื่อทำบุญเสร็จ ก็ให้สังเกตตัวเองด้วย ว่าจิตใจมันอิ่มเอิ้ก แม้ชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี การทำบุญทำทาน ไม้ไดสำคัญที่วัดถุปัจจัย ข้าวถบุแกงถงหรือ บาทเดียว วางที่หน้าพระเรา หรือแม้แต่การกราบพระสวดมนต์ (อย่าท่องคาถา เรียดร้อวอะไร เพราะเป็นเรื่องราวเรียกคนตายมาอยู่กับตัวเอง หรือว่า ผีมาอยู่ด้วย ปีไม่มีบุญเสียด้วย)
การทำบุญ ทำแล้ว ก็อย่าไปเรียกร้อง ยิ่งเอาคืน .มันเหมือน เอาไปเอาอาหารไปยื่นให้ พอเค้าจะยื่นมือมารับ กลับเอาคืน . หากทำแบบนั้น ก็ยิ่ง เพิ่มพูน ไปไม่ถึงเจ้ากรรมนายเวร เค้าจะยิ่ง คล้ายๆ โมโหโกรธเข้าไปอีก
เรื่องราวปฏิบัติธรรม นั่น คงไม่แนะนำ .เพราะหากกายไม่มีบุญ ควทำไม่ได้หรอก
โฆษณา