11 ก.ค. เวลา 06:29 • หนังสือ

มาชาดู จิ อัสซิส (Machado de Assis)

(1839–1908)
เขาได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นนักเขียนนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของบราซิล มาชาดู จิ อัสซิส เติบโตมาจากจุดเริ่มต้นที่ต่ำต้อยจนก้าวขึ้นมาเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงวรรณกรรมของบราซิล นวนิยายที่เปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมของเขาถ่ายทอดมุมมองต่อโลกในแง่ร้ายผ่านรูปแบบการเขียนที่เต็มไปด้วยการประชดประชัน
ฌูวากิง มารีอา มาชาดู จิ อัสซิส (Joaquim Maria Machado de Assis) เกิดเมื่อปี 1839 พ่อของเขาเป็นช่างทาสีบ้านที่ยากจนและเป็นลูกชายคนผิวดำของอดีตทาส ส่วนแม่เป็นหญิงชาวโปรตุเกสผู้รับจ้างซักรีด ในฐานะคนเชื้อสายผสมที่อาศัยอยู่ในสังคมซึ่งแบ่งแยกชนชั้นตามสีผิว มาชาดูในวัยเด็กจึงมีสถานะทางสังคมที่ต่ำ นอกจากนี้เขายังป่วยเป็นโรคลมบ้าหมูอีกด้วย หลังจากแม่ของเขาเสียชีวิตตอนที่เขาอายุได้ 10 ขวบ พ่อของเขาก็แต่งงานใหม่ และแม่เลี้ยงของมาชาดูก็ได้จัดการให้เขาได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่เธอทำงานเป็นคนรับใช้อยู่
ก้าวข้ามผ่านอุปสรรค
แม้จะมีภูมิหลังที่ไม่เอื้ออำนวย แต่พรสวรรค์อันโดดเด่นและความมุ่งมั่นทางวรรณกรรมของมาชาดูเริ่มปรากฏชัดตั้งแต่อายุยังน้อย บทกวีชิ้นแรกของเขาได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ตอนที่เขาอายุเพียง 15 ปี เขาได้งานทำเป็นช่างเรียงพิมพ์และพนักงานพิสูจน์อักษร ทำให้ได้เข้าร่วมกลุ่มของผู้แก้ไขงานเขียนอย่าง ฟรังซิสกู จิ เปาลา บรีตู (Francisco de Paula Brito) ซึ่งนำพาให้เขาได้พบปะกับบุคคลสำคัญทางการเมืองและวัฒนธรรมระดับแนวหน้าของบราซิลหลายคน
มาชาดูพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นนักเขียนที่มีผลงานมากมาย ทั้งบทความ ความเรียง บทกวี บทละคร และเรื่องสั้น
ในปี 1867 ความสามารถของเขาเป็นที่ประจักษ์จนเข้าตาทางการ และเขาได้รับตำแหน่งงานที่มั่นคงในหน่วยงานราชการ ซึ่งช่วยให้เขาได้แต่งงานกับหญิงสาวที่มีฐานะทางสังคมเป็นที่ยอมรับ และใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย ชีวิตแต่งงานของเขามีความสุขดีแม้ว่าทั้งคู่จะไม่มีบุตรด้วยกัน หลังจากนั้นเป็นต้นมา มาชาดูใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบและเรียบง่าย โดยไม่เคยเจินทางออกไปไกลเกินกว่าหนึ่งร้อยไมล์จากริอู จิ จาเนย์รู บ้านเกิดของเขาเลย
น้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์
เมื่อมาชาดูเริ่มอาชีพนักเขียน อิทธิพลของกลุ่มวรรณกรรมแนวโรแมนติกในบราซิลนั้นเห็นได้ชัดเจน นวนิยายยุคแรกของเขา อย่างเช่น Helena (1876) และ Iaiá Garcia (1878) สะท้อนถึงกระแสนิยมดังกล่าว โดยเป็นงานเขียนที่แสดงออกทางอารมณ์อย่างเต็มที่ ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของปัจเจกบุคคลที่ต้องต่อสู้กับสังคมที่มีกรอบความคิดคับแคบ แม้นวนิยายเหล่านี้จะประสบความสำเร็จอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็ยังไม่สะท้อนถึงตัวตนที่แท้จริงของผู้เขียนนัก
ในทางกลับกัน เขาได้ค้นพบน้ำเสียงการเขียนที่เป็นของตัวเองจากการอ่านผลงานของนักเขียนชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 18 ที่ชื่อ ลอเรนซ์ สเติร์น (Laurence Sterne) ซึ่งมักใช้การออกนอกเรื่องเพื่อสร้างอารมณ์ขัน มาชาดูนำเทคนิคการเขียนให้ออกนอกเรื่องนี้มาปรับใช้ แต่ใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดมุมมองแบบมองโลกในแง่ร้ายด้วยความเฉยเมยและเหน็บแนม
นวนิยายเรื่องแรกในรูปแบบนี้ของมาชาดูคือ The Posthumous Memoirs of Bras Cubas (1881) โดยเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวเอกที่เป็นคนตายไปแล้ว ซึ่งเป็นการถ่ายทอดภาพชีวิตของคนที่มีอภิสิทธิ์แต่กลับไร้ความหมายได้อย่างแสบสัน ตัวหนังสือท้าทายขนบการเล่าเรื่องแบบเจิมด้วยการแบ่งเป็นตอนสั้นๆ ที่มักจะแตกแขนงออกไปสู่จินตนาการหรือการครุ่นคิดเชิงปรัชญาที่แปลกแยก แม้ผู้เล่าเรื่องจะรักษาโทนเสียงของคนที่หมดหวังและอยู่เหนือเหตุการณ์ต่างๆ แต่ก็ยังมีความขมขื่นที่แฝงอยู่เบื้องลึกจนน่ากังวลตลอดทั้งเรื่อง
นวนิยายเรื่องต่อมา ได้แก่ Quincas Borba (1891) ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ปรัชญามนุษยนิยมอย่างเผ็ดร้อน และ Dom Casmurro (1899) ซึ่งบอกเล่าโศกนาฏกรรมของความรักและการทรยศหักหลัง แต่ใช้โทนเสียงที่ดูไม่ใส่ใจและออกนอกเรื่องจนลดทอนความน่ากลัวที่แท้จริงของเนื้อเรื่องลง
ในช่วงปลายชีวิต มาชาดูได้รับความเคารพในฐานะวีรบุรุษทางวัฒนธรรม และเป็นผู้ก่อตั้งรวมถึงประธานคนแรกของสถาบันอักษรศาสตร์แห่งบราซิล นอกเหนือจากนวนิยาย 9 เรื่องแล้ว เขายังมีผลงานเรื่องสั้นอีกหลายร้อยเรื่องที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก เขาเสียชีวิตในปี 1908 สี่ปีหลังจากภรรยาผู้เป็นที่รักจากไป
บริบททางประวัติศาสตร์: จักรวรรจิบราซิล
มาชาดู จิ อัสซิส เกิดในช่วงต้นรัชสมัยจักรวรรจิที่สองของบราซิล (1840 ถึง 1889) ภายใต้การปกครองของจักรพรรจิดง เปดรู ที่ 2 (Dom Pedro II) บราซิลเริ่มเข้าสู่กระบวนการปรับตัวให้ทันสมัยและพัฒนาในด้านต่างๆ
สถานะในเวทีโลกที่เติบโตขึ้นดึงดูดให้เกิดการอพยพจากยุโรป ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมศิลปะ การละคร และวรรณกรรม ผลงานของมาชาดูถือเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตเต็มที่ของงานเขียนในบราซิล ซึ่งเข้ามาแทนที่วรรณกรรมแนวโรแมนติกแบบเจิมๆ อย่างนวนิยายแนว "อินเดียนิสตา" (Indianista) ที่มักยกย่องอุดมคติชีวิตของชาวพื้นเมืองอเมริกาใต้
มาชาดูสนับสนุนการปกครองระบอบกษัตริย์ในบราซิล และยังคงจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรจิแม้หลังจากที่พระองค์ถูกโค่นล้มด้วยการรัฐประหารโดยกองทัพในปี 1889 ซึ่งเป็นการก่อตั้งสาธารณรัฐบราซิลที่หนึ่งขึ้น เขาเคยกล่าวถึงดง เปดรู ไว้ว่าเป็นชายที่ถ่อมตัวและซื่อสัตย์ "ผู้ซึ่งเปลี่ยนบัลลังก์ให้กลายเป็นเพียงเก้าอี้ธรรมดาตัวหนึ่ง"
ที่มา: Writers who changed history
โฆษณา