Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Bangkok Bank SME
•
ติดตาม
8 ชั่วโมงที่แล้ว • การตลาด
“ตราใบห่อ” จากยาขมสมุนไพรในตำนาน สู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่
สำหรับคนไทยจำนวนมาก “ตราใบห่อ” คือชื่อแบรนด์ยาขมชนิดเม็ดที่มาพร้อมวลีคุ้นหูอย่าง “แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไข้ตัวร้อน และเป็นยาระบายอ่อน ๆ” ซึ่งอยู่ในความทรงจำของคนไทยมานานกว่า 50 ปี แต่สำหรับ คุณโอ๊บ อิศรา อัคคะประชา กรรมการ บริษัท ห้างขายยาตราใบห่อ จำกัด แบรนด์นี้ไม่ได้เป็นเพียงมรดกจากรุ่นพ่อ หากแต่เป็นต้นทุนทางความรู้ที่ยังสามารถต่อยอดได้อีกมากในโลกที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป
โจทย์ของตราใบห่อในวันนี้ จึงเป็นการทำให้สมุนไพรไทยที่เคยถูกมองว่าเป็นของโบราณ กินยาก หรือใช้เฉพาะเวลาป่วย กลับมาอยู่ใกล้ตัวในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่มากขึ้น ผ่านสินค้า ช่องทางการสื่อสาร บรรจุภัณฑ์ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ทั้ง Homprung by Baihor ที่ชวนผู้คนมาสัมผัสสมุนไพรไทยผ่านเวิร์กช็อปและกิจกรรมต่าง ๆ และ Baihor Café ที่นำสมุนไพรมาเป็นส่วนหนึ่งของอาหารและเครื่องดื่ม ล้วนสะท้อนความตั้งใจในการเล่าเรื่องสมุนไพรไทยด้วยภาษาที่ร่วมสมัยมากขึ้น
■
จุดกำเนิดของแบรนด์ยาขมชนิดเม็ดในความทรงจำของคนไทย
เรื่องราวของตราใบห่อมีจุดกำเนิดจากครอบครัวที่พายเรือขายของแถวคลองบางเขน ก่อนมาตั้งร้านสมุนไพร “ง่วนเฮงจั่น” ในย่านจักรวรรดิ โดยมีคุณประสิทธิ์ อัคคะประชา คุณพ่อของคุณโอ๊บ เป็นผู้ก่อตั้ง
ร้านแห่งนี้จำหน่ายทั้งเครื่องยาไทยและเครื่องยาจีน อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญที่ทำให้คุณประสิทธิ์สะสมองค์ความรู้ด้านสมุนไพรจากการพูดคุยกับลูกค้าและผู้คนในวงการอย่างต่อเนื่อง
“สมัยก่อนร้านขายยาไทยจะเป็นเหมือนคอมมูนิตี้ของคนที่สนใจเรื่องสมุนไพร คนจะมาถาม มาปรึกษา มาซื้อวัตถุดิบ ทำให้คุณพ่อได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงเยอะมาก”
จากประสบการณ์ที่สั่งสมมา คุณประสิทธิ์มองเห็น Pain Point ของผู้บริโภคในยุคนั้นที่ยาสมุนไพรแบบดั้งเดิมต้องนำไปต้มดื่ม ใช้เวลานาน และมีรสชาติที่กินยาก คุณประสิทธิ์จึงคิดค้นการนำสมุนไพรบดมาอัดเป็นเม็ด เพื่อให้กินได้ง่ายและสะดวกขึ้น จนกลายเป็น 'ยาขมชนิดเม็ด' รายแรกของประเทศไทย
เบื้องหลังการพัฒนาสินค้าดังกล่าวยังสะท้อนวิธีคิดของผู้ก่อตั้งที่ให้ความสำคัญกับการปรับตัวอยู่เสมอ โดยคุณโอ๊บเล่าว่า “คุณพ่อจะคิดอยู่เสมอว่า ทำอย่างไรให้คนเข้าถึงสมุนไพรได้ง่ายขึ้น เพราะถ้ามีความยุ่งยากเกินไป คนก็อาจจะไม่ใช้” มุมมองดังกล่าวทำให้เห็นว่า การต่อยอดธุรกิจบนพื้นฐานของภูมิปัญญาดั้งเดิมไม่ได้หมายถึงการยึดติดกับรูปแบบเดิม แต่เป็นการปรับสิ่งที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละยุคสมัย เพื่อให้คุณค่าของสมุนไพรไทยยังคงเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง
■
เมื่อทายาทรุ่น 2 ต้องทำให้แบรนด์เก่าแก่ไม่หยุดอยู่กับอดีต
หากรุ่นผู้ก่อตั้งมีบทบาทในการทำให้สมุนไพรไทย “กินง่ายขึ้น” ผ่านการพัฒนายาขมชนิดเม็ด ความท้าทายของทายาทรุ่น 2 ก็คือการทำให้สมุนไพรไทย “เข้าใจง่ายขึ้น” สำหรับผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
หลังจากเข้ามาช่วยดูแลธุรกิจเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน คุณโอ๊บพบว่าฐานลูกค้าดั้งเดิมของตราใบห่อยังคงเหนียวแน่น แต่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยกลับไม่คุ้นเคยกับการใช้สมุนไพรไทย หรือไม่รู้ว่าสินค้าแต่ละประเภทถูกออกแบบมาเพื่อดูแลอาการแบบใด การสื่อสารผ่านช่องทางเดิมอย่างวิทยุและโทรทัศน์จึงอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
“เราไม่ได้อยากให้คนรู้จักแค่ชื่อแบรนด์ แต่ต้องทำให้เขาเข้าใจด้วยว่าสมุนไพรไทยมีประโยชน์อย่างไร ใช้เมื่อไหร่ และสามารถอยู่ใกล้ตัวผู้คนในชีวิตประจำวันได้” คุณโอ๊บอธิบาย
จากแนวคิดดังกล่าว ตราใบห่อจึงเริ่มขยับเข้าสู่ช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียมากขึ้น เพื่อสร้างบทสนทนากับผู้บริโภคในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็พยายามปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความร่วมสมัย โดยไม่ละทิ้งรากฐานด้านองค์ความรู้ที่สั่งสมมา
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ยังเกิดขึ้นพร้อมกับการเข้ามามีบทบาทของ คุณหญิง ยุวดี อัคคะประชา น้องสาวของคุณโอ๊บ ซึ่งมีพื้นฐานด้านเภสัชกรรมและเข้ามาช่วยดูแลด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เติมทักษะใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์บริบทของตลาดในปัจจุบัน
บทบาทของทายาทรุ่น 2 จึงไม่ใช่การปฏิเสธสิ่งที่รุ่นก่อนสร้างไว้ แต่คือการนำคุณค่าเดิมมาตีความใหม่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เพราะสำหรับตราใบห่อ การทำให้แบรนด์อยู่รอดในระยะยาว คือการทำให้ผู้คนมองเห็นว่าองค์ความรู้เดิมยังมีความหมายในโลกปัจจุบันได้อย่างไร
■
เปลี่ยนยาให้เป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ ด้วยการพาสมุนไพรเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน
เมื่อการสื่อสารแบรนด์ถูกปรับให้ร่วมสมัยมากขึ้น คำถามต่อมาของตราใบห่อคือ จะทำอย่างไรให้สมุนไพรไทยไม่ได้ถูกนึกถึงเฉพาะในวันที่เจ็บป่วย แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรในชีวิตประจำวันได้จริง
คุณโอ๊บมองว่า จุดแข็งของตราใบห่อคือองค์ความรู้ด้านสมุนไพรที่สั่งสมมายาวนาน แต่การจะทำให้คนรุ่นใหม่เปิดใจเข้าหาสมุนไพร อาจต้องเริ่มจากการทำให้พวกเขารู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เข้าถึงได้มากขึ้น ทั้งในแง่รูปแบบผลิตภัณฑ์และบริบทของการใช้งาน
สินค้าหลักของแบรนด์อย่างยาขม ยาเขียว ยาใบแก้ว และฟ้าทะลายโจร ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญที่มีฐานลูกค้าเหนียวแน่น แต่ในขณะเดียวกัน บริษัทก็เริ่มมองหาโอกาสในการต่อยอดองค์ความรู้เดิมไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตที่หลากหลายขึ้น
หนึ่งในตัวอย่างคือกลุ่มผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอกอย่าง BH Herbal Spray หรือสเปรย์กระดูกไก่ดำ ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย แต่สื่อสารให้เชื่อมโยงกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันมากกว่าการเป็นสินค้าที่วางอยู่ในร้านขายยาเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การเดินทางท่องเที่ยว หรือการทำกิจกรรมที่ต้องใช้ร่างกายเป็นเวลานาน
“คนรุ่นใหม่เขาไม่ได้รอให้ป่วยก่อนถึงจะดูแลตัวเอง เขาสนใจเรื่องสุขภาพ สนใจเรื่องการป้องกันมากขึ้น เราก็ต้องคิดว่าสมุนไพรจะเข้าไปอยู่ในจังหวะชีวิตแบบนั้นได้อย่างไร”
นอกจากการขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว ตราใบห่อยังมองถึงการปรับปรุงผลิตภัณฑ์เดิมให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภคยุคปัจจุบันมากขึ้น ทั้งในด้านบรรจุภัณฑ์ที่พกพาสะดวก ดีไซน์ที่เข้าถึงง่าย รวมถึงการศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้บริโภคได้ง่ายขึ้นในอนาคต
คุณโอ๊บยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต้องอาศัยความระมัดระวัง เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่การทำให้แบรนด์ดูทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่คือการรักษาสมดุลระหว่างความใหม่กับความน่าเชื่อถือที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์มาอย่างยาวนาน
“เราไม่ได้อยากเปลี่ยนจนคนจำไม่ได้ว่าเราเป็นใคร แต่เราอยากทำให้คนเห็นว่า สมุนไพรไทยสามารถปรับตัวและอยู่กับวิถีชีวิตของคนแต่ละยุคได้”
สำหรับ SME บทเรียนจากตราใบห่อจึงเป็นการกลับไปทำความเข้าใจว่า สินค้าและองค์ความรู้ที่ธุรกิจมีอยู่แล้ว จะสามารถสร้างคุณค่าใหม่ให้กับผู้บริโภคในบริบทที่เปลี่ยนไปได้อย่างไร เพราะบางครั้ง การเติบโตไม่ได้เกิดจากการทิ้งสิ่งเดิมไว้ข้างหลัง แต่อาจเกิดจากการค้นพบวิธีใหม่ในการทำให้สิ่งเดิมมีความหมายกับผู้คนอีกครั้ง
■
“Homprung by Baihor” การนำสมุนไพรไทยมาเล่าผ่านประสบการณ์ใหม่ ๆ
เมื่อการพัฒนาสินค้าอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกเชื่อมโยงกับสมุนไพรไทย ตราใบห่อจึงมองหาวิธีสื่อสารรูปแบบใหม่ ทั้งการทำงานร่วมกับแบรนด์อื่นในกิจกรรมต่าง ๆ และการสร้างพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสองค์ความรู้เหล่านี้ด้วยตัวเอง แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การเกิดขึ้นของ “Homprung by Baihor” พื้นที่ที่คุณโอ๊บนิยามว่าเป็น Experience House ของแบรนด์ ตั้งอยู่บนถนนจักรวรรดิ ใกล้กับร้านสมุนไพรดั้งเดิมของครอบครัว
การเลือกปักหมุดในย่านเดิมเป็นความตั้งใจที่จะเชื่อมโยงอดีตเข้ากับปัจจุบัน คุณโอ๊บเล่าว่า “ย่านนี้มีเรื่องราวเกี่ยวกับสมุนไพรอยู่แล้ว เราโตมากับบรรยากาศแบบนี้ เลยอยากให้คนที่เข้ามาได้เห็นว่า สมุนไพรไทยเป็นสินค้าที่มีที่มา มีวัฒนธรรม และมีผู้คนอยู่เบื้องหลัง”
ขณะที่บริเวณด้านหน้าของพื้นที่คือ “Baihor Café” ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นเสมือนประตูบานแรกในการทำความรู้จักกับแบรนด์ ผ่านบรรยากาศที่ได้รับแรงบันดาลใจจากร้านยาโบราณ ด้วยเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่นำสมุนไพรไทยมาตีความใหม่ให้เข้ากับรสนิยมของคนรุ่นใหม่ โดยมี “อเมริกาโน่หอมปรุง” เมนู Signature ของร้าน ที่ผสานน้ำมะตูมและเยลลี่มะตูมเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสสมุนไพรไทยในรูปแบบที่ใกล้ตัวและเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น
เมื่อผู้คนเริ่มทำความรู้จักกับแบรนด์ผ่านคาเฟ่แล้ว ภายในพื้นที่เดียวกันยังมี “Homprung by Baihor” ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่เรียนรู้และทดลองผ่านกิจกรรมหลากหลาย เพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสสมุนไพรไทยในมิติที่ลึกขึ้น ตั้งแต่การทำความรู้จักกลิ่นและสรรพคุณของสมุนไพร ไปจนถึงกิจกรรมที่ออกแบบให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุกและเข้าถึงง่าย
หนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความสนใจมากคือ เวิร์กช็อปทำยาดม ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เลือกกลิ่นและส่วนผสมตามความชอบ คุณโอ๊บเล่าว่า “หลายคนไม่เคยรู้มาก่อนว่ายาดมมีองค์ประกอบอะไรบ้าง พอได้ลองทำเอง เขาจะเริ่มสนใจว่าแต่ละกลิ่นมาจากสมุนไพรอะไร แล้วค่อย ๆ เปิดใจเรียนรู้เรื่องอื่นต่อ”
“มีหลายคนที่เข้ามาเพราะอยากทำเวิร์กช็อปหรือมาคาเฟ่ แต่สุดท้ายกลับเดินออกไปพร้อมกับคำถามเกี่ยวกับยาขม ยาเขียว หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของเรา สิ่งนี้ทำให้เห็นว่า เมื่อผู้คนได้เริ่มต้นจากประสบการณ์ที่สนุก พวกเขาก็พร้อมจะเรียนรู้เรื่องสมุนไพรในมิติที่ลึกขึ้น” คุณโอ๊บเล่าด้วยความภาคภูมิใจ
นอกจากการสร้างประสบการณ์ภายในพื้นที่ของแบรนด์ ตราใบห่อยังมีการทำงานร่วมกับแบรนด์อื่นในโอกาสต่าง ๆ เช่น การจัดกิจกรรมร่วมกับ “น้ำอบนางลอย” ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อชวนให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ภูมิปัญญาไทยผ่านกิจกรรมที่สนุกและเข้าถึงง่าย ซึ่งเป็นอีกแนวทางที่แบรนด์ใช้สร้างบทสนทนากับผู้บริโภครุ่นใหม่
■
ต้นน้ำสมุนไพร จุดแข็งที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก
เบื้องหลังการพัฒนาสินค้าและการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ของตราใบห่อ ยังมีอีกหนึ่งรากฐานสำคัญที่ผู้บริโภคอาจไม่ค่อยได้เห็น นั่นคือ องค์ความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบสมุนไพรที่สั่งสมมาตั้งแต่ยุคร้านง่วนเฮงจั่น
คุณโอ๊บเล่าว่า ธุรกิจของครอบครัวทำงานใกล้ชิดกับผู้รวบรวมผลผลิตและคู่ค้าด้านวัตถุดิบมาอย่างยาวนาน หลายความสัมพันธ์เริ่มต้นตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ และยังคงดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะไม่ได้อยู่ในรูปแบบ Contract Farming อย่างเป็นทางการ แต่ความต่อเนื่องดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถติดตามคุณภาพของวัตถุดิบและปรับตัวต่อความผันผวนของตลาดได้ดีขึ้น
“บางเจ้าค้าขายกันมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ พอมาถึงวันนี้ก็เป็นรุ่นลูกที่ทำงานต่อกัน เราไม่ได้คุยกันแค่เรื่องราคา แต่คุยกันถึงเรื่องคุณภาพ ว่าปีนี้ผลผลิตเป็นอย่างไร แหล่งไหนมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง”
สิ่งที่ทีมงานเรียนรู้จากการทำงานกับสมุนไพรมาอย่างต่อเนื่อง คือวัตถุดิบชนิดเดียวกันอาจมีคุณลักษณะแตกต่างกันตามแหล่งปลูก ฤดูกาล หรือวิธีการเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์และการสังเกตสะสมในระยะยาว
คุณหญิงเสริมว่า “สมุนไพรไม่ใช่สินค้าที่หยิบอะไรก็ใช้แทนกันได้ทั้งหมด บางชนิดปลูกในพื้นที่หนึ่งจะให้คุณภาพที่ดีกว่าอีกพื้นที่หนึ่ง เพราะปัจจัยเรื่องดิน เรื่องอากาศ หรือวิธีการดูแลก็มีผลเหมือนกัน”
ในวันที่ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้น องค์ความรู้ด้านวัตถุดิบและความสัมพันธ์กับคู่ค้าที่สั่งสมมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการจัดซื้อ แต่กลายเป็นจุดแข็งที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่คู่แข่งไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น
■
ความท้าทายของธุรกิจสมุนไพรที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบ
แม้ตราใบห่อจะพยายามทำให้สมุนไพรไทยเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ทั้งผ่านช่องทางออนไลน์และพื้นที่อย่าง Homprung by Baihor ที่ช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค แต่ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจยาสมุนไพรยังมีข้อจำกัดที่แตกต่างจากสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เพราะทุกการสื่อสารต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและข้อมูลที่ถูกต้อง
คุณโอ๊บยอมรับว่า นี่เป็นโจทย์ที่ท้าทายไม่น้อยสำหรับแบรนด์ที่ต้องการพูดคุยกับคนรุ่นใหม่ในภาษาที่เข้าใจง่าย ขณะเดียวกันก็ต้องรักษามาตรฐานความน่าเชื่อถือที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน
“บางทีคนอยากได้คำตอบง่าย ๆ ว่าสมุนไพรตัวนี้กินแล้วดีทุกอย่างไหม แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เราต้องอธิบายให้เขาเข้าใจว่าแต่ละตัวมีข้อบ่งใช้ มีวิธีใช้ และมีข้อควรระวังของแต่ละอย่างต่างกันไป” คุณโอ๊บกล่าว
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับบทบาทของคุณหญิง ซึ่งเข้ามาช่วยดูแลด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในฐานะผู้มีพื้นฐานด้านเภสัชกรรม โดยเธอมองว่า การให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภคเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การพัฒนาสินค้า
“จริง ๆ แล้วสมุนไพรก็คือยาอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นการใช้ก็ควรใช้ให้เหมาะกับอาการ ถ้าใช้แล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีข้อสงสัย ก็ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ใช่คิดว่าเป็นสมุนไพรแล้วจะใช้อย่างไรก็ได้” คุณหญิงอธิบายเพิ่มเติม
สำหรับตราใบห่อ การทำให้สมุนไพรไทยดูร่วมสมัยจึงเป็นการหาวิธีอธิบายองค์ความรู้เดิมให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้มากกว่าเดิม โดยยังคงยึดหลักความถูกต้องเป็นสำคัญ เพราะในวันที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพได้จากหลากหลายช่องทาง ความน่าเชื่อถือจึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ และสำหรับแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่าครึ่งศตวรรษ การรักษาความไว้วางใจนั้นสำคัญไม่แพ้การสร้างการเติบโตทางธุรกิจ
การตลาดที่ดีอาจช่วยให้ผู้คนหันมาสนใจแบรนด์ได้ แต่ความถูกต้องและความรับผิดชอบต่างหากที่จะทำให้พวกเขาเลือกอยู่กับแบรนด์ในระยะยาว
เราอยากให้คนรู้จักสมุนไพรในมุมที่ใกล้ตัวขึ้น แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบ
เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของผู้บริโภค
ความเก่าแก่ของแบรนด์อาจเป็นได้ทั้งแต้มต่อและข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับว่าผู้ประกอบการจะมอง “อดีต” ในฐานะเป็นเพียงแค่สิ่งที่ต้องรักษาไว้ หรือมองเป็นสินทรัพย์ที่สามารถออกแบบใหม่ให้สอดคล้องกับอนาคตได้
กรณีของตราใบห่อสะท้อนว่า ธุรกิจครอบครัวจะเดินต่อได้อย่างแข็งแรง เมื่อทายาทรุ่นใหม่ไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนทุกอย่างเพื่อให้ดูทันสมัย แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจว่าแก่นแท้ของธุรกิจคืออะไร ลูกค้าเดิมเชื่อมั่นแบรนด์เพราะอะไร และผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการเชื่อมโยงกับแบรนด์ในรูปแบบใด
ความสำเร็จของการต่อยอดสมุนไพรตราใบห่อจึงไม่ได้อยู่ที่การทำให้แบรนด์ “ดูเด็กลง” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้สมุนไพรไทยมีเหตุผลใหม่ในการเข้าไปอยู่ในชีวิตของผู้คน ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ง่ายขึ้น ช่องทางสื่อสารที่ใกล้ตัวขึ้น ไปจนถึงประสบการณ์ที่ทำให้ผู้บริโภคได้สัมผัสสมุนไพรด้วยตัวเอง
สำหรับ SME บทเรียนสำคัญคือ การรีแบรนด์ที่ยั่งยืนคือการค้นให้เจอว่าธุรกิจมีต้นทุนอะไรอยู่ในมือ แล้วนำต้นทุนนั้นมาตีความใหม่ให้ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบัน เพราะในหลายครั้ง สิ่งที่ทำให้ธุรกิจไปต่อได้ ไม่ใช่การวิ่งหนีภาพจำเดิมทั้งหมด แต่คือการทำให้ภาพจำนั้นกลับมามีความหมายอีกครั้งในบริบทใหม่
และตราใบห่อก็เป็นตัวอย่างของธุรกิจไทยที่กำลังพิสูจน์ว่า ภูมิปัญญาเก่าแก่ยังมีพื้นที่ในตลาดยุคใหม่เสมอ หากถูกพัฒนาอย่างเข้าใจผู้บริโภค สื่อสารอย่างรับผิดชอบ ผ่านการต่อยอดบนพื้นฐานขององค์ความรู้ดั้งเดิม
การตลาด
ธุรกิจ
ประวัติศาสตร์
บันทึก
1
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย