8 ก.ค. เวลา 01:00 • ข่าว

กฎหมายอากาศสะอาด ไม่มี PRTR ได้หรือไม่? เมื่อการแก้ฝุ่นควรต้องเริ่มจากการเปิดเผยข้อมูล

ในวันที่ประเทศไทยกำลังรอความหวังจาก พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นซ้ำทุกปี กลับเกิดประเด็นร้อนขึ้นในกระบวนการพิจารณากฎหมาย
เมื่อมีการเสนอแก้ไขโดยตัดนิยามคำว่า ‘ทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ’ (PRTR) ออกจากร่างกฎหมายในชั้นกรรมาธิการวุฒิสภา
ทำไมระบบที่ถูกมองว่าเป็นหัวใจของการสร้างความโปร่งใสด้านมลพิษ จึงถูกเสนอให้ถอดออกจากกฎหมายอากาศสะอาด?
เดิมที ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถูกผลักดันขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการบริหารจัดการคุณภาพอากาศของไทยที่มีความซับซ้อน ทั้งฝุ่น PM2.5 มลพิษจากภาคอุตสาหกรรม การคมนาคม ภาคเกษตร และแหล่งกำเนิดอื่นๆ
กล่าวคือ แม้มีการตรวจวัดค่าฝุ่นและคุณภาพอากาศ แต่ระบบยังไม่สามารถตอบคำถามสำคัญได้ว่า “ใครคือผู้ปล่อยมลพิษ?”
ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด จึงพยายามสร้างระบบบริหารจัดการตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการกำหนดนโยบาย การจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษ การเปิดเผยข้อมูล และการสร้างความรับผิดชอบของผู้ก่อมลพิษ
โดยหนึ่งในเครื่องมือที่ถูกใส่ไว้คือ PRTR (Pollutant Release and Transfer Register)
แนวคิดง่ายๆ คือ หากกิจการหรือแหล่งกำเนิดมลพิษที่อยู่ในกลุ่มควบคุมมีการปล่อยหรือเคลื่อนย้ายสารมลพิษ จะต้องรายงานข้อมูล เช่น ปล่อยสารอะไร ปริมาณเท่าไร และมีการเคลื่อนย้ายหรือจัดการของเสียอย่างไร จากนั้นข้อมูลจะถูกเปิดเผยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้
แต่เมื่อร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของกรรมาธิการวุฒิสภา รายละเอียดบางส่วนถูกเสนอให้แก้ไข และหนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การเสนอให้ตัดนิยาม PRTR ออกจากร่างกฎหมาย
ก่อนหน้านี้ มีเสียงสะท้อนจากบางส่วนของภาคธุรกิจเกี่ยวกับการนำระบบ PRTR มาใช้ โดยกังวลเรื่องภาระด้านการรายงาน ต้นทุน และผลกระทบต่อการดำเนินงาน
ขณะที่ฝ่ายที่เสนอให้ปรับแก้ยังตั้งคำถามถึงรายละเอียดของระบบ เช่น ใครต้องรายงาน ต้องรายงานสารชนิดใด เปิดเผยข้อมูลระดับไหน และหน่วยงานใดรับผิดชอบตรวจสอบ รวมถึงความซ้ำซ้อนกับระบบข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่
ในส่วนภาคประชาชนและนักวิชาการที่เสนอกฎหมายมองว่า การไม่มี PRTR ทำให้กฎหมายอากาศสะอาดอาจสูญเสียกลไกสำคัญ
เพราะโจทย์ใหญ่ในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 คือ ความไม่รู้ว่าต้นตอที่แท้จริงอยู่ตรงไหน
ตัวอย่างเช่น เมื่อพื้นที่หนึ่งมีปัญหามลพิษ ประชาชนอาจรู้เพียงว่าอากาศมีสารพิษสูง แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเกิดจากกิจกรรมใด
หากไม่มีข้อมูลเปิด ประชาชนต้องพยายามพิสูจน์เองว่าใครเป็นต้นเหตุ ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก
ดังนั้น PRTR จึงเปรียบเสมือนการสร้างฐานข้อมูลกลางเพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นข้อเท็จจริงเดียวกัน
แม้จะมีการเสนอให้ตัด PRTR ออกจากร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด แต่ประเด็นสำคัญยังไม่ได้จบลงทันที เพราะกระบวนการพิจารณากฎหมายยังมีหลายขั้นตอนที่ต้องจับตาต่อไป
หลังจากคณะกรรมาธิการวุฒิสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ได้มีการเสนอแก้ไขหลายประเด็น รวมถึงการเสนอให้ตัดนิยาม PRTR ออกจากร่างกฎหมาย ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
และวุฒิสภายังสามารถพิจารณาเห็นชอบตามร่างที่เสนอ หรือเสนอแก้ไขเพิ่มเติมบางประเด็นได้ หากเนื้อหามีความแตกต่างจากร่างที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ อาจเข้าสู่กระบวนการพิจารณาร่วมของทั้งสองสภาต่อไป
สุดท้ายแล้ว ในวันที่เราต้องอยู่กับอากาศที่ปนเปื้อน ประชาชนควรมีสิทธิรู้มากแค่ไหนว่า มลพิษนั้นมาจากใคร และใครควรรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
อ้างอิง
สว.ตัดนิยาม PRTR ทำเนียบการปลดปล่อย-เคลื่อนย้ายมลพิษออกจาก ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด https://theactive.thaipbs.or.th/news/law-rights-20260707-2
ประเทศไทยจะได้อะไร? ถ้ามี "พ.ร.บ.อากาศสะอาด" https://www.thaipbs.or.th/news/content/505923
PRTR อากาศสะอาด การจัดการขยะ และพื้นที่ชุ่มน้ำ: กฎหมายสิ่งแวดล้อมภาคประชาชนชนที่ต้องได้ไปต่อ https://www.ilaw.or.th/articles/57816
โฆษณา