8 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

เกิดอะไรขึ้นกับ JVC? จากแบรนด์พันล้าน สู่การควบรวมกิจการเพื่อหนีตาย

ในปี 1976 มีวิศวกรชาวญี่ปุ่นคนนึงยืนอยู่บนเวทีในโรงแรมที่เมือง Tokyo
เขาได้เปิดตัวเครื่องจักรชิ้นหนึ่งที่จะเปลี่ยนวิถีการรับชมภาพยนตร์ของคนทั้งโลกไปตลอดกาล…
ภายในเวลาเพียง 10 ปี สิ่งประดิษฐ์ของเขาได้เข้าไปตั้งอยู่ในห้องนั่งเล่นหลายร้อยล้านแห่งทั่วโลก
และตัวอักษรภาษาอังกฤษสามตัวคือ JVC ได้กลายเป็นชื่อที่ผู้คนให้ความไว้วางใจที่สุดในวงการเครื่องใช้ไฟฟ้า…
นี่คือบริษัทที่สามารถเอาชนะบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Sony ได้อย่างราบคาบ
เป็นบริษัทที่กำชัยชนะในสงครามรูปแบบสื่อหรือที่เรียกกันว่า “Format war” ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด…
แต่หากวันนี้เราลองเดินเข้าไปในร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า และพยายามหาซื้อเครื่องเสียงของแบรนด์นี้
เราอาจจะต้องเดินกลับออกมามือเปล่า เพราะมันแทบจะไม่มีวางขายอีกแล้ว…
คำถามที่น่าสนใจก็คือ บริษัทที่คิดค้นระบบ “VHS” ขึ้นมาบนโลก สูญเสียแทบทุกสิ่งทุกอย่างไปได้อย่างไร
เพื่อให้เข้าใจถึงการล่มสลายนี้ ผมว่าเราต้องย้อนเวลากลับไปที่จุดเริ่มต้นกันก่อนครับ
เป็นเวลานานก่อนที่จะมีวิดีโอเทป นานก่อนที่จะมีเครื่องเล่นวิทยุแบบพกพาหรือหน้าจอโทรทัศน์…
เราต้องย้อนกลับไปหาเครื่องเล่นแผ่นเสียงและสุนัขสีขาวตัวเล็กๆ ตัวนึง
1
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในเดือนกันยายนปี 1927 ในเมือง Yokohama ประเทศญี่ปุ่น…
มีการก่อตั้งบริษัทแห่งหนึ่งขึ้นในชื่อ Victor Talking Machine Company of Japan
ในช่วงแรกบริษัทนี้ไม่ใช่บริษัทของญี่ปุ่นเต็มตัว แต่เป็นบริษัทในเครือของยักษ์ใหญ่จากอเมริกา…
บริษัทแม่นั้นมีชื่อว่า Victor Talking Machine Company ซึ่งตั้งอยู่ใน New Jersey
บริษัทแห่งนี้โด่งดังในเรื่องเครื่องเล่นแผ่นเสียงและค่ายเพลงระดับโลก…
สิ่งที่มาพร้อมกับเครื่องจักรและแผ่นเสียงเหล่านี้ก็คือภาพลักษณ์ที่จะติดตามแบรนด์นี้ไปตลอดกาล
นั่นคือภาพของสุนัขพันธุ์เทอร์เรียที่เอียงหูฟัง นั่งอยู่หน้าลำโพงเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบเก่า…
มันกำลังตั้งใจฟังเสียงของเจ้านายที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งถูกบันทึกเอาไว้ในแผ่นเสียง
ภาพวาดนั้นมีชื่อว่า His Master’s Voice และสุนัขตัวนั้นมีชื่อว่า Nipper…
จนถึงทุกวันนี้ในประเทศญี่ปุ่น ภาพวาดนั้นยังคงมีความหมายเพียงสิ่งเดียว
นั่นก็คือตัวแทนของแบรนด์ Victor ที่ฝังรากลึกในความทรงจำของผู้คน…
ให้ลองจินตนาการภาพประเทศญี่ปุ่นในช่วงปลายทศวรรษ 1920
ยุคนั้นวิทยุถือเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่มากและเข้าถึงได้ยากสำหรับคนทั่วไป…
แนวคิดที่ว่าคนธรรมดาสามารถฟังเสียงของวงดนตรีขนาดใหญ่ภายในบ้านของตัวเองได้
มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเวทมนตร์สำหรับผู้คนในยุคนั้นเลยทีเดียวก็ว่าได้…
และบริษัท Victor ของญี่ปุ่นแห่งใหม่นี้ก็อยู่ตรงศูนย์กลางของความมหัศจรรย์นั้น
พวกเขาเริ่มผลิตแผ่นเสียง และสร้างเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ทำจากตู้ไม้เคลือบเงาสวยงาม…
พวกเขาค่อยๆ สอนให้คนทั้งชาติหลงรักเสียงดนตรีที่ถูกบันทึกไว้ในแผ่นวงกลมสีดำ
ครอบครัวชาวญี่ปุ่นสามารถมารวมตัวกันรอบๆ กล่องไม้ตรงมุมห้องแล้วไขลาน…
เมื่อวางเข็มลงบนแผ่นดิสก์สีดำที่กำลังหมุน เสียงดนตรีก็ดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ
สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว มันคือปาฏิหาริย์ที่ถูกสร้างขึ้นจากฝีมือมนุษย์…
ต่อมาในปี 1929 Victor Talking Machine Company บริษัทแม่ในอเมริกาก็ถูกเข้าซื้อกิจการ
RCA ได้เข้าซื้อ Victor และสาขาในต่างประเทศทั้งหมด รวมถึงสาขาในญี่ปุ่นด้วย…
บริษัทเล็กๆ ในเมือง Yokohama ตอนนี้จึงมีอาณาจักรเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคอยเป็น backup ให้
พวกเขาเริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดวิทยุอย่างเต็มตัว…
1
ในปี 1939 พวกเขาได้สร้างสิ่งที่ถูกเรียกว่าเป็นโทรทัศน์ที่ผลิตในประเทศเครื่องแรกของญี่ปุ่น
มันคือหน้าจอที่สามารถเปล่งแสงและแสดงภาพได้ในยุคที่ไม่มีใครบนโลกเป็นเจ้าของ…
แต่แล้วประวัติศาสตร์โลกก็เข้ามาพลิกผันเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองได้ปะทุขึ้น
การที่บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าของชาวอเมริกันจะดำเนินกิจการต่อไปในญี่ปุ่นจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้…
ในปี 1943 Victor สาขาญี่ปุ่น ได้ตัดสินใจตัดความสัมพันธ์กับ RCA อย่างสิ้นเชิง
และนี่คือจุดเปลี่ยนที่หล่อหลอมทุกสิ่งทุกอย่างหลังจากนั้น…
เมื่อพวกเขาตัดขาดกัน พวกเขาได้เก็บรักษาสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดเอาไว้
พวกเขายังคงรักษาชื่อ Victor และเครื่องหมายการค้ารูปสุนัขเอาไว้ใช้งาน…
แต่สิทธิ์นี้ถูกจำกัดไว้เฉพาะสำหรับตลาดภายในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น
บริษัทที่จะกลายมาเป็น JVC เดินออกมาจากการแยกตัวครั้งนั้นอย่างอิสระและบอบช้ำ…
แต่พวกเขาก็แบกรับหนึ่งในภาพลักษณ์แบรนด์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกติดตัวมาด้วย
ช่วงปีหลังสงครามเป็นช่วงเวลาที่โหดร้ายมากสำหรับธุรกิจทุกประเภท
ญี่ปุ่นในปี 1945 เป็นประเทศที่เหลือเพียงซากปรักหักพังจากไฟสงคราม…
การเป็นผู้ผลิตเครื่องเล่นแผ่นเสียงสุดหรูไม่ใช่ธุรกิจที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเลย
เมืองทั้งเมืองถูกระเบิดราบเป็นหน้ากลอง และโรงงานผลิตต่างๆ ก็หายไป…
ผู้คนต่างหิวโหยและกังวลเรื่องการหาอาหารรวมถึงที่พักอาศัยมากกว่าความสวยงามของเครื่องเล่นแผ่นเสียง
นี่คือช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้สำหรับ JVC…
ในตอนนั้น JVC พยายามพวกเขาดิ้นรนเอาชีวิตรอดในขณะที่ประเทศค่อยๆ ฟื้นฟูตัวเองขึ้นมาใหม่…
แต่การเอาชีวิตรอดไปวันๆ นั้นไม่เหมือนกับการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
แน่นอนว่าบริษัทไม่สามารถสร้างสรรค์อนาคตได้เมื่อทำได้แค่เพียงแค่พยายามหาเงินมาจ่ายเงินเดือนพนักงาน…
สิ่งที่บริษัทเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจแห่งนี้ต้องการคือเงินทุน
พวกเขาต้องการพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่พอที่จะปล่อยให้พวกเขากลับมามีความฝันได้อีกครั้ง…
และในปี 1953 พวกเขาก็พบพันธมิตรคนนั้นที่ก้าวเข้ามาเปลี่ยนชะตาชีวิต
บริษัทยักษ์ใหญ่ที่โลกจะรู้จักในเวลาต่อมาในชื่อ Panasonic ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่…
บริษัทแม่แห่งใหม่นี้จะถืออำนาจควบคุม JVC ไว้เป็นระยะเวลายาวนานถึง 55 ปีเต็ม
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมความร่วมมือครั้งนั้นถึงมีมูลค่ามหาศาล…
JVC เริ่มไล่ล่าตามไอเดียที่ยิ่งใหญ่ ราคาแพง และมีความไม่แน่นอนสูงได้…
ไอเดียประเภทที่จะเปลี่ยนโลกหรืออาจจะจมบริษัทไปเลยก็สามารถทดลองทำได้
อิสระในการเดิมพันนั้นคือสิ่งที่ก่อให้เกิดผลงานชิ้นเอกของพวกเขาในเวลาต่อมา…
ด้วยเงินทุนและโรงงานที่อยู่เบื้องหลัง บริษัทจึงเลิกเป็นเพียงแค่ผู้เอาชีวิตรอด
พวกเขาเริ่มต้นบทบาทการเป็นนักประดิษฐ์และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ…
ตลอดทศวรรษ 1960 พวกเขาสร้างโทรทัศน์และเครื่องเสียงสเตอริโอส่งออกไปทั่วโลก
พวกเขาได้มอบสิ่งแปลกใหม่และยอดเยี่ยมให้กับโลกมากมาย…
นี่คือกลุ่มวิศวกรที่ไม่พอใจกับการเป็นแค่ผู้ลอกเลียนแบบเทคโนโลยีของคนอื่น
พวกเขาต้องการเป็นคนแรกที่สร้างสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนบนโลกใบนี้…
ความกระหายที่จะเป็นผู้นำนั้นคือสิ่งที่ทำให้ JVC ยิ่งใหญ่ขึ้นมา
ในห้องวิจัยเล็กๆ วิศวกรกลุ่มหนึ่งกำลังทำงานอย่างเงียบๆ กับการเดิมพันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด…
พวกเขากำลังพยายามคิดหาวิธีบันทึกภาพเคลื่อนไหวลงบนแถบแม่เหล็กให้มีราคาถูก เพื่อให้ครอบครัวทั่วไปสามารถซื้อไปใช้งานเองที่บ้านได้อย่างสะดวกสบาย…
สิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นจะทำให้ JVC กลายเป็นชื่อที่คุ้นหูกับผู้คนทั่วโลก
แต่มันก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามธุรกิจครั้งใหญ่ที่สุดเช่นกัน…
ภายในช่วงกลางทศวรรษ 1970 การแข่งขันเพื่อนำการบันทึกวิดีโอเข้าสู่บ้านคนได้เริ่มขึ้น
มันกลายเป็นการต่อสู้เต็มรูปแบบ และ JVC ก็ไม่ใช่ตัวเต็งในศึกครั้งนี้…
ตัวเต็งที่แท้จริงคือแบรนด์ Sony ที่มีขนาดใหญ่กว่า รวยกว่า และดูมีระดับมากกว่า
และในปี 1975 พวกเขาก็ได้เปิดตัวรูปแบบโฮมวิดีโอของตนเองออกมาก่อน…
มันถูกเรียกว่า “Betamax” และในหลายๆ ด้านมันถือว่าเป็นสุดยอดนวัตกรรม
คุณภาพของภาพนั้นดีเยี่ยม ตลับเทปก็มีขนาดเล็กกะทัดรัดและสวยงาม…
Sony มั่นใจว่าวิศวกรรมที่ดีที่สุดย่อมเป็นผู้ชนะในตลาดเสมอ
แต่นั่นเป็นความคิดที่อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมดในโลกของธุรกิจ…
จากนั้นในปี 1976 ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุง Tokyo ทางฝั่งของ JVC ก็ได้เปิดตัวเครื่องเล่นเครื่องแรกที่สร้างขึ้นจากรูปแบบที่พวกเขาเรียกว่า “VHS”…
มันไม่ได้ดูเหมือนเป็นการปฏิวัติวงการเลย เพราะมันเป็นเพียงกล่องโลหะหนักๆ ราคาก็สูงกว่าหนึ่งพันดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าแพงมากในยุคนั้น…
แต่มันมีคุณสมบัติสำคัญอย่างนึงที่ Sony ประเมินค่าต่ำเกินไป
และคุณสมบัติเพียงข้อเดียวนั้นจะตัดสินผลของสงครามทั้งหมดที่กำลังจะเกิดขึ้น…
นั่นคือมันสามารถบันทึกภาพได้เต็มๆ สองชั่วโมงในเทปเพียงม้วนเดียว
ซึ่งนานพอที่จะบันทึกภาพยนตร์ฮอลลีวูดทั้งเรื่องได้โดยไม่ต้องเดินไปเปลี่ยนตลับเทป…
ในขณะที่ Betamax แม้จะมีวิศวกรรมที่ล้ำหน้าเพียงใดก็บันทึกได้แค่หนึ่งชั่วโมง
และนี่คือสัจธรรมที่ผู้สร้างเทคโนโลยีมักจะพลาดไปอย่างน่าเสียดาย…
ผลิตภัณฑ์ที่สเปกดีที่สุดไม่ได้ชนะเสมอไป
แต่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงและมีประโยชน์ที่สุดต่างหากที่จะเป็นผู้ชนะ…
เทปความยาวสองชั่วโมงหมายความว่าคุณสามารถตั้งเวลาบันทึกรายการโปรดได้
คุณสามารถออกไปทำงาน และกลับมาดูทีหลังตามเวลาที่สะดวก…
นี่เป็นครั้งแรกที่คุณไม่จำเป็นต้องรีบกลับบ้านมานั่งหน้าจอให้ตรงกับเวลาออกอากาศ
มันเปลี่ยนจังหวะชีวิตของคนธรรมดาไปอย่างสิ้นเชิงแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน…
Sony สร้างเครื่องจักรที่มีสเปกดีกว่า
แต่ JVC สร้างเครื่องจักรที่เข้าใจพฤติกรรมมนุษย์มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด…
และจากนั้น JVC ก็ทำการตัดสินใจทางธุรกิจที่ฉลาดที่สุด
แทนที่จะหวงแหนเทคโนโลยีนี้ไว้เป็นความลับ พวกเขากลับเปิดกว้างให้ทุกคน…
พวกเขาให้สิทธิ์การใช้งานรูปแบบ VHS แก่ใครก็ตามที่ต้องการผลิต
คู่แข่งชื่อดังหลายรายได้รับเชิญให้สร้างเครื่องเล่นของตัวเองได้อย่างอิสระ…
ในขณะที่ Sony เลือกที่จะเก็บเทคโนโลยีของตนไว้กับตัว ควบคุมระบบนิเวศทั้งหมดไว้เพียงผู้เดียวและไม่ยอมแบ่งปันให้ใคร…
JVC ไม่ได้ชนะสงครามวิดีโอเพราะวิศวกรรมของพวกเขาไร้ที่ติ
แต่พวกเขาชนะเพราะเข้าใจแรงเหวี่ยงของตลาดหรือ “Network effect”…
รูปแบบของวิดีโอจะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อมีเทปภาพยนตร์ให้คนนำมาเปิดเล่น
เมื่อผู้ผลิตหลายสิบรายหันมาผลิตเครื่องบันทึกวิดีโอรูปแบบนี้มากขึ้น…
สตูดิโอภาพยนตร์และร้านเช่าวิดีโอก็พากันนำภาพยนตร์ในรูปแบบเดียวกันมาวางขาย
เพราะมันคือรูปแบบที่ลูกค้าส่วนใหญ่มีเครื่องเล่นอยู่ที่บ้าน…
ยิ่งมีเครื่องเล่นมาก ก็ยิ่งมีม้วนเทปภาพยนตร์ผลิตออกมามาก
ยิ่งมีม้วนเทปให้เช่ามาก คนก็ยิ่งอยากซื้อเครื่องเล่นเพิ่มมากขึ้นไปอีก…
ภายในปี 1984 มีบริษัทประมาณ 40 แห่งที่ผลิตสินค้าบนรูปแบบของ JVC
ในขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนฝั่งตรงข้ามลดลงเหลือเพียงหยิบมือ…
ในท้ายที่สุด สงครามก็จบลง ยักษ์ใหญ่อย่าง Sony ถูกโจมตีอย่างหนัก
1
จนกระทั่งในปี 1988 บริษัทต้องยอมยกธงขาวและเริ่มต้นผลิตเครื่องเล่นที่ใช้เทคโนโลยีของ JVC ออกมาขาย…
ถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวยรองที่พลิกกลับมาล้มแชมป์ได้
และระบบนิเวศนี้ก็ครอบครองห้องนั่งเล่นของผู้คนไปอีกหลายสิบปี…
ความสำเร็จของบริษัทยังแผ่ขยายไปสู่วงการเครื่องเสียงและวัฒนธรรมสมัยนิยม
วิทยุพกพาขนาดใหญ่หรือเจ้าเครื่อง boombox กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยที่วัยรุ่นทุกคนต้องมี…
พวกเขายังเป็นสปอนเซอร์คาดหน้าอกเสื้อให้กับสโมสรฟุตบอลชื่อดังอย่าง Arsenal เป็นเวลายาวนาน
และยังเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันฟุตบอลโลกถึงสองทศวรรษเต็ม…
ทำให้คนนับพันล้านคนทั่วโลกคุ้นเคยกับโลโก้ JVC เป็นอย่างดี
แต่ความสำเร็จในอดีตไม่ได้การันตีความอยู่รอดในอนาคตเสมอไป…
โศกนาฏกรรมของบริษัทก็เริ่มต้นขึ้นตรงจุดสูงสุดของพวกเขานั่นเอง
ปัญหาของการเป็นราชาแห่งเทคโนโลยีคือคุณมักจะสร้างอาณาจักรยึดติดไว้กับมัน…
เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 แผ่นดิสก์สีเงินขนาดเล็กอย่าง DVD ได้ปรากฏตัวขึ้น
มันคือเทคโนโลยีใหม่ที่ให้ภาพคมชัดกว่าและไม่ต้องเสียเวลากรอเทปกลับ…
และที่สำคัญที่สุด เทคโนโลยีใหม่นี้ไม่ใช่รูปแบบสื่อที่ JVC เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว
มันเกิดจากการรวมกลุ่มของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก นำโดย Toshiba, Sony และ Panasonic ที่ร่วมกันกำหนดมาตรฐานกลางขึ้นมา…
สิ่งนี้ทำให้ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ JVC เคยมีมลายหายไปในพริบตา
สิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่เคยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากค่าลิขสิทธิ์ไม่มีอีกต่อไป…
ทันใดนั้น JVC ก็กลายเป็นแค่บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าธรรมดาๆ อีกแห่งนึงเท่านั้น ที่ต้องผลิตเครื่องเล่นหน้าตาเหมือนๆ กับคู่แข่งรายอื่นในตลาด…
ยิ่งไปกว่านั้น รากฐานของอุตภาพอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าก็กำลังสั่นคลอน
โรงงานทั่วเอเชียสามารถผลิตสินค้าได้ในราคาที่ถูกกว่ามาก…
เครื่องใช้ไฟฟ้ากลายเป็นสินค้าที่ต้องแข่งขันกันด้วยราคาเพื่อแย่งชิงลูกค้า
และต้นทุนของ JVC ที่เคยยิ่งใหญ่ก็สูงเกินกว่าจะแข่งขันในเกมนี้ได้…
คำถามที่น่าสนใจก็คือ ทำไม JVC ถึงไม่พลิกโฉมตัวเองเหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีต
คำตอบก็คือบริบทขององค์กรได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว…
การก้าวกระโดดในช่วงแรกเกิดขึ้นเมื่อบริษัทยังมีขนาดเล็กและมีความคล่องตัว
แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขากลายเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่เชื่องช้าและอุ้ยอ้าย…
พวกเขาถูกถ่วงด้วยโรงงานและสายการผลิตที่ออกแบบมาเพื่อโลกยุคเก่า
เมื่อถึงยุคที่ทีวีจอแก้วกำลังถูกแทนที่ด้วยทีวีจอแบน ธุรกิจนี้ต้องการเงินลงทุนมหาศาล…
สายป่านทางการเงินของพวกเขาไม่ยาวพอจะไปสู้กับคู่แข่งหน้าใหม่ได้
ผนวกกับปัญหาค่าเงินของญี่ปุ่นที่แข็งค่าขึ้น ยิ่งทำให้ราคาสินค้าส่งออกแพงขึ้นไปอีก…
เมื่อตัวเลขผลประกอบการขาดทุนติดต่อกันหลายปี บริษัทแม่อย่าง Panasonic ก็เริ่มทบทวนการลงทุน
การตัดสินใจที่เจ็บปวดก็เกิดขึ้นเมื่อพวกเขาถูกบังคับให้ควบรวมกิจการ…
มีการประกาศควบรวมกิจการกับ Kenwood ที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน
ก่อตั้งเป็นบริษัทโฮลดิ้งแห่งใหม่ในชื่อ JVC Kenwood เพื่อเอาชีวิตรอดในพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง…
1
มันไม่ใช่การควบรวมกิจการเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่
แต่มันคือการที่อดีตคู่แข่งสองรายที่กำลังบาดเจ็บสาหัสทั้งคู่ต้องมาพยุงร่างของกันและกัน…
และในเวลาต่อมา Panasonic ที่เคยอุ้มชูก็ได้เทขายหุ้นที่เหลืออยู่ออกไปจนหมด
ปิดฉากความสัมพันธ์ที่ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษลงอย่างสมบูรณ์…
ปัจจุบัน บริษัทที่ควบรวมกิจการระหว่าง JVC และ Kenwood ยังคงดำเนินธุรกิจอยู่
แต่พวกเขาไม่ได้เป็นจุดศูนย์กลางในห้องนั่งเล่นของผู้คนอีกต่อไป…
บริษัทหันไปมุ่งเน้นตลาดเฉพาะกลุ่มอย่างเช่นเครื่องเสียงติดรถยนต์หรืออุปกรณ์สำหรับมืออาชีพ
ซึ่งเป็นธุรกิจที่มั่นคงแต่มักจะไม่เป็นที่สังเกตเห็นโดยผู้บริโภคทั่วไป…
ส่วนชื่อแบรนด์ที่คุ้นเคยบนเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาประหยัดในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงการให้สิทธิ์ใช้งานตราสินค้าแก่ผู้ผลิตรายอื่นเท่านั้น…
จะมีก็เพียงแต่ในประเทศญี่ปุ่นที่ชื่อแบรนด์ดั้งเดิมอย่าง Victor และสุนัขตัวน้อยอย่างเจ้า Nipper ที่ยังคงถูกเก็บรักษาไว้
มันถูกสงวนไว้สำหรับสินค้าเครื่องเสียงระดับพรีเมียมเพื่อตอบโจทย์คนที่หลงใหลในเสียงดนตรี…
บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากเรื่องราวของ JVC ก็คือ
การเป็นผู้บุกเบิกและเป็นที่หนึ่งในตลาดไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันความอยู่รอดอย่างถาวร…
พวกเขาไม่ได้ล้มเหลวเพราะพวกเขาไร้ความสามารถหรือหยุดพัฒนา
แต่พวกเขาพ่ายแพ้เพราะพวกเขาเก่งเกินไปและยึดติดกับความสำเร็จในยุคเก่ามากเกินไป…
พวกเขาปรับตัวไม่ทันเมื่อคลื่นแห่งยุคดิจิทัลถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ครั้งต่อไปหากคุณบังเอิญเห็นม้วนเทป VHS เก่าๆ ในห้องเก็บของ ก็ให้ลองมองมันให้ลึกซึ้งขึ้นอีกนิดนะครับ…
รูปแบบวิดีโอนี้เคยเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์
1
มันเกิดจากวิศวกรกลุ่มเล็กๆ ที่กล้าท้าทายบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุด…
เทปม้วนนั้นมีอายุยืนยาวและเป็นที่จดจำได้มากกว่าตัวตนที่แท้จริงของบริษัทเสียอีก
พวกเขาไม่ได้ล่มสลายหายไปพร้อมกับเรื่องอื้อฉาวหรือการทำผิดพลาดร้ายแรง…
พวกเขาเพียงแค่ค่อยๆ เลือนหายไป กลายเป็นเพียงฉากหลังของโลกที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเป็นผู้กำหนดเกม
และนี่อาจเป็นบทสรุปทางธุรกิจที่ให้ข้อคิดได้อย่างลึกซึ้งที่สุดข้อหนึ่งเลยทีเดียวครับผม…
References : [wikipedia,sony,panasonic,theverge,bbc]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมลองใช้เองมาหนึ่งสัปดาห์ บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/what-happened-to-jvc/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา