8 ก.ค. เวลา 02:09 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

จุดกำเนิด GPS อาวุธหมื่นล้านที่กลายเป็นของฟรีสำหรับมวลมนุษยชาติ

จุดสีฟ้าเล็กๆ บนหน้าจอสมาร์ตโฟนที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ดูเป็นเรื่องธรรมดาที่ผมว่าหลายท่านแทบจะไม่เคยตั้งคำถามกับมัน
เราใช้มันเรียกรถมารับ ใช้มันสั่งอาหาร หรือใช้มันนำทางไปในสถานที่ที่ไม่เคยไป
แต่เชื่อมั๊ยครับว่า เทคโนโลยีที่คอยช่วยเหลือเราอยู่ตลอดเวลานี้ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นของขวัญแก่มวลมนุษยชาติ
จุดเริ่มต้นของมันคืออาวุธในยุคสงครามเย็น…
และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ การที่เราได้ใช้งานมันอย่างอิสระแบบทุกวันนี้ ต้องแลกมาด้วยโศกนาฏกรรมทางอากาศที่คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 269 ชีวิต
เรื่องราวของระบบระบุตำแหน่งบนพื้นโลก หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Global Positioning System (GPS) มีจุดเริ่มต้นที่ต้องย้อนกลับไปไกลถึงปี 1957
ในปีนั้น โลกได้ยินเสียงสัญญาณวิทยุที่ส่งมาจากห้วงอวกาศ เมื่อ Soviet Union ปล่อยดาวเทียม Sputnik ซึ่งเป็นดาวเทียมดวงแรกของโลกขึ้นสู่อวกาศได้สำเร็จ
เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกอย่างหนักให้กับฝ่ายโลกเสรี ที่นำโดยพี่ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา…
นั่นเพราะมันหมายความว่าศัตรูของพวกเขามีเทคโนโลยีจรวดที่ก้าวหน้าพอ ที่จะส่งขีปนาวุธข้ามทวีปมาตกลงกลางเมืองหลวงของพวกเขาได้ทุกเมื่อ
แต่ในความตื่นตระหนกนั้น นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันกลับสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างของสัญญาณวิทยุที่ส่งมาจากดาวเทียมดวงนั้น
พวกเขาพบว่าเมื่อดาวเทียมโคจรเข้ามาใกล้ ระดับเสียงของสัญญาณวิทยุจะสูงขึ้น และเมื่อมันโคจรห่างออกไป ระดับเสียงก็จะต่ำลง
ปรากฏการณ์นี้ในทางฟิสิกส์เรียกว่า Doppler effect ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับเวลาที่เรายืนอยู่ริมถนน แล้วได้ยินเสียงไซเรนของรถพยาบาลแหลมขึ้นตอนขับพุ่งเข้ามาหาเรา และทุ้มลงตอนขับผ่านเราไป
นักวิทยาศาสตร์ตระหนักถึงสิ่งสำคัญที่ซ่อนอยู่ หากสามารถวัดค่าการเปลี่ยนแปลงของคลื่นเสียงนี้ได้อย่างแม่นยำมากพอ ก็จะสามารถคำนวณหาตำแหน่งของดาวเทียมได้จากพื้นโลก
และเมื่อสมการคณิตศาสตร์ถูกพลิกกลับด้าน ความจริงอีกข้อก็ปรากฏขึ้น
นั่นก็คือตัวดาวเทียมเองก็สามารถเป็นฝ่ายบอกตำแหน่งของเราบนพื้นโลกได้เช่นกัน…
แน่นอนว่าในช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดของยุคสงครามเย็น กองทัพไม่ได้มีความสนใจที่จะเอาเทคโนโลยีระดับล้ำยุคแบบนี้มาทำแผนที่ให้นักท่องเที่ยว
2
สิ่งที่พวกเขาสนใจมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือการระบุตำแหน่งที่ตั้งของเรือดำน้ำที่บรรทุกขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์
ลองจินตนาการดูว่า หากกองทัพเรือมีเรือดำน้ำที่พร้อมจะยิงอาวุธทำลายล้าง
แต่ตัวเรือเองกลับไม่รู้ตำแหน่งที่แน่ชัดของตัวเองในมหาสมุทรที่กว้างใหญ่
พวกเขาก็ย่อมไม่สามารถเล็งเป้าหมายขีปนาวุธไปยังฐานทัพศัตรูได้อย่างแม่นยำ…
ในยุคที่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทำลายล้างซึ่งกันและกันอย่างราบคาบ
การโจมตีเป้าหมายพลาดเพียงเล็กน้อย อาจหมายถึงจุดจบของประเทศ
ด้วยเหตุนี้ ในช่วงกลางทศวรรษ 1960 กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาจึงได้สร้างระบบที่ชื่อว่า Transit ขึ้นมา
ดาวเทียมดวงแรกของระบบถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศในปี 1960 และเมื่อถึงปี 1968 เครือข่ายดาวเทียมทั้ง 36 ดวงของระบบนี้ก็พร้อมใช้งานเต็มรูปแบบ
ระบบนี้สามารถช่วยเพิ่มความแม่นยำให้กับแผนที่โลกได้เกือบหนึ่งร้อยเท่า
แต่เทคโนโลยีในยุคเริ่มต้นย่อมมีข้อจำกัด ระบบ Transit มีปัญหาใหญ่คือมันใช้เวลาอัปเดตตำแหน่งนานเกินไป และไม่สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้ตลอดเวลา
สำหรับเรือดำน้ำที่ลอยลำซุ่มเงียบอยู่นิ่งๆ ใต้มหาสมุทร ข้อจำกัดนี้ยังพอรับมือได้
แต่สำหรับเครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศที่บินด้วยความเร็วสูง
ระบบที่อัปเดตตำแหน่งช้าแบบนี้แทบจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง…
เมื่อเป็นเช่นนี้ กองทัพในแต่ละเหล่าทัพจึงเริ่มหันหน้าหนีกัน และแยกย้ายไปสร้างระบบดาวเทียมของตัวเอง
กองทัพเรือมี Transit และยังทำโครงการที่สองชื่อ Timation กองทัพอากาศมีระบบที่ชื่อ 621B ส่วนกองทัพบกก็ทำระบบที่ชื่อว่า Secor
กลายเป็นว่ารัฐบาลต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่แต่ละเหล่าทัพ มีโครงการดาวเทียมนำทางที่แข่งขันกันเองเพื่อแย่งชิงงบประมาณก้อนเดียวกันจาก Pentagon
ความวุ่นวายนี้ดำเนินไปจนกระทั่ง Dr. Ivan Getting ประธานของ Aerospace Corporation ได้ก้าวเข้ามารวบรวมแนวคิด
เขาโน้มน้าวให้กองทัพอากาศสนับสนุนการสร้างระบบนำทางด้วยดาวเทียมแบบใหม่ ที่สามารถระบุตำแหน่งได้แบบสี่มิติ คือ ละติจูด ลองจิจูด ระดับความสูง และเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง
ผู้ที่เข้ามารับไม้ต่อเพื่อทำให้วิสัยทัศน์นี้เป็นจริงคือ Bradford Parkinson ซึ่งเขาไม่ได้เป็นแค่ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม
แต่เขาคือทหารผ่านศึกที่เคยบินปฏิบัติภารกิจรบกว่า 170 ชั่วโมง
เขาจึงมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าความแม่นยำในการชี้เป้านั้นมีค่าเทียบเท่ากับชีวิตในสถานการณ์สงคราม…
ภารกิจแรกของเขาคืองานการเมืองที่แสนจะยากลำบาก เขาต้องจับเอาเหล่าทัพที่เย่อหยิ่งทั้งหลายมานั่งโต๊ะเจรจา เพื่อยุบรวมโครงการที่แข่งกันเองให้กลายเป็นระบบเดียว
ในที่สุดทีมงานได้นำจุดเด่นจากเทคโนโลยีของทุกเหล่าทัพมารวมกันจนเกิดเป็นแนวคิดเดียว ในชื่อโครงการว่า Navstar หรือที่โลกรู้จักในนาม Global Positioning System (GPS)
โครงสร้างที่ถูกร่างขึ้นมากำหนดให้มีดาวเทียม 24 ดวง โคจรอยู่ที่ระดับความสูง 12,000 ไมล์ทะเล
ด้วยรูปแบบการโคจรที่ทำให้ทุกจุดบนโลกจะมองเห็นดาวเทียมได้อย่างน้อย 4 ดวงพร้อมกันเสมอ ซึ่งเป็นจำนวนขั้นต่ำทางคณิตศาสตร์ในการคำนวณตำแหน่งของผู้ใช้งาน
ระบบนี้จะทำงานแบบรับสัญญาณทางเดียว ดาวเทียมมีหน้าที่แค่กระจายสัญญาณลงมาโดยไม่ต้องรับข้อมูลใดกลับไป
นั่นหมายความว่าข้าศึกจะไม่มีทางตรวจจับอุปกรณ์รับสัญญาณจากการแกะรอยย้อนกลับได้เลย…
ดาวเทียมแต่ละดวงจะติดตั้งนาฬิกาอะตอมที่มีความแม่นยำระดับหนึ่งในพันล้านวินาทีเอาไว้
เพราะเวลาที่แม่นยำคือหัวใจสำคัญในการคำนวณระยะทางจากสัญญาณวิทยุ
และสิ่งที่สำคัญที่สุดในการออกแบบระบบนี้ คือประโยคหนึ่งที่ถูกเขียนไว้ในพิมพ์เขียวตั้งแต่วันแรก
1
ซึ่งระบุเอาไว้ว่า บริการนี้จะเปิดให้ผู้ใช้งานพลเรือนได้ใช้ แต่จะไม่มีการรับประกันคุณภาพใดๆ ทั้งสิ้น
ประโยคนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าระบบนำทางนี้ไม่ใช่สมบัติสาธารณะ
แต่มันคืออาวุธสงครามที่ประชาชนจะได้รับอนุญาตให้ขอยืมใช้ ภายใต้เงื่อนไขและความพอใจของกองทัพสหรัฐอเมริกาเท่านั้น…
ในช่วงแรก โครงการนี้เกือบจะไปไม่รอด ในปี 1979 โครงการถูกหั่นงบประมาณลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ จนต้องลดจำนวนดาวเทียมจาก 24 ดวงเหลือเพียง 18 ดวง
ระบบนำทางในยุคทศวรรษ 1980 จึงเป็นเพียงระบบที่มีตัวตนอยู่แค่ในหมู่ทหารระดับสูง และประชาชนทั่วไปไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน
จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สะเทือนโลกในค่ำคืนหนึ่งของเดือนกันยายน ปี 1983…
เที่ยวบินพาณิชย์ของ Korean Air Lines เที่ยวบินที่ 007 ซึ่งเป็นเครื่องบิน Boeing 747 เดินทางจาก New York มุ่งหน้าสู่ Seoul โดยมีจุดแวะพักที่รัฐ Alaska
เส้นทางบินนี้กำหนดให้เครื่องบินต้องบินผ่านระเบียงการบินที่ขนานกันอยู่เหนือมหาสมุทร โดยมีความกว้างของเส้นทาง 50 ไมล์ทะเลเพื่อเผื่อพื้นที่ให้สำหรับความคลาดเคลื่อนของการนำทางในยุคนั้น
เครื่องบินพาณิชย์ในยุคนั้นใช้ระบบนำทางที่ทำงานโดยใช้ไจโรสโคปและเครื่องวัดความเร่งในการคำนวณทิศทางจากจุดเริ่มต้น
ระบบนี้มีความคลาดเคลื่อนสะสมประมาณ 1 ไมล์ทะเลในทุกๆ 1 ชั่วโมงของการบิน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับได้ในสมัยนั้น…
ตามผลการสืบสวนอย่างเป็นทางการ หลังจากออกจาก Alaska เครื่องบินลำนี้เกิดความผิดพลาดในการตั้งค่าระบบนำทาง
Auto Pilot ถูกทิ้งไว้ในโหมดรักษาทิศทางหัวเครื่อง ทำให้เครื่องบินไม่สามารถปรับแก้เส้นทางจากกระแสลมที่พัดปะทะได้
เที่ยวบินลำนี้ค่อยๆ เบี่ยงตัวออกจากเส้นทางที่ปลอดภัย โดยที่ไม่มีลูกเรือคนใดสังเกตเห็น
เมื่อเครื่องบินผ่านใกล้คาบสมุทร Kamchatka มันหลุดออกนอกเส้นทางไปไกลจนล่วงล้ำเข้าไปในน่านฟ้าหวงห้ามของโซเวียต…
พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตความมั่นคงระดับสูงที่เต็มไปด้วยฐานทัพเรือและข้อมูลข่าวกรอง กองทัพโซเวียตจึงได้ส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นสกัดกั้นทันที
นักบินขับไล่บันทึกไว้ภายหลังว่า ไฟนำทางและไฟกะพริบของเป้าหมายยังคงเปิดทำงานตามปกติ ซึ่งเป็นลักษณะของเครื่องบินพลเรือน ไม่ใช่พฤติกรรมของเครื่องบินสอดแนมทางทหาร
เขายิงกระสุนเตือนแล้ว แต่ลูกเรือของเที่ยวบินโดยสารลำนั้นก็ไม่สังเกตเห็น
ในเวลาเดียวกันนั้น เที่ยวบินซึ่งไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังตกเป็นเป้าหมาย ได้วิทยุขออนุญาตจากหอบังคับการบินที่โตเกียว เพื่อไต่ระดับความสูงขึ้นไปประหยัดเชื้อเพลิง
เมื่อเครื่องบินดึงหัวขึ้นและลดความเร็วลง เครื่องบินขับไล่ที่บินตามหลังมาด้วยความเร็วสูงจึงทะยานแซงหน้าไป…
ฝ่ายกองทัพตีความพฤติกรรมนี้ทันทีว่าเป็นการบินหลบหลีกเพื่อหลบหนี ศูนย์บัญชาการรบจึงออกคำสั่งขั้นเด็ดขาด
เพียงสี่นาทีต่อมา ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศสองลูกพุ่งทะลวงเข้าใส่ Boeing 747 เครื่องบินสูญเสียความดัน สูญเสียการควบคุม ดิ่งพสุธาลงสู่ทะเลญี่ปุ่น
ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 269 ชีวิตเสียชีวิตทันที ซึ่งหนึ่งในนั้นคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกาที่กำลังดำรงตำแหน่งอยู่ด้วย
โลกทั้งใบได้ประจักษ์แก่สายตาแล้วว่า ความผิดพลาดในการนำทางเพียงแค่ไม่ถึง 200 ไมล์ สามารถนำไปสู่ความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้…
เมื่อไปรวมกับความตึงเครียดของขั้วอำนาจในยุคสงครามเย็นที่พร้อมจะเหนี่ยวไกปืนตลอดเวลา โศกนาฏกรรมจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประธานาธิบดี Ronald Reagan ประณามเหตุการณ์นี้อย่างรุนแรง และเพื่อให้แน่ใจว่าโศกนาฏกรรมจากการหลงทางเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำสอง
เขาได้ออกคำสั่งประวัติศาสตร์ ให้กองทัพเปิดระบบ Global Positioning System ให้พลเรือนทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้ฟรี เมื่อระบบพัฒนาจนเสร็จสมบูรณ์
ลองคิดดูว่าการตัดสินใจครั้งนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน ระบบที่ทุ่มงบประมาณและเวลาสร้างมานับสิบปีเพื่อเอาชนะศัตรู กลับถูกสั่งให้นำไปแจกจ่ายให้กับคนทุกคนบนโลก…
ซึ่งนั่นหมายความรวมถึงพลเมืองของฝั่งขั้วอำนาจตรงข้ามด้วย
แต่แน่นอนว่า กองทัพย่อมไม่ยอมสูญเสียความได้เปรียบทางยุทธวิธีไปง่ายๆ วิศวกรของกองทัพได้เตรียมแผนสำรองไว้ตั้งแต่ต้น
พวกเขาได้ฝังฟีเจอร์หนึ่งไว้ในสัญญาณดาวเทียมที่เรียกว่า Selective availability หรือถ้าจะเรียกกันตรงๆ ในภาษากองทัพก็คือการปฏิเสธความแม่นยำ
ฟีเจอร์นี้จะทำการจงใจกวนสัญญาณเวลาที่ส่งมายังเครื่องรับของพลเรือน ทำให้พิกัดที่คำนวณได้เกิดการคลาดเคลื่อนแบบสุ่ม…
กองทัพจะได้ใช้สัญญาณที่แม่นยำที่สุด ในขณะที่คนอื่นบนโลกจะได้เห็นแค่ภาพตำแหน่งที่ถูกทำให้เบลอ บางครั้งอาจเพี้ยนไปไกลกว่าร้อยเมตร
เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงปี 1990 ระบบดาวเทียมนี้ก็ได้รับการทดสอบในสมรภูมิรบจริงเป็นครั้งแรก ในปฏิบัติการ Operation Desert Storm
ในทะเลทรายที่เวิ้งว้าง ไม่มีจุดสังเกต ไม่มีถนน และมีพายุทรายบดบังวิสัยทัศน์
ทหารต้องเผชิญกับคำถามที่ตอบยากที่สุดคือ พวกเขากำลังอยู่ที่ไหน
ปัญหาใหญ่ในตอนนั้นคือ กองทัพไม่ได้มีอุปกรณ์นำทางมากพอสำหรับทหารทุกคน
ในช่วงเริ่มต้น กองทัพบกมีเครื่องรับสัญญาณเพียง 500 เครื่อง บางหน่วยรบมีอุปกรณ์เพียงสองเครื่องต่อยานพาหนะร้อยคัน
ความขาดแคลนรุนแรงถึงขั้นที่ทหารแนวหน้าต้องให้ครอบครัวไปหาซื้ออุปกรณ์สำหรับพลเรือนตามท้องตลาด แล้วส่งไปรษณีย์มาให้ที่สมรภูมิรบ
สภาพการใช้งานในแนวหน้าเต็มไปด้วยการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
พลขับรถถังบางคนถึงกับต้องเอาเทปพันสายไฟมาพันเครื่องรับสัญญาณติดไว้กับตัวถังรถ
แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับสร้างความตกตะลึง เทคโนโลยีนี้ช่วยให้กองกำลังพันธมิตรสามารถเคลื่อนที่ข้ามทะเลทรายได้อย่างแม่นยำ
รถส่งเสบียงสามารถค้นหาหน่วยทหารที่หลงกระจัดกระจายอยู่ตามเนินทรายได้อย่างง่ายดาย…
สงครามภาคพื้นดินครั้งนั้นจบลงด้วยชัยชนะอย่างเด็ดขาดภายในเวลาเพียงสี่วัน จนได้รับสมญานามว่าเป็นสงครามอวกาศครั้งแรกของโลก
เทคโนโลยีที่เคยถูกมองข้ามและเกือบถูกตัดทิ้ง ได้พิสูจน์คุณค่าของมันในสนามรบอย่างสมบูรณ์แบบ
แต่ภาพข่าวชัยชนะที่ประชาชนทางบ้านได้เห็น กลับสร้างความเข้าใจผิด
พวกเขาคิดว่าอุปกรณ์ตามท้องตลาดที่พวกเขาหาซื้อได้ จะมีความเฉียบคมเหมือนกับที่ทหารใช้รบ
แต่ความจริงคือ ฟีเจอร์ลดทอนสัญญาณของฝั่งพลเรือนก็ยังคงถูกเปิดใช้งานอยู่อย่างเต็มที่…
จนกระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงในปี 1996 เมื่อประธานาธิบดี Bill Clinton เล็งเห็นว่าเทคโนโลยีนี้มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ
เขาจึงออกคำสั่งให้ระบบดาวเทียมนำทางนี้ กลายเป็นระบบที่ใช้งานได้สองทาง ทั้งสำหรับกิจการทหารและสำหรับพลเรือนทั่วไป
และวันแห่งประวัติศาสตร์ที่แท้จริงก็เกิดขึ้นในวันที่ 3 พฤษภาคม ปี 2000 เมื่อมีการประกาศยุติการทำงานของระบบ Selective availability ในเวลาเที่ยงคืนตรง…
เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจที่เร็วกว่ากำหนดการเดิมถึงหลายปี เป็นเพราะกระทรวงกลาโหมประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่
เทคโนโลยีที่ว่านี้สามารถสกัดกั้นหรือกวนสัญญาณของศัตรูได้เฉพาะจุดเฉพาะภูมิภาค แทนที่จะต้องลดทอนสัญญาณคลุมดำไปพร้อมกันทั้งโลก
ทันทีที่เข็มนาฬิกาผ่านพ้นเที่ยงคืน ความแม่นยำของอุปกรณ์นำทางสำหรับพลเรือนทั่วโลกก็ถูกยกระดับขึ้นทันที
ความคลาดเคลื่อนลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 20 เมตรโดยไม่ต้องมีการอัปเกรดฮาร์ดแวร์ใดๆ…
ระบบนำทางในรถยนต์ที่เคยสับสนเวลาเราขับรถอยู่บนทางด่วนที่ซ้อนทับกัน บัดนี้สามารถชี้พิกัดได้อย่างมั่นใจ
นี่ต่างหากคือวินาทีที่โลกได้รับการปลดปล่อยอย่างแท้จริง ไม่ใช่วันที่เทคโนโลยีถูกคิดค้นขึ้น
แต่เป็นวันที่ผู้กุมอำนาจยอมปล่อยมือจากข้อจำกัดที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเอง
เจ็ดปีต่อมา รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องถาวร โดยประกาศว่าดาวเทียมรุ่นใหม่ในอนาคตจะถูกถอดฟีเจอร์การลดทอนสัญญาณนี้ออกจากการออกแบบไปเลย
จะไม่มีใคร ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือนักการเมืองคนใด ที่จะมีปุ่มสับสวิตช์ให้ระบบนำทางของพลเรือนกลับไปตาบอดได้อีก…
ผลกระทบจากการตัดสินใจครั้งนั้นสร้างความมั่งคั่งมหาศาลอย่างประเมินค่าแทบไม่ได้
มีการประเมินกันว่า เทคโนโลยีนี้ช่วยสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับภาคเอกชนของสหรัฐอเมริกาเพียงแห่งเดียวสูงถึงหลักล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
หากระบบนี้ล่มสลายลงในวันนี้ มันจะสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลถึงวันละหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
จากโครงการทางการทหารที่ใช้เงินลงทุนเริ่มต้น 12,000 ล้านดอลลาร์
มันได้กลายเป็นการลงทุนของภาครัฐที่สร้างผลตอบแทนสูงสุดโครงการหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่…
ประวัติศาสตร์ของระบบนำทางนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องราวความล้ำหน้าของวิศวกรรมอวกาศ หรือความซับซ้อนของนาฬิกาอะตอม
แต่มันคือเรื่องราวของการเดินทางอันยาวนานของเทคโนโลยี ที่เริ่มต้นจากการเป็นอาวุธสงครามที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง
ผ่านบทเรียนราคาแพงจากความสูญเสียของชีวิตผู้บริสุทธิ์บนท้องฟ้า
ก่อนที่ผู้กุมอำนาจจะตระหนักได้ว่าการปลดปล่อยเทคโนโลยีนี้ให้เป็นอิสระ สร้างประโยชน์ได้มหาศาลขนาดไหน…
เพราะฉะนั้นในครั้งต่อไปที่คุณมองดูจุดสีฟ้าที่กำลังเคลื่อนที่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ขอให้รู้ไว้ว่า สัญลักษณ์เล็กๆ นี้นำพาเรื่องราวมากมายติดตัวมันมาด้วย
ทั้งเรื่องราวของความขัดแย้ง ความสับสนในสงคราม และเหนือสิ่งอื่นใด
มันคือผลลัพธ์จากการตัดสินใจที่ใช้เวลานานถึง 27 ปี ในการเลิกใช้ความแม่นยำเป็นเพียงแค่ “อาวุธ” ในการห้ำหั่นกัน
References : [wikipedia,nasa,nist,aerospace,bbc]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/the-origin-of-gps/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา