16 ก.ค. เวลา 16:01 • หนังสือ

เอากุสต์ สตรินด์แบร์ย (August Strindberg)

(1849–1912)
สตรินด์แบร์ย มักได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวรรณกรรมสมัยใหม่ของสวีเดน เขาเป็นที่รู้จักดีที่สุดในฐานะนักเขียนบทละคร ผู้มีอิทธิพลสำคัญในช่วงรอยต่อระหว่างลัทธิธรรมชาติ (Naturalism) ในศตวรรษที่ 19 กับลัทธิสมัยใหม่ (Modernism) ในศตวรรษที่ 20
ยูฮัน เอากุสต์ สตรินด์แบร์ย เกิดที่กรุงสต็อกโฮล์ม พ่อของเขาเป็นตัวแทนบริษัทขนส่ง ส่วนแม่ซึ่งเสียชีวิตไปตั้งแต่เขายังเป็นเด็กนั้น เคยเป็นสาวใช้มาก่อน ในหนังสืออัตชีวประวัติเรื่อง The Son of a Servant (1913) เขาบรรยายถึงชีวิตวัยเด็กของตนว่าไม่มีความมั่นคงและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ชีวิตการศึกษาของเขาก็ไม่ค่อยราบรื่นนัก เขาเข้าเรียนสาขาเทววิทยาและต่อด้วยแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยอุปซอลา (Uppsala) แต่ก็เข้าเรียนแบบไม่สม่ำเสมอ โดยหันไปรับงานชั่วคราว เช่น นักข่าวอิสระและนักแสดงตัวประกอบในโรงละคร แทนที่จะตั้งใจเรียนจนจบการศึกษา แต่ถึงอย่างนั้น ในช่วงเวลานี้เองที่สตรินด์แบร์ยเริ่มฉายแววความสามารถในการเขียน จนมีผลงานบทละครถึงสองเรื่องที่ได้จัดแสดงที่โรงละครหลวง
แม้จะประสบความสำเร็จ แต่เขากลับรู้สึกอึดอัดกับสไตล์การเขียนบทละครยุคแรกที่ใช้คำฟุ่มเฟือยและดูแข็งทื่อ เขาจึงเริ่มเขียนบทละครอิงประวัติศาสตร์เรื่อง Master Olof โดยใช้ภาษาพูดทั่วไป แต่เขาก็ต้องผิดหวังเมื่อโรงละครหลวงปฏิเสธผลงานเรื่องนี้ และกว่าจะได้นำมาแสดงก็ต้องรอจนถึงปี 1881 ด้วยความรู้สึกผิดหวัง สตรินด์แบร์ยจึงหันไปทำงานด้านสื่อมวลชน และในช่วงทศวรรษ 1870 เขาก็เริ่มมีชื่อเสียงในฐานะนักวิจารณ์หัวรุนแรงที่โจมตีชนชั้นกลางในสต็อกโฮล์ม
เขาตกหลุมรักกับบารอนเนส ซีรี ฟอน เอสเซน (Siri von Essen) นักแสดงสาวผู้ทะเยอทะยาน และแต่งงานกันในปี 1877 ทว่าชีวิตคู่กลับต้องพบกับความโศกเศร้าจากการเสียชีวิตของลูกคนแรกหลังจากคลอดไม่นาน รวมถึงปัญหาล้มละลายของเขาในปี 1879
อย่างไรก็ตาม เขายังคงมุ่งมั่นเขียนหนังสือต่อไป และในปีเดียวกันนั้น เขาได้ตีพิมพ์นวนิยายเรื่องแรกคือ The Red Room ซึ่งเป็นการเสียดสีความจอมปลอมของสังคมสวีเดนได้อย่างเผ็ดร้อน จากความสำเร็จของหนังสือเล่มนี้ เขาจึงเดินหน้าเขียนเรื่องสั้น นวนิยาย และบทละครอีกหลายเรื่องเพื่อวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มผู้มีอำนาจในสังคมต่อมา
สัญลักษณ์นิยม(Symbolism) และศาสตร์ลึกลับ
หลังจากเดินทางไปฝรั่งเศสในช่วงทศวรรษ 1880 สตรินด์แบร์ยได้รับอิทธิพลจากลัทธิธรรมชาติ (Naturalism) ตามแนวทางของ เอมีล โซลา (Émile Zola) เขาได้นำแนวคิดนี้มาใช้ในบทละครเรื่องถัดมาคือ The Father (1887) และ Miss Julie (1888) ซึ่งซีรีได้รับบทนำในเรื่องนี้
เฉกเช่นเดียวกับความสัมพันธ์ในเรื่อง Miss Julie (ระหว่างหญิงชนชั้นสูงกับคนรับใช้ชาย) ที่ถูกกำหนดไว้ว่าจะต้องล้มเหลว ชีวิตแต่งงานของสตรินด์แบร์ยเองก็สิ้นสุดลงในปี 1891 ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตส่วนตัวของเขาปั่นป่วนอีกครั้ง ทั้งการแต่งงานสั้นๆ กับ ฟรีดา อูล (Frida Uhl) นักข่าวและนักแปลชาวออสเตรีย รวมถึงอาการทางจิตที่เกิดขึ้นหลายครั้ง ทำให้ความคิดสร้างสรรค์ของเขาหยุดชะงักไปชั่วคราว
เขากลายเป็นคนหมกมุ่นอยู่กับศาสนา เล่นแร่แปรธาตุ และศาสตร์ลึกลับ อีกทั้งยังมีส่วนร่วมกับกลุ่มศิลปินแนวสัญลักษณ์นิยม (Symbolism)
เขาได้บันทึกช่วงเวลาวิกฤตที่เปรียบดั่ง "นรก" นี้ไว้ในนวนิยายอัตชีวประวัติเรื่อง Inferno และนำแนวคิดใหม่ๆ มาปรับใช้ในบทละครของเขา เช่น เรื่อง To Damascus ซึ่งมีความเป็นแฟนตาซี โดยมี แฮเรียต บอสเซอ (Harriet Bosse) นักแสดงสาววัย 20 ปีมารับบทนำ และต่อมาเธอก็กลายเป็นภรรยาคนที่สามของสตรินด์แบร์ย
หลังจากเข้าสู่ศตวรรษใหม่ เขาได้ขยายขอบเขตงานเขียนแนวสัญลักษณ์นิยมออกไปอีกด้วยผลงานเรื่อง The Dance of Death (1900), A Dream Play (1901–1902) และ The Ghost Sonata (1908) ซึ่งเขียนขึ้นสำหรับโรงละคร อินทิเมต เธียเตอร์ (Intimate Theatre) ที่เขาก่อตั้งขึ้นในสต็อกโฮล์ม
สุขภาพของสตรินด์แบร์ยทรุดโทรมลงหลังจากโรงละครอินทิเมตต้องปิดตัวลง และเขาเสียชีวิตที่บ้านในกรุงสต็อกโฮล์มเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 1912
สไตล์การเขียน
ก้าวข้ามลัทธิธรรมชาติ
บทละครเรื่องสำคัญในช่วงแรกของสตรินด์แบร์ยเขียนขึ้นในรูปแบบของลัทธิธรรมชาติ ซึ่งเป็นการบันทึกเหตุการณ์ชีวิตของผู้คนทั่วไป พร้อมทั้งสะท้อนสถานการณ์ทางสังคมและการเมืองในยุคนั้นออกมาให้เห็น
อย่างไรก็ตาม ความหลงใหลในศาสตร์ลึกลับในช่วงหลังทำให้เขาหันมาสนใจแนวสัญลักษณ์นิยม ส่งผลให้งานเขียนของเขาเปลี่ยนจุดเน้นจากเรื่องจริงทางโลกที่ดูธรรมดาสามัญ ไปสู่โลกแห่งจินตนาการและจิตวิญญาณ โดยถ่ายทอดออกมาผ่านภาพลักษณ์ที่เหมือนความฝันและแฝงไปด้วยความหมายเชิงสัญลักษณ์ แทนที่จะมุ่งสำรวจจิตวิทยาในชีวิตครอบครัวแบบเดิม เขากลับหันไปให้ความสำคัญกับความเป็นสากลและจิตใต้สำนึก ซึ่งถือเป็นการปูทางไปสู่องค์ประกอบบางอย่างของลัทธิสำแดงพลังอารมณ์ (Expressionism) และลัทธิเหนือจริง (Surrealism) ในเวลาต่อมา
ที่มา: Writer who changed history
โฆษณา