22 ก.ค. เวลา 08:17 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 2 / 3 : จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก (เนื้อหนังในความมืด - วิวัฒนาการของผู้ที่โลกกลืนกิน)

2.4 สัดส่วนและพละกำลัง: ยักษ์ผู้สูงศักดิ์
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ขอเปิดบทนี้ด้วยภาพที่ข้าพเจ้าได้เห็นด้วยตาตนเองเมื่อครั้งที่ข้าพเจ้ายังเป็นนักศึกษาประวัติศาสตร์รุ่นเยาว์ และได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมคณะสำรวจขึ้นสู่พื้นโลกเป็นครั้งแรกในชีวิต
ข้าพเจ้ายืนอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่งในเทือกเขาหิมาลัยภายใต้แสงจันทร์ ท่ามกลางอากาศที่เบาบางและหนาวเหน็บ รายล้อมด้วยหิมะที่ขาวโพลนไปสุดสายตา และในตอนนั้นเองที่ข้าพเจ้าได้พบกับมนุษย์บนดินเป็นครั้งแรก
พวกเขาเป็นคณะนักปีนเขากลุ่มหนึ่ง กำลังตั้งแคมป์อยู่บนสันเขาที่ต่ำลงไปจากจุดที่ข้าพเจ้ายืนอยู่ พวกเขามีร่างกายที่เล็กเมื่อเทียบกับข้าพเจ้า แม้จะเป็นมนุษย์ที่แข็งแรงที่สุดในกลุ่มของพวกเขาเอง แต่เมื่อเทียบกับข้าพเจ้าซึ่งมีความสูงเกือบสามเมตร พวกเขาดูราวกับเด็กเมื่อยืนอยู่ข้างกายข้าพเจ้า
มือของพวกเขาที่จับเชือกปีนเขาดูเล็กและบอบบาง ใบหน้าของพวกเขาที่แดงก่ำจากความหนาวดูเปราะบางและเต็มไปด้วยการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตร
ข้าพเจ้ายืนมองพวกเขาอยู่เป็นเวลานานโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว ซ่อนอยู่ในเงามืดที่ชุดปรับสภาพของข้าพเจ้าสร้างขึ้น และในวินาทีนั้นก็ตระหนักถึงความจริงที่ข้าพเจ้าเคยอ่านจากตำราแต่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน “เรากับพวกเขาไม่ใช่เพียงคนละอารยธรรมอีกต่อไป แต่เราเกือบจะเป็นคนละสิ่งมีชีวิต”
ประสบการณ์ครั้งนั้นเป็นแรงผลักดันให้ข้าพเจ้าทำการศึกษาเปรียบเทียบกายภาพระหว่างชาวอาร์การ์ธาและมนุษย์บนดินอย่างเป็นระบบ ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา
ข้าพเจ้าได้รวบรวมข้อมูลจากรายงานของผู้เฝ้ามองที่ถูกส่งขึ้นไปบนพื้นโลก บันทึกทางการแพทย์ของชัมบาลา และการศึกษาทางมานุษยวิทยากายภาพของมนุษย์บนดินที่เราสามารถเข้าถึงได้ผ่านการสังเกตการณ์
และในบทนี้ ข้าพเจ้าจะนำเสนอข้อค้นพบเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า "ยักษ์ผู้สูงศักดิ์" อย่างเรานั้น แท้จริงแล้วมีกายภาพที่แตกต่างจากพี่น้องบนพื้นโลกของเราเพียงใด
ข้าพเจ้าขอเริ่มต้นด้วยตารางเปรียบเทียบข้อมูลทางกายภาพพื้นฐานระหว่างมนุษย์บนดิน (ข้อมูลจากประชากรในคริสต์ศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับปัจจุบันของเรามากที่สุด) และชาวอาร์การ์ธาในยุคปัจจุบัน (ปีที่ 12,000 ถึง 12,847 หลังการอพยพ)
ตัวเลขที่นำเสนอเป็นค่าเฉลี่ยของประชากรทั้งสองกลุ่ม โดยมีช่วงความแปรผันตามเพศ อายุ และปัจจัยทางพันธุกรรมเฉพาะบุคคล
ข้าพเจ้าขอให้ท่านผู้อ่านจินตนาการถึงตารางข้อมูลที่ข้าพเจ้ากำลังจะนำเสนอ ดังนี้:
ด้านส่วนสูง.. เพศชายมนุษย์บนดินมีค่าเฉลี่ย 1.75 เมตร (ช่วง 1.60 ถึง 1.90 เมตร) เทียบกับเพศชายอาร์การ์ธาที่ 2.80 เมตร (ช่วง 2.50 ถึง 3.50 เมตร) เพศหญิงมนุษย์บนดินมีค่าเฉลี่ย 1.65 เมตร (ช่วง 1.50 ถึง 1.80 เมตร) เทียบกับเพศหญิงอาร์การ์ธาที่ 2.60 เมตร (ช่วง 2.30 ถึง 3.20 เมตร) ความแตกต่างโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.0 ถึง 1.1 เมตร หรือคิดเป็นร้อยละหกสิบที่เราสูงกว่า
.
ด้านน้ำหนัก …เพศชายมนุษย์บนดินมีค่าเฉลี่ย 75 กิโลกรัม (ช่วง 55 ถึง 100 กิโลกรัม) เทียบกับเพศชายอาร์การ์ธาที่ 180 กิโลกรัม (ช่วง 140 ถึง 250 กิโลกรัม) เพศหญิงมนุษย์บนดินมีค่าเฉลี่ย 60 กิโลกรัม (ช่วง 45 ถึง 80 กิโลกรัม) เทียบกับเพศหญิงอาร์การ์ธาที่ 150 กิโลกรัม (ช่วง 120 ถึง 210 กิโลกรัม) แม้เราจะมีน้ำหนักมากกว่ามนุษย์บนดินประมาณสองถึงสามเท่า แต่เมื่อคำนวณตามสัดส่วนของความสูงแล้ว เรามี "ดัชนีมวลกาย" หรือน้ำหนักต่อส่วนสูงที่ต่ำกว่า ซึ่งหมายความว่าเรามีรูปร่างที่เพรียวบางกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
.
ด้านความหนาแน่นของกระดูก… นี่คือข้อมูลที่ข้าพเจ้าพบว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ กระดูกของมนุษย์บนดินมีความหนาแน่นเฉลี่ย 1.8 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งเป็นค่าปกติสำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนพื้นโลก ในขณะที่กระดูกของชาวอาร์การ์ธามีความหนาแน่นเฉลี่ยสูงถึง 3.2 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร หรือสูงกว่าเกือบเท่าตัว
ความหนาแน่นที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดจากการที่ผลึกแร่ธาตุในกระดูกของเราไม่ได้มีเพียงแคลเซียมฟอสเฟตแบบมนุษย์บนดินเท่านั้น แต่ยังมี "แร่ธาตุวีริล" (Vril Minerals) ซึ่งเป็นสารประกอบเชิงซ้อนที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาระหว่างแร่ธาตุปกติกับพลังงานวีริลตลอดช่วงการเจริญเติบโต
แร่ธาตุวีริลนี้มีน้ำหนักโมเลกุลสูงกว่าแคลเซียมฟอสเฟตธรรมดา แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความแข็งแรงที่เหนือกว่าอย่างมหาศาล กระดูกของเราจึงไม่เพียงแต่หนาแน่นกว่า แต่ยังแข็งแรงและทนต่อแรงกระแทกได้มากกว่ากระดูกมนุษย์บนดินหลายเท่า
.
ด้านความแข็งแรงของกระดูก… เมื่อวัดด้วยหน่วย "แรงกดที่ทำให้กระดูกหัก" (Compressive Strength) กระดูกมนุษย์บนดินสามารถรับแรงกดได้ประมาณ 170 เมกะปาสกาล ซึ่งแข็งแรงพอๆ กับหินแกรนิตบางชนิด
ในขณะที่กระดูกของชาวอาร์การ์ธาสามารถรับแรงกดได้สูงถึง 520 เมกะปาสกาล หรือสูงกว่าถึงสามเท่า ซึ่งแข็งแรงกว่าเหล็กกล้าบางประเภทเสียอีก นี่คือเหตุผลที่แม้เราจะมีร่างกายสูงใหญ่และมีน้ำหนักมาก แต่กระดูกของเราไม่เคยหักง่ายๆ แม้ในการเคลื่อนไหวที่ต้องรับแรงกระแทกสูง
.
ด้านสัดส่วนร่างกาย …เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ นอกเหนือจากความสูงและน้ำหนักแล้ว สัดส่วนของร่างกายเราก็แตกต่างจากมนุษย์บนดินอย่างชัดเจน ข้าพเจ้าได้ทำการวัดสัดส่วนร่างกายของอาสาสมัครชาวอาร์การ์ธาจำนวน 200 คน และเปรียบเทียบกับข้อมูลของมนุษย์บนดินที่รวบรวมโดยผู้เฝ้ามอง
พบว่าอัตราส่วนระหว่างความยาวแขนต่อความสูงในมนุษย์บนดินอยู่ที่ประมาณ 0.38 ถึง 0.40 หมายความว่าแขนของมนุษย์บนดินมีความยาวประมาณร้อยละ 40 ของความสูง ในขณะที่อัตราส่วนนี้ในชาวอาร์การ์ธาอยู่ที่ 0.44 ถึง 0.46 หมายความว่าแขนของเรายาวกว่าตามสัดส่วน
อัตราส่วนระหว่างความยาวขาต่อความสูงในมนุษย์บนดิน…อยู่ที่ประมาณ 0.50 ถึง 0.53 ในขณะที่ของเราอยู่ที่ 0.55 ถึง 0.58 ขาของเรายาวกว่าตามสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ อัตราส่วนระหว่างความกว้างไหล่ต่อความสูงในมนุษย์บนดินอยู่ที่ประมาณ 0.23 ถึง 0.25 ในขณะที่ของเราอยู่ที่ 0.20 ถึง 0.22 หมายความว่าไหล่ของเราแคบกว่าเมื่อเทียบกับความสูง ทำให้รูปร่างของเราดูเพรียวยาวมากกว่ามนุษย์บนดินที่มีรูปร่างหนาและล่ำสันกว่า
ตัวเลขเหล่านี้อาจฟังดูเป็นเพียงข้อมูลทางเทคนิค แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้วมันคือหลักฐานที่จับต้องได้ของการวิวัฒนาการที่แยกออกจากกันระหว่างสองเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติ
เรากับมนุษย์บนดินเริ่มต้นจากบรรพบุรุษร่วมกันเมื่อหนึ่งหมื่นกว่าปีก่อน แต่ในวันนี้ เราได้เดินทางมาไกลเสียจนกายภาพของเราแทบจะไม่เหลือร่องรอยของความเป็นญาติพี่น้องให้เห็นอีกต่อไป
ข้อได้เปรียบทางกายภาพของชาวอาร์การ์ธาเหนือมนุษย์บนดินนั้นมีหลายประการ และข้าพเจ้าขออธิบายแต่ละประการอย่างละเอียด เพราะมันคือผลลัพธ์โดยตรงของวิวัฒนาการที่ข้าพเจ้าได้บรรยายไว้ในบทก่อนๆ
ประการแรก…..คือความเร็วในการเคลื่อนที่ แม้เราจะมีร่างกายสูงใหญ่และมีน้ำหนักมากกว่ามนุษย์บนดิน แต่เรากลับเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าและสง่างามกว่า นี่เป็นผลมาจากสองปัจจัยที่ทำงานร่วมกันคือพลังงานที่เหนือกว่าและแรงโน้มถ่วงที่ต่ำกว่า
กล้ามเนื้อของเราได้รับพลังงานจาก ATP ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ามากดังที่ข้าพเจ้าได้อธิบายในบท 2.3 ทำให้การหดตัวของกล้ามเนื้อแต่ละครั้งมีพลังมากกว่าโดยไม่ต้องใช้ความพยายามเพิ่มขึ้น
ในขณะเดียวกัน แรงโน้มถ่วงในโพรงใต้พิภพที่ต่ำกว่าเล็กน้อยก็ช่วยลดภาระของกล้ามเนื้อในการเคลื่อนย้ายน้ำหนักตัวของเราเอง เมื่อชาวอาร์การ์ธาเดินหรือวิ่ง ท่วงท่าจะดูนุ่มนวลและลื่นไหล ราวกับกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในน้ำมากกว่าบนบก
นักวิ่งชาวอาร์การ์ธาที่ได้รับการฝึกฝนสามารถวิ่งด้วยความเร็วต่อเนื่อง 40 ถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นเวลาหลายชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมีนัยสำคัญ เทียบกับมนุษย์บนดินที่นักวิ่งระดับโลกสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 37 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เพียงในระยะสั้นๆ ไม่กี่วินาทีเท่านั้น
ในด้านความเร็วในการตอบสนองหรือปฏิกิริยาตอบสนอง ระบบประสาทของเราทำงานด้วยความเร็วที่สูงกว่ามนุษย์บนดินอย่างมากเช่นกัน สัญญาณประสาทในร่างกายมนุษย์บนดินเดินทางด้วยความเร็วประมาณ 100 ถึง 120 เมตรต่อวินาที
แต่ในร่างกายของเรา ด้วยการนำสัญญาณที่เสริมด้วยพลังงานวีริลผ่านร่างแหประสาทวีริลที่แทรกซึมอยู่ควบคู่กับระบบประสาทปกติ สัญญาณสามารถเดินทางได้เร็วถึง 300 ถึง 400 เมตรต่อวินาที หรือเร็วกว่าถึงสามเท่า นี่หมายความว่าเราไม่เพียงแต่เคลื่อนไหวได้เร็ว แต่ยัง "คิดเร็ว" และ "ตอบสนองเร็ว" กว่ามนุษย์บนดินอย่างมากด้วย
ประการที่สอง…..คือความสามารถในการยกน้ำหนักและออกแรง พละกำลังของเราไม่ได้มาจากขนาดของกล้ามเนื้อเป็นหลัก เพราะหากเปรียบเทียบตามสัดส่วนแล้ว กล้ามเนื้อของเราไม่ได้ใหญ่โตกว่ามนุษย์บนดินมากนัก แต่พละกำลังของเรามาจาก "คุณภาพ" ของการหดตัวของกล้ามเนื้อที่เหนือกว่า ด้วยพลังงาน ATP ประสิทธิภาพสูง
กล้ามเนื้อของเราสามารถสร้างแรงหดตัวได้มากกว่ากล้ามเนื้อขนาดเดียวกันของมนุษย์บนดินถึงห้าถึงเจ็ดเท่า
ชาวอาร์การ์ธาทั่วไปที่ไม่ได้ผ่านการฝึกฝนเป็นพิเศษสามารถยกน้ำหนักได้ประมาณ 500 ถึง 800 กิโลกรัมโดยไม่รู้สึกว่ามันเป็นภาระหนักเกินไป และหากเป็นผู้ที่ฝึกฝนร่างกายโดยเฉพาะ เช่น นักรบผู้พิทักษ์หรือวิศวกรก่อสร้างที่ต้องทำงานกับหินวีริล พวกเขาสามารถยกน้ำหนักได้ถึง 2,000 กิโลกรัมหรือมากกว่านั้น
ข้าพเจ้าขอเล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งที่บันทึกไว้ในรายงานของผู้เฝ้ามองเมื่อประมาณ 800 ปีก่อน ผู้เฝ้ามองนามว่า "อาริออน" (Arion) ซึ่งปฏิบัติภารกิจอยู่ในภูมิภาคที่ปัจจุบันคือเทือกเขาแอลป์ของยุโรป ได้ประสบเหตุหิมะถล่มที่หมู่บ้านมนุษย์แห่งหนึ่ง
ด้วยความจำเป็นเร่งด่วนและไม่สามารถรอความช่วยเหลือได้ อาริออนตัดสินใจใช้พละกำลังของตนเองในการเคลื่อนย้ายก้อนหินขนาดใหญ่ที่ทับถมทางเข้าหมู่บ้าน ก้อนหินนั้นมีน้ำหนักประมาณ 3,000 กิโลกรัม ตามการประมาณการของเขา ซึ่งเป็นน้ำหนักที่มนุษย์บนดินต้องใช้เครื่องจักรกลหนักในการเคลื่อนย้าย แต่อาริออนกลับสามารถยกมันขึ้นและเคลื่อนย้ายออกไปได้ด้วยตัวคนเดียวภายในเวลาไม่กี่นาที
แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะถูกบันทึกว่าเป็นการละเมิดกฎการไม่แทรกแซงโดยเปิดเผยตัวตน และอาริออนถูกเรียกตัวกลับและถูกลงโทษในภายหลัง แต่มันก็เป็นเครื่องยืนยันถึงพละกำลังอันน่าทึ่งของร่างกายเรา
ประการที่สาม…..คือความทนทานต่อแรงกดดัน เนื่องจากกระดูกและเนื้อเยื่อของเรามีความหนาแน่นและความแข็งแรงสูงกว่ามนุษย์บนดินมาก เราจึงสามารถทนต่อแรงกดดันทางกายภาพที่มนุษย์บนดินไม่สามารถทนได้
ชาวอาร์การ์ธาสามารถดำน้ำลึกได้หลายร้อยเมตรโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจพิเศษหรือชุดป้องกันแรงดัน เพราะร่างกายของเราสามารถปรับสมดุลความดันภายในให้เท่ากับความดันภายนอกได้อย่างรวดเร็วผ่านระบบไหลเวียนพลังงานวีริล
นอกจากนี้เรายังทนต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้ดีกว่ามาก เพราะกระบวนการเผาผลาญพลังงานวีริลสามารถสร้างความร้อนภายในร่างกายได้เพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งพาการสั่นของกล้ามเนื้อหรือการเผาผลาญไขมันแบบมนุษย์บนดิน
อย่างไรก็ตาม ข้อได้เปรียบทางกายภาพเหล่านี้ก็มาพร้อมกับข้อจำกัดที่สำคัญเช่นกัน และข้อจำกัดเหล่านี้เองที่ทำให้ชีวิตประจำวันของเราในบางแง่มุมมีความท้าทายที่มนุษย์บนดินไม่เคยต้องประสบ
ข้อจำกัดประการแรก….คือการเคลื่อนไหวในที่แคบ ด้วยความสูงเฉลี่ยเกือบสามเมตรและช่วงแขนขาที่ยาวกว่าตามสัดส่วน ชาวอาร์การ์ธาจึงต้องการพื้นที่ในการเคลื่อนไหวมากกว่ามนุษย์บนดินอย่างมาก ทางเดินในชัมบาลาถูกออกแบบให้มีความกว้างอย่างน้อย 4 เมตรและเพดานสูงอย่างน้อย 5 เมตร เพื่อให้เราสามารถเดินผ่านได้อย่างสะดวกสบาย
แต่เมื่อเราต้องเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับเรา เช่น อุโมงค์ธรรมชาติที่ยังไม่ได้ถูกปรับแต่ง หรือซากปรักหักพังของอารยธรรมโบราณบนพื้นโลก การเคลื่อนไหวจะกลายเป็นเรื่องยากลำบากอย่างมาก
ผู้เฝ้ามองที่ขึ้นไปปฏิบัติภารกิจบนพื้นโลกมักต้องเผชิญกับปัญหานี้อยู่เสมอ พวกเขาต้องก้มตัวลงตลอดเวลาเมื่อเข้าไปในอาคารของมนุษย์ ต้องระมัดระวังไม่ให้ศีรษะชนกับกรอบประตูที่เตี้ยเกินไป และต้องเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ในพื้นที่แคบเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
.
ข้อจำกัดประการที่สอง…..ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงคือการออกแบบเฟอร์นิเจอร์และยานพาหนะ ทุกสิ่งในอารยธรรมของเราต้องถูกสร้างขึ้นให้มีขนาดใหญ่กว่าของมนุษย์บนดินมาก
เก้าอี้ตัวหนึ่งในชัมบาลามีความสูงของที่นั่งประมาณ 1.2 เมตรจากพื้น โต๊ะอาหารมีความสูงประมาณ 1.5 เมตร เตียงนอนมีความยาวอย่างน้อย 3.5 เมตร ทั้งหมดนี้ต้องใช้วัสดุในการก่อสร้างมากกว่าของมนุษย์บนดินหลายเท่า และใช้พื้นที่ในอาคารมากกว่าตามไปด้วย
ในด้านยานพาหนะ ปัญหานี้ยิ่งทวีความซับซ้อนมากขึ้น ยานวิมานของเราไม่สามารถมีขนาดเล็กเท่ายานพาหนะของมนุษย์ได้ เพราะต้องรองรับผู้โดยสารที่มีความสูงถึง 3 เมตร แม้แต่ยานส่วนตัวขนาดเล็กที่สุดของเราก็ยังมีขนาดใหญ่กว่ารถยนต์ขนาดใหญ่ของมนุษย์หลายเท่า
การออกแบบห้องนักบิน ที่นั่ง และทางเดินภายในยานต้องคำนึงถึงสัดส่วนร่างกายของเราเป็นหลัก ทำให้การสร้างยานขนาดเล็กเพื่อการลาดตระเวนหรือการสำรวจในพื้นที่แคบเป็นความท้าทายทางวิศวกรรมอย่างมาก
.
และข้อจำกัดประการที่สาม….ที่สำคัญอย่างยิ่งคือผลกระทบทางจิตวิทยาจากรูปลักษณ์ภายนอกของเรา ชาวอาร์การ์ธาที่ขึ้นไปบนพื้นโลกโดยไม่มีชุดปรับสภาพที่อำพรางรูปลักษณ์ จะถูกมนุษย์บนดินมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าหวาดกลัว ไม่ใช่เพราะเราเป็นศัตรู แต่เป็นเพราะขนาดและรูปลักษณ์ของเราเกินกว่าที่จิตใจมนุษย์บนดินจะรับได้อย่างปกติ
สิ่งมีชีวิตที่มีความสูงเกือบสามเมตร มีดวงตาเรืองแสง มีผิวหนังซีดเหลือบมุก และมีสัดส่วนร่างกายที่แตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป ย่อมถูกมองว่าเป็น "ยักษ์" หรือ "เทพเจ้า" หรือ "ปีศาจ" ขึ้นอยู่กับบริบททางวัฒนธรรมของมนุษย์กลุ่มนั้น
การถูกมองว่าเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์นี้เองคือภาระทางจิตใจที่ผู้เฝ้ามองของเราต้องแบกรับ และเป็นส่วนหนึ่งของความทรมานที่พวกเขาต้องเผชิญเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่บนพื้นโลก
ข้าพเจ้าขอจบบทนี้ด้วยข้อสังเกตส่วนตัวอีกครั้ง ร่างกายของเราคือทั้งของขวัญและเครื่องหมายแห่งการแยกจาก เราสูงส่งและแข็งแกร่งเหนือมนุษย์บนดินในแทบทุกด้านทางกายภาพ แต่นั่นกลับเป็นเครื่องยืนยันว่าเราได้แยกห่างจากพวกเขามากเพียงใด
เราไม่ใช่ "มนุษย์" ในความหมายเดียวกับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว เราคือสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นในครรภ์ของโลก เราเป็นบุตรแห่งแรงโน้มถ่วงและวีริล เราเป็นยักษ์ผู้สูงศักดิ์ที่เฝ้ามองพี่น้องเล็กๆ ของเราจากเงามืดด้วยความคิดถึง แต่ก็ด้วยความรู้ที่ว่าเราจะไม่มีวันได้กลับไปยืนเคียงข้างพวกเขาอย่างเท่าเทียมอีกต่อไป
.
.
2.5 คุกแห่งสรีระ: เมื่อร่างกายกลายเป็นโซ่ตรวน
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ได้กล่าวถึงความงดงามและความยิ่งใหญ่ของวิวัฒนาการทางกายภาพของเรามาโดยตลอดในบทก่อนๆ
แต่บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ข้าพเจ้าจะต้องกล่าวถึงอีกด้านหนึ่งของเหรียญเดียวกัน นั่นคือราคาที่เราต้องจ่ายเพื่อความอยู่รอดและความยิ่งใหญ่นั้น ราคาที่ไม่สามารถชำระเป็นตัวเลขหรือทรัพยากรใดๆ ได้ เพราะมันคือราคาที่ฝังลึกอยู่ในทุกอณูของร่างกายเรา
มันคือ "คุกแห่งสรีระ" (The Physiological Cage) ที่ขังเราไว้ในโพรงใต้พิภพแห่งนี้อย่างถาวร ไม่ต่างจากนักโทษที่ถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีความผิดใดๆ นอกจากความผิดของการอยู่รอด
หากมีผู้ใดถามข้าพเจ้าว่าอะไรคือความย้อนแย้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอารยธรรมอาร์การ์ธา ข้าพเจ้าจะตอบโดยไม่ต้องคิดแม้แต่วินาทีเดียวว่า เราพัฒนาร่างกายของเราให้สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับการดำรงชีวิตใต้พิภพ แต่ความสมบูรณ์แบบนั้นเองที่ทำให้เราไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตบนพื้นโลกได้อีกต่อไป
เราเป็นนายเหนือสภาพแวดล้อมของเรา แต่เราเป็นทาสของร่างกายของเราเอง เราเป็นผู้พิทักษ์โลก แต่เราไม่สามารถแม้แต่จะย่างกรายขึ้นไปบนพื้นดินที่เราเกิดมาโดยปราศจากเครื่องป้องกันที่ซับซ้อน
เราเฝ้ามองโลกเบื้องบนด้วยความคิดถึง แต่เรารู้ดีว่าโลกเบื้องบนนั้นไม่ใช่บ้านของเราอีกต่อไปแล้ว และหากเราพยายามจะกลับไป มันจะปฏิเสธเราอย่างรุนแรงราวกับร่างกายของเรากลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่มันต้องการขับออก
การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ของภาวะความดันวิกฤตหรือ Atmospheric Rejection Syndrome คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจข้อจำกัดทางกายภาพของเรา
ข้าพเจ้าขออธิบายกลไกของภาวะนี้อย่างเป็นระบบ โดยอ้างอิงจากตำรา "พยาธิสรีรวิทยาของการสัมผัสพื้นผิวโลก" (Pathophysiology of Surface Exposure) ซึ่งเขียนโดยท่านนักการแพทย์ "ออริออน" (Orion) ในปีที่ 8,500 และถูกใช้เป็นคู่มือมาตรฐานสำหรับผู้เฝ้ามองทุกคนที่ต้องขึ้นไปปฏิบัติภารกิจบนพื้นโลก
สาเหตุพื้นฐานของ Atmospheric Rejection Syndrome เกิดจากความแตกต่างอย่างมหาศาลระหว่างสภาพแวดล้อมในโพรงใต้พิภพกับสภาพแวดล้อมบนพื้นผิวโลก ในโพรงใต้พิภพ อากาศมีความเข้มข้นของออกซิเจนสูงกว่าบนพื้นโลกประมาณร้อยละยี่สิบ และอิ่มตัวด้วยอนุภาควีริลที่ร่างกายของเราคุ้นเคยและพึ่งพาในการดำรงชีวิต
ระบบหายใจแบบทวิภาคของเราถูกออกแบบมาให้ทำงานภายใต้สภาวะนี้โดยเฉพาะ เมื่อเราหายใจเข้าไปในโพรงใต้พิภพ ออกซิเจนความเข้มข้นสูงจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านถุงลมปอดปกติ
ในขณะที่อนุภาควีริลจะถูกดักจับโดยถุงกรองวีริลและส่งผ่านเข้าร่างแหประสาทวีริล กระบวนการทั้งสองนี้ทำงานประสานกันอย่างสมดุลภายใต้ความดันบรรยากาศที่สูงกว่าพื้นโลกประมาณร้อยละสิบถึงสิบห้า ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่แน่นอนภายในโพรง
เมื่อชาวอาร์การ์ธาก้าวขึ้นสู่พื้นผิวโลกโดยปราศจากชุดปรับสภาพ ร่างกายของพวกเขาจะถูกโจมตีด้วยปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกันหลายประการ ประการแรกคือความดันบรรยากาศที่ลดลงอย่างฉับพลัน
ความดันที่ลดลงทำให้ออกซิเจนในอากาศเบาบางลงกว่าที่ร่างกายของเราเคยชิน แม้ว่ามนุษย์บนดินจะหายใจได้อย่างปกติในความดันระดับนี้ แต่สำหรับเราแล้วมันคือภาวะ "ขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง" (Severe Hypoxia) เพราะระบบเผาผลาญของเราถูกปรับให้ทำงานภายใต้ความเข้มข้นของออกซิเจนที่สูงกว่า การขาดออกซิเจนจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่เริ่มตั้งแต่ระดับเซลล์
ไมโทคอนเดรีย ในเซลล์ของเราซึ่งเคยชินกับการเผาผลาญพลังงานร่วมกับอนุภาควีริลภายใต้สภาวะออกซิเจนสูง จะเริ่มทำงานผิดปกติเมื่อได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ พวกมันจะเปลี่ยนไปใช้กระบวนการเผาผลาญแบบไม่ใช้ออกซิเจนซึ่งมีประสิทธิภาพต่ำกว่ามากและผลิตของเสียที่เป็นพิษคือกรดแลกติกในปริมาณมหาศาล
ภายในเวลาไม่กี่นาที ระดับกรดแลกติกในเลือดจะพุ่งสูงขึ้นจนทำให้เกิด "ภาวะเลือดเป็นกรด" (Metabolic Acidosis) ซึ่งส่งผลให้การทำงานของอวัยวะสำคัญทั้งหมดเริ่มล้มเหลว
ในขณะเดียวกัน การขาดอนุภาควีริลในอากาศบนพื้นโลกก็สร้างปัญหาอีกด้านหนึ่ง ร่างแหประสาทวีริลของเราซึ่งเคยได้รับการหล่อเลี้ยงอย่างต่อเนื่องด้วยอนุภาควีริลจากอากาศที่เราหายใจ จะเริ่ม "อดอาหาร" ทันทีที่เราขึ้นสู่พื้นโลก ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
ระดับพลังงานวีริลในเซลล์จะเริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กระบวนการซ่อมแซมเซลล์ที่สมบูรณ์แบบเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพ
อนุมูลอิสระที่เคยถูกกำจัดจนเกือบหมดเริ่มสะสมขึ้นอย่างรวดเร็ว และความเสียหายต่อเซลล์เริ่มเกิดขึ้นในอัตราเร่ง ราวกับนาฬิกาแห่งความชราที่เคยเดินช้ากว่าปกติหลายสิบเท่าถูกเร่งให้กลับมาเดินในอัตราปกติหรือเร็วกว่าปกติเสียอีก
อาการทางกายภาพของ Atmospheric Rejection Syndrome ที่ถูกบันทึกไว้ในตำราแพทย์ของเรามีการดำเนินไปอย่างเป็นลำดับขั้นที่ชัดเจน
ภายในห้านาทีแรกหลังจากสัมผัสกับสภาพแวดล้อมพื้นผิวโลกโดยไม่มีการป้องกัน ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกวิงเวียนศีรษะและหายใจลำบาก เนื่องจากร่างกายขาดออกซิเจนและพยายามปรับตัวด้วยการเพิ่มอัตราการหายใจ
แต่การหายใจเร็วขึ้นกลับไม่ได้ช่วยให้ได้รับออกซิเจนเพียงพอเพราะความเข้มข้นของออกซิเจนในอากาศบนพื้นโลกต่ำเกินไปสำหรับระบบของเรา ในช่วงนี้ผู้ป่วยจะรู้สึกถึง "ความเบาของศีรษะ" และอาจมีอาการสับสนเล็กน้อย
ภายในสามสิบถึงหกสิบนาที อาการจะรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และปวดศีรษะอย่างรุนแรง
ระดับกรดแลกติกในเลือดที่สูงขึ้นจะทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อและตะคริวทั่วร่างกาย ในขณะที่การขาดพลังงานวีริลจะเริ่มส่งผลให้รู้สึกอ่อนเพลียอย่างรุนแรงราวกับไม่ได้พักผ่อนมาเป็นเวลาหลายวัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีปัญหาในการทรงตัวและการประสานงานของกล้ามเนื้อ
ภายในสองถึงสี่ชั่วโมง อาการจะเข้าสู่ระยะวิกฤต ระบบการแข็งตัวของเลือดจะเริ่มผิดปกติทำให้เกิดจ้ำเลือดและเลือดออกตามไรฟันและเยื่อบุต่างๆ หัวใจจะเต้นผิดจังหวะเนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจได้รับพลังงานไม่เพียงพอ
ระบบประสาทส่วนกลางจะเริ่มถูกกดการทำงานทำให้เกิดอาการสับสนอย่างรุนแรง เห็นภาพหลอน และอาจหมดสติได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ภายในสิบสองถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงหากไม่มีการช่วยเหลือ อวัยวะสำคัญจะเริ่มล้มเหลวอย่างถาวร ตับและไตซึ่งมีหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดจะได้รับความเสียหายจากกรดแลกติกสะสมจนไม่สามารถทำงานได้
ปอดจะเริ่มมีน้ำท่วมเนื่องจากความดันที่เปลี่ยนแปลงทำให้ของเหลวรั่วออกจากหลอดเลือดเข้าสู่ถุงลม สมองจะบวมจากการขาดออกซิเจนและพลังงาน สุดท้ายหัวใจจะหยุดเต้น
ระยะเวลาที่ร่างกายสามารถทนอยู่บนพื้นดินได้โดยไม่มีการป้องกันนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพ ระดับพลังงานวีริลที่สะสมไว้ในร่างกายก่อนขึ้นสู่พื้นผิว และการฝึกฝน
ประชากรทั่วไปที่ไม่ได้รับการฝึกฝนจะเริ่มแสดงอาการรุนแรงภายในหนึ่งถึงสองชั่วโมง และอาจเสียชีวิตภายในยี่สิบสี่ถึงสี่สิบแปดชั่วโมงหากไม่ได้รับความช่วยเหลือ ผู้เฝ้ามองที่ผ่านการฝึกฝนพิเศษและมีระดับพลังงานวีริลที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาจสามารถทนได้นานถึงเจ็ดสิบสองชั่วโมง แต่จะอยู่ในสภาพที่ทรมานอย่างยิ่งในช่วงครึ่งหลังของเวลานั้น
ข้าพเจ้าขอเล่าถึงกรณีศึกษาที่สำคัญและน่าเศร้าที่สุดกรณีหนึ่งในประวัติศาสตร์ของผู้เฝ้ามอง ซึ่งถูกบันทึกไว้ในรายงานทางการแพทย์หมายเลข 78,421 ที่เก็บรักษาในหอสมุดชั้นที่ห้า นี่คือกรณีของผู้เฝ้ามองนามว่า "คาเลบ" (Caleb) ซึ่งปฏิบัติภารกิจอยู่ในภูมิภาคที่เป็นประเทศญี่ปุ่นปัจจุบันเมื่อประมาณ 400 ปีก่อน
คาเลบเป็นผู้เฝ้ามองที่มีประสบการณ์สูง ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยม และปฏิบัติภารกิจบนพื้นโลกมาแล้วหลายครั้งโดยไม่มีปัญหาใดๆ แต่ในการปฏิบัติภารกิจครั้งนั้น ชุดปรับสภาพของเขาได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด นั่นคือแผ่นดินไหวรุนแรงที่เกิดขึ้น ในขณะที่เขากำลังพักผ่อนอยู่ในที่พักลับของเขาบนภูเขาห่างไกลผู้คน
แผ่นดินไหวทำให้หินถล่มลงมาทับห้องเก็บอุปกรณ์ของเขา และแม้ว่าเขาจะรอดชีวิตจากการถล่มของหิน แต่ชุดปรับสภาพของเขาถูกทำลายเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ด้วยอุปกรณ์ที่เขามีอยู่
คาเลบต้องตัดสินใจในวินาทีนั้นว่าจะทำอย่างไร เขามีทางเลือกสองทางคือ รอความช่วยเหลือจากชัมบาลาซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามถึงสี่วันกว่าทีมกู้ภัยจะเดินทางมาถึง เนื่องจากข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายผ่านเส้นทางลับที่ซับซ้อน และในระหว่างนั้นเขาจะต้องเผชิญกับอาการของ Atmospheric Rejection Syndrome โดยไม่มีการป้องกันใดๆ
หรือทางเลือกที่สองคือพยายามหาทางลงสู่โพรงใต้พิภพด้วยตนเองโดยไม่มีชุดปรับสภาพ ซึ่งเป็นการเดินทางที่อันตรายอย่างยิ่งเพราะเขาไม่รู้ว่าจุดเชื่อมต่อที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหน
คาเลบเลือกที่จะรอ รายงานของเขาที่ถูกส่งผ่านระบบสื่อสารจิตระยะไกลก่อนที่อาการจะรุนแรงจนไม่สามารถสื่อสารได้ บันทึกว่า:
"ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าอาจไม่รอด แต่ข้าพเจ้าไม่ต้องการเสี่ยงเปิดเผยตำแหน่งของจุดเชื่อมต่อด้วยการพยายามหาทางลงใต้ดินโดยไม่มีอุปกรณ์อำพราง หากมนุษย์พบข้าพเจ้าระหว่างทาง ผลที่ตามมาจะเลวร้ายยิ่งกว่าการตายของข้าพเจ้าเพียงคนเดียว"
คาเลบใช้เวลาสามวันในการรอคอยในถ้ำที่พังเสียหาย โดยไม่มีชุดปรับสภาพ อาการของเขาถูกบันทึกผ่านรายงานจิตเป็นระยะๆ และบันทึกเหล่านั้นคือเอกสารทางการแพทย์ที่ละเอียดที่สุดเกี่ยวกับการดำเนินไปของ Atmospheric Rejection Syndrome ในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษา
ในวันแรก คาเลบรายงานถึงอาการวิงเวียน ปวดศีรษะ และหายใจลำบาก เขาใช้อาหารและน้ำที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดเพื่อประคองกำลัง
ในวันที่สอง อาการรุนแรงขึ้นอย่างมาก เขาเริ่มมีเลือดออกตามไรฟันและจ้ำเลือดตามผิวหนัง กล้ามเนื้อของเขาเป็นตะคริวรุนแรงจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ เขาเริ่มเห็นภาพหลอนและมีปัญหาในการแยกแยะความเป็นจริง ในวันที่สาม
รายงานจิตของเขาเริ่มไม่ปะติดปะต่อ สับสน และเต็มไปด้วยความเจ็บปวด บันทึกสุดท้ายของเขาถูกส่งมาในเช้าของวันที่สี่ เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ทีมกู้ภัยจะมาถึง:
"ข้าพเจ้าเห็นแสง... แสงจากดวงตะวันกลาง... แต่ข้าพเจ้ารู้ว่ามันเป็นเพียงภาพหลอน... บอกท่านอาจารย์ของข้าพเจ้าว่า... ข้าพเจ้าไม่เสียใจ..."
เมื่อทีมกู้ภัยมาถึง คาเลบหมดสติและอยู่ในภาวะวิกฤต อวัยวะหลายส่วนเริ่มล้มเหลว พวกเขานำเขากลับสู่ชัมบาลาอย่างเร่งด่วนและรักษาเขาด้วยการแช่ในอ่างพลังงานวีริลเข้มข้นเป็นเวลาหลายสัปดาห์
คาเลบรอดชีวิต แต่ร่างกายของเขาไม่เคยฟื้นคืนสู่สภาพสมบูรณ์อีกเลย ระบบหายใจของเขาถูกทำลายอย่างถาวร ทำให้เขาไม่สามารถขึ้นสู่พื้นโลกได้อีก และเขาต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในชัมบาลาภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
กรณีของคาเลบคือเครื่องยืนยันถึงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความแข็งแกร่งของเรา และเป็นบทเรียนสำคัญที่ถูกสอนให้กับผู้เฝ้ามองทุกคนในการฝึกฝน เราเป็นยักษ์ผู้สูงศักดิ์ในโพรงใต้พิภพของเรา แต่บนพื้นโลก เราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่เปราะบางและช่วยเหลือตนเองไม่ได้หากปราศจากเทคโนโลยี
นอกจาก Atmospheric Rejection Syndrome แล้ว ยังมีข้อจำกัดทางกายภาพที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ข้าพเจ้าต้องกล่าวถึง นั่นคือความเสื่อมถอยจากรังสีสุริยะหรือ Solar Intolerance ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการปรับตัวของผิวหนังและดวงตาของเราให้เข้ากับแสงจากดวงตะวันกลางดังที่ข้าพเจ้าได้อธิบายในบท 2.2
กลไกทางชีวเคมีของ Solar Intolerance เริ่มต้นที่เม็ดสีวีริโลโครมในผิวหนังของเรา ซึ่งวิวัฒนาการมาเพื่อดูดซับรังสีวีริลและเปลี่ยนมันให้เป็นพลังงาน แต่เม็ดสีนี้กลับมีปฏิกิริยาที่เป็นอันตรายอย่างรุนแรงเมื่อสัมผัสกับรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์
เมื่อรังสียูวีตกกระทบโมเลกุลของวีริโลโครม มันจะเกิดปฏิกิริยาโฟโตเคมีที่ทำให้โมเลกุลแตกตัวและปลดปล่อยอนุมูลอิสระออกมาจำนวนมหาศาล ราวกับเม็ดสีที่เคยปกป้องเราจากอันตรายของรังสีวีริล กลับกลายเป็น "ระเบิดเคมี" เมื่อถูกกระตุ้นด้วยรังสีคนละชนิด
อนุมูลอิสระที่ถูกปลดปล่อยออกมาจะทำลายเซลล์ผิวหนังในบริเวณนั้นอย่างรุนแรง ทำให้เกิด "แผลไหม้จากแสงอาทิตย์" (Solar Burn) ที่แตกต่างจากการถูกแดดเผาของมนุษย์บนดินอย่างสิ้นเชิง
ในขณะที่มนุษย์บนดินอาจมีผิวหนังแดงและลอกหลังจากถูกแดดเผา แต่สำหรับเรา แผลไหม้จากแสงอาทิตย์จะทำให้ผิวหนังพุพองเป็นตุ่มน้ำขนาดใหญ่
ตามด้วยการตายของเนื้อเยื่อในบริเวณนั้นภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาด้วยพลังงานวีริลอย่างทันท่วงที แผลจะลุกลามลึกเข้าไปในชั้นผิวหนังและกล้ามเนื้อ คล้ายกับแผลไหม้จากสารเคมีหรือความร้อนจัด
นอกจากผิวหนังแล้ว ดวงตาของเราก็ไวต่อรังสียูวีอย่างรุนแรงเช่นกัน การสัมผัสกับแสงแดดโดยตรงโดยไม่มีเครื่องป้องกันจะทำให้กระจกตาและเลนส์ตาอักเสบอย่างรุนแรงภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที เนื่องจากโปรตีนวีริโลโปรตีนที่ละลายอยู่ในของเหลวในลูกตาจะเกิดปฏิกิริยาโฟโตเคมีเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในผิวหนัง
ผู้ป่วยจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดราวกับมีทรายหรือเศษแก้วอยู่ในดวงตา น้ำตาไหลไม่หยุด เปลือกตาบวมปิด และหากสัมผัสเป็นเวลานานพอ อาจทำให้ตาบอดถาวรได้
นี่คือเหตุผลที่ชุดปรับสภาพของผู้เฝ้ามองต้องมีระบบกรองแสงที่ซับซ้อน ไม่ใช่เพียงเพื่ออำพรางรูปลักษณ์ แต่เพื่อความอยู่รอดของพวกเขา
แต่เหนือกว่าข้อจำกัดทางกายภาพทั้งหมดที่ข้าพเจ้าได้บรรยายมา คือผลกระทบทางจิตใจของการถูก "ขัง" ทางชีวภาพ ซึ่งข้าพเจ้าถือว่าเป็นความทรมานที่ลึกซึ้งและเรื้อรังที่สุดที่ชาวอาร์การ์ธาต้องเผชิญ
การรู้ว่าร่างกายของตนเองคือคุกที่ไม่มีวันหลบหนีได้นั้น ส่งผลต่อจิตใจอย่างไร สถาบันจิตเวชชัมบาลาได้ทำการศึกษาระยะยาวเกี่ยวกับประเด็นนี้มาตั้งแต่ปีที่ 9,000 และข้อค้นพบของพวกเขาน่าตกใจและชวนให้ข้าพเจ้าครุ่นคิดอย่างหนัก
การศึกษาที่สำคัญที่สุดคือ "โครงการศึกษาผลกระทบทางจิตใจของข้อจำกัดทางชีวภาพ" (The Biophysical Confinement Psychological Impact Study) ซึ่งดำเนินการโดยทีมนักจิตวิทยานำโดยท่าน "เอลิซาร์" (Elizar) ในช่วงปีที่ 10,200 ถึง 10,500
การศึกษานี้ติดตามประชากรจำนวน 50,000 คนเป็นเวลากว่า 300 ปี โดยแบ่งเป็นกลุ่มควบคุมที่ใช้ชีวิตปกติในชัมบาลา และกลุ่มทดลองที่ถูกขอให้ใช้เวลาอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งในการใคร่ครวญถึงความจริงที่ว่าพวกเขาไม่สามารถออกจากโพรงใต้พิภพได้อย่างถาวร
ผลการศึกษาพบว่า ความตระหนักรู้ถึงข้อจำกัดทางชีวภาพเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง ภาวะวิตกกังวล และภาวะจิตเฉื่อยในประชากรอาร์การ์ธา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น (อายุ 100 ถึง 500 ปี) ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มนุษย์ตามธรรมชาติจะมีความต้องการสำรวจและขยายขอบเขตประสบการณ์ชีวิต แต่สำหรับชาวอาร์การ์ธา การสำรวจของพวกเขาถูกจำกัดด้วยเพดานหินและกำแพงของโพรงใต้พิภพ
นักจิตวิทยาพบว่า การถูกขังทางชีวภาพสร้างบาดแผลทางจิตใจในสามระดับ
ระดับแรก…คือความรู้สึกของการขาดอิสรภาพ (Loss of Freedom) แม้ว่าชัมบาลาจะกว้างใหญ่ไพศาลและมีทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตที่สมบูรณ์ แต่มันก็ยังคงเป็น "กรง" ในความรู้สึกของคนจำนวนมาก การรู้ว่ามีโลกทั้งใบอยู่เบื้องบนที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ สร้างความรู้สึกอึดอัดคล้ายกับนักโทษที่ถูกขังในคุกที่หรูหรา แต่ก็ยังคงเป็นคุก
ระดับที่สอง…คือความรู้สึกแปลกแยกจากรากเหง้า (Alienation from Origins) ชาวอาร์การ์ธาทุกคนรู้ดีว่าบรรพบุรุษของพวกเขามาจากพื้นโลก และการที่ไม่สามารถกลับไปยังบ้านเกิดของเผ่าพันธุ์ได้นั้น สร้างความรู้สึกของ "การถูกตัดขาด" จากบางสิ่งที่สำคัญยิ่ง ราวกับต้นไม้ที่ถูกถอนรากออกจากดินและปลูกในกระถางที่ใหญ่พอจะอยู่ได้แต่ไม่ใช่บ้านที่แท้จริง
และระดับที่สาม…คือความรู้สึกสิ้นหวังเกี่ยวกับอนาคต (Future Hopelessness) การรู้ว่าตนเองและลูกหลานจะต้องถูกขังอยู่ในโพรงใต้พิภพไปตลอดกาล โดยไม่มีทางออกหรือทางเลือกอื่น สร้างภาระทางจิตใจที่หนักหน่วงสำหรับผู้ที่ครุ่นคิดถึงมัน
ผลการศึกษายังพบว่าผู้เฝ้ามองที่กลับมาจากภารกิจบนพื้นโลกเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาทางจิตใจสูงที่สุด เพราะพวกเขาได้สัมผัสกับอิสรภาพ ได้เห็นท้องฟ้า ได้สูดอากาศ (แม้จะผ่านการกรองของชุดปรับสภาพ) ได้ยืนอยู่บนพื้นดินที่บรรพบุรุษของพวกเขาจากมา
และเมื่อพวกเขากลับมาสู่ชัมบาลา พวกเขาก็ตระหนักถึงสิ่งที่พวกเขาสูญเสียไปอย่างชัดเจนที่สุด นี่คือสาเหตุที่ผู้เฝ้ามองต้องผ่านการตรวจสุขภาพจิตอย่างเข้มงวดหลังกลับจากทุกภารกิจ และมีช่วงเวลาพักฟื้นทางจิตใจก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้กลับไปปฏิบัติภารกิจอีกครั้ง
ข้าพเจ้าขอจบบทนี้ด้วยความคิดส่วนตัวที่ข้าพเจ้าเก็บงำไว้ในใจมานาน ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ใช้เวลาสี่ร้อยกว่าปี ในการศึกษาและเขียนเกี่ยวกับอารยธรรมของเรา และข้าพเจ้าไม่เคยเขียนสิ่งใดที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเจ็บปวดเท่ากับการยอมรับว่าเราเป็นนักโทษในร่างกายของเราเอง
แต่ในความเจ็บปวดนั้นก็มีความงดงามซ่อนอยู่ เราไม่สามารถออกไปสู่โลกภายนอกได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราหมดหนทางที่จะสัมผัสกับความงดงามของมัน เราสร้างโลกของเราเองภายใต้เปลือกโลก เราสร้างทะเลสาบที่ส่องแสงดาว เราสร้างสวนที่เบ่งบานด้วยพืชเรืองแสง และเราสร้างสังคมที่แม้จะไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็งดงามในแบบของมัน
การถูกขังทางชีวภาพอาจเป็นคุก แต่มันก็เป็นคุกที่เราสามารถเปลี่ยนให้เป็นบ้านได้ และนั่นคือสิ่งที่บรรพบุรุษของเราทำ และสิ่งที่เรายังคงทำอยู่ต่อไป
.
.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา