Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
พงศาวดารวันพรุ่ง (The Tomorrow Chronicles)
•
ติดตาม
19 ก.ค. เวลา 02:58 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่
ตอนที่ 84 กบฏบูชุกเทเป (1446): เมื่อเงินเฟ้อ ปากท้อง กลายเป็นเกมการเมือง ปลุกกองทัพเจนิสซารี่ให้ลุกฮือ
🟥 ช่วงเวลาหลังศึกวาร์นา สุลต่านมูรัดที่ 2 พยายาม "ส่งมอบไม้ต่อ" อย่างสุดความสามารถ พระองค์ยืนกรานที่จะให้เมห์เหม็ดที่ 2 วัย 12 ปี เป็นสุลต่านที่แท้จริง โดยมีชานดาร์ลึ ฮาลิล ปาชา (Çandarlı Halil Pasha) เป็นผู้สำเร็จราชการคอยควบคุมดูแล จากนั้นก็เดินทางกลับเข้าสวนสวรรค์ ณ เมืองมานิสซาไป
สุลต่านเด็กมีฮาลิล ปาชา เป็นผู้สำเร็จราชการคอยควบคุมดูแล
🟥 การให้เด็กชายวัย 12 ปีขึ้นเป็นสุลต่าน โดยที่จักรววรดิยังมีสุลต่าน (องค์เก่า) ที่เพียบพร้อมบารมีถึงแถมเพิ่งไล่ตีครูเสดนำพาออตโตมันหลุดจากวิกฤต สร้างแรงกดดันให้กับเมห์เหม็ดที่ 2 อย่างมาก และแล้วราชสำนักแตกออกเป็นสองขั้วอำนาจอยู่ดี
🟩 1. ขั้วอำนาจที่แตกแยก
🟩 ขั้วอำนาจเก่า: นำโดย มหาอัครเสนาบดี จันดาร์ลือ ฮาลิล ปาชา (Çandarlı Halil Pasha) ผู้มีอำนาจล้นฟ้าและต้องการให้มูรัดที่ 2 กลับมาครองราชย์
🟩 กลุ่มนี้มองว่าเมห์เหม็ดที่ 2 เป็น "เด็กเหลือขอ" ที่ดื้อรั้น ไม่ฟังคำแนะนำ และที่สำคัญคือ "มีความทะเยอทะยานเกินตัว" พวกเขาพยายามดึงดันให้รัฐใช้นโยบายแบบเดิม คือการรักษาสมดุลกับรัฐคริสเตียน (เพราะกลัวสงครามใหญ่) ทำให้การตัดสินใจหลายอย่างของเมห์เหม็ดถูก "สกัดดาวรุ่ง" ขัดขวางโดยกลุ่มขุนนางเหล่านี้ตลอดเวลา
2 ขั้นอำนาจแตกแยกอย่างรุนแรงโดยที่สุลต่านเด็กควบคุมทั้งสองฝั่งไม่ได้
🟩 ขั้วอำนาจใหม่: นำโดย ซากานอส ปาชา (Zaganos Pasha) ลาลา (ราชครู) ของสุลต่านเด็ก ที่ยุยงให้เมห์เหม็ดที่ 2 ดำเนินนโยบายแข็งกร้าวและเตรียมทำสงครามยึดคอนสแตนติโนเปิลเพื่อสถาปนาอำนาจขึ้นเป็นสุลต่านที่เพียบพร้อมอย่างมั่นคง
🟩 เมห์เหม็ดพยายามจะแสดงศักยภาพด้วยการเสนอแผนการรบใหม่ๆ และการปฏิรูปการเมืองเพื่อลดอำนาจขุนนางเก่า แต่ถูกปัดตกด้วยคำพูดว่า "ยังเด็กเกินไป" บรรยากาศในที่ประชุมขุนนางจึงเต็มไปด้วยการถกเถียงที่รุนแรงและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน
🟧 2. ความอดอยากและวิกฤตเศรษฐกิจ สร้างปัจจัยเร่ง
🟧 ภาวะเงินเฟ้อ: หลังจบศึกวาร์นา (1444) จู่ๆ ราชสำนักออตโตมันก็มีการปรับค่าเงิน เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าตอบแทนทหารและค่าใช้จ่ายสงคราม รัฐบาล (ภายใต้การนำของฮาลิล ปาชา) จึงใช้วิธี "ลดมูลค่าแร่เงิน" ในเหรียญอักเช (Akçe) ซึ่งเป็นสกุลเงินหลักของออตโตมันหรียญถูกหลอมใหม่โดยผสมทองแดงลงไปมากขึ้น ทำให้เงินเฟ้อและข้าวของแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว
การแอบผสมทองแดงเพื่อลดมูลค่าแร่เงินในเหรียญอักเช
🟧 ผู้ที่รับเคราะห์หนักที่สุดคือ ทหารเจนิสซารี่ ที่รับเงินเดือนเป็นเหรียญอักเช พวกเขาพบว่าเงินเดือนที่ได้มา ไม่สามารถนำไปซื้อขนมปังหรืออาหารประทังชีวิตได้เหมือนเดิม ทำให้ค่าเงินอ่อนตัวลงอย่างรุนแรง ของแพงขึ้นแต่เงินเดือนทหารเท่าเดิม
🟧 ทหารไม่ได้ส่วนแบ่ง: ตามธรรมเนียม ออตโตมันจะรวยขึ้นได้จากการไปปล้นหรือยึดดินแดนมาเป็นของขวัญให้ทหาร แต่ช่วงปี 1445–1446 สุลต่านเมห์เหม็ดไม่มีผลงานการศึกที่ชัดเจน ไม่มี "ของขวัญ" หรือ "ค่าจ้างพิเศษ" ให้ทหารรเจนิสซารี่ ทหารที่เคยอิ่มหมีพีมันจึงเริ่มบ่นอุบอิบและหมดความอดทน
🔺3. บรรยากาศของความ "ไร้บารมี"
♦︎ ออตโตมันในช่วงผงาดมีภาพลักษณ์ยึดติดกับการทำสงครามขยายดินแดน และเศรษฐกิจสงครามทหารเจนิสชารี่เป็นพวกที่ยึดติดกับ "ภาพลักษณ์ของจอมทัพ" มากที่สุด
♦︎ แต่เมื่อมองไปที่บัลลังก์ พวกเขาเห็นเด็กอายุ 13-14 ปี ที่วันๆ เอาแต่ศึกษาตำรากวีและยุทธศาสตร์ เสนออะไรก็ถูกปัดตกไม่มีออร่าของ "นักรบศักดิ์สิทธิ์" (Ghazi) แบบที่มูรัดที่ 2 เคยมี
ความไม่เชื่อมั่นในตัวสุลต่านเด็กเริ่มก่ตัวในหมู่เจนิสชารี่
♦︎ มีการปล่อยข่าวลือในตลาดว่า "ถ้ามูรัดที่ 2 ยังอยู่ พวกเราคงรวยไปนานแล้ว" และ "สุลต่านเด็กคนนี้จะทำให้เราอดตาย" ความรู้สึก "คิดถึงเจ้านายเก่า" ถูกปั่นกระแสโดยกลุ่มขุนนางที่เสียผลประโยชน์ จนกลายเป็นความเกลียดชังที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
♦︎ ช่วงปลายปี 1445 บรรยากาศในกรุงเอดิร์เน่เริ่มผิดปกติทหารเจนิสซารี่เริ่มไม่ปฏิบัติตามคำสั่งสายบังคับบัญชาที่เมห์เหม็ดที่2 แต่งตั้งมีการประชุมลับที่ค่ายทหาร (Barracks) บ่อยขึ้นขุนนางระดับสูงเริ่ม "เลือกข้าง" ชัดเจน
มีการรวบกลุ่มแสดงความไม่พอใจในตัวสุลต่านเด็กในค่ายทหาร
♦︎ในวังหลวงเมห์เหม็ดที่ 2 เริ่มรู้สึกถึงความกดดันพระองค์แทบจะไม่มีที่ยืนทางการเมืองเลย เพราะขุนนางทุกคนต่างรอจังหวะที่จะ "ผลัก" พระองค์ออกไป
♦︎ ภาพจำที่ชัดเจนที่สุดคือ: ในขณะที่เมห์เหม็ดที่ 2 พยายามออกคำสั่งบริหารบ้านเมืองแต่คำสั่งนั้นกลับ "ไม่ถูกปฏิบัติจริง" หรือถูกขัดขวางโดยระบบข้าราชการที่แกล้งทำเป็นโง่เพื่อรอให้พ่อของพระองค์กลับมาและแล้วความขัดแย้งนี้ดำเนินมาถึงจุดแตกหักในปี 1446 เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่นำไปสู่เหตุการณ์ "บูชุกเทเป"
🟫 4. การลุกฮือที่ "เนินเขาครึ่งเหรียญ" (Buçuktepe)
เมื่อความอดทนขาดผึง ทหารเจนิสซารี่ในเมืองหลวง (ในขณะนั้นคือเมืองเอดีร์เน) จึงก่อกบฏ พวกเขาจับอาวุธ บุกทำลายบ้านเรือน ปล้นสะดมตลาด และเดินขบวนไปตั้งค่ายชุมนุมกันที่เนินเขาแห่งหนึ่งนอกเมือง เพื่อบีบให้ราชสำนักแก้ไขปัญหา
ทหารเจนิสซารี่ก่อการจสลจลในเมืองหลวง
🟫 สุลต่านเด็กเมห์เหม็ดที่ 2 ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เลย รัฐบาลจึงต้องยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องของทหารเจนิสซารี่
🟫 ข้อตกลง: รัฐบาลยอมขึ้นเงินเดือนให้ทหารเยนิเชรีเพิ่มอีก "ครึ่งเหรียญอักเชต่อวัน"ในภาษาตุรกี คำว่าครึ่งคือ "บูชุก" (Buçuk) เนินเขาที่พวกเขาไปตั้งค่ายชุมนุมประท้วงจึงถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ว่า บูชุกเทเป (Buçuktepe - เนินเขาครึ่งเหรียญ) นับแต่นั้นเป็นต้นมา
การประท้วงทหารเจนิสซารี่บนเนินเขาบูชุกเทเป
🟪 5.หรือแท้จริง มีใครชักใยอยู่เบื้องหลัง?
นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่า กบฏบูชุกเทเปไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ทหารลุกฮือกันเอง แต่เป็น "เกมการเมืองที่ถูกจัดฉาก" โดย จันดาร์ลือ ฮาลิล ปาชา มหาอัครเสนาบดี ฮาลิล ปาชา จงใจปล่อยให้เศรษฐกิจพังและยุให้เจนิสซารี่ก่อกบฏ เพื่อสร้างสถานการณ์ว่า "สุลต่านเด็กควบคุมประเทศไม่ได้"
🟪 ฮาลิล ปาชา เล่นเกมที่เหนือชั้นกว่าสุลต่านเด็กและบิดา มูรัดที่ 2 ตรงที่เขา "อ้างความถูกต้อง" ทุกครั้งที่เขาบีบให้มูรัดกลับมาทำงาน เขาไม่คิดจะยึดอำนาจไว้กับตัว" แต่เขาให้สร้างสถาการณ์เพื่อบีบคั่นและบอกว่า "แผ่นดินกำลังจะพินาศ กลับมาทำงานได้แล้ว"
🟪 ฮาลิล ปาชา รู้จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของมูรัดที่ 2 คือ "ความเหนื่อยหน่ายในอำนาจ" และ "ความรักที่มีต่อลูกชาย"ฮาลิลใช้ความกดดันของทหารเจนิสซารี่เป็นตัวบีบ ทำให้มูรัดที่ 2 เห็นว่าว่าถ้าไม่กลับมา ลูกชายของตน (เมห์เหม็ดที่ 2) จะกลายเป็นเป้าหมายของการรัฐประหารที่รุนแรงกว่านี้
การทำเช่นนี้ทำให้มูรัดปฏิเสธได้ยากมาก เพราะถ้าไม่กลับมา ก็เท่ากับว่าพระองค์ทิ้งราชวงศ์ให้ล่มสลาย
🟪 เมื่อสถานการณ์ส่อบานปลาย ฮาลิล ปาชา จึงใช้ข้ออ้างทั้งหมดนี้ส่งจดหมายไปเชิญ สุลต่านมูรัดที่ 2 (ที่กำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตอยู่ที่เมืองมานิซา) ให้กลับมากู้สถานการณ์และทวงบัลลังก์คืน
จดหมายไปเชิญ สุลต่านมูรัดที่ 2 ให้กลับมากู้สถานการณ์และทวงบัลลังก์คืน
🟨 6. บทสรุป: การลงจากบัลลังก์ของยุวกษัตริย์
🟨 แผนการของฮาลิล ปาชา สำเร็จอย่างงดงาม สุลต่านมูรัดที่ 2 เสด็จกลับมายังเอดีร์เนและขึ้นครองราชย์เป็นครั้งที่สอง (1446-1451) ฮาลิล ปาชา ทำให้มาตรฐานสุลต่านกลายเป็น "สุลต่านอาชีพ" ที่หยุดไม่ได้ ทั้งที่พระองค์ต้องการวางมือ ทำให้ในช่วงท้ายของรัชกาล มูรัดที่ 2 แทบไม่ได้พักผ่อนเลยจนกระทั่งสวรรคต
ผลกระทบต่อเนื่องที่ตามมา คือ...
🟨 เมห์เหม็ดที่ 2 ต้องสละบัลลังก์และถูกเนรเทศกลับไปเป็นเจ้าเมืองที่มานิซาด้วยความคับแค้นใจ ซากานอส ปาชา ราชครูของพระองค์ถูกปลดและเนรเทศ
เมห์เหม็ดที่ 2 ถูกเนรเทศกลับไปเป็นเจ้าเมืองที่มานิซา
บทสรุป -> นั้นส่งผลกระทบเป็นแผลระยะยาว
เหตุการณ์นี้สร้างบาดแผลลึกให้กับประวัติศาสตร์ออตโตมันใน 2 มิติ
🟪 1.ปิศาจถูกปลดปล่อย: นี่คือ "ครั้งแรก" ที่ทหาเจนิสซารี่รู้ตัวว่า พวกเขามีอำนาจมากพอที่จะบีบราชสำนัก และสามารถเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของสุลต่านได้ การกบฏเพื่อขอขึ้นเงินเดือน (Cülus) ไปจนถึง การล้มราชบัลลังก์ จะกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ฃบั่นทอนจักรวรรดิจากภายใน
🟪 2. ความแค้นฝังลึกของเมห์เหม็ดที่ 2: ยุวราชย์ที่ถูกบีบให้ลงจากบัลลังก์ ไม่เคยลืมความอัปยศนี้ พระองค์เก็บงำความแค้นที่มีต่อทหารเจนิสซารี่และฮาลิล ปาชา ไว้ในใจ
นี้คือ "โรงเรียนแห่งความโหดเหี้ยม" ของเมห์เหม็ดที่ 2 เพราะพระองค์ได้เห็นด้วยตาตัวเองว่า:
♦︎ การมีเมตตาหรือการปล่อยวาง (แบบพ่อ) ในโลกการเมืองออตโตมัน นี่คือจุดอ่อน
♦︎ ทหารเจนิสซารี่คือ "เขี้ยวเล็บ" ที่ถ้าไม่คุมให้เชื่อง ก็ต้องถอนทิ้ง
♦︎ ขุนนางอย่างฮาลิล ปาชา คือศัตรูที่อันตรายที่สุด เพราะสามารถเปลี่ยนมติราชสำนักเพียงแค่กระดิกนิ้วต้องถูกกำจัด
ตอนที่ 85 ก่อนจะเป็นผู้พิชิต ก็ย่อมรู้จักร่วงหล่น: บทเรียนแห่งความพ่ายแพ้ของเมห์เหม็ดที่ 2
เรื่องเล่า
แนวคิด
ประวัติศาสตร์
บันทึก
4
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
Ottoman Empire The Road to Conquest
4
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย