Immanuel Kant วางรากฐานสำนักนี้ไว้ใน Groundwork of the Metaphysics of Morals (1785) ด้วยหลักการที่เรียกว่า Categorical Imperative ซึ่งสูตรสำคัญคือ: "จงกระทำเฉพาะสิ่งที่คุณอยากให้กลายเป็นกฎสากลได้" และ "จงปฏิบัติต่อมนุษย์ทุกคนในฐานะจุดหมายในตัวเอง ไม่ใช่เพียงเครื่องมือ"
ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Science (2001) ภายใต้ชื่อ An fMRI Investigation of Emotional Engagement in Moral Judgmentแสดงให้เห็นว่าสมองมีสองระบบหลักในการตัดสินใจทางจริยธรรม:
Jonathan Haidt ได้เสนอใน The Righteous Mind: Why Good People Are Divided by Politics and Religion (Pantheon Books, 2012) ว่า
การใช้เหตุผลทางจริยธรรม (moral reasoning) มักเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น หลังจาก ที่เรา "รู้สึก" แล้วว่าอะไรถูกอะไรผิด มากกว่าที่เราจะใช้เหตุผลเพื่อหาคำตอบ เขาเรียกกระบวนการนี้ว่า "the emotional dog and its rational tail" อารมณ์เป็นสุนัขที่วิ่งนำ เหตุผลเป็นหางที่ตามมา
Peter Singer ได้เสนอใน Famine, Affluence, and Morality ที่ตีพิมพ์ใน Philosophy and Public Affairs (1972) ว่า "ถ้าเราสามารถป้องกันสิ่งที่ไม่ดีจากการเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเสียสละสิ่งที่มีคุณค่าทางจริยธรรมเทียบเท่า เราก็มีหน้าที่ต้องทำเช่นนั้น"
Hannah Arendt ได้วิเคราะห์ปัญหาใกล้เคียงกันนี้ใน Eichmann in Jerusalem: A Report on the Banality of Evil (Viking Press, 1963) เมื่อเธอสังเกตว่า Adolf Eichmann ไม่ใช่มนุษย์ประหลาดหรือซาตานในร่างมนุษย์ แต่เขาคือเจ้าหน้าที่ระบบราชการธรรมดาที่หยุดคิดด้วยตัวเอง
Arendt เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "the banality of evil" ความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นไม่ใช่จากความโหดเหี้ยม แต่จากการขาด "thought" ความสามารถในการวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ของตัวเองจากมุมมองของผู้อื่น
Lawrence Kohlberg พัฒนาทฤษฎีการพัฒนาจริยธรรมใน The Philosophy of Moral Development (Harper & Row, 1981) โดยเสนอว่ามนุษย์ผ่านระดับจริยธรรมหกระดับที่จัดเป็นสามขั้น:
Jonathan Shay จิตแพทย์ผู้รักษาทหารผ่านศึกสงครามเวียดนามได้บัญญัติคำว่า Moral Injury ใน Achilles in Vietnam: Combat Trauma and the Undoing of Character (Scribner, 1994) เพื่ออธิบายความเจ็บปวดทางจิตใจที่เกิดขึ้นไม่ใช่จากการถูกทำร้าย แต่จากการ ทำร้ายผู้อื่น หรือจาก การเห็นความอยุติธรรมและไม่สามารถหยุดมันได้
Brett Litz และคณะได้ขยายความใน Moral Injury and Moral Repair in War Veterans: A Preliminary Model and Intervention Strategy ที่ตีพิมพ์ใน Clinical Psychology Review (2009) ว่า
Moral Injury เกิดขึ้นได้ในสองสถานการณ์หลัก: perpetration (การทำสิ่งผิดด้วยตนเอง) และ betrayal (การถูกทรยศโดยผู้มีอำนาจที่เชื่อถือ)
นาบูต้องประสบกับทั้งสองประเภทพร้อมกัน: เขาเป็นทั้ง perpetrator (เพราะเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ทำร้ายมนุษย์) และ victim of betrayal (เพราะเขาถูกระบบที่เขาเชื่อมั่นหลอกลวง) และ Moral Injury ที่เกิดขึ้นในตัวเขาไม่ใช่สิ่งที่จะหายไปด้วย
Rushworth Kidder ได้นิยาม Moral Courage ใน Moral Courage (William Morrow, 2005) ว่าเป็นความสามารถในการทำสิ่งที่ถูกต้องเมื่อต้องเผชิญกับต้นทุนส่วนตัวที่สูง มันแตกต่างจากความกล้าหาญทางกายภาพตรงที่มันเกี่ยวข้องกับ "การทำสิ่งที่ถูกต้องในสถานการณ์ที่ถูกกดดันให้ทำสิ่งที่ง่ายกว่า"
James Rest ได้พัฒนาโมเดล Four Component Model of Moral Behavior ใน Moral Development: Advances in Research and Theory (Praeger, 1986) ที่อธิบายว่าการกระทำทางจริยธรรมต้องผ่านสี่ขั้นตอน:
ขั้นที่หนึ่ง Moral Sensitivity: การตระหนักว่าสถานการณ์มีมิติทางจริยธรรม
ขั้นที่สอง Moral Judgment: การตัดสินว่าอะไรถูกหรือผิดในสถานการณ์นั้น
ขั้นที่สาม Moral Motivation: การให้ความสำคัญกับคุณค่าทางจริยธรรมมากกว่าผลประโยชน์อื่น
ขั้นที่สี่ Moral Character: ความสามารถในการปฏิบัติตามสิ่งที่ตัดสินว่าถูกต้อง แม้จะยาก
นาบูผ่านขั้นที่หนึ่งและสองมาตลอดชีวิตการทำงาน เขามี moral sensitivity สูงสุดและ moral judgment ที่แม่นยำ แต่เขาขาด moral motivation ในระยะแรก และ moral character ที่จะแปลงความรู้สึกเป็นการกระทำ
สิ่งที่ผู้เขียนมหากาพย์แห่งความเงียบทำได้อย่างชาญฉลาดที่สุดคือการปฏิเสธที่จะให้นาบูเป็น "moral hero from the start" เขาคือมนุษย์ (หรือเทพ) ที่ต้องเติบโตผ่านความล้มเหลวของตัวเอง และการเติบโตนั้นต่างหากที่ทำให้เรื่องราวของเขามีความหมาย