Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
DW on Reading
•
ติดตาม
9 ชั่วโมงที่แล้ว • หนังสือ
เฮนริก อิบเซน (Henrik Ibsen)
(1828–1906)
ผลงานด้านการละครของอิบเซนเป็นการผสมผสานฉากและบทสนทนาที่สมจริงเข้ากับสัญลักษณ์และการหยั่งรู้ทางจิตวิทยา เพื่อเปิดโปงข้อบกพร่องของสังคมในยุคนั้นและเผยให้เห็นโลกภายในของตัวละคร
เฮนริก อิบเซน เกิดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 1828 เขาใช้ชีวิตวัยเด็กในแถบเมืองเชเอิน (Skien) ซึ่งเป็นเมืองท่าทางตอนใต้ของนอร์เวย์ เมื่ออายุได้ 15 ปี เขาออกจากบ้านไปเป็นเด็กฝึกงานในร้านขายยาที่เมืองกริมสตัด (Grimstad) ที่นั่นเขาได้มีบุตรนอกสมรสกับสาวใช้คนหนึ่ง และได้ตีพิมพ์บทละครเรื่องแรกชื่อ Catiline (1850) โดยใช้นามแฝงว่า บรึนยอลฟ์ บียาร์เม (Brynjolf Bjarme) ซึ่งผลงานชิ้นนี้ไม่ประสบความสำเร็จ
เช่นเดียวกับบทละครร้อยกรองเรื่องอื่นๆ ที่ตามมาหลังจากเขาย้ายไปอยู่ที่คริสเตียเนีย (ปัจจุบันคือออสโล) ซึ่งเป็นที่ที่อิบเซนในวัยหนุ่มหวังว่าจะได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย
โชคดีที่ความสามารถด้านการละครของเขาไปเตะตา โอเล บุล (Ole Bull) นักไวโอลินชื่อดังและผู้ประกอบการด้านวัฒนธรรม ซึ่งได้แต่งตั้งให้อิบเซนในวัย 23 ปี ดำรงตำแหน่งผู้กำกับและนักเขียนบทละครประจำโรงละครแห่งใหม่ในเมืองแบร์เกน (Bergen) ในช่วงที่เขาทำงานที่นั่น 6 ปี และอีก 5 ปีต่อมาที่โรงละครนอร์เวย์ในคริสเตียเนีย
อิบเซนมีสัญญาจ้างให้เขียนบทละครอิงประวัติศาสตร์จำนวนมากเพื่อตอบสนองผู้ชมและสื่อที่นิยมงานศิลปะแบบอนุรักษ์นิยม แม้จะเป็นช่วงเวลาของการเรียนรู้งานที่ยาวนานและค่อนข้างไม่มีความสุขนัก แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เขาได้พัฒนาทักษะการละครในทางปฏิบัติ และเปิดโลกทัศน์ให้เขาได้เห็นพัฒนาการใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นในวงการละครยุโรป
ในปี 1864 โรงละครนอร์เวย์ต้องล้มละลาย อิบเซนจึงตัดสินใจออกจากนอร์เวย์ไปอิตาลีโดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ และเงินสนับสนุนจำนวนหนึ่งจากรัฐ บัดนี้เขาได้รับอิสระในการเขียนงานอย่างที่ใจต้องการ
ผลงานของเขาจึงมีคุณภาพดีขึ้นอย่างมาก เขาได้สร้างสรรค์บทละครกวีที่ยิ่งใหญ่สองเรื่อง ได้แก่ Brand (1866) ซึ่งเน้นเรื่องราวชีวิตของนักบวชเพื่อสำรวจความคลั่งไคล้ในศาสนาและอุดมคตินิยมที่ปราศจากความปรานี และ Peer Gynt - แปร์ กึนท์ (1867) ซึ่งดึงเอาเรื่องราวจากนิทานพื้นบ้านนอร์เวย์มาตีแผ่การแสวงหาความหมายของการดำรงอยู่ที่ลงเอยด้วยความล้มเหลว ผลงานทั้งสองเรื่องนี้ทำให้ชื่อเสียงของอิบเซนเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศบ้านเกิดและต่างประเทศ
ละครที่ตั้งคำถามกับสังคม (Problem plays)
การย้ายไปอยู่ที่ประเทศเยอรมนีถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในเส้นทางการทำงานของอิบเซน เขาหันหลังให้กับเนื้อหาทางประวัติศาสตร์และบทละครร้อยกรอง แล้วหันมาทุ่มเทให้กับการเขียนร้อยแก้วและละครที่สะท้อนชีวิตร่วมสมัยแทน จากนั้นจึงเกิดผลงานละครชุดที่โดดเด่นด้วยสัจนิยมทางสังคมที่แหลมคม
ซึ่งผู้เขียนมุ่งเน้นไปที่ปัญหาทางศีลธรรม เศรษฐกิจ และสังคม ละครเหล่านี้สำรวจข้อจำกัดของเสรีภาพส่วนบุคคลที่เกิดจากพลังทางสังคมและสถาบันในยุคนั้น เช่น ละครเรื่อง A Doll’s House (1879) และ Ghosts (1881) ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากเมื่อถูกนำมาแสดงครั้งแรก เนื่องจากบทละครวิพากษ์วิจารณ์สถาบันการแต่งงานอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงตีแผ่การกดขี่และความไม่เท่าเทียมที่ผู้หญิงต้องเผชิญ
ผลงานในยุคหลังของอิบเซนหันไปมุ่งเน้นที่ความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์มากขึ้น ทั้งในเรื่องของจิตใต้สำนึกและความตึงเครียดที่ซ่อนเร้นในความสัมพันธ์ของมนุษย์ เขาเริ่มใช้สัญลักษณ์ที่ซับซ้อนและมีหลายชั้นเชิงมากขึ้นในผลงานของเขา ตัวอย่างเช่น ในเรื่อง A Doll’s House ต้นคริสต์มาสที่ตอนแรกสื่อถึงความสุขของครอบครัว เมื่อถูกถอดเครื่องประดับออกไป มันได้แปรเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์อันเจ็บปวดที่สื่อถึงความไร้เดียงสาที่สูญเสียไป
ในบรรดาละครหกเรื่องที่เขียนในแนวทางนี้ เรื่องที่โด่งดังที่สุดคือ Hedda Gabler (1890) และ The Master Builder (1892) ซึ่งหลังจากออกเผยแพร่ได้ไม่นานก็มีการแปลและตีพิมพ์ซ้ำหลายฉบับทั่วยุโรป ในปี 1891 หลังจากปลีกตัวอยู่อย่างสันโดษมาหลายปี อิบเซนได้เดินทางกลับนอร์เวย์ในฐานะวีรบุรุษของชาติ พร้อมที่จะรับความสนใจและชื่นชมจากผู้คน ผลงานละครเรื่องสุดท้ายของเขาคือ When We Dead Awaken (1899)
ในปี 1900 อิบเซนล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองจนไม่สามารถทำงานต่อได้ เขาเสียชีวิตในอีก 6 ปีต่อมา และได้รับพิธีศพอย่างสมเกียรติในระดับชาติ
ด้านรูปแบบ: การหยั่งรู้ผ่านสัจนิยม
อิบเซนได้ปฏิวัติการละครสมัยใหม่ด้วยการใช้บทสนทนาที่สมจริง เขาตั้งใจให้ตัวละครถ่ายทอดการสนทนาของมนุษย์ออกมาให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ บ่อยครั้งที่เขาเขียนบทให้ตัวละครพูดเพียงเล็กน้อย และมีส่วนร่วมในธรรมเนียมปฏิบัติของการสื่อสารทั้งที่ใช้คำพูดและไม่ใช้คำพูด เช่น การแสดงสีหน้า อาการลังเล และการพูดแทรก
อัจฉริยภาพของอิบเซนอยู่ที่ความสามารถในการถ่ายทอด "ความจริง" ที่ไม่ได้พูดออกมาซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้บทสนทนาเหล่านั้น ด้วยความละเอียดอ่อนของสไตล์การเขียนและการใช้สัญลักษณ์ บทสนทนาของอิบเซนมักจะมีความหมายแฝงสองชั้นที่เผยให้เห็นชีวิตภายในของตัวละครออกมาได้เป็นอย่างดี
ที่มา: Writers who changed history
รีวิวหนังสือ
หนังสือ
วรรณกรรม
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย