วันนี้ เวลา 03:00 • ธุรกิจ

ทำไมชื่อ “Christopher Nolan” ถึงกลายเป็นแบรนด์ สร้างหนังกี่เรื่อง คนก็พร้อมซื้อตั๋วดู

คริสโตเฟอร์ โนแลน หรือ Christopher Nolan เป็นชื่อที่คอหนังหลายคนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี กับผู้กำกับในตำนานที่ไม่ว่าจะสร้างภาพยนตร์ออกมากี่เรื่อง คนก็พร้อมจะซื้อตั๋วเข้าไปดูในโรงหนังตลอด
ซึ่งปรากฏการณ์นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้กำกับทุกคน
เพราะในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ หนังที่ขายตั๋วได้ง่ายที่สุดมักจะเป็นหนังแฟรนไชส์ที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น เช่น Marvel, DC, Star Wars หรือ Harry Potter
แต่คริสโตเฟอร์ โนแลน เป็นหนึ่งในไม่กี่คน ที่ทำให้ชื่อของผู้กำกับกลายเป็นเหตุผลหลักให้คนต้องยอมซื้อตั๋วหนัง เพื่อเข้าไปดูในโรงตั้งแต่หนังฉายวันแรก ๆ
จนหลายคนตั้งฉายาให้ว่า “เสด็จพ่อโนแลน” เพื่อยกย่องความเก่งกาจในการสร้างหนังของเขา
แล้วทำไมคนจำนวนมากถึงรู้สึกว่า แค่เห็นชื่อโนแลนบนโปสเตอร์หนัง ก็ควรค่าแก่การไปดูแล้ว ?
จริง ๆ ต้องบอกว่า กว่าโนแลนจะมีชื่อเสียงได้ขนาดนี้ เขาใช้เวลาสร้าง และสั่งสมมันขึ้นมามากกว่า 25 ปี
นับตั้งแต่เรื่อง Following ในปี 1998 ซึ่งเป็นภาพยนตร์ยาวเรื่องแรกของโนแลน ที่ใช้งบในการสร้างแค่ประมาณ 200,000 บาทเท่านั้น มาจนถึงเรื่อง Oppenheimer ในปี 2023
และล่าสุดกับหนังที่กำลังฉายอย่างเรื่อง The Odyssey เรื่องราวการเดินทางล่องเรือกลับบ้านที่ใช้ระยะเวลากว่า 10 ปี ของวีรบุรุษ “โอดิสซุส” หลังจากจบสงครามกรุงทรอย
ซึ่งสไตล์การสร้างหนังของโนแลน ตลอดกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนก็ตาม จะแสดงกลิ่นอายความเป็นเอกลักษณ์และสะท้อนตัวตนของเขาเองได้อย่างชัดเจนเสมอ
ทีนี้ลองมาไล่เรียงภาพยนตร์ ที่น่าสนใจบางเรื่องกันว่า โนแลนสร้างลายเซ็นของเขาขึ้นมาได้อย่างไร
1. Memento (2000)
ภาพยนตร์ลำดับที่ 2 ของโนแลน และเป็นหนังที่ทำให้เขาแจ้งเกิดระดับโลกก็ว่าได้ กับเทคนิคการเล่าเรื่องแบบย้อนกลับที่คนดูจะได้เห็นฉากจบก่อน แล้วค่อยย้อนกลับไปหาต้นตอของเรื่องราวทั้งหมดทีละฉาก
ขณะเดียวกันตัวเอกของเรื่องก็ป่วยเป็นโรคความจำสั้น โดยเขาจะจำเรื่องราวตรงหน้าได้ไม่เกิน 10 นาที ก่อนที่จะถูกรีเซตใหม่ เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
ทำให้เขาต้องพึ่งรูปถ่าย ข้อความสั้น ๆ และรอยสัก เพื่อตามหาฆาตกรที่ฆ่าภรรยาของเขา
โดยโนแลนลำดับการเล่าเรื่องระหว่างฉากจบ สลับกับฉากเริ่มต้น ทำให้ทุกครั้งที่กล้องตัดฉาก คนดูจะถูกดึงให้ลืมเรื่องราวที่ผ่านมาเหมือนกับตัวเอก ซึ่งเป็นกลวิธีการเล่าเรื่องที่เหนือชั้นอย่างมาก
2. Inception (2010)
ภาพยนตร์โจรกรรมผสมไซไฟที่มีคอนเซปต์ “ฝันซ้อนฝัน” โดยความฝันมีการแบ่งระดับความลึกหลายชั้น และยิ่งฝันลึกมากเท่าไร เวลาก็จะยิ่งเดินเร็วและอันตรายกับการทำภารกิจโจรกรรมข้อมูลมากขึ้นเท่านั้น
ซึ่งฉากจบก็ทำให้หลายคนงงว่า สรุปแล้วตอนนี้คือโลกแห่งความจริงหรือโลกแห่งความฝันกันแน่
3. Interstellar (2014)
ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องทฤษฎีสัมพัทธภาพของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ผ่านการยืดหดของกาลอวกาศในบริเวณที่มีความโน้มถ่วงสูงมาก ๆ อย่างหลุมดำ ซึ่งทำให้เวลาโดยรอบเดินช้าลงตามไปด้วย
และความพิเศษอีกอย่างของหนังเรื่องนี้ก็คือ การจำลองภาพหลุมดำ “Gargantua” ออกมาได้ถูกต้องตามหลักฟิสิกส์และคณิตศาสตร์เป็นครั้งแรก
4. Tenet (2020)
1
ภาพยนตร์แอกชันที่เล่าคอนเซปต์การย้อนกลับของเอนโทรปีและการผกผันของเวลา ซึ่งไม่ใช่การย้อนเวลาแบบปกติที่เราเข้าใจกัน แต่เป็นการที่ตัวละครและวัตถุต่าง ๆ เคลื่อนที่ถอยหลังสวนทางกับเวลาปกติบนโลก
ทำให้ในหนังเราจะเห็นหลาย ๆ ฉากที่ดูขัดกับสามัญสำนึก เช่น กระสุนปืนที่ฝังอยู่ในผนังบินกลับเข้ากระบอกปืนเหมือนเดิม หรือกองทัพทหารเดินถอยหลังกลับไป ณ จุดเวลาเริ่มต้น
และอีกสิ่งที่คนพูดถึงก็คือ ดู Tenet จนหนังจบแล้ว เราก็ยังไม่รู้ชื่อของตัวเอกอยู่ดี
5. Oppenheimer (2023)
ภาพยนตร์ชีวประวัติของออปเพนไฮเมอร์ นักวิทยาศาสตร์ที่คิดค้นระเบิดปรมาณูในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยฉากไฮไลต์ของหนังเรื่องนี้ก็คือ “Trinity Explosion” หรือการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรกของโลก
ซึ่งฉากนี้โนแลนใช้ระเบิดจริง อย่างระเบิดแก๊ส ในการถ่ายทำ และใช้มุมกล้องกับการตัดต่อเข้าช่วย แทนการใช้ CGI ทำให้ฉากนี้ดูสมจริงมาก
จากตัวอย่างเหล่านี้จะเห็นได้ชัดเจนว่า แกนหลักในหนังของโนแลนมีความเข้าใจยาก ลึกล้ำ ซับซ้อน และบางเรื่องก็ยังจับเอาทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มานำเสนออีก จนแทบจะกลายเป็นหนังเฉพาะกลุ่ม
แต่เขาก็ทำให้หนังที่มีคอนเซปต์ยาก ๆ กลายเป็นหนังที่คนทั่วไปก็ดูได้ ด้วยการผสมสไตล์หนังแมสเข้าไป เช่น แอกชัน ระทึกขวัญ การโจรกรรม ไซไฟ การเมือง หรือแม้กระทั่งดรามา
ทำให้ไม่ว่าใครที่ได้ดูหนังของโนแลน จะได้ซึมซับทั้งเรื่องราวและอุปสรรคที่ตัวละครต้องพบเจอ ไปพร้อม ๆ กับคอนเซปต์หลุดโลกที่เชื่อมโยงหนังเข้ากับฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์ และปรัชญา ได้อย่างลงตัว
หรือในหนังบางเรื่องอย่าง Memento ที่เป็นหนังระทึกขวัญทั่วไป แต่พอนำมาเล่าในรูปแบบที่คาดไม่ถึง ก็กลายเป็นหนังที่ทุกคนที่ดูต้องมานั่งคุยวิเคราะห์เป็นเรื่องเป็นราวเช่นเดียวกัน
และพอเราดูหนังจบก็ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะจบแค่นั้น เพราะมีเรื่องราวให้ทุกคนต้องกลับไปดูซ้ำอีกครั้ง เพื่อเก็บรายละเอียดต่าง ๆ ที่อาจตกหล่นไป หรือต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อรีเช็กว่าเราเข้าใจถูกต้องจริงไหม
ซึ่งเอกลักษณ์การทำหนังแบบนี้ของโนแลนกว่า 25 ปี ก็ทำให้ชื่อของเขากลายเป็น “แบรนด์” ในวงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไปเรียบร้อยแล้ว
แม้คนดูจะเห็นโปสเตอร์หนังและตัวอย่างหนังไปแล้วก็ตาม แต่พลัง Personal Branding ของโนแลนก็ทรงอิทธิพลอย่างมาก เพราะชื่อของเขาทำให้คนดูคาดหวังอะไรหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น
- การเล่าที่ไม่ได้เรียงตามไทม์ไลน์และไม่ได้มีเส้นเรื่องเดียว แต่ต้องมีความซับซ้อนมากกว่านั้น
- คอนเซปต์ทางวิทยาศาสตร์และปรัชญาที่น่าสนใจ และทำให้คนดูว้าวได้ทันทีที่ได้เห็น
- การไม่ใช้ CGI ในภาพยนตร์ แต่จบทุกอย่างหลังกล้องตั้งแต่ช่วงถ่ายทำ
- การหักมุมแบบที่คาดไม่ถึง หรือการเชื่อมปมหนังแต่ละช่วงเข้าด้วยกันได้แบบเนียนมาก ๆ
- ฉากจบที่เคลียร์ปมของเรื่อง แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ทำให้คนดูต้องไปถกเถียงกันต่อ
สำหรับโนแลนที่ทำหนังโดยยึดหลักการเหล่านั้น มีสไตล์ชัดพอ มีมาตรฐานสูง และทำซ้ำจนคนเชื่อและจดจำได้ ก็ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Brand Trust” และชื่อของเขาก็เริ่มมีมูลค่าในตัวเองขึ้นมานับแต่นั้น
จนทุกวันนี้ ไม่ว่าเขาจะสร้างหนังเรื่องอะไรก็ตาม ทุกคนก็พร้อมตีตั๋วไปดูในโรง และใคร ๆ ก็ยกย่องให้เขาเป็นหนึ่งในผู้กำกับระดับมือพระกาฬของโลกนั่นเอง
โฆษณา