6 ก.ค. เวลา 16:50 • หนังสือ

กุสตาฟ โฟลแบร์ (Gustave Flaubert)

(1821–1880)
โฟลแบร์เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนวนิยายสมัยใหม่ เขามีชื่อเสียงในเรื่องการใส่ใจความสมบูรณ์แบบในงานเขียนอย่างเคร่งครัด และเคยทำให้สาธารณชนชาวฝรั่งเศสต้องตกตะลึงจากเนื้อหาที่ถูกมองว่าผิดศีลธรรมในผลงานชิ้นเอกของเขาเรื่อง "มาดามโบวารี" (Madame Bovary)
กุสตาฟ โฟลแบร์ เกิดที่เมืองรูอ็อง (Rouen) เป็นบุตรชายของ อากีย์-เคลโอฟัส (Achille-Cléophas) ศัลยแพทย์และผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียง ครอบครัวของเขามีฐานะร่ำรวย ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมอาชีพนักเขียนของเขา เพราะทำให้เขามีความมั่นคงทางการเงินเพียงพอที่จะใช้เวลาอย่างเหลือเฟือในการขัดเกลาและสร้างสรรค์สไตล์การเขียนให้สมบูรณ์แบบที่สุด
โฟลแบร์เข้าเรียนในโรงเรียนประจำที่เมืองรูอ็อง แม้โรงเรียนจะปกครองด้วยระเบียบวินัยแบบทหารที่เข้มงวด แต่ก็ทำให้เขาได้รับพื้นฐานความรู้ด้านประวัติศาสตร์และวรรณกรรมที่ยอดเยี่ยม ในระหว่างที่เรียนอยู่ที่นั่น เขาได้เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ของโรงเรียนและแต่งเรื่องสั้นขึ้นมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแนวประวัติศาสตร์
เมื่ออายุ 19 ปี โฟลแบร์ถูกส่งไปเรียนกฎหมายที่ปารีส ซึ่งเป็นวิชาที่เขาไม่ได้มีความกระตือรือร้นเลย เขาจึงไม่รู้สึกผิดหวังนักเมื่อมีอาการป่วย ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นโรคลมชัก ทำให้เขาใช้เป็นเหตุผลในการเลิกเรียนกฎหมายได้ ทั้งนี้ เขาต้องเผชิญกับอาการชักเป็นระยะๆ ตลอดช่วงชีวิตของเขา
บ้านในครัวแซ (Croisset)
หลังจากเลิกเรียนกฎหมาย โฟลแบร์ได้กลับมาที่เมืองรูอ็องและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นตลอดมาจนลาโลก อย่างไรก็ตาม ในปี 1846 เขาต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เมื่อบิดาของเขาเสียชีวิต ตามด้วยการจากไปของคาโรลีน (Caroline) น้องสาวของเขาที่เสียชีวิตระหว่างคลอดบุตร
โฟลแบร์ได้รับมรดกจำนวนมหาศาล เขาจึงย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่พร้อมกับมารดาและหลานสาววัยทารกที่หมู่บ้านครัวแซ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ บริเวณชานเมืองรูอ็อง ผลงานเขียนส่วนใหญ่ของเขาถูกสร้างสรรค์ขึ้นในศาลาพักร้อนที่บ้านหลังนั้น ซึ่งมองออกไปเห็นแม่น้ำแซน และในปีเดียวกันนั้นเอง เขาได้พบกับนักเขียนหญิงชื่อ หลุยส์ กอแล (Louise Colet) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นชู้รักของเขา
ยุคโรแมนติกและยุคสัจนิยม
ในตอนนั้นโฟลแบร์ยังไม่มีผลงานที่เป็นที่จดจำมากนัก แต่เขามีแนวคิดที่ชัดเจนแล้วว่างานเขียนของเขาควรมีทิศทางอย่างไร เขาไม่ชอบค่านิยมของชนชั้นกลางและวางตัวเป็นปฏิปักษ์กับลัทธิโรแมนติกที่กำลังนิยมในยุคนั้น เขาต้องการถ่ายทอดชีวิตประจำวันด้วยภาษาที่แม่นยำ ตรงไปตรงมา และเป็น "วัตถุวิสัย (objective) " ซึ่งสไตล์การเขียนนี้เองที่ทำให้เขาได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกวรรณกรรมแนวสัจนิยม (Realism)
ถึงกระนั้น ในผลงานของเขาก็ยังมีกลิ่นอายของความเป็นโรแมนติกให้เห็นอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น เขามีความหลงใหลในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งปรากฏให้เห็นในเรื่อง "ซาลัมโบ" (Salammbô) ที่มีฉากหลังเป็นเมืองคาร์เธจโบราณ และในเรื่อง "เอโรเดียส" (Hérodias) ซึ่งเป็นการตีความเรื่องราวของซาโลมีตามคัมภีร์ไบเบิลในแบบฉบับของเขาเอง
นอกจากนี้ โฟลแบร์ยังมีความสนใจในเรื่องจินตนาการเหนือจริง ดังที่เห็นได้จากเรื่อง "การล่อลวงนักบุญแอนโทนี" (The Temptation of St Anthony) ซึ่งเป็นบันทึกเหตุการณ์ภาพหลอนอันน่าอัศจรรย์เกี่ยวกับนิมิตต่างๆ ที่ตามหลอกหลอนนักบุญท่านนี้ในช่วงยุคคริสเตียนตอนต้น
โฟลแบร์เขียนหนังสือเล่มนี้ฉบับแรกเสร็จในปี 1849 และได้อ่านให้เพื่อนสนิทสองคนคือ หลุยส์ บูอิเย (Louis Bouilhet) และ มักซิม ดู กอง (Maxime Du Camp) ฟัง โดยใช้เวลาอ่านนานถึง 4 วัน เขาได้กำชับให้ทั้งสองคนฟังโดยห้ามขัดจังหวะ แต่พออ่านจบ ทั้งสองกลับแนะนำให้เขาโยนต้นฉบับนั้นเข้ากองไฟเสีย โฟลแบร์ไม่ทำตามคำแนะนำนั้น แต่กลับเลือกที่จะนำต้นฉบับมาเขียนใหม่และขัดเกลาอย่างละเอียดอยู่หลายปี โดยเขาได้ค้นคว้าข้อมูลอย่างจริงจังเพื่อให้ได้ความถูกต้องแม่นยำที่สุด
ความสนใจในเรื่องราวของนักบุญแอนโทนี ซึ่งมีการต่อสู้กับสิ่งยั่วยวนในทะเลทรายอียิปต์ น่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจร่วมเดินทางไปกับ มักซิม ดู กอง ในการสำรวจถ่ายภาพที่ตะวันออกกลาง ในทำนองเดียวกัน เมื่อตอนที่เขากำลังวางแผนเขียนเรื่อง "ซาลัมโบ" เขาก็ตั้งใจเดินทางไปเยี่ยมชมพื้นที่เมืองคาร์เธจซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองตูนิสด้วยเช่นกัน
มาดามโบวารี (Madame Bovary)
โฟลแบร์เริ่มลงมือเขียนนวนิยายเรื่อง มาดามโบวารี ในปี 1851 โดยได้แรงบันดาลใจมาจากโศกนาฏกรรมในชีวิตจริงที่มีการรายงานข่าวในขณะนั้น เป็นเรื่องราวของคู่รักคู่หนึ่งที่ชีวิตต้องพังทลายลงเพราะปัญหาการนอกใจ หนี้สิน และการฆ่าตัวตาย
นวนิยายเรื่องนี้ยังเปิดโอกาสให้โฟลแบร์ได้ระบายความขุ่นเคืองที่มีต่อชนชั้นกลางออกมาได้อย่างเต็มที่ เพราะคนรุ่นเขาเกิดมาไม่ทันได้เห็นการล่มสลายของระบอบเก่า (Ancien Régime) ในฝรั่งเศส แต่กลับต้องมาเห็นการผงาดขึ้นของชนชั้นกลางผู้มั่งคั่ง พร้อมด้วยค่านิยมวัตถุนิยมอันตื้นเขินและความต้องการที่จะเป็นที่ยอมรับทางสังคม
ในเรื่อง มาดามโบวารี เขาได้ถ่ายทอดเรื่องราวความตกต่ำของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนของชนชั้นนี้ ผู้ซึ่งถูกความเพ้อฝันแบบโรแมนติกบดบังสายตาจนนำไปสู่ความหายนะจากค่านิยมที่ผิดเพี้ยนของเธอเอง
โฟลแบร์ใช้เวลาถึงห้าปีในการเขียนนวนิยายเรื่องนี้ โดยนำบทเรียนจากการถูกวิจารณ์เรื่อง นักบุญแอนโทนี มาปรับปรุง เขาตั้งใจตัดทอนความเวิ่นเว้อแบบโรแมนติกออกไปให้หมดสิ้น เขาใช้เทคนิคที่รู้จักกันในชื่อ "สไตล์ทางอ้อมแบบอิสระ" (Free indirect style) ซึ่งเป็นเทคนิคที่เขาวางตัวเป็นผู้สังเกตการณ์ที่แยกตัวออกจากตัวละครและเนื้อหาอย่างสิ้นเชิง (เขามักกล่าวว่าเขาต้อง "ปรากฏตัวอยู่ทุกที่ แต่ไม่ให้ใครเห็นตัวตน")
เขาตั้งใจที่จะสื่อถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวละครทางอ้อม โดยปราศจากการสั่งสอน การตัดสิน หรือการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว
เขาปรับลดทอนภาษาให้กระชับ หลีกเลี่ยงการใช้สำนวนที่อลังการเกินจริงหรือการเปรียบเทียบที่หวือหวา เขาชั่งน้ำหนักทุกประโยคอย่างละเอียดประหนึ่งกำลังแต่งบทกวี แล้วจะนำมาอ่านออกเสียงในห้องทำงานของเขาเพื่อตัดพยางค์ที่ซ้ำซ้อนหรือวลีที่เยิ่นเย้อออกไป กระบวนการนี้ดำเนินไปอย่างช้าๆ และทรมานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นักวิจารณ์ที่ชื่อ วอลเตอร์ เพเทอร์ (Walter Pater) เคยอธิบายถึงโฟลแบร์ว่าเป็น "ผู้พลีชีพเพื่อสไตล์ทางวรรณกรรม" ในขณะที่ เฮนรี เจมส์ (Henry James) ตั้งข้อสังเกตว่า "เขารู้สึกถึงอาชีพนักเขียนของเขาในแง่ของความยากลำบากเพียงอย่างเดียวเท่านั้น" โฟลแบร์มักใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อสรรหา le mot juste (คำที่ถูกต้องที่สุด - ซึ่งเชื่อกันว่าเขาเป็นคนบัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมา)
และในจดหมายของเขา เขามักจะบ่นว่าต้องใช้เวลาทั้งบ่ายในการแก้ไขเพียงสองจุด หรือความเจ็บปวดที่ได้รับเมื่อต้อง "ตัดประโยคที่ใช้เวลาเขียนนานหลายวันทิ้งไป"
ปฏิกิริยาจากนักวิจารณ์
มาดามโบวารี ได้รับการตีพิมพ์ในปี 1857 และประสบปัญหาทางกฎหมายในเวลาต่อมา ด้วยมาตรฐานของยุคนั้น คำบรรยายถึงการนอกใจของเอมม่าถูกมองว่าโจ่งแจ้งเกินไป โฟลแบร์จึงถูกฟ้องในข้อหาทำให้ศีลธรรมอันดีของประชาชนเสื่อมเสีย โชคดีที่เขาพ้นผิด และข่าวฉาวเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้กลับทำให้เขามีชื่อเสียงและความสำเร็จในฐานะนักเขียน
เนื่องจากวิธีการเขียนที่เน้นความสมบูรณ์แบบ ผลงานของโฟลแบร์จึงมีจำนวนไม่มากนัก และเขามักจะรู้สึกท้อแท้กับคำวิจารณ์ที่ไม่ค่อยยอมรับผลงานของเขาเท่าที่ควร นักวิจารณ์รู้สึกเบื่อหน่ายกับรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ที่แน่นขนัดในเรื่อง ซาลัมโบ (Salammbô); ส่วนเรื่อง L'Éducation sentimentale (Sentimental Education) ซึ่งเน้นเรื่องราวความรักของชายหนุ่มที่มีต่อหญิงที่แต่งงานแล้ว ก็ถูกมองว่าเป็นการถอยหลังเข้าคลอง แม้ว่าตัวโฟลแบร์จะถือว่าเรื่องนี้คือผลงานชิ้นเอกของเขาก็ตาม
ส่วน การล่อลวงนักบุญแอนโทนี ฉบับสมบูรณ์ (ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1874) ก็แทบจะไม่ได้รับความสนใจเลย ขณะที่บทละครเรื่อง Le Candidat (The Candidate) ของเขาก็ถูกถอดออกจากโปรแกรมการแสดงหลังจากเล่นไปเพียงสี่คืนเท่านั้น มีเพียง Trois contes (Three Tales) ที่ตีพิมพ์ในปี 1877 เท่านั้นที่ได้รับคำชมอย่างเป็นเอกฉันท์ แต่ในตอนนั้นโฟลแบร์ก็ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพและปัญหาทางการเงิน ซึ่งทำให้ความสำเร็จครั้งนี้ไม่สดใสเท่าที่ควร
ชื่อเสียงของโฟลแบร์ค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากเขาเสียชีวิต โดยเฉพาะหลังจากที่มีการตีพิมพ์จดหมายโต้ตอบอันเผ็ดร้อนระหว่างเขากับ หลุยส์ กอแล (Louise Colet) ออกมา ทั้งเรื่อง ซาลัมโบ และ เอโรเดียส (Hérodias) ได้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นอุปรากร
และนักเขียนชื่อดังหลายคน เช่น เฮนรี เจมส์ (Henry James) ฟรันซ์ คาฟคา (Franz Kafka) กี เดอ โมปาสซัง (Guy de Maupassant) และ ฌอง-ปอล ซาทร์ (Jean-Paul Sartre) ต่างยอมรับว่าเขาเป็นผู้มีอิทธิพลต่อผลงานของพวกเขา ปัจจุบันเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดปรมาจารย์ด้านสไตล์การเขียนและเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งนวนิยายสมัยใหม่
ข้อมูลบุคคล: หลุยส์ กอแล (Louise Colet)
โฟลแบร์พบกับกอแล ( 1810–1876) ที่สตูดิโอของ เจมส์ พราดีเย (James Pradier) ประติมากรผู้ได้รับมอบหมายให้ทำรูปปั้นครึ่งตัวของน้องสาวของโฟลแบร์ กอแลมีอายุมากกว่าโฟลแบร์ 11 ปี และผ่านการหย่าร้างมาก่อนหน้านี้ เธอเป็นสมาชิกคนสำคัญของแวดวงวรรณกรรมในกรุงปารีส เป็นกวีที่มีผลงานตีพิมพ์ และเคยได้รับรางวัลจากสถาบันฝรั่งเศส (French Academy) มาแล้วหลายครั้ง เธอได้กลายเป็นแรงบันดาลใจและชู้รักของโฟลแบร์ในเวลาต่อมา อีกทั้งยังเป็นต้นแบบสำคัญคนหนึ่งสำหรับตัวละครเอมม่า โบวารี (Emma Bovary)
จดหมายโต้ตอบระหว่างทั้งสองคนเปิดเผยเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับตัวโฟลแบร์ รวมถึงแนวคิดและเทคนิคที่เขาใช้ในระหว่างการเขียน มาดามโบวารี ในท้ายที่สุดโฟลแบร์เป็นฝ่ายยุติความสัมพันธ์ แต่กอแลก็ได้แก้แค้นด้วยการเขียนนวนิยายที่โจมตีเขาอย่างรุนแรง (เรื่อง Lui ปี 1859)
ข้อมูลบุคคล: มักซิม ดู กอง (Maxime Du Camp)
ดู กอง ( 1822–1894) เป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทที่สุดของโฟลแบร์และเป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่เขาโปรดปรานมากที่สุด การเดินทางที่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดของทั้งคู่คือการตะลอนทัวร์ตะวันออกกลางเป็นเวลา 21 เดือน ในช่วงปี 1849–1851 ดู กอง ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการในการถ่ายภาพโบราณสถานต่างๆ และผลงานที่ได้ถูกนำไปตีพิมพ์ในหนังสือชื่อ Egypt, Nubia, Palestine, and Syria (1852) หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือขายดีในทันทีและทำให้ ดู กอง ได้รับเหรียญอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ (Légion d’Honneur)
ชายหนุ่มทั้งสองได้บันทึกประสบการณ์การเดินทางไว้ในจดหมายและบันทึกส่วนตัว ซึ่งรวมถึงเรื่องราวการผจญภัยทางเพศกับหญิงท้องถิ่น เหตุการณ์ที่พวกเขาถูกจับกุมในฐานะสายลับ และการล่องเรือในแม่น้ำไนล์ที่หวาดเสียวจนขนหัวลุก
ที่มา: Writers who changed history
โฆษณา