Neuroscience of Secrecy: When Knowing Without Speaking Destroys the Brain
James Pennebaker นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Texas ที่ Austin ได้ทำการวิจัยที่เปลี่ยนความเข้าใจของเราเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเก็บความลับกับสุขภาพ โดยตีพิมพ์ผลใน Opening Up: The Healing Power of Expressing Emotions(William Morrow, 1990)
แต่มีความโดดเดี่ยวอีกประเภทหนึ่งที่นักปรัชญา Marya Schechtman เริ่มสำรวจใน The Constitution of Selves (Cornell University Press, 1996)
และที่ Miranda Fricker พัฒนาต่ออย่างเป็นระบบใน Epistemic Injustice: Power and the Ethics of Knowing (Oxford University Press, 2007): Epistemic Loneliness ความโดดเดี่ยวของการรู้สิ่งที่ไม่มีใครรู้ร่วมกับคุณได้
Laurie Pearlman และ Karen Saakvitne พัฒนาแนวคิด Vicarious Trauma ใน Trauma and the Therapist: Countertransference and Vicarious Traumatization in Psychotherapy with Incest Survivors (W.W. Norton, 1995)
John Bowlby วางรากฐานของ Attachment Theory ใน Attachment and Loss (Basic Books, 1969-1980) เล่ม 3 โดยเสนอว่า มนุษย์มีความต้องการพื้นฐานในการสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับบุคคลอื่น และรูปแบบของความผูกพันในวัยเด็กกำหนดวิธีที่เราสร้างความสัมพันธ์ตลอดชีวิต
Mary Ainsworth พัฒนาต่อโดยระบุรูปแบบ attachment สี่ประเภทใน Patterns of Attachment: A Psychological Study of the Strange Situation (Lawrence Erlbaum, 1978): Secure Attachment (ผูกพันอย่างมั่นคง), Anxious-Ambivalent (วิตกกังวล-ขัดแย้ง), Avoidant (หลีกเลี่ยง) และ Disorganized (ไม่มีระเบียบ)
Erik Erikson วางรากฐานของทฤษฎีพัฒนาการอัตลักษณ์ใน Identity: Youth and Crisis (W.W. Norton, 1968) โดยเสนอว่ามนุษย์ผ่านวิกฤตการพัฒนาอัตลักษณ์หลายขั้นตลอดชีวิต และในแต่ละขั้นมีการเลือกระหว่างเส้นทางที่นำไปสู่ความสมบูรณ์ทางจิตใจหรือความชะงักงัน
James Marcia พัฒนาทฤษฎีของ Erikson ต่อใน Development and Validation of Ego-Identity Status ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Personality and Social Psychology (1966)
Existential Psychology: The Meaning of Life in Eternity
Viktor Frankl รอดชีวิตจากค่ายกักกัน Auschwitz และ Dachau ก่อนที่จะเขียน Man's Search for Meaning (Beacon Press, 1959) ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในหนังสือที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์จิตวิทยา
สำหรับนาบู ปัญหาที่ท้าทายกว่าคำถามเรื่องความหมายของมนุษย์ธรรมดาอยู่ที่ข้อเท็จจริงว่า เขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอายุยืนยาวมาก ซึ่งสร้างปัญหาจิตวิทยาที่นักปรัชญา Bernard Williams เรียกว่า "the tedium of immortality" ใน Problems of the Self (Cambridge University Press, 1973)
นาบูประสบกับ "tedium of near-immortality" ในแง่ที่ซับซ้อนกว่า เขาอยู่มานานพอที่จะเห็นว่าทุกอย่างในระบบที่เขาทำงานอยู่ซ้ำรูปแบบเดิม อำนาจหมุนเวียน การโกหกสลับกับความจริงที่ถูกปิดกั้น มนุษย์เกิดและตาย และระบบก็ยังคงทำงานต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงพื้นฐาน
ความหมายที่เขาหาได้คือการตัดสินใจว่า เขา จะเป็นตัวแปรที่ทำให้รูปแบบนั้นเปลี่ยนแปลง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาสร้าง sense of meaning ขึ้นมาจากความว่างเปล่า ไม่ใช่ด้วยการค้นพบมันในระบบ แต่ด้วยการเลือกสร้างมันด้วยตัวเอง
Post-Traumatic Growth: Wounds That Become Foundations
Richard Tedeschi และ Lawrence Calhoun บัญญัติแนวคิด Post-Traumatic Growth ใน Trauma and Transformation: Growing in the Aftermath of Suffering (Sage Publications, 1995)
4.9 The Examined Life: นาบูในฐานะนักปรัชญาที่ดำรงชีวิต
The Examined Life: Nabu as the Living Philosopher
Socrates กล่าวไว้ตามที่ Plato บันทึกใน Apology (ประมาณ 399 ก่อนคริสตกาล) ว่า "ชีวิตที่ไม่ได้รับการตรวจสอบไม่ควรค่าแก่การดำรงอยู่" (The unexamined life is not worth living)
แต่ Robert Nozick ตั้งคำถามกลับใน The Examined Life: Philosophical Meditations (Simon & Schuster, 1989) ว่าแล้วชีวิตที่ถูกตรวจสอบมากเกินไปล่ะ?