2 ชั่วโมงที่แล้ว • หนังสือ

เอมีล โซลา (Émile Zola)

(1840–1902)
นักเขียนนวนิยายชาวฝรั่งเศสที่โดดเด่นที่สุดในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โซลาได้ขยายขอบเขตของนวนิยายด้วยแนวทาง “ธรรมชาตินิยม” (Naturalism) ที่ถ่ายทอดชีวิตทุกระดับชั้นในสังคมอย่างตรงไปตรงมาและไม่ปิดบัง รวมถึงมีการบรรยายเรื่องเพศไว้อย่างชัดเจน
เอมีล โซลา เกิดที่ปารีสในปี 1840 เป็นบุตรของวิศวกรชาวอิตาลีและมารดาชาวฝรั่งเศส เดิมทีครอบครัวมีฐานะดี แต่ได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองเอ็กซ์-ออง-โปรว็องส์ (Aix-en-Provence) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสในปี 1843
หลังจากบิดาเสียชีวิตในอีก 4 ปีต่อมา ครอบครัวก็ประสบปัญหาทางการเงินจนยากจนลง ต่อมาในปี 1858 โซลาเดินทางกลับมายังปารีส เขาต้องหาเลี้ยงชีพด้วยงานเสมียน และได้พบกับ อเล็กซ็องดรีน เมอเล (Alexandrine Meley) หญิงสาวชนชั้นแรงงานชาวปารีส ซึ่งต่อมาทั้งสองได้แต่งงานกัน ประสบการณ์การใช้ชีวิตในชนชั้นล่างของปารีสในช่วงเวลานี้ กลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่เขานำมาใช้ในนวนิยายของเขาในเวลาต่อมา
ในช่วงทศวรรษ 1860 ระหว่างที่ทำงานในแผนกขายของสำนักพิมพ์อาเชต (Hachette) โซลาเริ่มสร้างชื่อในฐานะนักข่าวและนักเขียนนวนิยาย เขาได้ร่วมกลุ่มกับศิลปินที่ต่อมาถูกเรียกว่ากลุ่มอิมเพรสชันนิสต์ (Impressionists) พร้อมกับเพื่อนในวัยเด็กอย่าง ปอล เซซาน (Paul Cézanne)
นวนิยายเรื่องสำคัญเรื่องแรกของเขาคือ แตร์แรส ราแก็ง (Thérèse Raquin) ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1867 เป็นเรื่องราวแนวเมโลดราม่าที่สั่นสะเทือนวงการ ว่าด้วยเรื่องของตัณหา การฆาตกรรม และความรู้สึกผิด
ในปีถัดมา เขาได้วางแผนเขียนชุดนวนิยายเพื่อเทียบชั้นกับชุด Human Comedy ของ ออนอเร เดอ บัลซัก (Honoré de Balzac) โดยผลงานชุดนี้เขียนขึ้นตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า “ธรรมชาตินิยม” (Naturalism) ซึ่งมุ่งแสดงให้เห็นว่ากรรมพันธุ์และสภาพแวดล้อมมีอิทธิพลต่อชีวิตของสมาชิกในครอบครัวเดียวกันอย่างไร ซึ่งก็คือครอบครัวรูว์กง-มาการ์ (Rougon-Macquarts) การดำเนินงานตามแผนการใหญ่นี้ทำให้โซลาต้องทุ่มเทเวลาให้กับการเขียนอยู่นานกว่าสองทศวรรษ
ธรรมชาตินิยม (Naturalism)
นวนิยายชุดรูว์กง-มาการ์ ทั้ง 20 เล่ม เล่มแรกคือ โชคชะตาของตระกูลรูว์กง (The Fortune of the Rougons) ตีพิมพ์ในปี 1871 แต่เล่มที่ 7 อย่าง ลัสซอมมัวร์ (L’Assommoir) ในปี 1877 ต่างหากที่สร้างชื่อเสียงให้แก่โซลาอย่างแท้จริง นวนิยายเรื่องนี้ใช้ภาษาปากของชาวปารีสอย่างแพร่หลาย เป็นการถ่ายทอดชีวิตของชนชั้นแรงงานที่ถูกทำลายด้วยความยากจนและสุราได้อย่างแจ่มชัด หลังจากนั้นเขาก็ประสบความสำเร็จท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อีกหลายเรื่อง เช่น นานา (Nana) ในปี 1880 ซึ่งเป็นเรื่องราวของหญิงขายบริการ
แฌร์มีนาล (Germinal) ในปี 1885 ที่มีฉากหลังเป็นเหมืองแร่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส และ ความล่มสลาย (The Debacle) ในปี 1892 ซึ่งพรรณนาถึงสงครามและการปฏิวัติที่ถาโถมเข้าใส่ฝรั่งเศสในช่วงปลายยุคจักรวรรดิที่สอง แม้ว่าแนวทาง “ธรรมชาตินิยม” ของโซลาจะอ้างอิงหลักการทางวิทยาศาสตร์และการค้นคว้าข้อมูลก่อนเขียน แต่ผลงานเหล่านี้ก็ยังเปรียบเสมือนละครมหากาพย์ที่เปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์ ซึ่งวาดออกมาด้วยฝีแปรงที่กว้างไกลและเต็มไปด้วยสัญลักษณ์
โซลาใช้ประโยชน์จากเสรีภาพในการแสดงออกภายใต้สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่สาม ทำให้เขาสามารถเขียนถึงหัวข้อที่เคยเป็นเรื่องต้องห้ามมาก่อนได้ เช่น การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ซึ่งถูกกล่าวถึงในนวนิยายเรื่อง ผืนดิน (The Earth) ในปี 1887 นอกจากนี้ เขายังปฏิเสธศีลธรรมแบบจารีตในชีวิตส่วนตัว โดยรักษาความสัมพันธ์กับชู้รักสาวที่ชื่อ ฌาน โรเซโร (Jeanne Rozerot) ตั้งแต่ปี 1888 และมีบุตรด้วยกันสองคน
ในปี 1898 โซลาได้เข้าไปมีส่วนร่วมในคดีอื้อฉาวทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส หรือที่เรียกว่า “คดีเดรย์ฟุส” (Dreyfus affair) โดยเขาได้ออกมาประณามทางการฝรั่งเศสเรื่องการต่อต้านชาวยิวและการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม ทำให้เขากลายเป็นวีรบุรุษของฝ่ายซ้ายและเป็นบุคคลที่ฝ่ายขวาเกลียดชัง จากการถูกฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาท เขาจึงต้องลี้ภัยไปยังอังกฤษ หลังจากเดินทางกลับฝรั่งเศส เขาได้เสียชีวิตลงในปี 1902 จากการสูดดมก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์จากปล่องไฟที่อุดตัน
ข้อมูลบุคคล: ปอล เซซาน (Paul Cézanne)
โซลาและเซซานเรียนโรงเรียนเดียวกันในเมืองเอ็กซ์-ออง-โปรว็องส์ และเป็นโซลานี่เองที่สนับสนุนให้เพื่อนของเขาเดินทางจากเอ็กซ์ไปแสวงหาโอกาสที่ปารีส ในปี 1873 โซลาได้นำบุคลิกของเซซานไปเป็นต้นแบบของตัวละครศิลปินที่ชื่อ โคลด ล็องตีเย (Claude Lantier) ในนวนิยายเรื่อง The Belly of Paris
ทั้งสองยังคงเป็นเพื่อนกันจนกระทั่งในปี 1886 โซลาได้ตีพิมพ์นวนิยายเรื่อง ผลงานชิ้นเอก (L’Oeuvre) ซึ่งตัวละครจิตรกรอย่าง ล็องตีเย ในเรื่องนี้ต้องจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายเพราะความหมกมุ่นในการค้นหาอุดมคติทางศิลปะ เซซานส่งหนังสือนิยายเล่มที่โซลาส่งมาให้กลับคืนไป และหลังจากนั้นทั้งสองคนก็ไม่ได้พูดคุยกันอีกเลย
ที่มา: Writer who changed history
โฆษณา