วันนี้ เวลา 03:00 • การตลาด

ทำไม K-POP ถึงทำเพลงไวรัล ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ? เรื่องที่ปรับใช้ได้ ในมุมการตลาด

ช่วงนี้ไม่ว่าจะไถหน้าฟีด TikTok หรือเปิดดู Reels ก็ตาม คลิปสเตจเพลง Bad ของซาน จากวง ATEEZ เป็นคลิปที่หลายคนน่าจะต้องเห็นผ่านตากันอย่างแน่นอน
1
แค่จังหวะแดนซ์เบรกในช็อตสั้น ๆ กลับกลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดียในชั่วข้ามคืน จนทำให้เพลง Bad ติดชาร์ต Melon Top 100 ซึ่งเป็นชาร์ตเพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุดของเกาหลีใต้
ต้องบอกว่า ปรากฏการณ์ที่ท่าเต้นท่าเดียว กลับทำให้เพลงนั้น ๆ ดังมาก ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะถ้าย้อนกลับไปดู จะพบว่ามีอีกหลายเพลงมาก ไม่ว่าจะเป็น
- ท่าถูมือในเพลง Sorry, Sorry ของ Super Junior
- ท่าปูไต่ในเพลง Gee ของ Girls' Generation
- ท่าขี่ม้าของ PSY ในเพลง Gangnam Style
จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุค K-POP ก็ยังสร้างท่าเต้นที่ทำให้คนจำได้เสมอ
แล้วทำไม K-POP ถึงสามารถสร้าง “โมเมนต์ไวรัล” ที่สะกดสายตาคนทั้งโลกได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ?
1. K-POP ทำให้เพลงมี “ภาพจำ” ที่แข็งแรงพอ ๆ กับทำนอง
คนส่วนใหญ่มักคิดว่า เพลงจะดังได้ต้องมีท่อนฮุกติดหู
แต่สำหรับ K-POP มีการออกแบบเพิ่มไปอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือการออกแบบ “Hook Visual” หรือในทางการตลาดเรียกกันว่า Point Choreography
อธิบายง่าย ๆ คือ นอกจากจะต้องมีเพลงท่อนฮุกที่ติดหูแล้ว ยังต้องมีท่าเต้นในช่วงฮุกที่เป็นเอกลักษณ์ จำง่าย และเต้นตามได้ง่ายด้วยเช่นกัน
ซึ่งเวลาค่ายเพลงคิดจะปั้นเพลงขึ้นมาสักเพลง
จะไม่ได้มองแค่ว่า ท่าเต้นคือสิ่งที่จะเอามาประกอบเพลงให้จบ ๆ ไป
แต่มองเป็นสัญลักษณ์ของเพลง ที่สำคัญไม่แพ้กับทำนอง
ถึงขั้นที่ถ้าเราเปิดดู MV หรือสเตจบนรายการเพลงแบบไม่มีเสียง ก็ยังต้องรู้ว่านี่คือเพลงอะไร..
จุดนี้เองที่เพลงที่ฮิต ๆ ของ K-POP มักจะไม่ได้แค่ติดหู แต่ยังติดตาเราไปพร้อม ๆ กันด้วย
2. K-POP ออกแบบ Performance ให้เหมาะเอาไปทำคลิปสั้น
ในอดีต ท่าเต้นพอยต์ถูกออกแบบมาให้ “เต้นตามง่าย” เพื่อให้คนดูหน้าจอทีวีจำได้ทันที
แต่เมื่อพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์เปลี่ยน ยุคที่อัลกอริทึมของวิดีโอสั้นอย่าง TikTok และ Reels กลายเป็นผู้กำหนดเทรนด์ของโลก วงการ K-POP ก็มีการปรับตัวตามเช่นกัน
จากเดิมที่การแสดงถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความประทับใจตลอดทั้งเพลง
แต่ในยุคของคลิปสั้น สิ่งสำคัญก็คือ จะทำอย่างไร ให้คนหยุดดูได้ตั้งแต่ไม่กี่วินาทีแรก
ค่ายเพลงยุคนี้ จึงหันมาเน้นทำเพลงที่
- TikTok-Able
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ เพลง “Any Song Challenge” ของ ZICO ที่สร้างกระแสการเต้น Challenge บน TikTok เป็นหนึ่งในแผนโปรโมตเพลงตั้งแต่วันแรก
- เน้น Face Dance มากขึ้น
การออกแบบท่าเต้นในยุคนี้ หันมาให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวช่วงบนของลำตัว มือ รวมถึงสีหน้าและสายตามากขึ้น ซึ่งเหมาะกับการตัดไปลง TikTok
ซึ่งก็เหมือนกับไวรัลท่อนแดนซ์เบรกของซาน วง ATEEZ ในเพลง Bad ที่ท่าเต้นอาจจะไม่ได้ซับซ้อน แต่เมื่อรวมกับแววตา สีหน้า และจังหวะของเพลง ก็ทำให้ไม่กี่วินาทีนั้น มีพลังในการดึงสายตาคนดูเอาไว้
จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เพลง Bad กลายเป็นไวรัลและถูกแชร์ต่อทั่วบนโซเชียลมีเดีย
3. K-POP เปลี่ยนแฟนคลับ ให้กลายเป็น “ผู้ร่วมสร้างกระแส”
การทำเพลงยุคก่อน อาจจะให้ความสำคัญกับยอดวิวบน YouTube
แต่ยุคนี้ เพลงจะดังหรือไม่ อาจจะไม่ได้วัดแค่ยอดวิว แต่วัดว่าแต่ละเพลง ทำให้คนอยากสร้างคอนเทนต์ต่อได้มากแค่ไหน หรือในทางการตลาดเรียกว่า “User-Generated Content (UGC)”
ไม่ว่าจะเป็น Dance Challenge, คลิปสอนเต้น, วิดีโอรีแอกชัน ไปจนถึงการตัดต่อ Fan Edit ซึ่งคอนเทนต์เหล่านี้ก็เหมือนการช่วยโปรโมตเพลงให้แบบอ้อม ๆ โดยที่ค่ายเพลงไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาเลย
- มาถึงตรงนี้ ถ้าสรุปสั้น ๆ ว่า ทำไม K-POP ถึงสร้างไวรัลได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ถ้ามองว่า เพลงคือ Product ก็คือ การออกเพลงให้มีภาพจำติดตา, การเล่นกับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม ที่ทำให้คนหยุดดูได้ในไม่กี่วินาทีแรก ไปจนถึงการเปลี่ยนแฟนคลับ ให้กลายเป็นกระบอกเสียงโปรโมตเพลง
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในโลกของธุรกิจ ถ้าเราออกแบบสินค้าให้คนติดตา จดจำได้ และทำให้คนอยากหยิบไปทำคอนเทนต์ต่อ หรือสร้าง User-Generated Content
เมื่อนั้นแบรนด์ของเรา ก็จะมี Marketing Funnel ที่ทรงพลัง โดยที่บางครั้ง อาจไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาเลยสักบาทเดียว..
โฆษณา