17 ก.ค. เวลา 02:18 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 82 เมห์เหม็ดที่ 2 สุลต่านเด็ก : ปฐมบทแห่งผู้พิชิตเมื่อจุดเริ่มต้นคือวิกฤตการณ์

🟥 ช่วงชีวิตวัยเด็กของเจ้าชายเมห์เหม็ด ก่อนจะเติบโตเป็นผู้พิชิตน่าสนใจมากครับ พระองค์โตมาด้วยความต้องการพิสูจน์ตนเองภายใต้เงาของเจ้าชายอาลาเอดดิน อาลีมาตลอด พี่ชายต่างแม่อย่างอาลาเอดดิน ไม่ใช่แค่พี่ชายธรรมดา แต่พระองค์คือ "รัชทายาทอันดับหนึ่ง" ที่มูรัดที่ 2 รักและภาคภูมิใจที่สุด
🟥 อาลาเอดดิน: เกิดจากพระมารดาที่เป็นหญิงสูงศักดิ์ชาวเติร์ก เขาจึงถูกมองว่าเป็น "เลือดบริสุทธิ์" ที่พวกขุนนางเก่าแก่ (Turkish Aristocracy) อย่างอัครมหาเสนาบดี ชานดาร์ลึ ฮาลิล ปาชา (Çandarlı Halil Pasha) ให้การสนับสนุนเต็มที่
🟥 เมห์เหม็ด: เกิดจากพระมารดาที่เป็นทาส (Hüma Hatun ซึ่งนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเป็นทาสชาวคริสเตียน) ทำให้ในวัยเด็ก เมห์เหม็ดมีสถานะเป็นเหมือน "ตัวสำรองอันดับท้ายๆ" ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้ขึ้นเป็นสุลต่าน
🟥 อาลาเอดดินเป็นชายหนุ่มที่เพียบพร้อม ทั้งความสามารถในการรบ มารยาทการวางตัว ศิลปะ และการปกครอง (ต่างจากเมห์เหม็ดที่ในตอนนั้นถูกมองว่าเป็นเด็กรั้นและควบคุมยาก)
🟥 มูรัดที่ 2 ได้ส่งอาลาเอดดินไปเป็นเจ้าเมืองอมาสยา (Amasya) ซึ่งเป็นเมืองสำคัญที่พระองค์เคยผู้ปกครองสมัยยังเป็นเจ้าชาย ปกครองตามระบบซันจัก ไม่ว่าใครในราชสำนักก็เข้าใจว่าอาลาเอดดินจะต้องขึ้นเป็นสุลต่านคนถัดไปแน่นอน
เมเหม็ดจึงเป็นเหมือนหมาหัวเน่า เป็นอะไหล่ที่แทบจะไม่มีโอกาสได้ใช้งาน…
🟪 จนกระทั่งในปี 1443 ท่ามกลางความตึงเครียดของสงครามรอบทิศ ข่าวร้ายที่ช็อกที่สุดก็ส่งมาถึงเมืองหลวง: เจ้าชายอาลาเอดดินสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน ตามหน้าประวัติศาสตร์ระบุว่าสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน บ้างก็ประสบอุบัติเหตุตกม้า
เจ้าชายอาลาเอดดินสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน
🟪 บางแหล่งอ้างว่าเป็นเพราะอาการป่วยรุนแรง (โรคระบาด) แต่ก็มีทฤษฎีสมคบคิดที่ลือกันหนาหูว่า "ถูกลอบวางยาพิษหรือถูกรัดคอ" โดยที่ปรึกษาของพระองค์เอง หรือฝีมือของขุนนางที่สนับสนุนเจ้าชายองค์อื่น
🟪 ไม่ว่าสาเหตุจะคืออะไร การตายพร้อมกันของทั้งลูกชายองค์โปรด คือการ "ตัดขั้วหัวใจ" ของมูรัดที่ 2 อย่างเลือดเย็นที่สุด
🟧การตายของอาลาเอดดินทำให้ออตโตมันเหลือเจ้าชายที่มีชีวิตอยู่เพียง 2 องค์ คือเมห์เหม็ด (อายุ 11-12 ปี) และเจ้าชายอาเหม็ด (ทารกน้อยที่เพิ่งเกิด) เมห์เหม็ดที่กำลังถูกส่งตัวไปอยู่ไกลๆ จึงต้องถูกเรียกตัวกลับมาเมืองหลวงด่วน เพื่อรับตำแหน่งรัชทายาทแทนพี่ชาย นี่คือ "ประตูที่เปิดกว้างออก" สำหรับเด็กหนุ่มที่ถูกมองข้ามมาตลอดชีวิต
🟧 การสละบัลลังก์ที่ชวนช็อก (สิงหาคม 1444)
♦︎ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยเข้าที่เข้าทาง สุลต่านมูรัดที่2 ประกาศสละบัลลังก์สายฟ้าแลบ มอบอำนาจให้ "เมห์เหม็ดที่ 2" พระโอรสวัย 12 พรรษา แล้วตัวเองหนีไปปลีกวิเวกที่เมืองมานิซา
สุลต่านมูรัดที่2 ไปปลีกวิเวกที่เมืองมานิซา
🟫 วิกฤตการณ์การเมืองในเอดีร์เน (สิงหาคม - กันยายน 1444)
การที่เด็กชายวัย 12 ขวบขึ้นเป็นสุลต่าน ทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองทันที:
🟫 ภายในราชสำนักปั่นป่วน: เกิดการงัดข้อกันระหว่าง ชันดาร์ลือ ฮาลิล ปาชา (Çandarlı Halil Pasha) อัครเสนาบดี (Grand Vizier) ฝ่ายอนุรักษนิยมที่อยากให้มูรัดที่ 2 กลับมาครองราชย์ กับกลุ่มขุนนางที่เป็นอาจารย์ของเมห์เมด ซากานอส ปาชา (Zağanos Pasha) ที่อยากดันให้ยุวกษัตริย์มีอำนาจเต็มที่
🟫 ทันทีเกิดความวุ่นวายทหารกองทัพจานิสซารีฉวยโอกาสประท้วงเรียกร้องค่าแรงเพิ่ม เกิดความวุ่นวายในเมืองหลวงเอดีร์เน (Edirne) จนราชสำนักควบคุมสถานการณ์แทบไม่ได้
ยทหารกองทัพจานิสซารีฉวยโอกาสประท้วงเรียกร้องค่าแรงเพิ่ม
🟩ฝั่งคริสเตียน "ฉีกสัญญา" พลิกวิกฤตเป็นโอกาส มูรัดที่ 2 ประเมินความเจ้าเล่ห์ของกรุงโรมต่ำไป!
🟩 เมื่อข่าวสุลต่านเด็กและความวุ่นวายภายในรู้ไปถึงหูฝั่งยุโรป ไม่กี่วันหลังจากลงนาม คาร์ดินัล จูเลียน เซซารินี (Julian Cesarini) ผู้แทนของพระสันตะปาปา ได้เข้ามาเกลี้ยกล่อม (หรือกึ่งบังคับ) กษัตริย์ววาดิสวัฟและฮุนยาดี โดยให้เหตุผลที่ช็อกโลกว่า
🟩 "คำสาบานใดๆ ที่ให้ไว้กับพวกนอกรีต (มุสลิม) ถือเป็นโมฆะและไม่มีผลผูกพันในสายตาของพระเจ้า! พระสันตะปาปาขอปลดเปลื้องท่านจากคำสาบานนี้ การทำลายสนธิสัญญาไม่ใช่บาป แต่การหยุดทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ต่างหากที่เป็นบาป!"
🟩 เพื่อให้กษัตริย์วลาดิสลาฟสบายใจ พระสันตะปาปายังได้ออกหนังสือ "ปลดเปลื้องบาป" (Absolution) ล่วงหน้าให้ด้วยว่า การผิดคำสาบานครั้งนี้จะไม่ถือเป็นตราบาป และพระเจ้าจะให้อภัย!
นี่!!… เอาก่ะมัน
ฮุนยาดี และ ทหารครูเสดกรีธาทัพข้ามแม่น้ำดานูบบุกเข้าสู่ดินแดนออตโตมัน
🟩ฝั่งคริสเตียนมองว่านี่คือโอกาสทองฝังเพชรที่จะขับไล่ออตโตมันออกไปจากยุโรป กองทัพครูเสดจึงถูกระดมพลอย่างรวดเร็ว นำโดยกษัตริย์วลาดิสลาฟที่ 3 และยอดแม่ทัพ จอห์น ฮุนยาดี (John Hunyadi) ทหารครูเสดกรีธาทัพข้ามแม่น้ำดานูบบุกเข้าสู่ดินแดนออตโตมันทันที โดยมีเป้าหมายเคลียร์พื้นที่บอลข่านและมุ่งสู่กรุงคอนสแตนตินาเปิล
.
🔸 จดหมายเรียกพ่อกลับมาทำศึก (ตุลาคม 1444)
🔸 เมื่อภัยความมั่นคงระดับชาติมาจ่อถึงหน้าบ้าน ชันดาร์ลือ ฮาลิล ปาชา รีบส่งสารไปขอร้องอดีตสุลต่านมูรัดที่ 2 ให้กลับมานำทัพ แต่ตอนแรกมูรัดที่ 2 ปฏิเสธเพราะตั้งใจสละทางโลกแล้ว (โคตรอินดี้)
🔸 ตรงนี้เองที่เกิดตำนานจดหมายบันลือโลก (ซึ่งนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเป็นการวางแผนร่วมกันของขุนนางและตัวสุลต่านน้อยเมห์เมดที่ 2) โดยเมห์เมดที่ 2 ได้ส่งสารไปข้อความสั้นๆ แต่เจ็บแสบถึงพระบิดาว่า:
จดหมายบันลือโลกสุลต่านน้อยเมห์เมดที่ 2
"ถ้าเสด็จพ่อทรงเป็นสุลต่าน จงกลับมานำทัพของท่าน แต่ถ้าข้าพเจ้าเป็นสุลต่าน ข้าขอสั่งให้เสด็จพ่อกลับมานำทัพของข้า บัดเดี๋ยวนี้!"
.🚩 บทสรุป -> มูรัดที่ 2 คืนชีพสู่สนามรบ (พฤศจิกายน 1444)
🔺 จดหมายฉบับนั้นรวมถึงสถานการณ์ที่จวนตัวทำให้มูรัดที่ 2 ต้องยอมออกจากป่าทิ้งจอบ ปาปากกา ลาเหล่านักบวชชูฟี กลับมาจับดาบ ใส่เกราะ พระองค์นำกองทัพจากฝั่งเอเชีย (อานาโตเลีย) ข้ามช่องแคบบอสฟอรัสอย่างเร่งด่วน
มูรัดที่ 2 ต้องยอมลับมาจับดาบ ใส่เกราะ นำกองทัพอีกครั้ง
🔺 โดยจ้างเรือของพวกเจนัว (Genoese) ให้ช่วยขนทหารข้ามฝั่ง มูรัดที่ 2 เดินทัพอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบไปดักหน้ากองทัพครูเสดได้สำเร็จที่เมืองวาร์นา (Varna) เมืองท่าริมฝั่งทะเลดำ (ปัจจุบันอยู่ในบัลแกเรีย)
กองทัพจากฝั่งอนาโตเลียข้ามฝั่งไปยังยุโรปโดยจ้างเรือเจนัว
🔺 และนั่นคือสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่เดือน—จากสุลต่านที่อยากเกษียณ สู่การลุกฮือ คลื่นครูเสดฉีกสัญญา และการกลับมาคุมทัพของพญาราชสีห์ จนนำไปสู่การปะทะกันอย่างนองเลือดใน ยุทธการวาร์นา (10 พฤศจิกายน 1444
ตอนที่ 83 ยุทธการวาร์นา (ค.ศ. 1444): เมื่อ "การผิดสัญญา" ต้องแลกด้วยการแตกสลาย และ "ความบ้าเลือด" ต้องแลกด้วยชีวิต

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา