Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
พงศาวดารวันพรุ่ง (The Tomorrow Chronicles)
•
ติดตาม
16 ก.ค. เวลา 02:28 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่
ตอนที่ 81 สุลต่านผู้ปล่อยวาง: เมื่อสุลต่านอยากปลูกผักสู่การสละบังลังก์ที่ "งง" ที่สุดในประวัติศาสตร์
🟥 จากตอนที่แล้วที่ผมพยายามเรียบเรียงสิ่งที่สุลต่านมูรัดที่ 2 ต้องเผชิญ 1443-1444 ก็เพื่อให้เข้าใจสภาพจิตใจของมูรัดที่ 2 ในช่วงเวลานั้นเพราะสิ่งที่พระองค์ตัดสินในตอนที่ 81 นี้ สร้างความมึนงงให้ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ออตโตมันมาหลายยุคหลายสมัย
🟥 ก่อนเข้าเรื่องเรามาที่เริ่มต้นการทำสนธิสัญญาเซเกด 1444 เพื่อสำรวจสภาพของแต่ล่ะฝ่ายกันก่อนว่าบอบช้ำขนาดไหน หลังเหตุการณ์ (The Long Campaign) ของฮุนยาดี
🟥 ฝั่งออตโตมัน
♦︎ เผชิญวิกฤตศึกสองด้าน ทางตะวันตก (ยุโรป) ต้องรับมือกับการรุกรานอย่างดุดันของ ยาโนช ฮุนยาดี ในขณะเดียวกัน ทางตะวันออก (อนาโตเลีย) ก็เกิดการก่อกบฏโดยพวกคารามัน
♦︎ กองทัพออตโตมันพ่ายแพ้ติดต่อกันหลายครั้งในบอลข่านระหว่างการรณรงค์ของฮุนยาดี จนสูญเสียหัวเมืองสำคัญ และขวัญกำลังใจทหารตกต่ำ
♦︎ ความพังของสุลต่าน การสูญเสียเจ้าชายอาลาเอดดิน (Alaeddin) พระโอรสองค์โตผู้เป็นทายาทอันดับหนึ่งไปอย่างกะทันหัน พระองค์ทรงโศกเศร้าอย่างหนักเหนื่อยหน่ายกับสงครามและการเมือง
🟥 ฝั่งคริสเตียน
♦︎ แม้ฮุนยาดีจะชนะรวด แต่การเดินทัพที่ยาวนานหลายเดือนบวกกับฤดูหนาวที่โหดร้าย ทำให้เสบียงอาหารร่อยหรอ โรคระบาดเริ่มคุกคาม และทหารเหนื่อยล้าจนไม่สามารถรุกคืบต่อไปถึง เอดีร์เน่ เมืองหลวงของออตโตมันได้
♦︎ ดียูรัด บรานโควิช (Đurađ Branković) ผู้ปกครองเซอร์เบีย เป็น "โต้โผใหญ่" ที่ผลักดันการเจรจา เขาทุ่มสุดตัวถึงขั้นยอมยกที่ดินส่วนตัวมหาศาลในฮังการีให้ฮุนยาดี เพื่อแลกกับการให้ฮุนยาดียอมสนับสนุนการสงบศึก
♦︎ กษัตริย์ววาดิสวัฟที่ 3 ยังมีปัญหาความมั่นคงในบัลลังก์ฮังการี เนื่องจากพระองค์เป็นผู้ปกครองต่างชาติที่จับผลัดจับพลู ขึ้นบังลังก์ฮังการีจึงยังมีขั้วอำนาจในประเทศที่ต่อต้านและสนับสนุนทายาทสายอื่น
🟪 การเจรจาเริ่มขึ้นที่เมืองเอดิร์เน (Edirne) และไปสิ้นสุดด้วยการให้สัตยาบันกันที่เมืองเซเกด (Szeged) ในฮังการี โดยมีเงื่อนไขที่ฝ่ายคริสเตียนได้เปรียบอย่างมาก:
🟪 พักรบ 10 ปี: ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไม่รุกรานกันเป็นเวลาสิบปีเต็ม
คืนดินแดนและป้อมปราการ: ออตโตมันต้องถอนทหารออกจากเซอร์เบียและแอลเบเนีย คืนป้อมปราการ 24 แห่ง (รวมถึงป้อมสำคัญอย่าง Smederevo) ให้กับ ดียูรัด บรานโควิช (Đurađ Branković) ผู้ปกครองเซอร์เบีย
🟪ปล่อยตัวประกัน: สุลต่านมูรัดที่ 2 ยอมปล่อยตัวบุตรชายสองคนของบรานโควิชที่ถูกจับเป็นตัวประกันไว้
🟪 จ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม: ออตโตมันตกลงจ่ายเงิน 100,000 ฟลอรินทองคำให้กับกษัตริย์ววาดิสวัฟที่ 3 (Władysław III) แห่งโปแลนด์และฮังการี
.🚩 ความเครียดและสูญเสีย จากภาระหน้าที่ผู้ปกครองได้ทำให้ส่วนความเป็นผู้พิชิตของมูรัดที่2 มลายไปสิ้น หลังจากการลงนามสงบศึกสุลต่านมูรัดที่ 2 ได้ตัดสินใจสละราชสมบัติ และยกบัลลังก์ให้กับ ชาห์ซาเด เมห์เหม็ด (Şehzade Mehmed) พระโอรสวัยเพียง 12 พรรษา
🚩นั้นสร้าง ความงงให้ทุกฝ่ายทันที เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “การสละราชย์” เรื่องแบบนั้นกษัตริย์หลายคนก็ทำกันแต่มันอยู่ที่ "จังหวะเวลา" และ "ผู้สืบทอด"
🟧 งงที่ 1: ทิ้งอำนาจจักรวรรดิให้เด็ก 12 ในขณะที่ออตโตมันกำลังทำสงครามขับเคี่ยวกับฮังการีและคริสเตียน การส่งมอบอำนาจสูงสุดให้เด็กอายุ 12 ปี (เด็ก ป.6) ที่ไม่มีประสบการณ์การปกครองเลยเป็นการกระทำที่อัครเสนาบดี (Grand Vizier) อย่าง ฮาลิล ปาชา (Halil Pasha) ถึงกับกุมขมับ เพราะมันคือการเผยจุดอ่อนเป้าโตให้ศัตรู
🟧 งงที่ 2: เมื่อสุลต่านอยากไปปลูกผัก มูรัดที่ 2 ไม่ได้สละบัลลังก์เพราะถูกรัฐประหาร หรือเพราะป่วยหนัก แต่พระองค์สละบัลลังก์เพราะ "อยากไปปลูกส้ม จิบกาแฟ อ่านเขียนกวี และสนทนาธรรมกับนักปราชญ์ซูฟี" ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ของสุลต่านออตโตมันที่ต้องเป็นผู้นำทัพเป็นตัวแทนแนวหน้าอิสลามทำสงครามศักดิ์สิทธิ์..
.🟫 แต่เดี๋ยวก่อนอ่านถึงตรงนี้อาจมีอารมณ์ขึ้นมาบ้างพระองค์ ไม่ได้ "ทิ้งงาน" แบบไร้ความรับผิดชอบ พระองค์รู้ดีว่าลูกชายยังเด็ก จึงได้วางขุมกำลังและ "พี่เลี้ยง" (Lala) ระดับหัวกะทิไว้ประกบเมห์เหม็ดเป็นอย่างดีและแน่นหนา เพื่อที่จะฟูมฟักเด็กน้อยให้เป็นสุลต่านที่ดีในอนาคตได้
โครงสร้างอำนาจที่มูรัดทิ้งไว้ แบ่งเป็น 2 ขั้วอำนาจหลักที่ทำหน้าที่ฟูมฟักและประคองพระโอรสอย่างดี
🟪 1. ฝ่ายบริหารสายพิราบ: มรดกจากพ่อ
🟪 มูรัดที่ 2 มอบอำนาจบริหารราชการแผ่นดินทั้งหมดไว้ในมือของ
จันดาร์ลึ ฮาลิล ปาชา (Çandarlı Halil Pasha) ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นอัครเสนาบดี (Grand Vizier)
🟪 บทบาท: เขาเป็นรัฐบุรุษรุ่นเก๋า เป็นตัวแทนของขุนนางชั้นสูงชาวเติร์กดั้งเดิม และเป็นคนที่มูรัดไว้ใจที่สุด หน้าที่ของเขาคือเป็นเสาหลักที่คอย "เบรก" ความใจร้อนของเมห์เหม็ด และรักษานโยบายประนีประนอมเพื่อความมั่นคงของจักรวรรดิ
🟪 อิสฮัค ปาชา (İshak Pasha): เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่มีอิทธิพลสูงและเป็นพันธมิตรทางการเมืองคนสำคัญของฮาลิล ปาชา เขาเป็นตัวแทนของกลุ่มขุนนางเก่าจากฝั่งอนาโตเลีย (ตุรกีแท้) ที่เน้นความมั่นคงภายใน รักษาความสงบ และระแวดระวังการทำสงครามสเกลใหญ่กับยุโรป
🟥 2. ฝ่ายราชครูสายเหยี่ยว: คนของเมห์เหม็ด
🟥 ตามธรรมเนียมออตโตมัน เจ้าชายจะมีราชครูหรือพี่เลี้ยงประจำตัวเรียกว่า "ลาลา" (Lala) ซึ่งคนสำคัญที่สุดของเมห์เหม็ดคือ ซากานอส ปาชา (Zağanos Pasha)
🟥 บทบาท: ซากานอสไม่ได้เป็นแค่ครูสอนหนังสือ แต่เป็นกุนซือและผู้บัญชาการทหารที่มีแนวคิดแบบ "สายเหยี่ยว" (รุนแรงและทะเยอทะยาน) เขาเป็นคนคอยปลูกฝังให้เมห์เหม็ดฝันใหญ่ถึงการพิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิล และสนับสนุนเมห์เหม็ดในทุกๆ ด้าน
🟥 ชาฮาเบดดิน ปาชา (Şahabeddin Pasha): เป็นหนึ่งใน "ลาลา" (พระอาจารย์) คนสำคัญคู่กับซากานอส เขาเป็นแม่ทัพที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทหารสูงมาก และเป็นตัวตั้งตัวตีตัวยงที่สนับสนุนให้เมห์เหม็ดเปิดศึกกับฝั่งยุโรปและเตรียมการยึดคอนสแตนติโนเปิล
🟥 ซารูจา ปาชา (Saruca Pasha): เป็นขุนนางสายบู๊และผู้บัญชาการทหารอีกคนที่มักจะเห็นพ้องต้องกันกับซากานอสและชาฮาเบดดิน ทั้งสามคนนี้เปรียบเสมือน "แกนนำสายรุกราน" ที่คอยหนุนหลังนโยบายแข็งกร้าวของเมห์เหม็ด
🟩 3. ราชครูทางจิตวิญญาณ
🟩 อัคเชมเซดดิน (Akşemseddin): เขาคือพระอาจารย์ทางศาสนาและปราชญ์ที่ทรงอิทธิพลต่อความคิดและจิตใจของเมห์เหม็ดมากที่สุด เขาคือผู้ที่ปลูกฝังความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า เมห์เหม็ดคือ "ผู้ถูกเลือก" ตามคำทำนายทางศาสนาที่จะเป็นผู้พิชิตกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้สำเร็จ
เตรียมการให้ขนาดนี้แล้วปัญหาคืออะไร
🔺 ปัญหาคือ... สองฝ่ายนี้เกลียดกันเข้ากระดูกดำ
🔺 มูรัด อาจจะคิดว่าการมีขุนนางบุ๋นและบู๊อยู่ด้วยกันจะทำให้เกิดความสมดุล บวกกับสนธิสัญญาไม่รุกรานกันและกันนานถึง 10 ปี มากพอที่จะค่อยๆหล่อหลอมพระโอรสให้เป็นสุลต่านที่ดีได้
🚩 บทสรุป -> “Perfect plan ขอตัวไปปลูกผักนะ”
🔸 แต่ในความเป็นจริง ราชสำนักของเด็กชายวัย 12 ขวบ กลับกลายเป็นสนามอารมณ์ของการงัดข้อกันระหว่าง ฮาลิล ปาชา (สายอนุรักษ์นิยม) และ ซากานอส ปาชา (สายรุกราน)
🔸 เมื่อสายลับฝั่งคริสเตียนเห็นว่าราชสำนักออตโตมันกำลังแตกแยก นอัครเสนาบดีกับราชครูตีกันเอง แถมมีเด็ก 12 ขวบนั่งเป็นประธานพวกเขาจึงมองเห็นจุดอ่อนขนาดมหึมา วิกฤตก็เกิดขึ้นจนผู้เป็นพ่อต้องทิ้งจอบ ทิ้งปากกากลับมานำทัพอีกครั้ง เราไปดูการก่อตัวของวิกฤตอย่างเป็นขั้นเป็นตอนต่อไปกันครับ....
ตอนที่ 82 เมห์เหม็ดที่ 2 สุลต่านเด็ก : ปฐมบทแห่งผู้พิชิตเมื่อจุดเริ่มต้นคือวิกฤตการณ์
ประวัติศาสตร์
แนวคิด
เรื่องเล่า
บันทึก
3
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
Ottoman Empire The Road to Conquest
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย