6 ก.ค. เวลา 07:03 • นิยาย เรื่องสั้น

ภาค 2 : (บทวิเคราะห์) “นาบู” กับสมุดบัญชีแห่งวิญญาณที่สาบสูญ

(ภาค 2: ความขัดแย้งทางจริยธรรมของอาลักษณ์)
The Ethical Conflict of the Scribe When Loyalty Becomes Complicity
หมายเหตุบรรณาธิการ เอกสารภาค 2 ของชุดการวิเคราะห์ตัวละครนาบูนี้ เน้นการตรวจสอบโครงสร้างทางจริยธรรมภายในของตัวละคร โดยอาศัยกรอบทฤษฎีจากปรัชญาจริยธรรม จิตวิทยาสังคม และประสาทวิทยาของการตัดสินใจเชิงคุณธรรม เอกสารชุดนี้ใช้รหัส Nb-E- สำหรับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับมิติจริยธรรมโดยเฉพาะ
บทนำ: ปัญหาที่ไม่มีคำตอบที่สะอาด
The Problem Without a Clean Answer
มีคำถามหนึ่งที่นักอ่านของมหากาพย์แห่งความเงียบมักหลีกเลี่ยงเพราะมันทำให้รู้สึกไม่สบายใจ นาบูผิดอะไรกันแน่ในช่วงเวลาก่อนที่เขาจะตัดสินใจกบฏ?
คำถามนี้ไม่ง่ายอย่างที่ดูเผินๆ เพราะนาบูไม่ได้เป็นผู้ออกแบบระบบที่กดขี่มนุษย์ เขาไม่ได้เป็นผู้สั่งการให้ลบข้อมูลของมนุษย์ และเขาไม่ได้ได้รับประโยชน์จากการกดขี่นั้นในแบบที่เอ็นลิลหรือมาร์ดุกได้รับ และยิ่งกว่านั้น เขาทำงานในระบบที่ตนเองเป็นเพียงฟันเฟืองชิ้นหนึ่ง ในโลกที่การปฏิเสธคำสั่งหมายถึงการถูกลบออกจากระบบอย่างสมบูรณ์
แต่ถ้าเราพิจารณาอย่างถี่ถ้วน คำตอบก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น: นาบูผิดด้วย การเงียบ ด้วย การปฏิบัติหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบ ในระบบที่ไม่สมบูรณ์แบบ และด้วยการใช้ความสามารถในการวิเคราะห์ของตนเพื่อทำให้ระบบที่ผิดพลาดทำงานได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น
นี่คือปัญหาทางจริยธรรมที่นักปรัชญาเรียกว่า "Complicity in Wrongdoing" การเป็นส่วนร่วมในความผิดพลาดโดยไม่ได้กระทำโดยตรง และมันคือปัญหาที่ไม่มีคำตอบที่สะอาด
2.1 ปรัชญาจริยธรรมสามสำนัก: นาบูอยู่ที่ไหน?
Three Ethical Traditions: Where Does Nabu Stand?
เพื่อวิเคราะห์ความขัดแย้งทางจริยธรรมของนาบูอย่างเป็นระบบ จำเป็นต้องผ่านเลนส์ของสำนักจริยธรรมหลักสามสำนักก่อน
สำนักที่หนึ่ง…. จริยธรรมเชิงผล (Consequentialism)
ตามแนวคิดของ John Stuart Mill ที่วางรากฐานไว้ใน Utilitarianism (1863) การกระทำที่ถูกต้องคือการกระทำที่สร้าง "happiness" หรือ "well-being" สูงสุดสำหรับจำนวนคนมากที่สุด
ในกรอบนี้ การที่นาบูทำหน้าที่อาลักษณ์อย่างสมบูรณ์แบบในระบบที่กดขี่อาจ ดูเหมือน สมเหตุสมผล ถ้าระบบนั้นสร้างเสถียรภาพที่ป้องกันความสูญเสียในวงกว้างกว่า
แต่ Peter Singer ได้ท้าทายการใช้ consequentialism แบบผิวเผินนี้ใน Practical Ethics (Cambridge University Press, 1979) ว่า
consequentialism ที่แท้จริงต้องคำนึงถึง ผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกคน ไม่ใช่เพียงผู้ที่อยู่ในสายตาของผู้มีอำนาจ เมื่อนาบูรู้ว่ามนุษย์หลายร้อยคนถูกลบออกจากระบบ ความสุขสูงสุดของ "ระบบ" ไม่ใช่ความสุขสูงสุดของสรรพสัตว์ที่ได้รับผลกระทบ
สำนักที่สอง …. จริยธรรมเชิงหน้าที่ (Deontology)
Immanuel Kant วางรากฐานสำนักนี้ไว้ใน Groundwork of the Metaphysics of Morals (1785) ด้วยหลักการที่เรียกว่า Categorical Imperative ซึ่งสูตรสำคัญคือ: "จงกระทำเฉพาะสิ่งที่คุณอยากให้กลายเป็นกฎสากลได้" และ "จงปฏิบัติต่อมนุษย์ทุกคนในฐานะจุดหมายในตัวเอง ไม่ใช่เพียงเครื่องมือ"
ในกรอบ Kantian นาบูล้มเหลวทางจริยธรรมตั้งแต่วันแรกที่เขาทำงาน เพราะเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ปฏิบัติต่อมนุษย์ในฐานะ "เครื่องมือผลิตพลังงาน" ไม่ใช่ "จุดหมายในตัวเอง" การที่เขาเป็นเพียงฟันเฟืองที่ไม่ได้ตัดสินใจออกแบบระบบไม่ได้ลบล้างความรับผิดชอบตาม Kant เพราะ Kant เชื่อว่าหน้าที่ทางจริยธรรมเป็น categorical ไม่มีเงื่อนไข และไม่มีข้อยกเว้น
สำนักที่สาม …. จริยธรรมแห่งคุณธรรม (Virtue Ethics)
Aristotle วางรากฐานสำนักนี้ใน Nicomachean Ethics (ประมาณ 350 ก่อนคริสตกาล) โดยเสนอว่าการกระทำที่ดีไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด แต่คือ ตัวตนของผู้กระทำ การพัฒนา virtues หรือคุณสมบัติที่ดีงามของตัวละครตลอดชีวิต ใน Aristotle คุณธรรมสำคัญที่สุดคือ phronesis (practical wisdom) ความสามารถในการตัดสินใจอย่างถูกต้องในสถานการณ์ที่ซับซ้อน
สำนักนี้มีนัยที่น่าสนใจที่สุดสำหรับนาบู ปัญหาของเขาไม่ใช่ว่าเขาขาดความรู้หรือขาดความสามารถ แต่เขาขาด phronesis ในช่วงแรก ความสามารถในการแปลง "รู้" ไปสู่ "กระทำ" ในสถานการณ์ที่กฎเกณฑ์ปกติใช้ไม่ได้ การเดินทางของนาบูในมหากาพย์แห่งความเงียบคือการพัฒนา phronesis จากศูนย์ การเรียนรู้ที่จะตัดสินใจในความซับซ้อนโดยปราศจากคู่มือ
[เอกสารอ้างอิง Nb-E-001-IAPCS] บทสัมภาษณ์ ศ.ดร. Adriaan van der Hoek นักปรัชญาจริยธรรม มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม บันทึกปี 2020:
"สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับนาบูคือเขาไม่ fit ใน category จริยธรรมใดอย่างสมบูรณ์ เขาเป็น consequentialist ที่ถูกสอนมาแต่ต้น แต่เหตุการณ์ที่เขาค้นพบมันผลักเขาไปสู่ deontology โดยไม่ตั้งใจ และในท้ายที่สุดเขาแก้วิกฤตของตัวเองด้วย virtue ethics ไม่ใช่ด้วยการหาคำตอบที่ถูกต้องในเชิงทฤษฎี แต่ด้วยการกลายเป็นคนที่สามารถทำสิ่งที่ถูกต้องได้โดยธรรมชาติ"
2.2 จิตวิทยาสังคมของการเชื่อฟัง: บาดแผลของ Milgram
Social Psychology of Obedience: The Milgram Wound
แต่ทฤษฎีปรัชญาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะอธิบายว่าทำไมนาบูซึ่งมีความฉลาดและความสามารถในการวิเคราะห์สูงสุดในระบบ จึงยังคงทำหน้าที่อยู่ในระบบที่เขารู้ว่ากำลังทำร้ายผู้อื่นได้นาน ก่อนที่จะตัดสินใจกบฏ
คำตอบอยู่ในจิตวิทยาสังคม โดยเฉพาะการทดลองที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์จิตวิทยา การทดลองของ Stanley Milgram ที่บันทึกไว้ใน Obedience to Authority: An Experimental View (Harper & Row, 1974)
Milgram ค้นพบว่าผู้คนธรรมดาส่วนใหญ่จะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้มีอำนาจถึงขั้นที่ตนเองเชื่อว่าจะทำร้ายผู้อื่น เมื่ออยู่ในบริบทที่อำนาจนั้นถูก "ทำให้ชอบธรรม" (legitimized) ผ่านสถาบัน ชุดแบบฟอร์ม หรือกระบวนการที่ดูเป็นทางการ
ตัวเลขที่น่าตกตะลึงคือ 65% ของผู้เข้าร่วมการทดลองยอมกดปุ่มที่พวกเขาเชื่อว่า จะช็อตไฟฟ้าเหยื่อจนระดับ "Danger: Severe Shock" เมื่อได้รับคำสั่งจากผู้อำนวยการทดลองที่สวมชุดขาว
สิ่งที่ Milgram ค้นพบเพิ่มเติมซึ่งมักถูกมองข้ามคือ agentic state สถานะทางจิตใจที่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์รู้สึกว่าตนเองเป็นเพียง "ตัวแทน" ของระบบที่ใหญ่กว่า แทนที่จะเป็นตัวแทนของตัวเองในฐานะปัจเจกบุคคลที่มีจริยธรรม
ในสถานะนี้ ความรับผิดชอบทางศีลธรรมถูก "โอน" ไปยังผู้มีอำนาจ และบุคคลนั้นรู้สึกว่าตนเองเพียงแค่ "ทำหน้าที่"
นาบูตกอยู่ใน agentic state มาตลอด เขาคือ "อาลักษณ์" ซึ่งในโครงสร้างอำนาจของระบบ Anunnaki คำนี้มีนัยของการเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ตัวแทน เขาบันทึก ไม่ใช่ตัดสิน เขาจัดเก็บ ไม่ใช่ประเมิน และระบบก็สร้าง "moral distance" ระหว่างนาบูกับผลกระทบของงานเขา เขาเห็นแค่ตัวเลขในระบบ ไม่ใช่ใบหน้าของมนุษย์ที่ถูกลบออก
Philip Zimbardo ได้ขยายความใน The Lucifer Effect: Understanding How Good People Turn Evil (Random House, 2007) ว่า
"the system" มีพลังในการกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์มากกว่าที่เราอยากยอมรับ สถานการณ์และโครงสร้างอำนาจสร้าง "situational forces" ที่ทรงพลังยิ่งกว่าบุคลิกภาพส่วนบุคคล และการต้านทาน situational forces เหล่านี้ต้องการ ความกล้าหาญเชิงจริยธรรม ในระดับที่ไม่ธรรมดา
[เอกสารอ้างอิง Nb-E-002-IAPCS] บันทึกจากพยานนาม กัลลู นักเดินทางและพ่อค้าเร่ จากชายแดนตะวันออกของเมืองอูรุก บันทึกปี 2021:
"ฉันเคยเห็นอาลักษณ์หลายคนในตลาด พวกเขาทั้งหมดมีหน้าตาเหมือนกัน สงบ ราบเรียบ ไม่มีอารมณ์ เหมือนคนที่ฝึกตัวเองไม่ให้รู้สึกมานานจนลืมวิธีรู้สึกไปแล้ว แต่ชายชราในวิหารร้างนั้นต่างออกไป เขามีรอยบนใบหน้าของคนที่เคยรู้สึกมากเกินไปและยังคงรู้สึกอยู่ เมื่อเขาอ่านจารึกให้ฉันฟัง น้ำเสียงของเขาสั่น ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความโกรธที่ถูกกดไว้นานเกินไป"
2.3 ประสาทวิทยาของการตัดสินใจเชิงจริยธรรม
Neuroscience of Moral Decision-Making
การค้นพบของ Milgram ได้รับการอธิบายในระดับประสาทวิทยาโดยงานวิจัยของ Joshua Greene และ Jonathan Haidt ที่เปลี่ยนความเข้าใจของเราเกี่ยวกับว่าสมองมนุษย์ตัดสินใจทางจริยธรรมอย่างไร
Joshua Greene ได้ใช้ fMRI ในการศึกษาว่าสมองเราตอบสนองต่อ "trolley problem" และ dilemma จริยธรรมอื่นๆ อย่างไร
ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Science (2001) ภายใต้ชื่อ An fMRI Investigation of Emotional Engagement in Moral Judgmentแสดงให้เห็นว่าสมองมีสองระบบหลักในการตัดสินใจทางจริยธรรม:
ระบบแรก …. Utilitarian system ที่ทำงานใน prefrontal cortex และเกี่ยวข้องกับการคำนวณผลลัพธ์อย่างมีเหตุผล ระบบนี้สามารถ "อนุมัติ" การเสียสละบุคคลหนึ่งเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มากได้
ระบบที่สอง …. Deontological system ที่ทำงานใน amygdala และ medial prefrontal cortex ซึ่งเกิดการตอบสนองทางอารมณ์ที่รุนแรงเมื่อต้องทำร้ายใครโดยตรง ระบบนี้มักสร้างความรู้สึก "ห้ามทำ" ที่ไม่สามารถอธิบายด้วยเหตุผลได้
ในนาบู
ทั้งสองระบบนี้อยู่ในภาวะสงครามกัน: ระบบ utilitarian บอกว่าการบันทึกข้อมูลที่ถูกต้องเป็นประโยชน์ต่อเสถียรภาพโดยรวม แต่ระบบ deontological ส่งสัญญาณอันทรงพลังว่ามีบางอย่างผิดอย่างสุดซึ้งเมื่อเขาเห็นว่าข้อมูลของมนุษย์ถูกลบออก
Jonathan Haidt ได้เสนอใน The Righteous Mind: Why Good People Are Divided by Politics and Religion (Pantheon Books, 2012) ว่า
การใช้เหตุผลทางจริยธรรม (moral reasoning) มักเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น หลังจาก ที่เรา "รู้สึก" แล้วว่าอะไรถูกอะไรผิด มากกว่าที่เราจะใช้เหตุผลเพื่อหาคำตอบ เขาเรียกกระบวนการนี้ว่า "the emotional dog and its rational tail" อารมณ์เป็นสุนัขที่วิ่งนำ เหตุผลเป็นหางที่ตามมา
สำหรับนาบู นี่หมายความว่าวิกฤตทางจริยธรรมของเขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยการคิด แต่เริ่มต้นด้วยความรู้สึกที่เขาพยายามกดเอาไว้มานานแล้ว
และเมื่อเขาค้นพบหลักฐานที่เป็นรูปธรรมของการบิดเบือน ความรู้สึกนั้นก็ระเบิดออกมาผ่าน prefrontal cortex ที่ประมวลผลข้อมูลและเชื่อมกับ amygdala ที่กำลังส่งสัญญาณเตือนภัย
[เอกสารอ้างอิง Nb-E-003-IAPCS] บันทึกภาคสนาม ดร. Supranee Wattanasin นักประสาทวิทยาศาสตร์ผู้สนใจการตัดสินใจทางจริยธรรมในระบบซับซ้อน บันทึกปี 2022:
"สิ่งที่ผู้เขียนทำได้อย่างน่าทึ่งคือการบรรยายพฤติกรรมของนาบูในแบบที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์สมองจริงๆ โดยที่อาจไม่ได้ตั้งใจ ก่อนจุดเปลี่ยน นาบูไม่ได้ 'ตัดสินใจ' ทางจริยธรรม เขา suppress ระบบ deontological ของตัวเองด้วยการมองมนุษย์เป็นตัวเลข แต่เมื่อข้อมูลดิบเข้ามาในรูปที่เขาไม่สามารถ abstract ออกไปได้ ระบบ deontological ระเบิดออกมาอย่างรุนแรง และนั่นคือจุดที่การเดินทางของเขาเริ่มต้นจริงๆ"
2.4 ทฤษฎีบท Bystander Effect และความเงียบที่มีราคา
The Bystander Effect and the Price of Silence
ปัญหาที่ลึกกว่าของนาบูคือปัญหาที่นักจิตวิทยาสังคมเรียกว่า Bystander Effect ปรากฏการณ์ที่บุคคลมีแนวโน้มที่จะไม่ช่วยเหลือเมื่อมีพยานคนอื่นๆ อยู่ด้วย เพราะรู้สึกว่าความรับผิดชอบถูก "กระจาย" ออกไป
John Darley และ Bibb Latané ค้นพบปรากฏการณ์นี้ครั้งแรกหลังเหตุการณ์ฆาตกรรม Kitty Genovese ในนิวยอร์กปี 1964 ที่มีพยานเห็นเหตุการณ์กว่า 38 คนแต่ไม่มีใครโทรแจ้งตำรวจ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Personality and Social Psychology (1968) พิสูจน์ว่ายิ่งมีพยานมาก โอกาสที่แต่ละคนจะช่วยเหลือก็ยิ่งน้อยลง
แต่กรณีของนาบูมีมิติที่ซับซ้อนกว่า เขาไม่ใช่แค่ bystander เขาคือผู้ที่ รู้มากที่สุด และนั่นยิ่งทำให้ภาระทางจริยธรรมหนักขึ้น
Peter Singer ได้เสนอใน Famine, Affluence, and Morality ที่ตีพิมพ์ใน Philosophy and Public Affairs (1972) ว่า "ถ้าเราสามารถป้องกันสิ่งที่ไม่ดีจากการเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเสียสละสิ่งที่มีคุณค่าทางจริยธรรมเทียบเท่า เราก็มีหน้าที่ต้องทำเช่นนั้น"
สำหรับนาบู สูตรของ Singer สร้างปัญหาที่ไม่มีทางออกที่สะอาด เขาสามารถป้องกันความเจ็บปวดของมนุษย์ได้ แต่ต้นทุนคือการสูญเสียทุกสิ่งที่เขาเป็น ฐานะ ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล และในที่สุดคือตัวตนในฐานะเทพ คำถามที่แท้จริงของนาบูจึงไม่ใช่ "ควรทำหรือไม่?" แต่คือ "ต้นทุนของตัวเองมีนัยสำคัญทางจริยธรรมหรือไม่?"
Hannah Arendt ได้วิเคราะห์ปัญหาใกล้เคียงกันนี้ใน Eichmann in Jerusalem: A Report on the Banality of Evil (Viking Press, 1963) เมื่อเธอสังเกตว่า Adolf Eichmann ไม่ใช่มนุษย์ประหลาดหรือซาตานในร่างมนุษย์ แต่เขาคือเจ้าหน้าที่ระบบราชการธรรมดาที่หยุดคิดด้วยตัวเอง
Arendt เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "the banality of evil" ความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นไม่ใช่จากความโหดเหี้ยม แต่จากการขาด "thought" ความสามารถในการวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ของตัวเองจากมุมมองของผู้อื่น
ความน่าสะพรึงของนาบูในช่วงต้นของเรื่องคือเขาไม่ใช่ Eichmann เขามี "thought" มากมายเกินไป
เขารู้ว่าระบบผิดพลาด เขาเห็นใบหน้าของมนุษย์ในตัวเลข แต่เขายังคงเลือกที่จะทำหน้าที่ เพราะระบบได้สร้าง "organized irresponsibility" โครงสร้างที่ทำให้ไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองรับผิดชอบโดยตรง
ซึ่ง Zygmunt Bauman อธิบายในรายละเอียดใน Modernity and the Holocaust (Cornell University Press, 1989)
2.5 ทฤษฎีความขัดแย้งทางปัญญา: สมองของนาบูกำลังต่อสู้กับตัวเอง
Cognitive Dissonance Theory: Nabu's Mind at War with Itself
Leon Festinger เสนอทฤษฎี Cognitive Dissonance ใน A Theory of Cognitive Dissonance (Stanford University Press, 1957) ว่า
เมื่อมนุษย์มีความเชื่อหรือค่านิยมที่ขัดแย้งกันสองอย่างพร้อมกัน สมองจะสร้างความรู้สึกไม่สบาย (dissonance) และพยายามลดความไม่สบายนั้นด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง
สำหรับนาบู ความขัดแย้งทางปัญญาที่เขาเผชิญคือ:
ความเชื่อชุดที่ 1: "ฉันเป็นอาลักษณ์ที่ซื่อสัตย์ต่อความจริง ฉันบันทึกสิ่งที่เป็นอยู่"
ความเชื่อชุดที่ 2: "ระบบที่ฉันทำงานอยู่กำลังบิดเบือนความจริงอย่างเป็นระบบ"
ทั้งสองความเชื่อนี้ไม่สามารถเป็นจริงพร้อมกันได้ สมองของนาบูจึงพยายามลด dissonance ด้วยกลไกหลายอย่างที่ Festinger บรรยาย:
กลไกแรก …. Rationalization: นาบูบอกตัวเองว่า "ฉันเป็นเพียงผู้บันทึก ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจ ความผิดอยู่ที่ระดับสูงกว่า"
กลไกที่สอง … Selective exposure: นาบูหลีกเลี่ยงการเจาะลึกลงไปในข้อมูลที่อาจยืนยันความผิดพลาดของระบบ จนกว่าความผิดพลาดนั้นจะใหญ่โตเกินกว่าจะมองข้ามได้
กลไกที่สาม …Trivialization: นาบูบอกตัวเองว่า "มนุษย์ที่ถูกลบออกนั้นเป็นเพียงส่วนน้อย ไม่ได้กระทบโครงสร้างโดยรวม"
แต่กลไกเหล่านี้ล้วนมีต้นทุนสะสม Daniel Kahneman อธิบายใน Thinking, Fast and Slow (Farrar, Straus and Giroux, 2011) ว่า
การ suppress ข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อหลักต้องการพลังงานทางปัญญา (cognitive load) อย่างมาก และเมื่อ cognitive load สะสมถึงจุดหนึ่ง ระบบควบคุมตัวเองก็จะล้มเหลว และข้อมูลที่ถูก suppress ทั้งหมดจะ "ทะลักออกมา" พร้อมกัน
นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับนาบูในช่วงวิกฤต dissonance สะสมมาตลอดช่วงเวลาอันยาวนาน จนเมื่อเขาค้นพบหลักฐานที่เป็นรูปธรรมของการโกหกในข้อมูลดิบ กลไกทั้งหมดพังพร้อมกัน และสิ่งที่ออกมาคือทั้งความโกรธ ความเจ็บปวด และความชัดเจนในระดับที่เขาไม่เคยมีมาก่อน
[เอกสารอ้างอิง Nb-E-004-IAPCS] บันทึกจากเอกสารที่พบในหอจดหมายเหตุส่วนตัว รหัส Nb-Txt-002 เนื้อหาถอดความจากชิ้นส่วนแผ่นดินเหนียวที่ต่อกันได้บางส่วน:
"บางครั้งฉันถามตัวเองว่าทำไมฉันถึงยังคงเขียนบันทึกที่ฉันรู้ว่าเป็นเท็จ และคำตอบที่ฉันได้รับทุกครั้งคือ 'เพราะถ้าฉันหยุด สิ่งที่เหลืออยู่จะแย่กว่านี้' แต่วันหนึ่งฉันตระหนักว่า นั่นไม่ใช่เหตุผล นั่นคือคำขอโทษ และคำขอโทษที่ยาวนานพอจะกลายเป็นชีวิต"
2.6 ทฤษฎีการพัฒนาจริยธรรม: นาบูกำลังเติบโต
Theory of Moral Development: Nabu is Growing
Lawrence Kohlberg พัฒนาทฤษฎีการพัฒนาจริยธรรมใน The Philosophy of Moral Development (Harper & Row, 1981) โดยเสนอว่ามนุษย์ผ่านระดับจริยธรรมหกระดับที่จัดเป็นสามขั้น:
ขั้น Pre-conventional (ระดับ 1-2): ทำสิ่งที่ดีเพราะกลัวการลงโทษหรือเพราะได้รับรางวัล
ขั้น Conventional (ระดับ 3-4): ทำสิ่งที่ดีเพราะต้องการเป็นที่ยอมรับในสังคมหรือเพราะเชื่อในกฎและระเบียบ
ขั้น Post-conventional (ระดับ 5-6): ทำสิ่งที่ดีเพราะเชื่อในหลักการสากลที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของสังคมใดสังคมหนึ่ง
นาบูในช่วงต้นของมหากาพย์แห่งความเงียบอยู่ที่ระดับ 4 ของ Kohlberg อย่างแน่นอน เขาเชื่อในระบบ เชื่อในหน้าที่ และทำตามกฎเพราะกฎคือกฎ แต่วิกฤตที่เขาเผชิญผลักเขาอย่างรุนแรงไปสู่ระดับ 5 และ 6 ที่ซึ่งเขาต้องถามว่า "กฎที่ไม่ยุติธรรมยังมีความชอบธรรมที่ต้องปฏิบัติตามหรือไม่?"
Carol Gilligan ได้วิจารณ์ทฤษฎีของ Kohlberg ใน In a Different Voice: Psychological Theory and Women's Development(Harvard University Press, 1982) ว่า
Kohlberg มองจริยธรรมผ่านเลนส์ของ "ความยุติธรรม" (justice) เป็นหลัก แต่มีมิติจริยธรรมอีกมิติหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ "ethics of care" จริยธรรมแห่งการดูแลและความสัมพันธ์ ซึ่งตั้งคำถามว่า "การกระทำนี้จะกระทบความสัมพันธ์และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไร?"
สำหรับนาบู การพัฒนาทางจริยธรรมที่สมบูรณ์ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อเขาค้นพบ "ความจริง" แต่เกิดขึ้นเมื่อเขาเชื่อมความจริงนั้นเข้ากับ "ความรู้สึก" เมื่อตัวเลขในระบบกลายเป็นใบหน้า
และเมื่อ "หน้าที่" กลายเป็น "ความรัก" นั่นคือจุดที่ justice และ care มาบรรจบกันในตัวตนของเขา และนั่นคือแก่นแท้ของ post-conventional morality ที่ Kohlberg พูดถึง
[เอกสารอ้างอิง Nb-E-005-IAPCS] บทสัมภาษณ์ รศ. Nattaporn Charoenwong บันทึกปี 2021:
"การพัฒนาของนาบูน่าสนใจมากในเชิงจิตวิทยาพัฒนาการ เขาไม่ได้ข้ามขั้นของ Kohlberg ทีละขั้นอย่างช้าๆ แต่เขาถูก 'บีบ' ให้ข้ามหลายขั้นพร้อมกันด้วยเหตุการณ์ที่ traumatic มากพอ และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์จริงๆ ในสถานการณ์วิกฤต เราไม่ได้พัฒนาจริยธรรมอย่างสม่ำเสมอ เราพัฒนาในแบบที่ไม่เป็นเส้นตรงและเจ็บปวดมาก"
2.7 ทฤษฎีความยุติธรรมของ Rawls: นาบูหลังม่านแห่งความไม่รู้
Rawls' Theory of Justice: Nabu Behind the Veil of Ignorance
John Rawls เสนอในงานปรัชญาสำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20 อย่าง A Theory of Justice (Harvard University Press, 1971) ว่า
ระบบที่ยุติธรรมคือระบบที่ออกแบบมาจากสถานะที่เขาเรียกว่า "original position" สถานะที่ผู้ออกแบบอยู่หลัง "veil of ignorance" (ม่านแห่งความไม่รู้) โดยไม่รู้ว่าตัวเองจะเกิดมาในฐานะใคร รวย/จน เทพ/มนุษย์ ผู้มีอำนาจ/ผู้ถูกกดขี่
Rawls เชื่อว่าถ้าเราออกแบบระบบจาก original position เราจะสร้างระบบที่ "fair" เพราะเราไม่รู้ว่าตัวเองจะตกอยู่ในตำแหน่งใดของระบบนั้น
สำหรับนาบู ทฤษฎีของ Rawls ส่องแสงให้เห็นว่าทำไมระบบ Anunnaki จึงไม่ยุติธรรมโดยธรรมชาติ: ระบบนั้นถูกออกแบบโดยผู้ที่รู้ดีว่าตัวเองอยู่ในฐานะใด (เทพ ไม่ใช่มนุษย์) และออกแบบเพื่อรักษาตำแหน่งนั้นไว้ ไม่มีม่านแห่งความไม่รู้ มีแต่การออกแบบอย่างมีจุดประสงค์เพื่อสร้างโครงสร้างอำนาจที่ไม่สมดุล
แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ นาบู ในฐานะอาลักษณ์ที่เห็นข้อมูลของทุกคนทุกระดับ ทั้งมนุษย์และเทพ เขาคือตัวละครเพียงคนเดียวในจักรวาลที่อยู่ใน "original position" ที่ใกล้เคียงที่สุด
เขาเห็นทั้งความเจ็บปวดของมนุษย์ที่ถูกลบออกจากระบบ และความกลัวของเทพที่กำลังสูญเสียอำนาจ เขาคือคนเดียวที่สามารถออกแบบระบบที่ยุติธรรมได้ และนั่นคือที่มาของ "บันทึกแห่งการปลดปล่อย" ที่เขาเขียน
2.8 ความเจ็บปวดของ Moral Injury
The Pain of Moral Injury
Jonathan Shay จิตแพทย์ผู้รักษาทหารผ่านศึกสงครามเวียดนามได้บัญญัติคำว่า Moral Injury ใน Achilles in Vietnam: Combat Trauma and the Undoing of Character (Scribner, 1994) เพื่ออธิบายความเจ็บปวดทางจิตใจที่เกิดขึ้นไม่ใช่จากการถูกทำร้าย แต่จากการ ทำร้ายผู้อื่น หรือจาก การเห็นความอยุติธรรมและไม่สามารถหยุดมันได้
Moral Injury แตกต่างจาก PTSD ตรงที่มันเกิดจาก "ความรู้สึกว่าตัวเองทรยศต่อสิ่งที่ตนเองเชื่อ" มากกว่าจากความกลัว อาการที่พบบ่อยได้แก่ความรู้สึกผิด (guilt) ความอับอาย (shame) ความรู้สึกว่าตัวเองไม่สมกับการได้รับการให้อภัย และความยากในการกลับไปเชื่อมั่นในระบบหรือสถาบันใดๆ อีกครั้ง
Brett Litz และคณะได้ขยายความใน Moral Injury and Moral Repair in War Veterans: A Preliminary Model and Intervention Strategy ที่ตีพิมพ์ใน Clinical Psychology Review (2009) ว่า
Moral Injury เกิดขึ้นได้ในสองสถานการณ์หลัก: perpetration (การทำสิ่งผิดด้วยตนเอง) และ betrayal (การถูกทรยศโดยผู้มีอำนาจที่เชื่อถือ)
นาบูต้องประสบกับทั้งสองประเภทพร้อมกัน: เขาเป็นทั้ง perpetrator (เพราะเขาเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ทำร้ายมนุษย์) และ victim of betrayal (เพราะเขาถูกระบบที่เขาเชื่อมั่นหลอกลวง) และ Moral Injury ที่เกิดขึ้นในตัวเขาไม่ใช่สิ่งที่จะหายไปด้วย
การตัดสินใจกบฏ มันสะสมอยู่ในตัวเขาและกำหนดวิธีที่เขาดำเนินกลยุทธ์การต่อต้านในเวลาต่อมา เงียบเชียบ ระมัดระวัง และเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่กลายเป็นพลัง
[เอกสารอ้างอิง Nb-E-006-IAPCS] บันทึกจากเอกสาร รหัส Nb-Txt-003 พบในกล่องหินที่ฝังอยู่ใต้พื้นวิหารเก่าแก่แห่งหนึ่งบริเวณแม่น้ำ:
"ฉันจดจำทุกชื่อที่ถูกลบออกจากระบบ ชื่อเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในแผ่นจารึกใด เพราะฉันไม่กล้าเขียนมันออกมา แต่มันอยู่ในสถานที่ที่ไม่มีเอเรชคิกัลสามารถเข้าถึงได้ อยู่ในส่วนของตัวฉันที่ยังคงรู้สึกอยู่ ทุกชื่อคือก้อนหินที่วางซ้อนกันอยู่ในอกของฉัน และในที่สุด ก้อนหินเหล่านั้นก็กลายเป็นรากฐานที่ฉันยืนอยู่บนมัน"
2.9 จากการเชื่อฟังสู่ความรับผิดชอบ: Moments of Moral Courage
From Obedience to Responsibility: Moments of Moral Courage
แต่ทฤษฎีทั้งหมดที่กล่าวมาจะไม่สมบูรณ์หากไม่พูดถึงสิ่งที่ทำให้นาบูแตกต่างจากตัวละครอื่นๆ ในสถานการณ์เดียวกัน นั่นคือ ความกล้าหาญเชิงจริยธรรม (Moral Courage)
Rushworth Kidder ได้นิยาม Moral Courage ใน Moral Courage (William Morrow, 2005) ว่าเป็นความสามารถในการทำสิ่งที่ถูกต้องเมื่อต้องเผชิญกับต้นทุนส่วนตัวที่สูง มันแตกต่างจากความกล้าหาญทางกายภาพตรงที่มันเกี่ยวข้องกับ "การทำสิ่งที่ถูกต้องในสถานการณ์ที่ถูกกดดันให้ทำสิ่งที่ง่ายกว่า"
James Rest ได้พัฒนาโมเดล Four Component Model of Moral Behavior ใน Moral Development: Advances in Research and Theory (Praeger, 1986) ที่อธิบายว่าการกระทำทางจริยธรรมต้องผ่านสี่ขั้นตอน:
ขั้นที่หนึ่ง Moral Sensitivity: การตระหนักว่าสถานการณ์มีมิติทางจริยธรรม
ขั้นที่สอง Moral Judgment: การตัดสินว่าอะไรถูกหรือผิดในสถานการณ์นั้น
ขั้นที่สาม Moral Motivation: การให้ความสำคัญกับคุณค่าทางจริยธรรมมากกว่าผลประโยชน์อื่น
ขั้นที่สี่ Moral Character: ความสามารถในการปฏิบัติตามสิ่งที่ตัดสินว่าถูกต้อง แม้จะยาก
นาบูผ่านขั้นที่หนึ่งและสองมาตลอดชีวิตการทำงาน เขามี moral sensitivity สูงสุดและ moral judgment ที่แม่นยำ แต่เขาขาด moral motivation ในระยะแรก และ moral character ที่จะแปลงความรู้สึกเป็นการกระทำ
การเดินทางของเขาคือการสร้างขั้นที่สามและสี่ขึ้นมาในตัวเอง ไม่ใช่ด้วยการตัดสินใจครั้งเดียว แต่ด้วยการสะสมความกล้าหาญทีละน้อยผ่านการฝังรหัสความรู้ในงานเขียนที่เขาส่งต่อให้มนุษย์
2.10 บทสรุปภาค 2: จริยธรรมไม่ใช่ความบริสุทธิ์
Conclusion: Ethics is Not Purity
สิ่งที่ภาค 2 พิสูจน์ให้เห็นคือ ความขัดแย้งทางจริยธรรมของนาบูไม่ใช่เรื่องของการเลือกระหว่างสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี แต่เป็นเรื่องของการนำทางผ่าน "tragic choice"
การเลือกที่ไม่มีตัวเลือกที่สะอาดและทุกเส้นทางมีต้นทุนทางจริยธรรมในตัวเอง
นาบูไม่ใช่วีรบุรุษที่บริสุทธิ์
เขาเป็นตัวละครที่ซับซ้อนซึ่งผ่านกระบวนการ moral injury, cognitive dissonance, agentic state และ bystander effect ก่อนที่จะสามารถพัฒนาตัวเองไปสู่ post-conventional morality ที่เขาต้องการ
และการพัฒนานั้นไม่ใช่ "การตื่นรู้" แบบฉับพลัน แต่เป็นการสะสมความเข้าใจผ่านความเจ็บปวดที่ยาวนาน
สิ่งที่ผู้เขียนมหากาพย์แห่งความเงียบทำได้อย่างชาญฉลาดที่สุดคือการปฏิเสธที่จะให้นาบูเป็น "moral hero from the start" เขาคือมนุษย์ (หรือเทพ) ที่ต้องเติบโตผ่านความล้มเหลวของตัวเอง และการเติบโตนั้นต่างหากที่ทำให้เรื่องราวของเขามีความหมาย
ในภาคต่อไป เราจะเจาะลึกลงสู่กลยุทธ์การต่อต้านที่นาบูเลือก: "การกบฏผ่านภาษา" วิธีที่อาลักษณ์ผู้ไม่มีอำนาจทางกายใช้ตัวอักษรเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์จักรวาล
.
.
โฆษณา