10 ก.ค. เวลา 17:17 • หนังสือ

เลียฟ นิคาลาเยวิช ตาลสตอย (Лев Никола́евич Толсто́й)

(1828–1910)
ตลอดช่วงชีวิต 82 ปี ตาลสตอยเปลี่ยนผ่านจากคนบาปสู่การเป็นนักบุญ และจากทหารสู่การเป็นนักปฏิรูปสังคม ผลงานของเขาถือเป็นจุดสูงสุดของการสร้างสรรค์ทางวรรณกรรมและลีลาการเขียน อีกทั้งยังได้สำรวจความซับซ้อนและห้วงลึกของปรัชญา
เลียฟ นิคาลาเยวิช ตาลสตอย เกิดในตระกูลขุนนางเก่าแก่ของรัสเซียที่ "ยัสนายา โปลยานา" (Yasnaya Polyana) ซึ่งเป็นที่ดินของครอบครัวในชนบท เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 1828
ในช่วงที่เขาเกิด ฐานะทางการเงินของครอบครัวเริ่มถดถอยลง แต่ชีวิตของเขาก็ยังคงสุขสบายมาก เขาเติบโตมาท่ามกลางความรักของท่านเคานต์ตาลสตอยผู้เป็นพ่อที่มีนิสัยสบายๆ พี่น้องของเขา และ "คุณป้าตัตยานา" ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องที่มาช่วยเลี้ยงดูเด็กๆ หลังจากแม่ของพวกเขาเสียชีวิต เขาใช้เวลาในวัยเด็กไปกับการเดินเล่นในชนบท ว่ายน้ำในสระช่วงฤดูร้อน เล่นเลื่อนหิมะในฤดูหนาว และฟังนิทานที่เล่าโดยนักเล่าเรื่องตาบอดประจำครอบครัว (การเล่าเรื่องเป็นอาชีพที่พบเห็นได้ทั่วไปในรัสเซียสมัยนั้น)
ทุกอย่างเปลี่ยนไปในปี 1836 เมื่อครอบครัวย้ายไปอยู่ที่มอสโก ภายในเวลาไม่ถึงสองปี ท่านเคานต์ตาลสตอยก็เสียชีวิตและครอบครัวต้องแยกย้ายกันไป เด็กชายสองคนต้องอยู่กับป้าอาลีน ผู้ปกครองของพวกเขาในมอสโก ส่วนเลียฟ น้องสาวที่ชื่อมาริยา และดมีตรี พี่ชายของเขา ได้ย้ายกลับไปที่ยัสนายา โปลยานา
นักศึกษาผู้เสเพล
หลังจากการเสียชีวิตของป้าอาลีนในปี 1841 ตาลสตอยและพี่น้องต้องเดินทางไปอยู่กับผู้ปกครองคนใหม่ในเมืองคาซาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัสเซีย ที่นั่นเขาได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเมื่ออายุในสามปีต่อมา เพื่อศึกษาด้านวรรณคดีตุรกี-อาหรับ แต่ตาลสตอยไม่ใช่คนรักการเรียน
เขาเรียนไม่จบและลาออกในระหว่างปีที่สอง ก่อนจะตกต่ำเข้าสู่ชีวิตที่เสเพล ทั้งการดื่มเหล้า การพนัน และการมั่วกาม ตาลสตอยเดินทางกลับไปที่ยัสนายา โปลยานา แต่ด้วยความที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตของตัวเองต่อไป ในไม่ช้าเขาก็กลับไปติดนิสัยแย่ๆ เดิมๆ คือออกไปสังสรรค์ดื่มกินและสร้างหนี้พนันก้อนโตขึ้นเรื่อยๆ
การรับราชการทหาร
นิโคไล พี่ชายของตาลสตอยได้ยื่นทางออกให้แก่ชีวิตที่กำลังทำลายตัวเองของน้องชาย โดยเกลี้ยกล่อมให้ตาลสตอยไปสมัครเป็นทหารในกองทัพรัสเซียพร้อมกับเขา ตาลสตอยได้กลายเป็น "ยุงเกอร์" (นายทหารชั้นผู้น้อย) และพบว่าความเรียบง่ายของชีวิตทหารนั้นเหมาะกับตัวเขา ยิ่งไปกว่านั้น ความงดงามของภูมิทัศน์รวมถึงความทรหดอดทนของผู้คนในหมู่บ้านและหุบเขาแถบภูมิภาคคอเคซัสยังเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเริ่มเขียนผลงานเรื่องแรกจากชุดอัตชีวประวัติสามเรื่อง นั่นคือ Childhood (1852)
ตาลสตอยได้เข้าร่วมรบในสงครามไครเมีย โดยประสบการณ์ระหว่างการปิดล้อมเมืองเซวาสโตโพล (Sevastopol) ได้กลายเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับงานเขียนเรื่อง Sevastopol Sketches (1855) ซึ่งในงานชิ้นนี้เขาได้ทดลองใช้เทคนิคการเขียนแบบกระแสสำนึก (stream-of-consciousness)
เนื้อหาหลายส่วนจากงานช่วงนี้ถูกนำมาปรับใช้ในฉากต่างๆ ของผลงานชิ้นเอกอย่าง War and Peace ในผลงานขนาดมหึมาเรื่องนี้ เขาพยายามถ่ายทอดภาพรวมของประวัติศาสตร์ผ่านมุมมองประสบการณ์ของตัวละครจำนวนมหาศาล รวมแล้วประมาณ 580 ตัวละคร ตลอดระยะเวลา 8 ปีนับจากปี 1805 โดยตัวละครบางตัวมีเค้าโครงมาจากสมาชิกในครอบครัวของเขาเอง ในขณะที่บางตัวละคร ซึ่งรวมถึงนโปเลียนและพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ ก็มีต้นแบบมาจากบุคคลจริงในประวัติศาสตร์
ชีวิตสมรส การทำงาน และจิตวิญญาณ
หลังจากกลับจากสงคราม ตาลสตอยกลายเป็นนักเขียนที่ใครๆ ก็ต้องการตัวในแวดวงวรรณกรรมที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก แต่เขาก็ยังคงลังเลและไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้ชีวิตแบบมีสติหรือแบบเสเพล โดยต้องต่อสู้เพื่อรักษาสมดุลระหว่างอารมณ์ความรู้สึกกับแผนการใช้ชีวิตในอนาคตที่ควรจะเป็นจริง
ความพยายามที่จะใช้ชีวิตเรียบง่ายและให้การศึกษาแก่ชาวนาในที่ดินของเขาจบลงด้วยความล้มเหลว และเขาก็กลับไปเล่นการพนันอีกครั้ง ต่อมาเขาได้ตีพิมพ์เรื่อง The Cossacks (1863) เพียงเพื่อหาเงินมาใช้หนี้พนันบิลเลียดจำนวน 1,000 รูเบิลที่ติดค้างสำนักพิมพ์ไว้ ในปี 1857 เขาประกาศตัวว่าเป็นพวกอนาธิปไตย (anarchist) และมุ่งหน้าไปปารีส แต่ก็ต้องจำใจกลับรัสเซียอีกครั้งเมื่อถูกเจ้าหนี้ตามทวง
ตาลสตอยเริ่มใช้ชีวิตเป็นหลักเป็นฐานในปี 1862 เมื่อเขาแต่งงานกับ โซเฟีย “โซเนีย” อันเดรเยฟนา แบร์ส (Sofia “Sonya” Andreyevna Behrs) น้องสาวของเพื่อนคนหนึ่ง ชีวิตคู่ของทั้งคู่เต็มไปด้วยความตึงเครียด โซเนียรู้สึกท้อแท้ที่สามีไม่สามารถปรับตัวเข้ากับชีวิตของขุนนางที่น่านับถือได้
แต่ในทางกลับกัน ชีวิตคู่นี้กลับสร้างผลงานได้มหาศาล พวกเขามีลูกด้วยกัน 13 คน และด้วยความสามารถในการจัดการที่ยอดเยี่ยมของโซเนีย ทำให้ตาลสตอยสามารถทุ่มเทให้กับการเขียนหนังสือได้อย่างเต็มที่ เขาตีพิมพ์เรื่อง War and Peace ออกมาถึง 6 เล่มระหว่างปี 1863 ถึง 1869 และในปี 1873 เขาก็เริ่มเขียนเรื่อง Anna Karenina ซึ่งเรื่องราวความรักระหว่าง เลวิน และ คิตตี้ ในหนังสือเล่มนี้ได้สะท้อนภาพการจีบกันของเขาและโซเนียไว้ด้วย
แม้จะประสบความสำเร็จอย่างสูงจากหนังสือเหล่านี้ แต่พอถึงปี 1878 ตาลสตอยกลับมีความคิดอยากฆ่าตัวตายและเผชิญกับวิกฤตทางจิตวิญญาณ ซึ่งเขาได้สำรวจเรื่องนี้ไว้ในผลงานชื่อ A Confession เหตุการณ์นี้กระตุ้นให้เขาหันกลับมาพิจารณาชีวิตของตนเอง โดยเฉพาะเรื่องการยึดติดในทรัพย์สินเงินทองและวัตถุ และเปลี่ยนมุมมองต่อโลกไปโดยสิ้นเชิง
เขาพยายามหาความหมายของชีวิตโดยหันไปหาคริสตจักรนิกายออร์ทอดอกซ์ แต่กลับไม่สามารถยอมรับคำสอนของคริสตจักรได้ เขาจึงพัฒนาอุดมการณ์ของตนเองขึ้นมาเรียกว่า “คริสเตียนอนาธิปไตย” (Christian anarchism) ซึ่งปฏิเสธศาสนาที่เป็นองค์กร รัฐ และแม้แต่ความเป็นพระเจ้าของพระเยซู โดยหันไปยึดถือปรัชญาที่อิงกับคำสอนในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่แทน
ทั้งในงานเขียนบันเทิงคดีและงานเขียนแนวสารคดี ตาลสตอยเริ่มวิพากษ์วิจารณ์คริสตจักรและรัฐบาล จนเป็นเหตุให้เขาถูกตำรวจลับจับตามองและถูกขับออกจากคริสตจักรนิกายออร์ทอดอกซ์ ในผลงานเรื่อง The Kingdom of God is Within You (1894) เขาได้อธิบายถึงหลักการไม่ใช้ความรุนแรง (non-resistance) และความเชื่อของเขาที่ว่า คำตอบของปัญหาทางศีลธรรมนั้นสามารถค้นพบได้ภายในตนเอง ซึ่งแนวคิดนี้ทำให้เขามีผู้ติดตามอย่างเหนียวแน่นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจแน่วแน่ที่จะสละทรัพย์สมบัติของเขา ทำให้เกิดความขัดแย้งกับครอบครัว
ตาลสตอยยังคงยึดมั่นในวิถีแห่งการใช้ชีวิตที่สมถะถึงขีดสุด เขาเลิกกินเนื้อสัตว์ เลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มแอลกอฮอล์ และรณรงค์เรื่องการถือพรหมจรรย์ การที่เขาปฏิเสธวิถีชีวิตเดิมอย่างสุดโต่งยิ่งทำให้เขากับภรรยาเหินห่างกันมากขึ้น เช่นเดียวกับการที่เหล่าลูกศิษย์จำนวนมากของตาลสตอยพากันเดินทางมายังที่ดินของครอบครัวเขา
วาระสุดท้ายของชีวิต
เมื่อถึงปี 1910 ตาลสตอยรู้สึกว่าตนไม่สามารถทนต่อความขัดแย้งภายในครอบครัวได้อีกต่อไป ในวัย 82 ปี เขาตัดสินใจสละสิทธิ์ในที่ดินของครอบครัว และในวันที่ 10 ตุลาคม 1910 เขาได้เขียนจดหมายทิ้งไว้ให้โซเนีย โดยแสดงความเสียใจที่การจากไปของเขาจะทำให้เธอต้องทุกข์ใจ พร้อมทั้งบอกว่าเขา “กำลังจากโลกนี้ไปเพื่อใช้ชีวิตวันสุดท้ายอย่างสงบและสันโดษ” จากนั้นเขาก็ขึ้นรถไฟมุ่งหน้าลงใต้ โดยหวังจะไปให้ถึงชุมชนที่เหล่าผู้ติดตามของเขาสร้างไว้ริมฝั่งทะเลดำ
อย่างไรก็ตาม ตาลสตอยเกิดล้มป่วยด้วยโรคปอดบวมและจำเป็นต้องลงจากรถไฟที่สถานีอัสตาโปโว (Astapovo) เขาถูกพาไปพักที่บ้านของนายสถานี ซึ่งในเวลาไม่นานนักก็เต็มไปด้วยนักข่าวที่แห่กันมาทำข่าว โซเนียผู้ซึ่งก่อนหน้านี้พยายามจะจบชีวิตตนเองด้วยการกระโดดน้ำแต่ไม่สำเร็จ ได้เดินทางมาถึงที่นั่น แต่เธอก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องจนกระทั่งตาลสตอยหมดสติลง หลังจากกล่าวคำพูดสุดท้ายว่า “ความจริง... ผมมีความรักมากมาย...”
เขาเสียชีวิตลงในช่วงก่อนรุ่งสางของวันที่ 20 พฤศจิกายน ชาวนาหลายพันคนได้มาร่วมงานศพของเขา และเขาก็ถูกฝังร่างไว้ที่ยัสนายา โปลยานา ในจุดที่เขาชื่นชอบ ซึ่งเคยเป็นที่ที่เขาและนิโคไลพี่ชายของเขาเคยมาวิ่งเล่นด้วยกันในวัยเด็ก
สไตล์การเขียน
บทสนทนาภายในใจ (Interior Monologue)
ตาลสตอยเป็นผู้บุกเบิกการใช้ "บทสนทนาภายในใจ" ในงานวรรณกรรมบันเทิงคดี การเขียนบรรยายถึงกระแสความคิดและความรู้สึกของตัวละครโดยตรง (ดังที่ปรากฏในเรื่อง War and Peace และ Anna Karenina) ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญและก้าวหน้าอย่างมาก
เมื่อเทียบกับการเขียนแบบเดิมที่ผู้แต่งมักใช้วิธีสรุปแรงจูงใจและอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครให้ผู้อ่านทราบ บทสนทนาภายในใจเหล่านี้ช่วยยกระดับมิติทางจิตวิทยาให้โดดเด่นขึ้นในงานเขียนของตาลสตอย ทำให้ผู้อ่านเข้าถึงประสบการณ์และเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น
ในบริบททางประวัติศาสตร์
มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi)
ตาลสตอยปฏิเสธหลักความเชื่อและคำสอนของคริสตจักร โดยหันไปยึดถือแนวคิดการดำเนินชีวิตแบบคริสเตียนที่อิงตามคำสอนบนภูเขา (Sermon on the Mount) ในเรื่องการรักศัตรูและการ “ไม่ต่อต้านผู้กระทำชั่ว”
ความเชื่อของตาลสตอยในเรื่องพลังและความถูกต้องของการไม่ใช้ความรุนแรงส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อ มหาตมะ คานธี ซึ่งทั้งสองท่านได้มีการติดต่อสื่อสารกันผ่านจดหมาย งานเขียนของตาลสตอยเป็นรากฐานสำคัญให้กับปรัชญาของคานธีในการต่อต้านความชั่วร้ายอย่างเด็ดเดี่ยวแต่ไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งคานธีเรียกแนวคิดนี้ว่า “สัตยาเคราะห์” (Satyagraha)
ที่มา: Writers who changed history
โฆษณา