วันนี้ เวลา 02:10 • หนังสือ

How to have better conversations - with Celeste Headlee

เราจะสนทนาให้ดีขึ้นได้อย่างไร
การสนทนาที่ดีขึ้นไม่ได้เริ่มต้นที่การปรับปรุงวิธีการพูด แต่เริ่มต้นที่การเรียนรู้ทักษะการฟังอย่างแท้จริง
การสนทนา (Conversation) มีความแตกต่างจากการสื่อสาร (Communication) โดยการสื่อสารเป็นเพียงการส่งข้อมูลฝ่ายเดียว แต่การสนทนาคือการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างสมดุลระหว่างคนอย่างน้อยสองคน
ซึ่งเปรียบเสมือนการเล่นรับส่งลูกบอลที่ไม่ควรมีใครถือบอลไว้เพียงฝ่ายเดียวนานเกินไป
คุณสามารถพัฒนาทักษะการสนทนาให้ลึกซึ้งและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้ผ่านหลักการทางวิทยาศาสตร์สมองและพฤติกรรมศาสตร์ ดังนี้ครับ:
1. หลักปฏิบัติ 10 ประการเพื่อการสนทนาที่ดีขึ้น
อย่าทำหลายอย่างพร้อมกัน (Don't multitask): จงอยู่กับปัจจุบันในวงสนทนาอย่างเต็มที่
หากคุณรู้สึกเหนื่อยล้าหรือไม่มีสมาธิเพียงพอที่จะฟังคู่สนทนา ควรแจ้งอย่างจริงใจและเลื่อนการคุยออกไปก่อน ดีกว่าฝืนคุยไปโดยไม่ใส่ใจ
อย่าสวมบทบาทผู้เทศนาหรือผู้สอน (Don't pontificate): หลีกเลี่ยงการเข้าสู่การสนทนาโดยตั้งเป้าหมายเพื่อสั่งสอนหรือเปลี่ยนใจผู้อื่น
แต่ให้เข้าไปคุยด้วยทัศนคติที่พร้อมจะ "เรียนรู้บางอย่าง" เสมอ เพราะทุกคนที่คุณพบเจอล้วนมีความเชี่ยวชาญในบางเรื่องที่คุณไม่รู้
ใช้คำถามปลายเปิดที่เรียบง่าย (Use open-ended questions): เริ่มต้นคำถามด้วยคำถามประเภท ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ทำไม หรืออย่างไร (Who, What, Where, When, Why, How)
ถามคำถามง่าย ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่คู่สนทนารู้คำตอบและใส่ใจ
เพื่อส่งการควบคุมบทสนทนาให้เขาเล่าเรื่องของตนเอง ซึ่งช่วยลดความกดดันในฝั่งของคุณลงได้อย่างมาก
ปล่อยให้ความคิดไหลผ่านไป (Go with the flow): บ่อยครั้งที่ระหว่างฟัง สมองของเราจะจดจ่ออยู่กับความคิดหรือเรื่องเล่าของตัวเองที่แวบขึ้นมา และหยุดฟังเพื่อตั้งหน้าตั้งตารอจังหวะพูดแทรก
จงเรียนรู้ที่จะปล่อยความคิดเหล่านั้นลอยผ่านไปและหันกลับมาตั้งใจจดจ่อกับสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูดในขณะนั้น
กล้ายอมรับว่า "ไม่รู้" (If you don't know, say you don't know): การแกล้งทำเป็นรู้ทุกเรื่องมีแต่จะทำลายความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ
ในทางกลับกัน การยอมรับอย่างจริงใจว่าไม่รู้และแสดงความตั้งใจที่จะไปหาคำตอบเพิ่มเติม จะช่วยเพิ่มระดับความไว้วางใจที่ผู้อื่นมีต่อคุณอย่างเห็นได้ชัด
อย่าเปรียบเทียบประสบการณ์ของตนเองกับผู้อื่น (Don't equate your experience): หากคู่สนทนากำลังเล่าถึงความทุกข์หรือความสูญเสีย เช่น การตกงานหรือคนในครอบครัวเสียชีวิต อย่าพยายามเล่าเรื่องทำนองเดียวกันของตัวเองเพื่อบอกว่าเข้าใจดี
เพราะมนุษย์แต่ละคนมีบริบทและวิธีรับมือปัญหาที่ต่างกัน การพูดว่า "ฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณดี" มักเป็นการเบนความสนใจและสปอตไลท์กลับมาที่ตัวเองโดยที่คุณไม่รู้ตัว
อย่าพูดซ้ำซาก (Don't repeat yourself): การพูดประเด็นเดิมซ้ำไปซ้ำมาน่าเบื่อและเป็นการฝึกให้ผู้อื่นเลิกตั้งใจฟังคุณตั้งแต่ครั้งแรก
หลีกเลี่ยงรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่มีนัยสำคัญ (Stay out of the weeds): คู่สนทนาไม่ได้สนใจรายละเอียดหยุมหยิม เช่น ตัวเลขอายุ ปี ค.ศ. หรือชื่อสถานที่เฉพาะที่ไม่ได้สำคัญต่อเส้นเรื่องหลัก
ฟังเพื่อทำความเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อรอตอบกลับ (Listen to understand, not to reply): นี่คือหัวใจสำคัญและเป็นส่วนที่ยากที่สุด
คนส่วนใหญ่มักเริ่มคิดถึงสิ่งที่จะพูดโต้ตอบในเวลาไม่ถึงครึ่งวินาทีหลังอีกฝ่ายพูดจบ
ลองฝึกเว้นจังหวะหายใจเพื่อซึมซับและคิดทบทวนสิ่งที่เพิ่งได้ยินก่อนจะตอบออกไป
พูดให้กระชับ (Be brief): ความสนใจของมนุษย์เราในบทสนทนามีจำกัดเพียง 30 ถึง 60 วินาที
อีกทั้งสมองคนเราสามารถจดจำข้อมูลพร้อมกันได้สูงสุดเพียง 3-4 อย่างเท่านั้น หากคุณระดมใส่ข้อมูลมากเกินไป ผู้ฟังจะไม่จดจำสิ่งที่คุณพูดเลย
2. พฤติกรรมสำคัญที่ควรหลีกเลี่ยง
อย่าวางโทรศัพท์มือถือไว้บนโต๊ะ: งานวิจัยพบว่า เพียงแค่มีโทรศัพท์วางอยู่บนโต๊ะ (แม้จะปิดเสียงและไม่ได้สัมผัส) ก็ส่งผลต่อสมองให้ตื่นตระหนกเพื่อเตรียมตอบสนอง และส่งผลให้คู่สนทนารู้สึกว่าเราไม่เป็นมิตร ไม่น่าไว้ใจ และมีความเข้าอกเข้าใจลดลงถึง 60-70%
ห้ามขอโทษผ่านข้อความหรืออีเมล: การอ่านข้อความขอโทษที่เป็นตัวอักษรไม่กระตุ้นศูนย์กลางความเข้าอกเข้าใจและเห็นใจ (Compassion/Empathy center) ในสมองของผู้รับเลย
การขอโทษต้องทำผ่านเสียงหรือต่อหน้าเท่านั้น เนื่องจากสมองต้องการรับรู้น้ำเสียงและความพยายามผ่านความอึดอัดใจของเรา เพื่อเริ่มต้นกระบวนการให้อภัยและก้าวข้ามปัญหา
ใช้ประโยชน์จากพลังแห่งน้ำเสียง: เสียงของมนุษย์ได้รับการออกแบบทางชีววิทยาเพื่อส่งผ่านความรู้สึกและความหมายได้อย่างลึกซึ้ง
การได้ยินเสียงผู้อื่นช่วยสร้างความเป็นมนุษย์ (humanize) ให้แก่กัน ทำให้เราตระหนักว่าเขามีประสบการณ์ต่างจากเรา แทนที่จะด่วนตัดสินว่าอีกฝ่ายโง่เขลาเมื่อเพียงแค่อ่านตัวหนังสือที่เห็นต่าง
โฆษณา