18 ก.ค. เวลา 09:22 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 83 ยุทธการวาร์นา (ค.ศ. 1444): เมื่อ "การผิดสัญญา" ต้องแลกด้วยการแตกสลาย และ "ความบ้าเลือด" ต้องแลกด้วยชีวิต

🟥 ยุทธการวาร์นา (Battle of Varna) ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1444 ไม่ได้เป็นเพียงการปะทะกันในสนามรบ แต่คือ "จุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ยุโรปและออตโตมัน" ที่เกิดจากการตัดสินใจผิดพลาด ความทะเยอทะยานที่เกินตัว และบทเรียนราคาแพงของการผิดสัจจะ
เมื่อคริสตจักรเลือกที่จะฉีกสัญญา
🟥ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามใน "สนธิสัญญาสันติภาพเซเกด" (Peace of Szeged) โดยสาบานร่วมกันว่าจะพักรบเป็นเวลา 10 ปี แต่ทว่าความโลภและโอกาสที่ออตโตมันมีสุลต่านเป็นเด็กวัย 12 ปี (เมห์เหม็ดที่ 2) ทำให้ฝ่ายคริสเตียนตัดสินใจฉีกสัญญาภายใต้ข้ออ้างทางศาสนาว่า "คำสาบานที่ให้กับคนนอกรีตไม่มีผล"
🟪 ฮุนยาดีวางแผนไว้ว่า หากกองทัพครูเสดเดินทัพผ่านบอลข่านไปจนถึงเมืองวาร์นา ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญริมทะเลดำ พวกเขาจะสามารถ:
ปิดเส้นทางเดินทัพ: ตัดขาดการลำเลียงกำลังพลจากอนาโตเลีย (ฝั่งเอเชีย) ของสุลต่านมูรัด ไม่ให้ข้ามช่องแคบดาร์ดาเนลส์หรือบอสฟอรัสมายังยุโรปได้
ฮุนยาดีกับกษัตริย์วลาดิสลาฟ วางแผนในเตนท์
🟪 แผนการคือให้กองเรือของเวนิสและสันตะปาปามาสมทบที่วาร์นา เพื่อใช้เมืองนี้เป็นฐานที่มั่นในการล้อมปราบออตโตมันฝั่นยุโรป+สกัดฝั่งอนาโตเลียไม่ให้ยกพลมาเสริม ก่อนมุ่งหน้าไปปลดปล่อยคอนสแตนติโนเปิลต่อ
คนนอกรีตไม่มีผล"
🟧 แต่อย่างไรก็ตามการมุ่งหน้าไปทิศตะวันออกมีจุดอ่อนร้ายแรงที่ฮุนยาดีอาจจะไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าไว้
🟧 กองเรือที่ควรจะปิดช่องแคบเพื่อไม่ให้มูรัดที่ 2 ข้ามทัพมาได้นั้นทำหน้าที่ไม่ได้ผล ฝ่ายครูเสดวางแผนไว้ว่า กองเรือของเวนิสและเจนัวจะปิดช่องแคบดาร์ดาเนลส์ไม่ให้มูรัดที่ 2 ข้ามมาได้ แต่แผนนี้ล้มเหลวเพราะความเห็นแก่ได้ของเหล่าพ่อค้าชาวเจนัวที่กลัวเวนิสจะได้หน้า (พ่อค้าเวนิสกับเจนัวเกลียดกันเอง) กองเรือเจนัวจึงให้ความช่วยเหลือมูรัดที่ 2 สามารถเจรจาจ่ายเงินก้อนโตให้ขนทัพข้ามทะเลมาได้
🟧 มูรัดที่ 2 จึงสามารถนำทัพใหญ่ข้ามทะเลมาจากอนาโตเลียได้อย่างรวดเร็ว ฝั่งพันธมิตรครูเสดยิ่งรุกลึกไปทางตะวันออกสู่ชายฝั่งทะเลดำ เข้ามาในแดนออตโตมันเส้นทางเสบียงของฝ่ายครูเสดก็ยิ่งยืดเยื้อและเปราะบาง ในขณะที่ออตโตมันอยู่ในฐานที่มั่นของตนเอง ทำให้กองทัพครูเสดตกอยู่ในสภาพ "ถูกบีบ" ไว้ที่วาร์นาโดยไม่มีทางถอย และถูกบังคับในสู้
คนนอกรีตไม่มีผล"
🟩 สมรภูมิแห่งโชคชะตา
🟩 ในฝั่งออตโตมันสุลต่านมูรัดที่ 2 ซึ่งวางมือไปแล้ว จำเป็นต้องทิ้งจอบ ปาปากกา ลาเหล่านักบวชชูฟี จับดาบกลับมานำทัพเป็นการด่วน พระองค์จ้างกองเรือเจนัว (ด้วยเงินมหาศาล) เพื่อขนทัพข้ามช่องแคบดาร์ดาเนลส์มายังฝั่งยุโรป ก่อนเรียกระดมพลในฝั่งยุโรปเคลื่อนทัพเข้าสู่วาร์นาก่อนที่ฝ่ายครูเสดจะตั้งตัวติด
🟩 สถานที่: ใกล้เมืองวาร์นา (บัลแกเรียปัจจุบัน) ริมฝั่งทะเลดำ
🟩 กองทัพครูเสดมีทหารประมาณ 20,000–30,000 นาย
🟩 กองทัพออตโตมันมีกำลัง ประมาณ 40,000–60,000 นาย
🔺 ลำดับยุทธการ
🔺 2.1 การวางกำลังและสถานการณ์ก่อนเริ่ม
♦︎ ฝ่ายออตโตมัน (มูรัดที่ 2): ตั้งรับอยู่ในที่ราบแคบๆ ระหว่างทะเลดำกับทะเลสาบวาร์นา โดยมีปีกซ้ายและปีกขวาที่แข็งแกร่ง และมีกองทหารเยนิเชรีเป็นแนวรับหลักอยู่ตรงกลาง (พร้อมบังเกอร์ดิน)
♦︎ ฝ่ายครูเสด (กษัตริย์วลาดิสลาฟ & จอห์น ฮุนยาดี): วางแผนให้ฮุนยาดีเป็นหัวหอกหลัก โดยตัวเขาเองคุมทหารม้าหนักและทหารราบอาชีพ ส่วนกษัตริย์วลาดิสลาฟคุมทหารม้าส่วนพระองค์อยู่ด้านหลัง
จอห์น ฮุนยาดีเปิดฉากบุกทะลวงจนออตโตมันล่าถอย
🔺 2.2 ฮุนยาดีเปิดเกม (The Hungarian Success)
การรบเริ่มขึ้นด้วยความได้เปรียบของฝ่ายครูเสด ฮุนยาดีใช้ทหารม้าหนักเข้าชาร์จปีกขวาของออตโตมัน (ซึ่งเป็นทหารม้ากึ่งอาสา) อย่างรุนแรงจนแตกกระเจิงทหารออตโตมันปีกขวาหนีตายทิ้งสมรภูมิไป ทำให้มูรัดที่ 2 เกือบจะถอยทัพหนีแล้ว
ฮุนยาดีเห็นโอกาสจึงรีบควบม้ากลับมาหากษัตริย์วลาดิสลาฟเพื่อบอกให้ "รอคอยและตั้งรับ" เพราะชัยชนะอยู่ในมือแล้ว เพียงแค่รักษาแนวรบไว้ให้อยู่กับที่
ฮุนยาดีบอกให้กษัตริย์วลาดิสลาฟ "รอคอยและตั้งรับ"
🔺 3. จุดหักเห :เมื่อความกล้าหาญที่ขาดสตินำไปสู่จุดจบที่โงเขลา
เมื่อกษัตริย์วลาดิสลาฟเห็นกองทัพออตโตมันปีกขวาแตกพ่าย และเห็นเต็นท์สีแดงของสุลต่านมูรัดที่ 2 อยู่ตรงกลางเยื้องไปข้างหน้า พระองค์เกิด "ฮึกเหิม" และขาดความยับยั้งชั่งใจ
♦︎ พระองค์ไม่ฟังคำทัดทานของฮุนยาดี นำทหารม้าส่วนพระองค์ราว 500-600 นาย พุ่งชาร์จตรงเข้าไปหาแนวรับ "เจนนิสซารี่" ที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วทหารม้าที่พุ่งเข้ามาติดหลุมพรางและแนวป้องกันที่แข็งแกร่งของทหารราบออตโตมัน
กษัตริย์วลาดิสลาฟ นำทหารม้าส่วนพระองค์ราว 500-600 นาย พุ่งชาร์จตรงเข้าไปหาแนวรับ "เจนนิสซารี่"
♦︎ ก่อนที่กษัตริย์วลาดิสลาฟจะตัดสินใจนำทหารม้าพุ่งชาร์จกลางสมรภูมิ จอห์น ฮุนยาดี (แม่ทัพผู้มีประสบการณ์สูง) ได้พยายามเข้ามาห้มาปราบกษัตริย์ เพื่อไม่ให้พระองค์ทรงบ้าเลือดบุกเข้าไป
♦︎ ฮุนยาดีตะโกนบอกว่า "ฝ่าบาท อย่าไป! ปล่อยให้ข้าจัดการเอง!" แต่ด้วยความที่วลาดิสลาฟเพิ่งอายุ 20 ปี และอยากพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นกษัตริย์นักรบ พระองค์จึงทรงสะบัดมือฮุนยาดีทิ้งแล้วพุ่งเข้าสู่กับดักเยนิเชรีอย่างบ้าคลั่ง
นำทหารม้าส่วนพระองค์พุ่งเข้าใส้แนวรับเจนนิสซารี่
♦︎ ฮุนยาดีถึงกับอุทานว่า "นี่คือจุดจบของพวกเราทุกคนแล้ว!" เพราะเขารู้ดีว่าถ้ากษัตริย์ตาย ความชอบธรรมของสงครามครูเสดครั้งนี้จะหายไปทันที
กษัตริย์วลาดิสลาฟถูกทหารเจนนิสซารี่ล้อมกรอบ ม้าของพระองค์พลาดท่าล้มลง พระองค์ถูกสังหารทันที (เชื่อกันว่าถูกทหารเยนิเชรีที่ชื่อ โคจา ฮิซิร์ ตัดศีรษะ)
กษัตริย์วลาดิสลาฟถูกทหารเยนิเชรีล้อมกรอบ
♦︎ ศีรษะของกษัตริย์ถูกนำไปเสียบประจานบนหอกท่ามกลางสมรภูมิ ทันทีที่ทัพครูเสดเห็นศีรษะกษัตริย์ของตน ขวัญกำลังใจก็พังทลายลงในพริบตา
ฮุนยาดีพยายามรวบรวมกำลังที่เหลือเพื่อตีฝ่าวงล้อมออกไปได้สำเร็จแต่กองทัพครูเสดส่วนใหญ่ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น
กองทัพครูเสดถูกสังหารหมู่
ผลลัพธ์แห่งยุทธการ
นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายออตโตมัน เจ็บแค้นกับการฉีกสัญญาขนาดไหน
🔸 เกร็ดที่ 1 หลังจากกษัตริย์วลาดิสลาฟถูกทหารเยนิเชรีสังหาร ศีรษะของพระองค์ถูกออตโตมันตัดไปเสียบหอกเพื่อทำลายขวัญศัตรู แต่หลังจากจบศึก มูรัดที่ 2 ทรงรับสั่งให้เก็บรักษาศีรษะของกษัตริย์วลาดิสลาฟไว้อย่างดี
มีบันทึกว่าออตโตมันนำศีรษะของพระองค์ไป "แช่ในน้ำผึ้ง" เพื่อรักษาไม่ให้เน่าเปื่อย และส่งไปโชว์ตัวในเมืองหลวงเอดิเนและเมืองอื่นๆ ในจักรวรรดิเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่า "กษัตริย์ของพวกเจ้าตายแล้วจริงๆ"
เรื่องนี้ถือเป็นการให้เกียรติศัตรูในแบบของมูรัดที่ 2 คือการชื่นชมในความกล้าหาญของเด็กหนุ่มคนนี้ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการเยาะเย้ยความโง่เขลาของฝ่ายคริสเตียนที่ฉีกสัญญามาตายฟรี
🔸 เกร็ดที่ 2 คาร์ดินัลจูเลียน เซซารินี ผู้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีหลักในการ "ฉีกสัญญาเซเกด" ในช่วงที่ทัพครูเสดแตกพ่าย คาร์ดินัลหนีตายไปจนถึงหนองน้ำแห่งหนึ่ง และหายสาบสูญบ้างก็ว่าจมน้ำตาย บ้างก็ว่าถูกทหารออตโตมันดักฆ่า แต่เนื่องจาก ศพหาไม่พบ ทำให้ในเวลาต่อมาเกิดทฤษฎีสมคบคิดว่าเขาอาจจะแอบรอดไปได้แล้วไปใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่อย่างเงียบๆ ในดินแดนอื่น เพื่อหนีความอับอายที่เขามีส่วนทำให้กองทัพครูเสดพินาศย่อยยับ
ผลกระทบที่ส่งถึงแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
🟫 ฝ่ายคริสเตียน: "ความตายของกษัตริย์ผู้โง่เขลาสร้างยุคแห่งความแตกแยก" ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ส่งผลกระทบแบบโดมิโน่ต่ออาณาจักรคริสเตียนในยุโรปตะวันออกอย่างรุนแรง
ฮุนยาดีต้องแก้สถานการณ์จากภาวะไร้ผู้นำ
🟫 การแตกสลายของพันธมิตร: ความหวังที่จะรวมตัวกันเป็น "กองทัพครูเสด" เพื่อขับไล่ออตโตมันออกจากยุโรปดับสิ้นสนิท เกิดความระแวงกันเองระหว่างอาณาจักร (เช่น ฮังการี, โปแลนด์, และรัฐเล็กๆ ในบอลข่าน) ต่างฝ่ายต่างหันไปสนใจความมั่นคงของตนเองมากกว่ารวมตัวผลักดันออตโตมันออกไป
🟫 การสูญเสีย "ผู้นำ": การตายของกษัตริย์วลาดิสลาฟที่ 3 ทำให้ฮังการีเข้าสู่ภาวะสุญญากาศทางการเมือง (ต้องหาผู้นำใหม่) ทำให้ความสามารถในการรุกกลับเข้าสู่อาณาเขตออตโตมันลดลงอย่างรวดเร็ว
🟫 กระแสความกลัว: ชาวยุโรปตะวันออกเริ่มตระหนักว่า "ออตโตมันไม่ใช่ศัตรูที่จะเอาชนะได้ด้วยกองทัพครูเสดแบบชั่วคราว" แต่เป็นจักรวรรดิที่มีระบบที่แข็งแกร่งเกินกว่าจะล้มได้ง่ายๆ ทำให้หลายเมืองเริ่มหันไปใช้นโยบาย "โอนอ่อนผ่อนตาม" เพื่อความอยู่รอดแทนการจับอาวุธสู้
🟩 ฝ่ายออตโตมัน นี้คือโอกาสทองแต่มูรัดที่ 2 กลับถอดเกราะไปปลูกผัก 555+
🟩 หลังจากชนะศึกวาร์นาอย่างถล่มทลาย มูรัดที่ 2 ไม่ได้ขึ้นเถลิงอำนาจอย่างที่หลายคนคาด แต่พระองค์ทำสิ่งที่น่าทึ่งอีกแล้ว คือ "ถอดชุดเกราะแล้วกลับไปมานิซา" ทันที พระองค์ยืนกรานที่จะให้เมห์เหม็ดที่ 2 วัย 12 ปี เป็นสุลต่านต่อไป โดยมีชานดาร์ลึ ฮาลิล ปาชา (Çandarlı Halil Pasha) เป็นผู้สำเร็จราชการคอยควบคุมดูแล
🚩 บทสรุป-> นั้นย่อมนำไปสู่ความวุ่นวายเป็นลูกโซ่
และนั้นก็เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดเพราะเมห์เหม็ดที่ 2 แม้จะมีความตั้งใจแต่ก็ยังเด็ก ขาดบารมี ขาดทั้งความยับยั้งชั่งใจและการวางเกมการเมืองที่แยบยล ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งในราชสำนักจนเกือบจะต้องนองเลือด จนผู้เป็นพ่อต้องจำใจทิ้งจอบ ปาปากกากลับมายึดอำนาจอีกครั้งในปี 1446

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา