12 ก.ค. เวลา 02:23 • ไลฟ์สไตล์

🛑 เก่งแค่ไหนก็ไปได้ไม่ไกล…ถ้าไม่มีใครอยากร่วมงานด้วย

ทำไม “วิชาถูกคนรัก” (Likeable) ไม่ใช่การเอาใจคน แต่คือความสามารถในการสร้าง Trust, Buy-in และ Relationship Capital — และเหตุใดคนฉลาดไม่ควรใช้คำว่า Introvert เป็นเกราะกำบังการไม่เชื่อมต่อกับใคร
“ผลงานผมก็ดี ทำไมไม่มีใครสนับสนุน?”
“สิ่งที่ผมพูดก็ถูก ทำไมคนในทีมไม่ยอมฟัง?”
“ผมไม่ได้หยิ่งนะครับ ผมแค่เป็น Introvert”
ประโยคเหล่านี้ฟังดูคุ้นไหมครับ?
ในโลกการทำงาน เรามักให้คุณค่ากับความเก่งเชิงตรรกะอย่างมาก
* เราชื่นชมคนที่วิเคราะห์ข้อมูลได้คม
* ใช้เทคโนโลยีได้เร็ว
* เห็นปัญหาเชิงระบบก่อนคนอื่น
* คิดกลยุทธ์ได้ลึก
* และกล้าพูดในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าพูด
ทั้งหมดนี้สำคัญครับ
“แต่เมื่อเราอยู่ในสนามนานขึ้น เติบโตเป็นหัวหน้า หรือเริ่มรับผิดชอบงานที่ต้องอาศัยคนหลายฝ่าย เราจะค่อยๆ เห็นความจริงอีกด้านหนึ่ง”
ความเก่งทำให้คนยอมรับว่าคุณมีความสามารถ แต่ความน่าไว้วางใจทำให้คนยอมเดินไปกับคุณ
ต่อให้คุณฉลาดมากเพียงใด ถ้าทุกครั้งที่เข้าห้องประชุม คนอื่นรู้สึกว่าต้องตั้งการ์ด
* ถ้าคุณพูดถูก แต่ทำให้คนรู้สึกเล็กลง
* ถ้าคุณเก่ง แต่ไม่มีใครกล้าถาม
* ถ้าคุณแก้ปัญหาได้ แต่ทิ้งบาดแผลไว้ทุกครั้ง
วันหนึ่งคุณอาจไม่ได้แพ้เพราะคิดผิด
แต่แพ้เพราะไม่มีใครอยากช่วยให้ความคิดที่ถูกนั้นเกิดขึ้นจริง
นี่คือเหตุผลที่ผมคิดว่า คนทำงานทุกคนควรเรียน “วิชาถูกคนรัก” (Likeable)
แต่คำว่า “ถูกคนรัก” ในที่นี้ ไม่ใช่การประจบ ไม่ใช่การเอาใจ และไม่ใช่การพยายามให้ทุกคนชอบ
มันคือความสามารถในการทำให้คนรอบตัวรู้สึกว่า
* คุณน่าเชื่อถือ
* คุณเคารพเขา
* เขาปลอดภัยพอจะพูดความจริงกับคุณ
* และการร่วมงานกับคุณจะไม่ทำให้ศักดิ์ศรีของเขาถูกทำลาย
“นี่คือ Likeability ที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ Popularity”
🧠 Warmth มาก่อน Competence (คนต้องรู้สึกว่าคุณไม่เป็นภัย ก่อนจะเปิดใจรับความเก่งของคุณ)
Amy Cuddy, Matthew Kohut และ John Neffinger เสนอในบทความ “Connect, Then Lead” ว่า คนมักประเมินผู้อื่นผ่านสองมิติสำคัญคือ Warmth และ Competence
คำถามแรกคือ
“ฉันไว้ใจคนคนนี้ได้ไหม?” แล้วจึงค่อยตามด้วย “คนคนนี้มีความสามารถหรือไม่?”
แก่นของแนวคิดนี้ไม่ใช่ว่า ความเก่งไม่สำคัญครับ
แต่คือ ความเก่งจะมีอิทธิพลได้ยาก หากยังไม่มีความไว้วางใจเป็นฐาน
HBR อธิบายว่า ผู้นำที่แสดงแต่ความเข้มแข็งหรือความสามารถโดยไม่สร้างความอบอุ่น อาจก่อให้เกิดความกลัว ความระแวง หรือแรงต่อต้าน ขณะที่การเชื่อมต่อด้วย Warmth ช่วยให้ผู้คนรู้สึกว่าได้รับการรับฟัง เข้าใจ และสามารถไว้วางใจได้ (Harvard Business Review)
ลองนึกถึงคนสองแบบ
* คนแรก ฉลาดมาก พูดเร็ว ตัดสินเร็ว และทุกครั้งที่มีคนเสนอสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ เขาจะรีบชี้ให้เห็นว่าอีกฝ่ายผิดตรงไหน
* คนที่สอง เก่งไม่แพ้กัน แต่ก่อนแย้ง เขาฟังให้จบ
* ก่อนวิจารณ์ เขาถามบริบท
* ก่อนแก้ เขาทำให้อีกฝ่ายรู้ว่า ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้คุณค่าของคนนั้นลดลง
ในระยะสั้น คนแรกอาจดูเฉียบคมกว่า แต่ในระยะยาว คนที่สองมักได้ข้อมูลจริงมากกว่า ได้ความร่วมมือมากกว่า และมีคนพร้อมช่วยในวันที่สถานการณ์ยากขึ้น
เพราะคนไม่ได้มอบความจริงทั้งหมดให้กับคนที่เก่งที่สุดเสมอไป
คนมักมอบความจริงให้กับคนที่เขารู้สึกปลอดภัยพอจะพูดด้วย
🤝 Likeability ไม่ใช่การทำให้ทุกคนชอบ แต่คือการทำให้คน “อยากร่วมงานด้วย”
คำว่า Likeable ถูกทำให้ตื้นอยู่บ่อยๆ บางคนได้ยินแล้วนึกถึงการยิ้มเก่ง พูดเพราะ จำชื่อคนได้ หรือเข้าสังคมคล่อง สิ่งเหล่านี้ช่วยได้ครับ แต่ยังไม่ใช่แก่น
ความน่าร่วมงานด้วยเกิดจากพฤติกรรมที่ลึกกว่านั้น เช่น
* รักษาคำพูด
* ให้เครดิตคนอื่น
* ไม่เอาหน้าจากผลงานทีม
* กล้ายอมรับว่าไม่รู้
* ไม่ใช้ความเก่งกดคน
* พูดเรื่องยากโดยไม่ทำลายคนฟัง
* ช่วยคนในวันที่ยังไม่ได้อะไรตอบแทน
* และไม่เปลี่ยนท่าทีตามตำแหน่งของคนตรงหน้า
คนที่ Likeable ในความหมายที่มีคุณภาพ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนสนุกที่สุดในห้อง
* บางคนพูดน้อยมาก แต่คนไว้ใจ
* บางคนไม่เก่ง Small Talk แต่ทุกครั้งที่มีปัญหา เขาอยู่ตรงนั้น
* บางคนไม่ได้เป็นคนอ่อนโยนตลอดเวลา แต่เขายุติธรรม ชัดเจน และไม่ทำให้ใครต้องเดาว่า วันนี้จะถูกปฏิบัติแบบไหน
ดังนั้น “วิชาถูกคนรัก” จึงไม่ใช่วิชาทำตัวน่ารัก
แต่มันคือวิชาสร้างประสบการณ์ว่า
“คนอื่นจะเป็นมนุษย์ได้เต็มที่ เมื่อทำงานอยู่ข้างคุณ”
🎭 Introvert ไม่ใช่ข้อบกพร่อง แต่ก็ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ละเลยความสัมพันธ์
อีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือ การใช้คำว่า Introvert อธิบายทุกอย่าง
“ผมไม่ทักใคร เพราะเป็น Introvert”
“ผมไม่ค่อยตอบแชต เพราะไม่ชอบเข้าสังคม”
“ผมไม่สนใจสร้าง Network เพราะตัวตนเป็นแบบนี้”
เราควรแยกให้ออกครับว่า
“Introversion เป็นเรื่องของลักษณะบุคลิกและวิธีจัดการพลังงาน
แต่ความใส่ใจคนอื่นเป็นเรื่องของความรับผิดชอบทางสังคม”
* คน Introvert อาจเหนื่อยจากการเข้าสังคมมากกว่า
* อาจชอบการสนทนาแบบตัวต่อตัว
* อาจคิดก่อนพูด
* อาจต้องการเวลาสงบหลังอยู่กับผู้คนจำนวนมาก
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องปกติ และในหลายสถานการณ์ Introvert ยังมีจุดแข็งมาก เช่น การฟังอย่างลึก การคิดรอบคอบ การสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่กว้างแต่แน่น หรือการให้พื้นที่คนอื่นพูด
ปัญหาจึงไม่ใช่การเป็น Introvert
ปัญหาคือ “การใช้บุคลิกเป็นเหตุผลว่า เราไม่จำเป็นต้องเรียนรู้พฤติกรรมที่งานและความสัมพันธ์ต้องการ”
Brian Little อธิบายผ่าน Free Trait Theory ว่า มนุษย์สามารถแสดงพฤติกรรมที่ต่างจากบุคลิกพื้นฐานของตนชั่วคราว เพื่อรับใช้ “Core Personal Projects” หรือสิ่งสำคัญที่เราให้คุณค่า เช่น Introvert อาจแสดงออกอย่างเปิดเผยหรือกระตือรือร้นขึ้น เมื่อทำสิ่งที่สำคัญต่อเขา แต่พฤติกรรมเช่นนี้มีต้นทุนทางพลังงาน จึงต้องมีพื้นที่ฟื้นตัวหรือ “Restorative Niche” หลังจากนั้น (Dr. Brian R. Little)
ผมจึงไม่ค่อยชอบคำว่า “สวมหน้ากาก” เพราะมันฟังเหมือนเราต้องปลอมตัวเป็นคนอื่น
คำที่เหมาะกว่าคือ “ขยายขอบเขตพฤติกรรมของตัวเองให้ตอบโจทย์สิ่งที่สำคัญ”
ถ้าคุณเป็น Introvert และต้องนำทีม
* คุณไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคนเสียงดังที่สุด แต่ต้องสื่อสารให้ทีมเข้าถึงได้
* ไม่จำเป็นต้องเข้าสังคมทุกคืน แต่ต้องไม่ทำให้คนรู้สึกว่าการเข้าหาคุณเป็นภาระ
* ไม่จำเป็นต้องชอบ Networking แต่ต้องรู้ว่าความสัมพันธ์ทางอาชีพไม่ได้เกิดจากความเก่งล้วนๆ
* และหลังจากทำหน้าที่เสร็จ คุณมีสิทธิ์กลับไปอยู่ในพื้นที่เงียบๆ เพื่อชาร์จพลังได้เต็มที่
นี่ไม่ใช่การทรยศตัวตน แต่มันคือวุฒิภาวะในการบริหารตัวตนให้รับผิดชอบต่อบทบาท
🛡️ อย่าใช้ “เป็นตัวของตัวเอง” เพื่อปฏิเสธผลกระทบที่ตัวเองมีต่อผู้อื่น
คำว่า “เป็นตัวของตัวเอง” เป็นคำที่ดี แต่ถ้าใช้ไม่ระวัง มันอาจกลายเป็นข้ออ้างที่สะดวกมาก
“ผมเป็นคนตรง”
“ผมพูดแรงแบบนี้แหละ”
“ใครรับไม่ได้ก็เรื่องของเขา”
“ผมไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ใครสบายใจ”
ประโยคเหล่านี้ฟังเหมือนซื่อสัตย์กับตัวเอง แต่บางครั้งมันคือการปฏิเสธความรับผิดชอบต่อผลกระทบของพฤติกรรม
* ความตรงไม่จำเป็นต้องทำร้ายคน
* ความจริงไม่จำเป็นต้องถูกส่งด้วยความดูแคลน
* การรักษามาตรฐานไม่จำเป็นต้องลดคุณค่าของผู้ที่ยังทำไม่ถึง
* และการเป็นตัวของตัวเองไม่ควรแปลว่า ทุกคนต้องอดทนกับส่วนที่เราไม่ยอมพัฒนา
ตัวตนไม่ใช่ของแข็งที่แตะต้องไม่ได้ครับ “มนุษย์เติบโตได้”
เราสามารถเป็นคนเดิมที่สุขุม พูดน้อย และรักความสงบ พร้อมกับเรียนรู้ที่จะทักทาย, ขอบคุณ, ถามไถ่, ฟังให้จบ,ให้ Feedback อย่างเคารพ และทำให้คนอื่นรู้ว่า เขามีความหมาย
การพัฒนาทักษะทางสังคมจึงไม่ใช่การเสแสร้ง มันคือการยอมรับว่า ตัวตนของเรามีผลต่อชีวิตของคนอื่น
💡 “อยู่คนเดียว ต่อให้คิดถูก…ก็คือผิด” หมายความว่าอย่างไร?
ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ผมเคารพเคยเตือนตัวผู้เขียนเองที่มีข้อบกพร่องตามบทความนี้ว่า
“ออกไปคบคนบ้าง อยู่แต่กับตัวเอง ต่อให้ความคิดของเราถูกต้องแค่ไหน มันก็คือผิด แต่อยู่กับสังคม ต่อให้มันไม่ถูก 100% คนเรามันก็ยังปรับๆ กันไปได้”
ประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่า เสียงส่วนใหญ่ถูกเสมอ
ไม่ได้หมายความว่า เราต้องทิ้งหลักการเพื่อให้คนรัก
และไม่ได้หมายความว่า ความจริงต้องแพ้ความนิยม
แต่หมายความว่า
“ความถูกต้องที่ไม่สามารถสร้างการยอมรับหรือการเคลื่อนไหวใดๆ ได้ อาจไม่มีผลในโลกจริง”
* คุณอาจวางกลยุทธ์ที่ดีมาก แต่ถ้าคุณไม่ฟังคนที่จะนำมันไปใช้
* ไม่เข้าใจข้อจำกัดของทีม
* ไม่สร้างพื้นที่ให้คนรู้สึกเป็นเจ้าของ
* และทำให้ทุกคนรู้สึกว่าแผนนี้ถูกโยนลงมาจากคนที่ไม่เคารพเขา
แผนที่ถูกบนกระดาษอาจล้มเหลวในสนามจริง
นี่ไม่ใช่ปัญหาของตรรกะ
แต่เป็นปัญหาของ Influence
ในโลกองค์กร การตัดสินใจจำนวนมากไม่ได้สำเร็จเพราะผู้เสนอ “ถูกที่สุด” แต่มันสำเร็จเพราะผู้เสนอสามารถ
* ทำให้คนเข้าใจ
* ทำให้คนเชื่อ
* ทำให้คนมีส่วนร่วม
* ทำให้คนเห็นประโยชน์ร่วม
* และทำให้คนรู้สึกว่าเขาไม่ได้ถูกบังคับให้เดินตาม
ความสัมพันธ์จึงไม่ใช่เครื่องประดับของความคิด มันคือระบบส่งผ่านความคิดไปสู่การลงมือทำ
🗣️ “คนพูดถูกที่ไม่มีใครอยากฟัง” กำลังเสียของสองชั้น
มีความสูญเสียอยู่สองแบบครับ
* แบบแรกคือ “คนคิดผิดแล้วไม่มีใครฟัง” แบบนี้อาจไม่เสียหายมาก
* แต่อีกแบบคือ “คนคิดถูกมาก เห็นปัญหาก่อนคนอื่น แต่สื่อสารจนไม่มีใครอยากรับฟัง”
“นี่คือการเสียของสองชั้น” คือ องค์กรเสีย Insight ที่มีคุณค่า ส่วนเจ้าตัวเสียโอกาสสร้างผลกระทบ
บางคนจึงค่อยๆ กลายเป็นคนที่พูดว่า
“เห็นไหม ผมบอกแล้ว”
เขาพูดประโยคนี้ได้บ่อยขึ้น
แต่มีคนขอความเห็นเขาน้อยลง
ไม่ใช่เพราะเขาเก่งน้อยลง
แต่เพราะทุกครั้งที่เขาถูก คนอื่นรู้สึกว่าตัวเองแพ้
คนฉลาดจึงต้องเรียนรู้ศิลปะสำคัญข้อหนึ่ง
“ทำอย่างไรให้ความถูกต้องของเรา ไม่ต้องแลกกับศักดิ์ศรีของคนอื่น?”
บางครั้งคำถามได้ผลกว่าคำตัดสิน
“มีความเสี่ยงอะไรที่เราอาจยังไม่เห็นบ้าง?”
อาจดีกว่า
“แผนนี้ผิดตั้งแต่ต้น”
“ลองช่วยกันดูข้อมูลอีกมุมหนึ่งไหม?”
อาจดีกว่า
“ผมบอกแล้วว่าทีมนี้คิดไม่รอบคอบ”
สาระอาจเหมือนกัน แต่ผลต่อความร่วมมือไม่เหมือนกันเลย
🌱 Relationship Capital ไม่ได้สร้างในวันที่เราต้องการความช่วยเหลือ
ทุนทางความสัมพันธ์ไม่ได้เกิดจากการมี Contact เยอะ
และไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่รู้จักชื่อเรา
มันเกิดจากประสบการณ์สะสมว่า
* เมื่อร่วมงานกับคนคนนี้ เราได้รับความยุติธรรมไหม
* เขาช่วยให้เราดีขึ้นหรือทำให้เรารู้สึกแย่ลง
* เขาจำเราได้เฉพาะวันที่ต้องการอะไรหรือไม่
* เขาให้เครดิตไหม
* เขาปกป้องทีมในวันที่เกิดปัญหาหรือเปล่า
* และถ้าเราพลาด เขาจะช่วยแก้หรือรีบใช้ความผิดนั้นยกระดับตัวเอง
“Relationship Capital ถูกฝากทีละน้อย”
* จากคำขอบคุณ
* จากการตอบข้อความ
* จากการรักษาสัญญา
* จากการช่วยเชื่อมคน
* จากการไม่ทำให้คนเสียหน้าต่อสาธารณะ
* และจากการอยู่ข้างกันในวันที่ไม่ได้มีแสงสปอตไลต์
มันจึงถอนออกมาใช้ได้ในวันที่ยาก
* เมื่อโปรเจกต์สะดุด
* เมื่อเราพลาด
* เมื่อเราต้องการข้อมู
* เมื่อเราต้องการ Buy-in
* หรือเมื่อชื่อเสียงของเราถูกตั้งคำถาม
คนที่มี Relationship Capital ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีวันล้ม
แต่เวลาล้ม จะมีคนยื่นมือให้มากกว่า
⚖️ แต่ต้องระวัง: Likeability ไม่ควรกลายเป็น People-Pleasing
ในอีกด้านหนึ่ง การพูดเรื่อง “ถูกคนรัก” ก็มีความเสี่ยง
เพราะบางคนอาจตีความว่า ต้องยิ้มตลอด ห้ามขัดแย้ง ห้ามพูดเรื่องยาก และต้องรักษาความรู้สึกทุกคนจนไม่กล้าตัดสินใจ
“นั่นไม่ใช่ Likeability ที่ดีครับ…มันคือ People-Pleasing”
* ผู้นำที่น่าร่วมงานด้วยยังต้องพูดว่า “ไม่” เป็น
* ยังต้องรักษามาตรฐาน
* ยังต้องให้ Feedback ตรงไปตรงมา
* ยังต้องตัดสินใจที่บางคนไม่พอใจ
* และยังต้องปกป้องผลประโยชน์ขององค์กร
ความแตกต่างอยู่ที่ว่า เขาทำสิ่งเหล่านั้นโดยเคารพคนหรือไม่?
* Warmth ที่ไม่มี Competence อาจทำให้คนสบายใจ แต่พาทีมไปไม่ถึงไหน
* Competence ที่ไม่มี Warmth อาจพาทีมไปถึงเป้าหมายระยะสั้น แต่ทิ้งคนหมดแรงไว้ข้างหลัง
ผู้นำที่ดีจึงต้องมีทั้งสองอย่าง คือ
“เก่งพอให้คนเชื่อมือ และอบอุ่นพอให้คนกล้าเข้าใกล้”
🕰️ ยิ่งอายุมากขึ้น ความสัมพันธ์ยิ่งไม่ควรถูกปล่อยให้เป็นของแถม
ตอนอายุน้อย ความเก่งอาจพาเราไปได้เร็ว
* เรายังมีแรง
* ยังเรียนรู้ไว
* ยังพิสูจน์ตัวเองผ่านผลงานเฉพาะบุคคลได้มาก
แต่เมื่ออายุมากขึ้น งานของเราจะค่อยๆ เปลี่ยน
* จากทำเองเป็นทำผ่านคน
* จากรู้คำตอบเป็นทำให้คนอื่นคิดได้
* จากโชว์ความสามารถเป็นสร้างคน
* จากการชนะงานหนึ่งชิ้นเป็นการสร้างระบบที่เดินต่อได้โดยไม่มีเรา
ในช่วงนี้ ทุนทางความสัมพันธ์จะมีมูลค่ามากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะไม่มีใครสร้างผลกระทบขนาดใหญ่ได้ด้วยตัวเอง
และเมื่อวันหนึ่งตำแหน่งลดลง อำนาจทางการหายไป หรือเราไม่ได้อยู่ในห้องสำคัญทุกห้องแล้ว สิ่งที่ยังเหลือคือ
“ชื่อเสียงว่าเราเคยปฏิบัติต่อคนอย่างไร?”
Harvard Study of Adult Development ซึ่งเริ่มต้นในปี 1938 และติดตามชีวิตผู้เข้าร่วมต่อเนื่องมายาวนาน พบว่า คุณภาพของความสัมพันธ์สัมพันธ์อย่างมากกับสุขภาพและความสุขในระยะยาว โดยข้อมูลที่ Harvard สรุปไว้ระบุว่า ผู้ที่พึงพอใจกับความสัมพันธ์มากกว่าในวัยกลางคน มีแนวโน้มมีสุขภาพดีกว่าในวัยสูงอายุ (Harvard Gazette)
งานศึกษานี้ไม่ได้บอกว่า ความเก่ง เงิน หรือความสำเร็จไม่มีความหมาย แต่มันเตือนว่า หากเราชนะทุกอย่าง แต่สูญเสียความสัมพันธ์ทั้งหมดระหว่างทาง ชัยชนะนั้นอาจมีต้นทุนสูงกว่าที่เคยคิด
🤖 ในยุค AI ความเก่งทางเทคนิคยิ่งกลายเป็นของที่เข้าถึงง่าย แต่ความน่าร่วมงานด้วยยังลอกกันไม่ได้ง่ายๆ
AI กำลังทำให้ความสามารถหลายอย่างเข้าถึงง่ายขึ้น
ร่างเอกสาร —> วิเคราะห์ข้อมูล —> เขียนโค้ด —> สร้าง Presentation —> ค้น Research —> สรุปข้อมูล —> และสร้างทางเลือกเชิงกลยุทธ์?
“สิ่งที่คุณเคยทำให้คนหนึ่งดูโดดเด่น อาจกลายเป็นความสามารถพื้นฐานที่คนจำนวนมากก็มีเครื่องมือช่วย”
แต่สิ่งที่ AI ยังทำแทนเราได้ไม่หมดคือ
* การสร้าง Trust ที่สะสมมาหลายปี
* การรู้ว่าเมื่อไรควรพูดและเมื่อไรควรเงียบ
* การรักษาหน้าคนในช่วงเวลาที่เปราะบาง
* การยอมเสียเครดิตเพื่อให้ทีมเติบโต
* การพูดความจริงโดยไม่ทิ้งบาดแผลที่ไม่จำเป็น
* และการทำให้คนรู้สึกว่า เขามีคุณค่ามากกว่าผลงานชิ้นล่าสุด
ในโลกที่ความสามารถทางเทคนิคถูกเพิ่มพลังด้วย AI มากขึ้น ทักษะมนุษย์ไม่ได้ลดความสำคัญ
มันกลับยิ่งกลายเป็นตัวแยกคนที่ “ทำงานได้” ออกจากคนที่ “พาคนอื่นทำงานได้”
✨ อย่าปล่อยให้ความเก่งของเรา กลายเป็นกำแพงที่ขังตัวเองไว้ข้างใน
ลองถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาครับ เมื่อเราเดินเข้าห้อง คนรู้สึกสบายใจขึ้นหรือระวังตัวมากขึ้น?
* เวลามีคนเสนอความคิดที่ยังไม่สมบูรณ์ เขากล้าพูดกับเราหรือเลือกเก็บไว้?
* เวลาเราถูก เราทำให้คนอื่นเรียนรู้อะไร หรือเพียงทำให้เขารู้ว่าเราเหนือกว่า?
เรากำลังใช้คำว่า Introvert เพื่อดูแลพลังงานของตัวเอง หรือใช้มันเพื่อหลีกเลี่ยงการพัฒนาความสัมพันธ์? และในวันที่เราไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจ และไม่มีสิ่งใดให้ใครเกรงใจ ยังมีคนอยากนั่งคุยกับเราอยู่หรือไม่?
ความเก่งเป็นสิ่งที่ควรพัฒนาเต็มที่ครับ ไม่มีใครควรถูกสอนให้ลดความสามารถของตัวเองลง เพียงเพื่อไม่ให้คนอื่นรู้สึกไม่ดี
แต่ยิ่งเก่งมาก เรายิ่งต้องเรียนรู้ว่าจะส่งผ่านความเก่งนั้นอย่างไร โดยไม่ทำให้คนรอบตัวรู้สึกว่าพวกเขาไม่มีพื้นที่
เพราะในท้ายที่สุด คนที่ยืนระยะได้ยาวที่สุด ไม่ใช่คนที่ถูกทุกเรื่อง แต่คือคนที่
* เก่งพอจะแก้ปัญหา
* ถ่อมตัวพอจะฟัง
* อบอุ่นพอให้คนเข้าหา
* และน่าไว้วางใจพอที่คนอื่นอยากให้เขาชนะ
“ความสามารถอาจทำให้คุณโดดเด่น แต่ความสัมพันธ์ต่างหากที่ทำให้คุณไม่ต้องเดินไปข้างหน้าเพียงลำพังครับ”
(หมายเหตุ : ผมก็พยายามปรับปรุงตัวเองเหมือนกัน แม้จะเข้าสู่วัย 45+ แล้ว 🙂 ขอเป็นกำลังใจให้คนที่มีคำถามหรือโจทย์แบบเดียวกับผมครับ)
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#ExecutiveMindset
#Leadership
#SoftSkills
#Likeability
#RelationshipCapital
#SocialIntelligence
#Introvert
#WarmthAndCompetence
#FutureOfWork
#EmotionalIntelligence
#ProfessionalGrowth
📚 Source / Reference
* Amy J. C. Cuddy, Matthew Kohut และ John Neffinger, “Connect, Then Lead,” Harvard Business Review — ใช้เป็นฐานเรื่องการประเมินผู้อื่นผ่านสองมิติ คือ Warmth และ Competence และหลักคิดว่า ความไว้วางใจเป็นฐานสำคัญของอิทธิพลและภาวะผู้นำ (Harvard Business Review)
* Brian R. Little, “Personal Projects and Free Traits” — ใช้เป็นฐานเรื่อง Free Trait Theory ว่ามนุษย์สามารถแสดงพฤติกรรมที่ต่างจากบุคลิกพื้นฐาน เพื่อรับใช้โครงการหรือเป้าหมายที่มีความหมายต่อตนเอง โดยต้องมีพื้นที่ฟื้นพลังที่เหมาะสม (Dr. Brian R. Little)
* Harvard Study of Adult Development — ใช้เป็นฐานเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพของความสัมพันธ์ สุขภาพ และความสุขในระยะยาว โดยการศึกษาติดตามชีวิตผู้เข้าร่วมต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1938 (Harvard Gazette)
* Robert Waldinger และ Marc Schulz, “The Good Life” — ใช้เป็นบริบทประกอบจากผู้ดูแล Harvard Study of Adult Development เรื่องการลงทุนในความสัมพันธ์ในฐานะองค์ประกอบสำคัญของชีวิตที่ดี (PMC)
* Daniel Goleman, “Social Intelligence: The New Science of Human Relationships” — ใช้เป็นบริบทเรื่องธรรมชาติทางสังคมของมนุษย์ และผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่ออารมณ์ พฤติกรรม และความสัมพันธ์ (Google Books)
* คำสอน “อยู่คนเดียว ต่อให้คิดถูกก็คือผิด” — เป็นคำแนะนำส่วนบุคคลจากผู้ใหญ่ที่ผู้เขียนเคารพ ใช้เป็นฐานคิดเชิงประสบการณ์ว่า ความถูกต้องที่ไม่สามารถสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือ หรือการยอมรับ อาจไม่ก่อให้เกิดผลในโลกการทำงานจริง
* แนวคิด “Likeability ไม่เท่ากับ Popularity”, “ความถูกต้องที่ปราศจาก Buy-in คือความล้มเหลวเชิงอิทธิพล” และ “ความสัมพันธ์คือระบบส่งผ่านความคิดไปสู่การลงมือทำ” — เป็นการสังเคราะห์เชิงกลยุทธ์ของผู้เขียน เพื่อเชื่อมหลักจิตวิทยาเข้ากับบริบทการทำงานและภาวะผู้นำ
โฆษณา