15 ก.ค. เวลา 16:25 • หนังสือ

เฮนรี เจมส์ (Henry James)

(1843–1916)
ในช่วงปลายชีวิต เขาเป็นที่รู้จักในฉายา "เดอะ มาสเตอร์" (the Master) เจมส์เป็นนักเขียนนวนิยาย เรื่องยาวขนาดสั้น และเรื่องสั้น ผลงานแนวจิตวิทยาที่เข้มข้นและผ่านการกลั่นกรองมาอย่างประณีตของเขา ได้ยกระดับศิลปะการประพันธ์ให้มีความลุ่มลึกและซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น
เฮนรี เจมส์ เกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยและมีชื่อเสียงด้านปัญญาชนในนิวยอร์ก เขาเติบโตมากับการอ่านนวนิยายภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ และได้เดินทางไปยุโรปพร้อมกับครอบครัวเป็นเวลาห้าปีในช่วงวัยรุ่น หลังจากตัดสินใจว่าจะยึดอาชีพนักเขียนนวนิยาย ความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมและมารยาทของสังคมอเมริกันและยุโรปก็กลายเป็นหัวข้อหลักในการเขียนของเขาโดยธรรมชาติ
ความย้อนแย้งระหว่างความไร้เดียงสาแบบอเมริกันกับความเสื่อมโทรมแบบยุโรป กลายเป็นจุดเน้นในนวนิยายยุคแรกของเขา เช่น The Europeans (1878) ก่อนที่เจมส์จะสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักจากการสร้างตัวละคร "สาวอเมริกัน" ที่มีความทันสมัยและกล้าหาญในเรื่องยาวขนาดสั้น Daisy Miller (1879) และนวนิยายเรื่อง The Portrait of a Lady (1880–81) นับจากนั้นเป็นต้นมา เขาก็ย้ายไปพำนักอยู่ในอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นการถาวร
เรื่องส่วนตัวของเจมส์ยังคงเป็นปริศนา หากเขาเป็นคนรักเพศเดียวกัน เขาก็ปกปิดตัวตนนั้นไว้อย่างมิดชิด โดยใช้ชีวิตอย่างสันโดษมาโดยตลอด แต่ในช่วงบั้นปลายชีวิต เขาได้พบกับความรัก (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องทางเพศ) กับชายหนุ่มสองคน
นอกจากนี้ เขายังมีความผูกพันทางอารมณ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้หญิงหลายคน การจากไปก่อนวัยอันควรของ มินนี เทมเพิล (Minny Temple) ลูกพี่ลูกน้องอันเป็นที่รักในปี 1870 ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ตามหลอกหลอนในผลงานเขียนของเขา และเธอยังเป็นต้นแบบของตัวละคร มิลลี ธีล (Milly Theale) ผู้โชคร้ายในเรื่อง The Wings of the Dove (1902) อีกด้วย
ความปรารถนาที่ซ่อนเร้น
เจมส์มักจะแทรกประเด็นต้องห้ามต่างๆ เข้าไปในผลงานเขียนของเขาอย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรักร่วมเพศหญิงใน The Bostonians (1886) เรื่องกามวิปริตในเด็กใน The Turn of the Screw (1898) และเรื่องความสัมพันธ์ทางสายเลือดใน The Golden Bowl (1904) ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดภายใต้ลีลาการเขียนที่ซับซ้อน
เขามีความเชื่อว่าสามารถพูดถึงเรื่องใดก็ได้ขอเพียงแค่สื่อสารออกมาอย่างคลุมเครือเท่านั้น นอกจากนี้ในเรื่อง What Maisie Knew ( 1897) เขายังได้สะท้อนภาพการคบชู้และการแย่งชิงอำนาจของผู้ใหญ่ผ่านสายตาที่ซื่อตรงของเด็กที่ถูกมองว่าไร้เดียงสา
ส่วนนวนิยายเรื่อง The Ambassadors (1903) ได้บอกเล่าเรื่องราวอันน่าเศร้าซึ่งอาจเป็นชีวิตของเจมส์เอง เกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่เดินทางจากสังคมอเมริกันที่เคร่งครัดในศีลธรรมมายังปารีส แต่กลับติดอยู่ในกรอบของมโนธรรมจนไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่
ในช่วงปลายชีวิต เจมส์ใช้วิธีการดำเนินเรื่องที่อ้อมค้อมมากขึ้นเพื่อสำรวจความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ เขาเลือกที่จะถ่ายทอดเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านมุมมองของตัวละครที่เต็มไปด้วยการหลอกตัวเองและการหลบเลี่ยงความจริงอันละเอียดอ่อน ผลงานยุคหลังของเขาใช้วิธีการบอกให้คนอื่นเขียนตาม เนื่องจากเจมส์เริ่มเขียนหนังสือด้วยลายมือตัวเองได้ยากขึ้น หลังจากปี 1904 เขาก็ไม่ได้เขียนนวนิยายเรื่องสำคัญใดๆ อีก เขาตัดสินใจโอนสัญชาติเป็นชาวอังกฤษในปี 1915 และเสียชีวิตที่ย่านเชลซี กรุงลอนดอน ในปีต่อมา
ประวัติโดยย่อ: วิลเลียม เจมส์ (William James)
วิลเลียม เจมส์ ( 1842–1910) พี่ชายคนโตของเฮนรี เป็นนักปรัชญาคนสำคัญและหนึ่งในผู้ก่อตั้งวิชาจิตวิทยาสมัยใหม่ ผลงานของเขาประกอบด้วยหนังสือเรื่อง The Principles of Psychology (1890) และ The Varieties of Religious Experience (1901–02)
ในช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ วิลเลียมได้รับการยกย่องว่าเป็นพี่น้องที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงมากกว่าเฮนรี วิลเลียม เจมส์ เป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า "กระแสสำนึก" (stream of consciousness) เพื่ออธิบายถึงกระแสความคิดที่ไหลเวียนอยู่ในจิตใจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวคิดนี้ได้ส่งอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อนวนิยายของเฮนรี เจมส์ และมีผลต่อวรรณกรรมโมเดิร์นนิสต์ในยุคต่อมา
ที่มา: Writers who changed history
โฆษณา