วันนี้ เวลา 02:09 • ธุรกิจ

ใครฆ่าแผ่นประเทือง? จุดจบแบรนด์เถื่อนที่ครองใจวัยรุ่นยุค “Y2K”

หากเราย้อนเวลากลับไปในช่วงรอยต่อของยุค Analog สู่ Digital
ยุคที่การฟังเพลงไม่ได้ง่ายดายแค่ปลายนิ้วสัมผัสแบบทุกวันนี้
เรายังต้องพกเครื่องเล่นหน้าตาแปลกตาพร้อมกับใส่ถ่านก้อนโต
ยุคที่แผ่นพลาสติกกลมแผ่นหนึ่งสามารถบรรจุความสุขของพวกเราได้เป็นร้อยเพลง…
ถ้าใครเติบโตมาในช่วงปี 1998 ถึง 2005 เชื่อว่าต้องเคยเห็นสิ่งนี้
แผ่นซีดีที่มีหน้าปกเป็นรูปกราฟิกสีสันฉูดฉาด
บางครั้งเป็นรูปนางแบบสาวสวยเซ็กซี่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาข้างในเลย
พร้อมโลโก้ตัวอักษรเขียนตัวโตว่า “ประเทือง”
ซึ่งเรื่องราวของแผ่นผี MP3 ระดับตำนานนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราวของการละเมิดลิขสิทธิ์ธรรมดา
แต่มันคือกรณีศึกษาทางธุรกิจที่น่าสนใจอย่างมาก
ว่าด้วยเรื่องของ “Technology Disruption” ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง
ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของวงการเพลงไทย…
มันคือเรื่องราวของสงครามระหว่างค่ายเพลงยักษ์ใหญ่กับกองโจร MP3
ซึ่งสุดท้ายแล้วคนที่ชนะไม่ใช่ทั้งคู่ แต่เป็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตลอดกาล
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 90 รูปแบบหลักของการฟังเพลงคือตลับเทป
ผู้คนต้องใช้เวลาในการกรอเทปไปมาเพื่อหาเพลงที่อยากฟัง
การฟังเพลงในยุคนั้นต้องอาศัยความอดทนและเวลาอย่างมาก
จากนั้นเทคโนโลยีก็เริ่มเปลี่ยนผ่านสู่ CD Audio…
ในยุคนั้นถ้าอยากฟังเพลงโปรดมีทางเลือกเดียวคือการซื้ออัลบั้มเต็ม
ราคาเทปม้วนละประมาณ 90 บาท ถ้าเป็นซีดีลิขสิทธิ์ราคาก็ปาเข้าไป 250 ถึง 300 บาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลยสำหรับวัยรุ่นในยุคนั้น
ในหนึ่งอัลบั้มจะมีเพลงประมาณ 10 ถึง 12 เพลง
ปัญหาคือในนั้นมักจะมีเพลงฮิตที่เราอยากฟังจริงแค่ 2 หรือ 3 เพลง
ส่วนที่เหลือคือเพลงแถมที่เราเรียกกันว่าเพลงหน้า B ซึ่งเป็นเพลงที่เรามักจะกดข้ามอยู่เสมอ…
แต่เราไม่มีทางเลือกและถูกบังคับให้ซื้อทั้งแพ็กเกจในราคาสูง
เราต้องยอมจ่ายเงินเต็มจำนวนเพื่อให้ได้ฟังเพลงฮิตเพียงไม่กี่เพลง
นี่คือ “Pain Point” ของผู้บริโภคที่สะสมมานานหลายปี
จนกระทั่งโลกได้รู้จักกับนวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่ชื่อว่า MP3
MP3 หรือ MPEG-1 Audio Layer III เป็นเทคโนโลยีการบีบอัดไฟล์เสียง
เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาโดยสถาบัน Fraunhofer Institute ในประเทศเยอรมนี
ความมหัศจรรย์คือมันสามารถย่อขนาดไฟล์เพลงให้เล็กลงได้ถึง 10 เท่า
โดยที่เราแทบจะแยกไม่ออกถึงความแตกต่างของคุณภาพเสียง…
การบีบอัดไฟล์เสียงนี้เปลี่ยนกฎเกณฑ์ของอุตสาหกรรมดนตรีไปตลอดกาล
เมื่อไฟล์เล็กลง แผ่น CD-ROM หนึ่งแผ่นที่มีความจุ 700 MB จากเดิมที่เคยจุเพลงได้แค่ 12 ถึง 15 เพลง
พอเปลี่ยนเป็นไฟล์ MP3 มันยัดเพลงลงไปได้มากถึง 150 เพลง
และบางครั้งอาจจะจุได้เกือบ 200 เพลงหากลดคุณภาพเสียงลงมาเล็กน้อย
นี่คือจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ของแบรนด์ “ประเทือง”
กลุ่มคนที่ทำแผ่นประเทืองมองเห็นโอกาสทางการตลาดที่มหาศาลนี้
พวกเขาไม่ได้แค่ขายเพลงแต่เขาขายความคุ้มค่าและ Playlist…
ลองจินตนาการดูว่าแทนที่จะต้องพกตลับเทป 15 ตลับ หรือพกซีดี 15 แผ่นเพื่อฟังเพลงฮิตของปีนั้น
เราจ่ายเงินแค่ 100 ถึง 150 บาทเพื่อซื้อแผ่นประเทืองแค่แผ่นเดียว
เราก็สามารถฟังเพลงฮิตได้ทั้งหมดแบบไม่ต้องเปลี่ยนแผ่น เราได้ฟังครบทุกเพลงและครบทุกค่าย
ไม่มีการแบ่งแยกว่าเป็นค่าย GMM หรือ RS หรือ Bakery Music
เพลงจากศิลปินต่างค่ายที่ไม่มีวันมาอยู่รวมกันได้ในทางกฎหมาย ทุกคนถูกจับมารวมอยู่ในแผ่นเดียวกันหมดอย่างเหลือเชื่อ…
แผ่นประเทืองกลายเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคแบบตรงจุดที่สุด
หน้าปกมักจะมีรายชื่อเพลงเรียงกันยิบย่อยเป็นร้อยเพลง ตัวหนังสือเล็กจนแทบจะต้องใช้แว่นขยายในการอ่าน
มีการแบ่งหมวดหมู่ชัดเจนอย่างประเทืองลูกทุ่งหรือประเทืองสตริง
สิ่งที่ทำให้แบรนด์นี้โดดเด่นกว่าเจ้าอื่นคือ “Quality Control”
คนยุคนั้นจะรู้กันว่าถ้าซื้อแผ่นประเทืองอัตราการเจอไฟล์เสียจะน้อยมาก
ซีดีจะถูกไรต์มาอย่างดีและสามารถเปิดฟังได้จนจบแผ่น
Bitrate หรือคุณภาพความคมชัดของเสียงมักจะยืนพื้นอยู่ที่ 128 kbps ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานที่ยอมรับได้และฟังเพลินในยุคนั้น
ที่สำคัญคือมีการจัดเรียงโฟลเดอร์ที่เป็นระเบียบอ่านง่าย
แม้บางครั้งชื่อไฟล์จะกลายเป็นภาษาแปลกประหลาดเมื่อเปิดในคอมพิวเตอร์
แต่ผู้ใช้งานก็ยินดีที่จะนั่งแก้ชื่อไฟล์ทีละเพลงด้วยตัวเอง
บรรยากาศการเดินเลือกซื้อแผ่น MP3 ตามแหล่งไอทีกลายเป็นไลฟ์สไตล์
ห้างอย่าง Pantip Plaza หรือมาบุญครองเบียดเสียดไปด้วยผู้คน
ทุกสุดสัปดาห์ทางเดินจะเต็มไปด้วยวัยรุ่นที่มาตามหาอัลบั้มรวมฮิต
ร้านค้าเรียงรายไปด้วยกระบะใส่แผ่นซีดีให้เลือกค้นหา…
ร้านขายซีดีเถื่อนผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วประเทศ ลามไปถึงตลาดนัด หน้าโรงเรียน หรือป้ายรถเมล์
ผู้คนสามารถเข้าถึงการซื้อแผ่นผีได้อย่างง่ายดายในทุกพื้นที่
ยอดขายของแผ่น MP3 พุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่ ขณะที่ยอดขายเทปและซีดีลิขสิทธิ์เริ่มดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหาย
รายได้มหาศาลของอุตสาหกรรมดนตรีหายวับไปกับตา
เมื่อรายได้หลักหายไปค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ไม่ได้นิ่งนอนใจ
นี่คือช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุด…
ค่ายเพลงมองว่าประเทืองคือโจรที่มาปล้นผลงานศิลปิน
พวกเขาลงทุนมหาศาลทั้งค่าห้องอัด ค่าโปรดักชัน หรือมิวสิกวิดีโอ
แต่ถูกเอาไปปั๊มขายในราคาถูกโดยที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ได้เงินเลย
เราจึงได้เห็นแคมเปญรณรงค์ต่อต้านแผ่นผีออกมามากมาย
ศิลปินดังออกมาพูดด้วยน้ำตาบนเวทีคอนเสิร์ตขอร้องให้ซื้อของแท้
มีการเผาทำลายแผ่นซีดีเถื่อนโชว์สื่อมวลชนบ่อยครั้งเพื่อสร้างกระแส
ตำรวจเริ่มลงพื้นที่กวาดล้างอย่างหนักและจริงจังตามแหล่งขายส่ง
แต่ในมุมมองของผู้บริโภคสิ่งที่ค่ายเพลงสื่อสารกลับเป็นหนังคนละม้วน…
ผู้บริโภคไม่ได้เกลียดศิลปินหรือคนทำเพลง แต่ผู้บริโภคเกลียดการถูกเอาเปรียบจากโครงสร้างราคาแบบเก่า
ทำไมต้องจ่าย 300 บาทเพื่อฟังแค่ 2 เพลง ในเมื่อ 150 บาทสามารถฟังได้ถึง 200 เพลง
นี่คือสมการตัวเลขที่ค่ายเพลงในยุคนั้นแก้โจทย์ไม่ได้
พวกเขาพยายามใช้กฎหมายบังคับแทนที่จะปรับปรุงรูปแบบสินค้า
ผลลัพธ์คือยิ่งปราบก็ยิ่งโต ยิ่งจับก็ยิ่งหลบซ่อน
ร้านขายแผ่นประเทืองพัฒนากลยุทธ์การขายแบบกองโจร…
มีแคตตาล็อกเล่มหนาให้ลูกค้าเปิดเลือกอย่างสบายใจ พอเลือกเสร็จก็ใช้วิทยุสื่อสารบอกคนหลังร้านให้วิ่งเอาของมาส่ง
บางทีก็ซ่อนแผ่นไว้ในลังผลไม้หรือซ่อนใต้แผงขายเสื้อผ้า
ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยที่เผชิญกับปัญหานี้
ในระดับโลกการมาถึงของโปรแกรมแชร์ไฟล์อย่าง Napster ก็สั่นสะเทือนวงการ
ศิลปินระดับโลกอย่าง Metallica ถึงขั้นต้องฟ้องร้องเพื่อปกป้องสิทธิ์
เทคโนโลยีการฟังเพลงเปลี่ยนไปเพื่อรองรับ MP3 โดยเฉพาะ
จากเดิมที่เราฟังผ่านคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรมระดับตำนานอย่าง Winamp…
โปรแกรมนี้มีหน้าตาสวยงามและสามารถเปลี่ยนสกินได้ตามใจชอบ
วัยรุ่นหลายคนใช้เวลาไปกับการหาดาวน์โหลดหน้ากากโปรแกรมใหม่มาแต่งคอมพิวเตอร์
ต่อมาเทคโนโลยี Hardware ก็เริ่มตามมาตอบสนองความต้องการ
เราเริ่มเห็นเครื่องเล่น VCD ตามบ้านที่แปะสติ๊กเกอร์ว่า Support MP3
ทำให้แผ่นประเทืองสามารถเปิดฟังในห้องนั่งเล่นได้แบบสบายอารมณ์
เราสามารถเสียบแผ่นรวมฮิตทิ้งไว้แล้วฟังเพลงยาวต่อเนื่องได้ทั้งวัน
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่แท้จริงคือการมาของเครื่องเล่น MP3 พกพา
เครื่องเล่นทรงแท่งคล้าย Flash Drive หรือเครื่องตระกูล iPod ของ Apple…
สิ่งเหล่านี้ทำให้ไฟล์เพลงจากแผ่นประเทืองถูก Rip ลงเครื่องคอมพิวเตอร์
ผู้คนเริ่มเรียนรู้วิธีการคัดลอกไฟล์จากแผ่นซีดีลงสู่ฮาร์ดดิสก์ แล้วโอนถ่ายไฟล์เหล่านั้นลงเครื่องเล่นพกพาได้อย่างง่ายดาย
วัยรุ่นสามารถพกพาเพลงนับพันไปฟังได้ทุกที่ทุกเวลา
พฤติกรรมนี้ทำให้คำว่าอัลบั้มแทบจะสูญพันธุ์ไปจากความคิดของคนฟังเพลง
เราไม่สนใจแล้วว่าเพลงนี้อยู่หน้า A หรือหน้า B
เราสนใจแค่ว่าเพลงนี้เพราะหรือไม่
ถ้าเพราะเราก็แค่ลากมันลง Playlist ของเราแล้วจบเรื่อง…
แผ่นประเทืองได้ทำหน้าที่ “Unbundling” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
มันคือการแยกส่วนสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการออกจากสิ่งที่ผู้ผลิตอยากขาย
ค่ายเพลงพยายามสู้กลับด้วยการออกแผ่น MP3 ลิขสิทธิ์ของตัวเอง โดยตั้งราคาที่ถูกลงและคัดเลือกเฉพาะเพลงฮิตมามัดรวมกัน
แต่กว่าค่ายเพลงจะยอมขยับตัวแผ่นผีก็ครองเมืองไปเสียแล้ว
แผ่นผียังมีจุดแข็งที่ค่ายเพลงทำไม่ได้คือการรวมศิลปินต่างค่าย
เพราะคนฟังเพลงในชีวิตจริงไม่ได้ฟังเพลงแค่ค่ายเดียวเสมอไป
ดูเหมือนว่าประเทืองจะเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้…
แต่ความจริงแล้วศัตรูที่แท้จริงของประเทืองไม่ใช่ตำรวจหรือค่ายเพลง
แต่มันคืออินเทอร์เน็ตที่กำลังแผ่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ยุคทองของประเทืองกินเวลาอยู่เกือบ 10 ปี
แต่แล้วจุดจบก็มาถึงอย่างเงียบๆและไม่มีใครคาดคิด
เมื่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบ ADSL เริ่มเข้าถึงทุกบ้าน
การเชื่อมต่อโลกออนไลน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สายโทรศัพท์บ้านอีกต่อไป
ต่อมาเทคโนโลยีไร้สายก็ก้าวเข้าสู่ยุค 3G และ 4G อย่างเต็มตัว
คำถามคือทำไมเราต้องเสียเงิน 100 บาทเดินทางไปซื้อแผ่นประเทือง…
ทั้งที่มีความเสี่ยงจะเป็นแผ่นเสียหรือได้เพลงไม่ครบตามที่คาดหวัง
ในเมื่อเราสามารถโหลดไฟล์ทุกอย่างได้เองแบบฟรีถึงที่บ้าน
การเกิดขึ้นของเว็บไซต์ฝากไฟล์อย่าง 4shared หรือ Mediafire
รวมถึงเว็บบอร์ดแจกเพลงอย่าง SiamZone หรือ Mthai ในยุคนั้น ทำให้ทุกคนสามารถเป็นคนทำแผ่นประเทืองได้ด้วยตัวเอง
ยิ่งไปกว่านั้นการเติบโตของเทคโนโลยี BitTorrent ยิ่งทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น
การกระจายไฟล์เพลงทั้งอัลบั้มหรือแม้แต่ภาพยนตร์กลายเป็นเรื่องง่าย เพียงแค่เปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ข้ามคืนก็รอรับไฟล์ได้เลย…
แค่พิมพ์ชื่อเพลงตามด้วย 4shared ใน Google ก็เจอไฟล์ MP3 ทันที
พฤติกรรมคนเปลี่ยนจากการซื้อแผ่นรวมเพลงมาเป็นการล่าของป่าออนไลน์
แผงขายซีดีเถื่อนตามตลาดนัดเริ่มเงียบเหงาและยอดขายตกฮวบ
กลุ่มลูกค้าหลักที่เป็นวัยรุ่นหันไปโหลดเพลงเองผ่านอินเทอร์เน็ตกันหมด
ประเทืองและแผ่นผีอื่นๆ เริ่มหายไปจากแผงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พวกเขาไม่ได้หายไปเพราะความหวาดกลัวการจับกุมของตำรวจ
แต่พวกเขาหายไปเพราะไม่มีคนยอมจ่ายเงินซื้ออีกต่อไป
ตะปูตัวสุดท้ายที่ตอกฝาโลงแผ่นผี MP3 คือโมเดลธุรกิจแบบ Streaming…
การมาถึงของแพลตฟอร์มอย่าง JOOX หรือ Spotify และ Apple Music รวมไปถึงเครือข่ายวิดีโอระดับโลกอย่าง YouTube
เทคโนโลยีเหล่านี้ได้เปลี่ยนพฤติกรรมของการฟังเพลงไปอีกครั้ง
จากยุคประเทืองที่เราเน้น “Ownership” เปลี่ยนมาสู่ยุค “Access”
การครอบครองไฟล์ดนตรีเป็นหมื่นเพลงไม่ได้หมายถึงความเท่อีกต่อไป
เราไม่ต้องมีไฟล์เพลงจำนวนมากเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ให้รกเครื่อง
เราแค่จ่ายรายเดือนในราคาประมาณร้อยกว่าบาท ซึ่งพอๆ กับราคาแผ่นประเทืองหนึ่งแผ่นที่เราเคยจ่ายในอดีต…
เราก็สามารถเข้าถึงคลังเพลงได้ทั่วโลกเป็นล้านเพลง
แถมยังเป็นการสนับสนุนศิลปินอย่างถูกลิขสิทธิ์และได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า
ที่สำคัญที่สุดคือระบบแบบนี้มันสะดวกสบายกว่าการมานั่งหาเว็บโหลดมาก
ไม่ต้องกังวลเรื่องไวรัสหรือมานั่งเปลี่ยนชื่อไฟล์ที่อ่านไม่ออก
แค่เลือกเพลงแล้วกด Play เสียงดนตรีที่เราอยากฟังก็ดังขึ้นมาทันที
แผ่นประเทืองจึงกลายเป็นเพียงวัตถุโบราณที่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา
เป็นตำนานที่เล่าขานกันในหมู่คนยุค Y2K
ว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีความสุขกับการคุ้ยกระบะซีดี…
เพื่อลุ้นว่าข้างในจะมีรายชื่อเพลงโปรดของเราให้ฟังหรือไม่
เรื่องราวของแผ่นประเทืองสอนให้เรารู้ถึงสัจธรรมในโลกของธุรกิจ
ไม่ว่าบริษัทคุณจะยิ่งใหญ่แค่ไหนหรือเคยไป Disrupt ใครมาได้สำเร็จ
วันหนึ่งคุณก็อาจจะถูกเทคโนโลยีใหม่ก้าวข้ามและล้มล้างได้เสมอ
หากคุณมัวแต่ยึดติดกับความสำเร็จเดิมและไม่ยอมมองไปข้างหน้า
และหากคุณไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับความต้องการพื้นฐานที่สุดของมนุษย์
ซึ่งความต้องการที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมของผู้บริโภคมาทุกยุคทุกสมัย
สิ่งนั้นก็คือความสะดวกสบายนั่นเองครับผม…
References : [readthecloud,thestandard,brandthink,thumbsup,beartai]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมลองใช้เองมาหนึ่งสัปดาห์ บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา