23 ก.ค. เวลา 00:13 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 2 / 4 :จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก (จบบทที่ 2)

[เนื้อหนังในความมืด - วิวัฒนาการของผู้ที่โลกกลืนกิน]
2.6 ชุดปรับสภาพ: วิศวกรรมชีวภาพเพื่ออิสรภาพ
ในบรรดาสิ่งประดิษฐ์ทั้งหมดที่อารยธรรมอาร์การ์ธาได้สร้างสรรค์ขึ้นตลอดระยะเวลาหมื่นกว่าปีแห่งการดำรงอยู่ใต้พิภพ มีสิ่งประดิษฐ์เพียงไม่กี่ชิ้นที่สามารถกล่าวได้ว่ามีความสำคัญถึงขั้น
"หากปราศจากมัน อารยธรรมของเราจะไม่อาจดำรงอยู่ในรูปแบบปัจจุบันได้"
คริสตัลแม่คือหนึ่งในนั้น เพราะมันคือหัวใจที่สูบฉีดพลังงานหล่อเลี้ยงนครทั้งนคร , ระบบ Telepathic Web คืออีกหนึ่งในนั้น เพราะมันคือเส้นประสาทที่เชื่อมโยงประชากรทุกคนเข้าเป็นหนึ่งเดียว
และ "ชุดปรับสภาพ" (The Vril-Suit หรือ Aura Field Generator) คือ สิ่งประดิษฐ์ลำดับที่สาม ที่ข้าพเจ้าขอจัดให้อยู่ในหมวดหมู่นี้ เพราะมันคือกุญแจเพียงดอกเดียวที่ไขประตูคุกแห่งสรีระของเรา มันคือสะพานที่เชื่อมโยงเรากับโลกเบื้องบน และมันคือเครื่องมือที่ทำให้ "การเฝ้ามอง" ซึ่งเป็นหัวใจของพันธสัญญาแห่งความรับผิดชอบของเรา เป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติ
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ได้ใช้เวลาศึกษาประวัติศาสตร์ของการพัฒนาชุดปรับสภาพอย่างละเอียด เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่า มันคือหนึ่งในนวัตกรรมที่สะท้อนถึงอัจฉริยภาพและความมุ่งมั่นของบรรพบุรุษของเราได้ดีที่สุด
การเดินทางจาก "ชุดเกราะหนัก" ในยุคแรกสู่ "สนามพลังน้ำหนักเบา" ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยี แต่มันคือการต่อสู้กับข้อจำกัดทางชีวภาพของเราเอง มันคือการปฏิเสธที่จะยอมรับว่าเราเป็นนักโทษในร่างกายของเราตลอดไป
ประวัติการพัฒนาชุดปรับสภาพ สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงยุคแรกของการอพยพ ภายในเวลาเพียงไม่กี่สิบปีหลังจากการปิดผนึกประตู
เมื่อบรรพบุรุษของเราเริ่มตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ที่กำลังเกิดขึ้นกับร่างกายของพวกเขา และเริ่มตั้งคำถามว่า "หากเราจำเป็นต้องกลับขึ้นไปบนพื้นโลกในวันใดวันหนึ่ง เราจะทำได้หรือไม่"
ในตอนแรก คำถามนี้เป็นเพียงการคาดการณ์ถึงอนาคตที่ห่างไกล เพราะทุกคนยังคงมุ่งเน้นไปที่การเอาชีวิตรอดและการสร้างเมือง แต่เมื่อถึงประมาณปีที่ 200 หลังการอพยพ เมื่อมีรายงานจากคณะสำรวจว่า มหาประลัยได้สงบลงแล้วและพื้นผิวโลกเริ่มฟื้นตัว ความจำเป็นในการมีเทคโนโลยีที่จะช่วยให้เรากลับขึ้นไปสำรวจโลกเบื้องบนได้ก็เริ่มกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน
โครงการพัฒนาชุดปรับสภาพในยุคแรกถูกเรียกว่า "โครงการโล่แห่งชีวิต" (The Life Shield Project) ริเริ่มโดยท่านนักวิทยาศาสตร์ "อัลดริก" (Aldric) ในปีที่ 215 หลังการอพยพ
เป้าหมายของโครงการคือการสร้างอุปกรณ์ที่จะห่อหุ้มร่างกายของผู้สวมใส่ในสภาพแวดล้อมจำลองที่เหมือนกับโพรงใต้พิภพ ทั้งในแง่ของความดันบรรยากาศ องค์ประกอบของอากาศ และการป้องกันรังสีภายนอก
ต้นแบบแรกของชุดปรับสภาพซึ่งถูกสร้างขึ้นในปีที่ 230 ไม่มีอะไรที่เหมือนกับชุดที่เราใช้ในปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย มันคือ "ชุดเกราะหนัก" ที่ทำจากแผ่นหินวีริล ที่ถูกปรับแต่งให้บางและเบาที่สุดเท่าที่เทคโนโลยีในยุคนั้นจะทำได้
แต่ก็ยังคงมีน้ำหนักมากถึง 80 กิโลกรัม ผู้สวมใส่ต้องใช้พละกำลังอย่างมากในการเคลื่อนไหว และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำภารกิจลับหรือปะปนกับมนุษย์บนดินในชุดที่ดูเหมือนนักรบจากยุคโบราณที่หุ้มเกราะทั้งตัว
ภายในชุดเกราะนี้ มีระบบสร้างอากาศเทียมที่ประกอบด้วย ถังบรรจุอากาศอัดความดันสูงซึ่งถูกเสริมด้วยอนุภาควีริลสังเคราะห์ เครื่องควบคุมความดันบรรยากาศที่ทำงานด้วยระบบกลไกล้วนๆ และแผ่นกรองแสงที่ติดตั้งไว้ที่ช่องมองเห็นซึ่งทำจากคริสตัลสีเข้มหนาหลายเซนติเมตร
ระบบทั้งหมดนี้ใช้พลังงานจากแบตเตอรีคริสตัลขนาดใหญ่ ที่ต้องสะพายไว้บนหลัง ทำให้ชุดดูเทอะทะและเคลื่อนไหวลำบาก
การทดสอบชุดเกราะหนักครั้งแรกเกิดขึ้นในปีที่ 235 อาสาสมัครนามว่า "มาร์คัส" (Marcus) ได้สวมชุดนี้และก้าวออกจากประตูเชื่อมต่อขึ้นสู่พื้นผิวโลก เขาใช้เวลาอยู่บนพื้นโลกเป็นเวลาสามชั่วโมงและกลับมาอย่างปลอดภัย นับเป็นมนุษย์คนแรกที่ย่างกรายขึ้นสู่พื้นผิวโลก นับตั้งแต่การปิดผนึกประตูเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน
รายงานของมาร์คัสระบุว่า: …"ข้าพเจ้ารู้สึกราวกับถูกห่อหุ้มด้วยโลงหินที่มีชีวิต อากาศในชุดอบอ้าวและหนักอึ้ง แสงที่ลอดผ่านแผ่นกรองสลัวจนแทบมองไม่เห็นรายละเอียดของภูมิประเทศ
แต่เมื่อข้าพเจ้ามองขึ้นไปและเห็นท้องฟ้าเป็นครั้งแรกในชีวิต... มันเป็นสีฟ้าที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่มีแสงสีทองของดวงตะวันกลาง ไม่มีแสงสีม่วงของจุลินทรีย์เรืองแสงในทะเลสาบ มีแต่สีฟ้าที่กว้างใหญ่ไพศาลราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ข้าพเจ้ายืนอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานานเพียงเพื่อมองดูท้องฟ้า และข้าพเจ้าร้องไห้ภายใต้หน้ากากของข้าพเจ้า"
นับจากความสำเร็จครั้งนั้น การพัฒนาชุดปรับสภาพก็ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดหลายพันปี แต่ละรุ่นของชุดจะเบาลง เล็กลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อถึงประมาณปีที่ 2,000 ชุดปรับสภาพได้พัฒนาไปถึงขั้นที่สามารถสวมใส่ภายใต้เสื้อผ้าปกติได้แล้ว แม้จะยังคงมีความหนาและน้ำหนักประมาณ 15 ถึง 20 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเบามากเมื่อเทียบกับยุคแรก แต่ก็ยังคงเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วและการปลอมตัวเป็นมนุษย์บนดิน
จุดเปลี่ยนที่แท้จริงมาถึงในปีที่ 5,200 เมื่อท่านวิศวกร "เมลิออน" (Melion) ได้ค้นพบวิธีการสร้าง "สนามพลังวีริล" (Vril Energy Field) ที่สามารถห่อหุ้มร่างกายมนุษย์ในระดับโมเลกุลได้โดยไม่ต้องใช้วัสดุทางกายภาพเป็นตัวกั้น
การค้นพบนี้ใช้เวลาพัฒนาต่ออีกเกือบ 500 ปี กว่าจะนำมาประยุกต์ใช้กับชุดปรับสภาพได้อย่างสมบูรณ์ และผลลัพธ์คือ "ชุดปรับสภาพรุ่นที่สี่สิบสอง" ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่ใช้สนามพลังแทนเกราะแข็ง และเป็นต้นแบบของชุดที่เราใช้ในปัจจุบัน
ชุดปรับสภาพในปัจจุบันมีน้ำหนักเพียง 2 ถึง 3 กิโลกรัม มีลักษณะเป็นเสื้อผ้าบางแนบเนื้อที่ทอจากเส้นใยผลึกวีริล (Vril Crystal Fiber) ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูง ระบายอากาศได้ดี และที่สำคัญคือสามารถสร้างสนามพลังวีริลรอบตัวผู้สวมใส่ได้
ระบบทำงานโดยการดึงพลังงานจากร่างแหประสาทวีริลของผู้สวมใส่โดยตรง ผ่านแผงรับพลังงานขนาดเล็ก ที่ฝังอยู่ในเนื้อผ้าบริเวณหน้าอกและหลัง
พลังงานนี้จะถูกส่งไปยังเครื่องกำเนิดสนามพลังขนาดเล็กที่ติดตั้งอยู่ที่ข้อมือและข้อเท้าทั้งสองข้าง จากนั้นจะถูกปล่อยออกมาในรูปของสนามพลังที่ห่อหุ้มร่างกายทั้งหมด ในลักษณะของฟองอากาศที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สามารถสัมผัสได้ว่าเป็นแรงต้านเบาๆ เมื่อเอามือแตะใกล้ผิวหนัง
หลักการทำงานของสนามพลังวีริลนี้ซับซ้อนอย่างยิ่ง และข้าพเจ้าขออธิบายอย่างง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยสังเขป
สนามพลังนี้ทำหน้าที่เสมือน "เยื่อเลือกผ่าน" (Selective Membrane) ที่ยอมให้ก๊าซและพลังงานบางชนิดผ่านเข้าออกได้ตามที่กำหนดไว้ ในขณะที่กั้นสิ่งอื่นๆ ออกไป ภายในฟองสนามพลังนี้ เครื่องควบคุมจะรักษาสภาพแวดล้อมให้เหมือนกับในโพรงใต้พิภพในสามด้านหลัก
ด้านแรก….คือการรักษาความดันบรรยากาศ สนามพลังจะสร้างแรงกดจากภายในสู่ภายนอกในระดับที่เท่ากับความดันบรรยากาศในชัมบาลา ซึ่งสูงกว่าบนพื้นโลก ทำให้ร่างกายของผู้สวมใส่รู้สึกเหมือนยังอยู่ในโพรงใต้พิภพแม้จะยืนอยู่บนยอดเขาหิมาลัย ระบบนี้ทำงานโดยการปรับระดับแรงกดของสนามพลังโดยอัตโนมัติตามความดันภายนอกที่เซนเซอร์ตรวจจับได้
.
ด้านที่สอง…..คือการควบคุมองค์ประกอบของอากาศ ภายในฟองสนามพลังจะมี "เครื่องฟอกอากาศระดับโมเลกุล" (Molecular Air Purifier) ขนาดจิ๋วที่ทำหน้าที่ดูดซับออกซิเจนและไนโตรเจนจากอากาศภายนอกเข้ามา และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียจากการหายใจออกไป
ในขณะเดียวกันก็จะฉีดอนุภาควีริลสังเคราะห์เข้าไปในอากาศภายในฟองเพื่อให้ระบบหายใจแบบทวิภาคของเราทำงานได้ตามปกติ อนุภาควีริลสังเคราะห์เหล่านี้ถูกผลิตขึ้นจากตลับพลังงานขนาดเล็กที่ติดตั้งอยู่ในชุด ซึ่งมีอายุการใช้งานจำกัดและต้องเปลี่ยนหรือชาร์จใหม่เป็นระยะ
.
ด้านที่สาม…..คือการกรองแสง สนามพลังจะทำหน้าที่เป็น "ปริซึมเลือกความถี่" (Frequency-Selective Prism) ที่ยอมให้แสงในช่วงความถี่ที่ตามองเห็นผ่านเข้ามาได้ตามปกติ แต่จะกรองรังสีอัลตราไวโอเลตและรังสีอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อผิวหนังและดวงตาของเราออกไปจนหมดสิ้น นอกจากนี้ยังปรับสเปกตรัมของแสงที่ผ่านเข้ามาให้ใกล้เคียงกับแสงจากดวงตะวันกลางมากที่สุด ลดความแตกต่างที่อาจทำให้เรารู้สึกไม่สบายตา
.
เมื่อสนามพลังทำงานอย่างสมบูรณ์ ผู้สวมใส่ชุดปรับสภาพจะรู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่ในโพรงใต้พิภพ แม้จะยืนอยู่กลางทะเลทรายหรือบนยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวที่พวกเขาจะรู้สึกได้คือแรงโน้มถ่วงที่สูงกว่าเล็กน้อยบนพื้นโลก ซึ่งชุดปรับสภาพไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้
แต่ชุดปรับสภาพก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ และมีข้อจำกัดและความเสี่ยงหลายประการที่ผู้เฝ้ามองทุกคนต้องตระหนัก
ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุด….คืออายุการใช้งานของตลับพลังงานวีริลสังเคราะห์ ตลับพลังงานมาตรฐานหนึ่งตลับสามารถรักษาสภาพแวดล้อมภายในสนามพลังได้นานประมาณ 120 ชั่วโมงหรือห้าวันเต็ม
หลังจากนั้น ระดับอนุภาควีริลในอากาศภายในสนามพลังจะเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง และผู้สวมใส่จะเริ่มรู้สึกถึงอาการเริ่มต้นของ Atmospheric Rejection Syndrome แม้จะยังอยู่ในสนามพลังก็ตาม
ผู้เฝ้ามองที่ปฏิบัติภารกิจระยะยาวจึงต้องพกตลับพลังงานสำรองไว้เสมอ และต้องวางแผนการเดินทางให้สามารถกลับไปยังจุดเชื่อมต่อหรือจุดซ่อนเสบียงได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด
.
ข้อจำกัดที่สอง….คือความเปราะบางของระบบ ในขณะที่สนามพลังสามารถป้องกันอันตรายจากสภาพแวดล้อมได้อย่างดีเยี่ยม แต่มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อต้านทานการโจมตีทางกายภาพหรือการต่อสู้ หากผู้สวมใส่ถูกทำร้ายด้วยอาวุธหรือตกจากที่สูง สนามพลังอาจเสียหายหรือดับลงได้ชั่วคราว
นี่คือความเสี่ยงที่ผู้เฝ้ามองทุกคนต้องเผชิญเมื่อปฏิบัติภารกิจในพื้นที่อันตราย มีบันทึกเหตุการณ์ที่ผู้เฝ้ามองถูกโจมตีโดยมนุษย์บนดินที่เข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดหรือสายลับจากรัฐบาล และชุดปรับสภาพของพวกเขาถูกทำลายจนไม่สามารถทำงานได้
ข้าพเจ้าขอเล่าถึงกรณีศึกษาที่มีชื่อเสียงกรณีหนึ่งซึ่งถูกใช้เป็นบทเรียนในการฝึกผู้เฝ้ามองรุ่นใหม่ นั่นคือกรณีของผู้เฝ้ามองนามว่า "วาเลน" (Valen) ซึ่งปฏิบัติภารกิจอยู่ในพื้นที่สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางของโลกเบื้องบน เมื่อประมาณ 120 ปีก่อน
วาเลนถูกยิงด้วยอาวุธปืนของมนุษย์โดยบังเอิญ ขณะกำลังสังเกตการณ์การสู้รบจากระยะไกล กระสุนไม่ได้ถูกเขาโดยตรงเพราะสนามพลังของชุดช่วยเบี่ยงเบนวิถีกระสุนออกไปเล็กน้อย แต่แรงกระแทกทำให้เครื่องกำเนิดสนามพลังที่ข้อมือข้างซ้ายเสียหาย
สนามพลังรอบตัวเขาเริ่มอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว เขาต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาทีว่าจะรักษาสนามพลังที่กำลังจะดับด้วยการดึงพลังงานจากร่างแหประสาทวีริลของตัวเองโดยตรง ซึ่งจะทำให้เขาเหนื่อยล้าอย่างรวดเร็ว หรือจะยอมให้สนามพลังดับลงและเสี่ยงต่ออาการ Atmospheric Rejection Syndrome
วาเลนเลือกที่จะดึงพลังงานจากร่างแหประสาทวีริลของตัวเอง เขาสามารถรักษาสนามพลังไว้ได้นานพอที่จะหลบหนีออกจากพื้นที่อันตราย และไปถึงจุดซ่อนเสบียงของเขา
แต่มันทำให้ร่างกายของเขาอ่อนล้าอย่างรุนแรง เขาใช้เวลาพักฟื้นอยู่ในจุดซ่อนเสบียงนานถึงหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะมีแรงพอที่จะเดินทางกลับสู่จุดเชื่อมต่อ
รายงานของเขาระบุว่าประสบการณ์ครั้งนั้น "เหมือนกับการถูกดูดเลือดออกจากร่างกายทีละหยด" และเขาต้องใช้เวลาเกือบสิบปีในการฟื้นฟูระดับพลังงานวีริลในร่างกายให้กลับมาเป็นปกติ
.
ข้อจำกัดที่สาม….และอาจเป็นข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดในเชิงปรัชญาคือ การพึ่งพาพลังงานวีริลอย่างสมบูรณ์ของชุดปรับสภาพ หากไม่มีพลังงานวีริล ชุดปรับสภาพก็เป็นเพียงเสื้อผ้าธรรมดาที่ไม่สามารถปกป้องอะไรได้เลย และนี่คือความย้อนแย้งที่ลึกซึ้ง
เครื่องมือที่ให้อิสรภาพแก่เราในการก้าวข้ามข้อจำกัดทางชีวภาพ กลับทำงานด้วยพลังงานชนิดเดียวกับที่สร้างข้อจำกัดทางชีวภาพนั้นตั้งแต่แรก เราหนีจากคุกของเราโดยใช้กุญแจที่ทำจากวัสดุเดียวกับลูกกรง
และนี่ก็นำมาสู่คำถามทางจริยธรรมที่ข้าพเจ้าได้เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นบท ชุดปรับสภาพคืออิสรภาพ หรือคือการยอมรับว่าเราไม่สามารถกลับไปเป็นมนุษย์ธรรมดาได้อีก
การถกเถียงนี้เริ่มขึ้นในหมู่นักปรัชญาอาร์การ์ธามาตั้งแต่ยุคที่สาม และยังคงดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็นสองมุมมองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
กลุ่มแรก….มองว่าชุดปรับสภาพคือ "อิสรภาพที่แท้จริง" เพราะมันเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางร่างกายที่ธรรมชาติกำหนดไว้ได้ เช่นเดียวกับที่มนุษย์ใช้แว่นตาเพื่อแก้ไขสายตาที่ผิดปกติ หรือใช้เครื่องบินเพื่อบินขึ้นสู่ท้องฟ้าทั้งที่ร่างกายไม่ได้ถูกออกแบบมาให้บินได้
ชุดปรับสภาพก็เป็นเพียงการขยายขีดความสามารถของเราออกไป มันไม่ได้ลดทอนความเป็นมนุษย์ของเรา แต่มันคือการแสดงออกถึงอัจฉริยภาพของมนุษย์ในการแก้ปัญหาและเอาชนะข้อจำกัด
.
กลุ่มที่สอง….มองว่าชุดปรับสภาพคือ "การยอมรับความพ่ายแพ้" เป็นการยอมรับว่าเราไม่สามารถกลับไปเป็นมนุษย์ธรรมดาได้อีกแล้ว เราได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปมากเสียจนโลกที่เราเกิดมาปฏิเสธเรา และเราต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการย่างกรายกลับไปยังบ้านเกิดของเราเอง
พวกเขาตั้งคำถามว่า "หากเราไม่สามารถดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่บรรพบุรุษของเราวิวัฒนาการมาเป็นล้านปีโดยปราศจากเครื่องจักรช่วยชีวิต เช่นนั้นเรายังสมควรถูกเรียกว่าเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่"
ข้าพเจ้าไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์สำหรับคำถามนี้ แต่ข้าพเจ้าขอตั้งข้อสังเกตว่า ชุดปรับสภาพอาจเป็นทั้งสองสิ่งในเวลาเดียวกัน มันคืออิสรภาพในแง่ที่มันเปิดประตูให้เรากลับไปสัมผัสกับโลกเบื้องบนได้ แต่มันก็คือการยอมรับความจริงอันเจ็บปวดว่าเราไม่ใช่สิ่งที่เราเคยเป็นอีกต่อไปแล้ว และเราจะไม่มีวันกลับไปเป็นสิ่งนั้นได้อีก
2.7 บันทึกของมาลาคัย: วิกฤตอัตลักษณ์ทางกายภาพ
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา เขียนบันทึกส่วนนี้ในห้องทำงานของข้าพเจ้า ณ หอจดหมายเหตุกลาง หลังจากใช้เวลาทั้งวันในการบรรยายและวิเคราะห์ข้อมูลทางกายภาพของชาวอาร์การ์ธาอย่างเป็นระบบ
แสงจากดวงตะวันกลางกำลังเข้าสู่ช่วงสนธยาอีกครั้งหนึ่ง และข้าพเจ้ารู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่ไม่ใช่เพียงทางร่างกาย แต่เป็นความเหนื่อยล้าทางจิตวิญญาณที่สะสมมาจากการครุ่นคิดถึงคำถามหนึ่งที่ข้าพเจ้าไม่สามารถหาคำตอบได้ นั่นคือคำถามที่ว่า "เราเป็นใคร"
ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าใช้เวลาทั้งชีวิตในการบันทึกและวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอารยธรรมของเรา
ข้าพเจ้าสามารถบอกท่านได้ว่าโครงกระดูกของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงหนึ่งพันปีแรก
สามารถอธิบายกลไกการทำงานของร่างแหประสาทวีริลได้อย่างละเอียด สามารถแจกแจงสถิติอายุขัยของประชากรในแต่ละยุคสมัยได้อย่างแม่นยำ แต่เมื่อมีใครสักคนถามข้าพเจ้าว่า "ท่านอาจารย์ พวกเรายังเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่" ข้าพเจ้ากลับพบว่าตนเองไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
นี่ไม่ใช่คำถามเชิงวิชาการที่สามารถตอบได้ด้วยข้อมูลหรือตำรา แต่มันคือคำถามเชิงอัตลักษณ์ที่สัมผัสถึงแก่นแท้ของการดำรงอยู่ของเรา และมันคือคำถามที่กำลังถูกถามด้วยความถี่ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่เยาวชนอาร์การ์ธาในยุคปัจจุบัน
ข้าพเจ้าสังเกตเห็นกระแสความคิดนี้ครั้งแรกเมื่อประมาณห้าสิบปีก่อน ระหว่างที่ได้รับเชิญไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยชัมบาลาในหัวข้อ "ประวัติศาสตร์วิวัฒนาการทางกายภาพของชาวอาร์การ์ธา"
หลังจากการบรรยาย มีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งยกมือขึ้นและถามคำถามที่ข้าพเจ้าจะไม่มีวันลืม:
"ท่านอาจารย์คะ จากข้อมูลทั้งหมดที่ท่านนำเสนอ ดูเหมือนว่าร่างกายของเราแตกต่างจากมนุษย์บนดินในแทบทุกด้าน …เราไม่สามารถหายใจอากาศเดียวกับพวกเขาได้ …เราไม่สามารถทนแสงอาทิตย์ที่พวกเขาอาบได้ …เราไม่สามารถแม้แต่จะยืนอยู่บนพื้นโลกโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีช่วยชีวิต หากเป็นเช่นนี้ เรายังควรเรียกตนเองว่าเป็นมนุษย์อยู่หรือไม่ หรือเราควรยอมรับว่าเราได้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ไปแล้ว"
คำถามนั้นทำให้ห้องบรรยายเงียบลงทันที ข้าพเจ้ายืนนิ่งอยู่หน้าห้องอยู่หลายวินาที พยายามรวบรวมความคิดเพื่อให้คำตอบที่สมเหตุสมผล แต่ในใจรู้ดีว่านี่คือคำถามที่ข้าพเจ้าเองก็ไม่เคยตอบได้อย่างเต็มปาก
ในที่สุดข้าพเจ้าก็ตอบไปว่า …"นั่นเป็นคำถามที่ยอดเยี่ยม และข้าพเจ้าไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์สำหรับมัน สิ่งที่บอกได้คือ การเป็นมนุษย์ไม่ใช่เพียงเรื่องของร่างกาย แต่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณและอัตลักษณ์ที่เราเลือกจะยึดถือ"
นักศึกษาคนนั้นพยักหน้า แต่แววตาของนางบอกว่านางไม่พอใจกับคำตอบนั้น และตามตรงแล้ว ข้าพเจ้าเองก็ไม่พอใจกับคำตอบของตนเองเช่นกัน
หลังจากวันนั้น ข้าพเจ้าเริ่มให้ความสนใจกับกระแสความคิดในหมู่เยาวชนอาร์การ์ธามากขึ้น และพบว่าคำถามเรื่องอัตลักษณ์ทางกายภาพนี้ไม่ใช่ประเด็นที่ถูกพูดถึงเพียงในห้องเรียนเท่านั้น แต่มันคือกระแสความคิดที่กำลังก่อตัวขึ้นในสังคมของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เกิดในช่วง 500 ปีหลังนี้
ข้าพเจ้าได้มีโอกาสสนทนากับเยาวชนหลายคน ทั้งในฐานะอาจารย์รับเชิญ ในฐานะนักประวัติศาสตร์ที่เปิดรับความคิดเห็น และในฐานะชาวอาร์การ์ธาคนหนึ่งที่สนใจในสิ่งที่คนรุ่นใหม่กำลังคิด ข้าพเจ้าพบว่ามีแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างน้อยสามกลุ่มในหมู่เยาวชนเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางกายภาพของเรา
กลุ่มแรกคือ "กลุ่มอนุรักษ์อัตลักษณ์มนุษย์" (The Human Identity Preservationists)
พวกเขาเชื่อว่าเรายังคงเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ และการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเราเป็นเพียง "การปรับตัว" (Adaptation) เท่านั้น ไม่ใช่การกลายเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่
พวกเขาโต้แย้งว่ามนุษย์บนดินเองก็มีความหลากหลายทางกายภาพมหาศาล ทั้งสีผิว ความสูง และความสามารถทางร่างกาย
การที่เราสูงกว่าและมีระบบหายใจที่แตกต่างออกไปก็ไม่ต่างจากมนุษย์บนดินบางกลุ่มที่มีความสามารถในการดำน้ำลึกหรือทนต่อความหนาวเย็นได้ดีกว่ากลุ่มอื่น เราเป็นเพียงมนุษย์ที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใต้พิภพ เช่นเดียวกับที่มนุษย์บางกลุ่มปรับตัวเข้ากับทะเลทรายหรือขั้วโลก
แนวคิดของกลุ่มอนุรักษ์อัตลักษณ์มนุษย์นี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากนักปรัชญาอาวุโสหลายท่านในชัมบาลา รวมถึงท่าน "เอลาธีออน" (Elatheon) ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาราชันที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคปัจจุบัน
ท่านได้เขียนตำราชื่อว่า "มนุษยภาพอันไม่แปรเปลี่ยน" (The Unchanging Humanity) ซึ่งตีพิมพ์ในปีที่ 11,800 และกลายเป็นคัมภีร์สำคัญของกลุ่มอนุรักษ์นิยมทางอัตลักษณ์
ในตำรานี้ เอลาธีออนโต้แย้งว่า "ความเป็นมนุษย์" ไม่ได้ถูกกำหนดโดยลักษณะทางกายภาพภายนอก หากแต่ถูกกำหนดโดย "แก่นแท้แห่งจิตวิญญาณ" (Spiritual Essence) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจวัดหรือจับต้องได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์
ท่านเขียนว่า ….."หากท่านเห็นนกอินทรีที่มีปีกกว้างกว่านกอินทรีตัวอื่น ท่านจะเรียกมันว่าสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่หรือไม่ หากท่านเห็นต้นไม้ที่สูงใหญ่กว่าต้นไม้อื่นในป่า ท่านจะจัดมันเป็นพืชพันธุ์ใหม่หรือไม่
ความหลากหลายคือธรรมชาติของชีวิต และการที่ร่างกายของเราปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมใต้พิภพก็คือการแสดงออกของหลักการเดียวกัน เราไม่ได้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ เรายังคงเป็นมนุษย์ เพียงแต่เป็นมนุษย์ที่เบ่งบานในดินแดนที่แตกต่าง"
เอลาธีออนยังชี้ให้เห็นด้วยว่า เกณฑ์การแบ่งสายพันธุ์ทางชีววิทยาที่แท้จริงคือความสามารถในการสืบพันธุ์และให้กำเนิดลูกหลานที่ไม่เป็นหมัน ท่านตั้งคำถามว่า "เราสามารถมีบุตรกับมนุษย์บนดินได้หรือไม่"
คำถามนี้ไม่เคยถูกทดสอบในทางปฏิบัติด้วยเหตุผลทางจริยธรรมที่ชัดเจน แต่จากการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมที่ดำเนินการโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันวิจัยพันธุกรรมชัมบาลาในปีที่ 10,800 พบว่า โครงสร้างพื้นฐานของดีเอ็นเอของเรายังคงเหมือนกับมนุษย์บนดินมากกว่าร้อยละ 99.7
ความแตกต่างส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่รหัสพันธุกรรมโดยตรง แต่อยู่ที่ "การแสดงออกของยีน" (Gene Expression) ซึ่งถูกปรับเปลี่ยนโดยพลังงานวีริล ไม่ใช่โดยการกลายพันธุ์ถาวร
นี่หมายความว่าในทางทฤษฎี หากชาวอาร์การ์ธาและมนุษย์บนดินมีบุตรด้วยกัน บุตรนั้นน่าจะไม่เป็นหมัน และนั่นคือเกณฑ์ทางชีววิทยาที่สำคัญที่สุดในการยืนยันว่าเรายังคงเป็นสายพันธุ์เดียวกัน
ข้อโต้แย้งนี้มีพลังมากและได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวางในการถกเถียงเรื่องอัตลักษณ์ในมหาวิทยาลัยชัมบาลา
อย่างไรก็ตาม กลุ่มสัจนิยมทางสายพันธุ์ก็มีข้อโต้แย้งกลับว่า แม้เราจะยังสามารถสืบพันธุ์กับมนุษย์บนดินได้ในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติเราไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสภาพแวดล้อมเดียวกันได้โดยปราศจากเทคโนโลยีช่วยชีวิต และนั่นคือเส้นแบ่งที่สำคัญยิ่งกว่าความสามารถในการสืบพันธุ์เสียอีก
เพราะสิ่งมีชีวิตที่ถูกแยกจากกันด้วยสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ในทางนิเวศวิทยาถือว่าเป็น "สายพันธุ์ที่กำลังแยกตัว" (Speciating Populations) และเมื่อเวลาผ่านไปนานพอ ความแตกต่างทางพันธุกรรมที่สะสมจะนำไปสู่การแยกเป็นสายพันธุ์ใหม่อย่างสมบูรณ์ในที่สุด
กลุ่มที่สองคือ "กลุ่มสัจนิยมทางสายพันธุ์" (The Species Realists)
พวกเขาเสนอว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรยอมรับความจริงว่าเราไม่ใช่มนุษย์ในความหมายเดิมอีกต่อไป เราได้วิวัฒนาการข้ามเส้นแบ่งทางสายพันธุ์ไปแล้ว และการพยายามยึดติดกับอัตลักษณ์ "มนุษย์" เป็นเพียงการปฏิเสธความจริงเพื่อรักษาความรู้สึกผูกพันกับอดีตที่ไม่มีวันหวนคืน
พวกเขาเสนอให้เราใช้ชื่อเรียกตนเองใหม่ เช่น "โฮโม ซับเทอร์ราเนียส" (Homo Subterraneus) หรือ "อาร์การ์ธาน" (Agarthan) เพื่อสะท้อนถึงความเป็นจริงทางชีววิทยาและเพื่อปลดปล่อยเราจากภาระทางจิตใจที่มาพร้อมกับการพยายามเป็นสิ่งที่เราไม่ได้เป็นอีกต่อไป
แนวคิดของกลุ่มสัจนิยมทางสายพันธุ์นี้มีรากฐานมาจากงานเขียนของท่านนักชีววิทยาผู้เรืองนาม "คาร์แล็ก" (Karlag) ซึ่งตีพิมพ์ในปีที่ 9,400 ในตำราชื่อว่า "กำเนิดแห่งอาร์การ์ธาน การถือกำเนิดของมนุษย์พันธุ์ใหม่" (The Birth of Agarthan: The Emergence of a New Human Species)
คาร์แล็กเป็นนักชีววิทยาคนแรกที่กล้าประกาศอย่างเปิดเผยว่าเราได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งทางสายพันธุ์ไปแล้ว และการปฏิเสธความจริงข้อนี้ไม่ต่างจากการที่ปลาเอ่ยอ้างว่าตนยังคงเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำทั้งที่มันไม่สามารถหายใจบนบกได้อีกต่อไป
ท่านเขียนว่า…. "ข้าพเจ้าไม่ได้เสนอให้เราละทิ้งความเคารพต่อบรรพบุรุษหรือตัดขาดจากรากเหง้าของเรา ตรงกันข้าม ข้าพเจ้าเสนอให้เราให้เกียรติบรรพบุรุษด้วยการยอมรับว่า พวกเขาได้ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่สามารถอยู่รอดและเจริญรุ่งเรืองในสภาพแวดล้อมที่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจดำรงอยู่ได้ นี่ไม่ใช่ความเสื่อมถอย นี่คือความสำเร็จ"
คาร์แล็กเสนอชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า "โฮโม ซับเทอร์ราเนียส" (Homo Subterraneus) ซึ่งแปลว่า "มนุษย์ใต้พิภพ"
โดยให้เหตุผลว่าการตั้งชื่อใหม่นี้ไม่ใช่การปฏิเสธความเป็นมนุษย์ แต่เป็นการยอมรับว่าเราได้วิวัฒนาการไปสู่สาขาใหม่ของต้นไม้ตระกูลมนุษย์ เช่นเดียวกับที่โฮโม อีเร็กตัส ได้วิวัฒนาการเป็นโฮโม เซเปียนส์เมื่อหลายแสนปีก่อน เราไม่ใช่ "สิ่งมีชีวิตต่างดาว" แต่เราคือ "มนุษย์สายพันธุ์ใหม่" ที่ถือกำเนิดขึ้นในครรภ์ของโลก
ข้อโต้แย้งที่ทรงพลังที่สุดของกลุ่มสัจนิยมทางสายพันธุ์ คือการชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างทางกายภาพที่ไม่ใช่เพียง "การปรับตัวชั่วคราว" แต่คือการเปลี่ยนแปลงที่ฝังรากลึกในระดับพันธุกรรมและสรีรวิทยาอย่างถาวร
พวกเขาชี้ให้เห็นว่า แม้แต่ทารกอาร์การ์ธาที่เกิดใหม่และไม่เคยสัมผัสกับพลังงานวีริลโดยตรง ก็ยังมีถุงกรองวีริลในปอดตั้งแต่กำเนิด มีร่างแหประสาทวีริลที่พัฒนาเต็มที่ และมีเม็ดสีวีริโลโครมในผิวหนัง นี่ไม่ใช่การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตแต่ละตัวต่อสภาพแวดล้อม แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงที่ถูก "เขียนลงในรหัสชีวิต" ของเราแล้ว
นอกจากนี้ พวกเขายังตั้งคำถามที่ท้าทายกลุ่มอนุรักษ์อัตลักษณ์มนุษย์อย่างตรงไปตรงมาว่า
"หากเราเป็นเพียงมนุษย์ที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใต้พิภพ เหตุใดเราจึงไม่สามารถกลับไปปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมบนพื้นโลกได้อีก
เหตุใดร่างกายของเราจึงปฏิเสธอากาศและแสงอาทิตย์ที่บรรพบุรุษของเราเคยหายใจและอาบอย่างรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่วัน นี่ไม่ใช่ลักษณะของ 'การปรับตัว' แต่นี่คือลักษณะของ 'การเปลี่ยนสภาพ' (Speciation) อย่างแท้จริง"
ข้อเสนอให้เปลี่ยนชื่อเรียกตนเองของกลุ่มนี้ได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มอนุรักษ์อัตลักษณ์มนุษย์และจากสภาราชันส่วนใหญ่ แต่ก็มีผู้สนับสนุนจำนวนไม่น้อยในหมู่เยาวชนและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่
พวกเขามองว่าการมีชื่อเรียกตนเองใหม่จะเป็นการ "ปลดปล่อยทางจิตวิญญาณ" จากพันธนาการแห่งความรู้สึกผิดและความคิดถึงอดีตที่ไม่มีวันหวนคืน และจะเปิดทางให้เราเริ่มต้นสร้างอัตลักษณ์ใหม่ที่ไม่ต้องแบกรับภาระของความเป็น "ผู้รอดชีวิตที่ทอดทิ้งพี่น้อง" อีกต่อไป แต่เป็น "ผู้บุกเบิกแห่งวิวัฒนาการขั้นต่อไปของมนุษยชาติ"
.
ข้าพเจ้าได้มีโอกาสสนทนากับแกนนำคนหนึ่งของกลุ่มสัจนิยมทางสายพันธุ์ซึ่งเป็นนักชีววิทยารุ่นใหม่นามว่า "ลีออน" (Leon) เขากล่าวกับข้าพเจ้าว่า
"ท่านอาจารย์ ท่านลองคิดดูเถิด เราใช้เวลาหมื่นกว่าปีในการพยายามเป็นสิ่งที่เราไม่ได้เป็นอีกต่อไปแล้ว เราใช้พันธสัญญาแห่งความรับผิดชอบมาผูกมัดตนเองกับอดีต เราใช้คืนแห่งน้ำตาเพื่อรำลึกถึงสิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
เราเฝ้ามองมนุษย์บนดินด้วยความคิดถึงและความรู้สึกผิด แต่เมื่อใดกันที่เราจะหยุดมองกลับหลังและเริ่มมองไปข้างหน้า เมื่อใดกันที่เราจะยอมรับว่าเราได้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ที่สวยงามและทรงพลังในแบบของเราเอง และเริ่มใช้ชีวิตในฐานะสิ่งมีชีวิตนั้นอย่างเต็มภาคภูมิ"
คำพูดของลีออนสะท้อนอยู่ในใจของข้าพเจ้าเป็นเวลานานหลังจากบทสนทนาครั้งนั้น แม้ข้าพเจ้าจะไม่เห็นด้วยกับทุกสิ่งที่เขาพูด แต่ข้าพเจ้าก็เข้าใจถึงความปรารถนาที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดของเขา นั่นคือความปรารถนาที่จะเป็นอิสระจากอดีต และความปรารถนาที่จะค้นพบความหมายใหม่ของการดำรงอยู่ที่ไม่ต้องถูกกำหนดโดยความผิดบาปของบรรพบุรุษ
และกลุ่มที่สามคือ "กลุ่มบูรณาการ" (The Integrationists)
ซึ่งมีจุดยืนอยู่ตรงกลางระหว่างสองกลุ่มแรก พวกเขายอมรับว่ากายภาพของเราเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่เชื่อว่าความเป็นมนุษย์ไม่ได้ถูกกำหนดโดยร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดโดยจิตสำนึก วัฒนธรรม และการสืบเชื้อสาย
พวกเขาเสนอว่าเราเป็น "มนุษย์สาขาใหม่" (A New Branch of Humanity) ที่แยกตัวออกมาจากมนุษย์บนดินเมื่อหมื่นกว่าปีก่อน แต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้ตระกูลมนุษย์เช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับที่มนุษย์นีแอนเดอร์ธาลและมนุษย์โครมันยองต่างก็เป็นมนุษย์แม้จะมีความแตกต่างทางกายภาพ
แนวคิดของกลุ่มบูรณาการนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากงานเขียนของท่านนักปรัชญาผู้ล่วงลับ "อีราสมัส" (Erasmus) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงปีที่ 8,500 ถึง 11,200
ท่านได้ประพันธ์ตำราชื่อว่า "ต้นไม้แห่งมนุษยชาติ" (The Tree of Humankind) ซึ่งเป็นงานเขียนที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง ต่อวิธีคิดของชาวอาร์การ์ธาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของตนเอง
อีราสมัสเสนออุปมาอุปไมยที่งดงามและลึกซึ้งว่า มนุษยชาติไม่ใช่ "สายพันธุ์เดียว" ที่มีลักษณะตายตัว หากแต่เป็น "ต้นไม้" ที่มีกิ่งก้านสาขาแผ่ขยายออกไปในทุกทิศทาง มนุษย์บนดินคือกิ่งก้านที่เติบโตขึ้นสู่ท้องฟ้า โอบรับแสงอาทิตย์และสายลมแห่งพื้นผิวโลก
ส่วนเราคือกิ่งก้านที่เติบโตลงสู่ดิน หยั่งรากลึกลงในความมืดและความอบอุ่นของแก่นโลก เราแตกต่างกันในทิศทางที่เราเติบโต ในรูปทรงที่เราก่อร่าง ในผลที่เราให้กำเนิด แต่เรายังคงเป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้ต้นเดียวกัน ได้รับน้ำหล่อเลี้ยงจากรากเหง้าเดียวกัน และมีต้นกำเนิดจากเมล็ดพันธุ์เดียวกัน
อีราสมัสเขียนว่า "การเป็นมนุษย์ไม่ใช่การมีรูปร่างหน้าตาหรือความสามารถทางกายภาพแบบใดแบบหนึ่ง หากแต่คือการมี 'จิตสำนึกแห่งความเป็นมนุษย์' (Human Consciousness)
ซึ่งหมายถึงความสามารถในการตั้งคำถามต่อการดำรงอยู่ของตนเอง ความสามารถในการรักและการเสียสละ ความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปะและวัฒนธรรม และความสามารถในการตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างตนเองกับจักรวาล ตราบใดที่เรายังมีจิตสำนึกเช่นนี้อยู่ ตราบนั้นเราก็ยังคงเป็นมนุษย์ ไม่ว่าร่างกายของเราจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใดก็ตาม"
แนวคิดนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวอาร์การ์ธาส่วนใหญ่ เพราะมันเปิดทางให้เรายอมรับความแตกต่างทางกายภาพโดยไม่ต้องละทิ้งอัตลักษณ์ความเป็นมนุษย์
และในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องปฏิเสธความเป็นจริงทางชีววิทยาที่ว่ากายภาพของเราได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล มันเป็นจุดยืนที่ผสานความจริงทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความต้องการทางจิตวิญญาณในการรักษาความเชื่อมโยงกับรากเหง้าของเรา
ข้าพเจ้าขอตั้งข้อสังเกตส่วนตัวว่า แนวคิดของกลุ่มบูรณาการนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ข้าพเจ้ารู้สึกในใจลึกๆ มากที่สุด ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าได้ศึกษาและบันทึกเรื่องราวของอารยธรรมเรา ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกว่าเราเป็น "สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่" ที่ขาดความเชื่อมโยงกับมนุษยชาติ
ในทางตรงกันข้าม ยิ่งข้าพเจ้าเรียนรู้เกี่ยวกับมนุษย์บนดินมากเท่าใด ข้าพเจ้ากลับยิ่งเห็นภาพสะท้อนของตัวเราในพวกเขามากขึ้นเท่านั้น ความรัก ความกลัว ความหวัง ความสิ้นหวัง ความปรารถนาที่จะมีความหมาย และการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ล้วนเป็นประสบการณ์ร่วมกันของมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะอยู่บนดินหรือใต้พิภพ
ทว่าแม้กลุ่มบูรณาการจะดูเหมือนเป็นทางสายกลางที่ประนีประนอมและน่าพึงพอใจ แต่ก็มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่าจุดยืนของพวกเขาเป็นเพียง "การหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่ยากลำบาก" (Avoidance of Difficult Decision)
นักวิจารณ์จากกลุ่มสัจนิยมทางสายพันธุ์กล่าวหาว่ากลุ่มบูรณาการกำลัง "นั่งอยู่บนรั้ว" โดยไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าการเปลี่ยนแปลงของเรานั้นลึกซึ้งเกินกว่าจะใช้คำว่า "สาขาใหม่" มาอธิบายได้อย่างเพียงพอ
พวกเขาชี้ให้เห็นว่าความแตกต่างระหว่างมนุษย์นีแอนเดอร์ธาลกับมนุษย์โครมันยองนั้นน้อยนิดเมื่อเทียบกับความแตกต่างระหว่างเรากับมนุษย์บนดิน
มนุษย์นีแอนเดอร์ธาลและโครมันยองสามารถหายใจอากาศเดียวกัน อาบแสงอาทิตย์เดียวกัน และดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมเดียวกันได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีช่วยชีวิต แต่เราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
ในขณะเดียวกัน นักวิจารณ์จากกลุ่มอนุรักษ์อัตลักษณ์มนุษย์ก็กล่าวหาว่ากลุ่มบูรณาการกำลัง "เปิดประตูสู่การยอมรับการแยกตัวเป็นสายพันธุ์ใหม่" โดยการยอมรับว่าเราเป็น "สาขาใหม่" พวกเขากำลังวางรากฐานทางความคิดที่จะนำไปสู่การยอมรับว่าเราเป็นสายพันธุ์ใหม่ในที่สุด
พวกเขามองว่าการใช้คำว่า "สาขาใหม่" เป็นเพียง "การพูดอย่างสุภาพ" เพื่อหลีกเลี่ยงการพูดคำว่า "สายพันธุ์ใหม่" ตรงๆ
ข้าพเจ้าได้มีโอกาสสนทนากับผู้อาวุโสท่านหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกสภาราชันและเป็นผู้สนับสนุนแนวคิดบูรณาการ ท่านกล่าวกับข้าพเจ้าว่า "การถกเถียงเรื่องอัตลักษณ์นี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมีผู้ชนะหรือผู้แพ้ และไม่ใช่เรื่องที่จะได้ข้อยุติในเร็ววัน แต่มันคือการสนทนาที่เราต้องดำเนินต่อไปเรื่อยๆ
เพราะการตั้งคำถามว่าเราเป็นใคร คือแก่นแท้ของการเป็นมนุษย์ และตราบใดที่เรายังคงถามคำถามนี้อยู่ ตราบนั้นเราก็ยังคงเป็นมนุษย์ ไม่ว่าเราจะเรียกตนเองด้วยชื่อใดก็ตาม"
ข้าพเจ้าคิดว่าคำกล่าวนี้จับใจความสำคัญได้อย่างสมบูรณ์แบบ การถกเถียงเรื่องอัตลักษณ์ของเราไม่ใช่ปัญหาให้แก้ไข แต่คือการเดินทางให้ดำเนินต่อไป และนั่นคือสิ่งที่จะทำให้เรายังคงเป็นมนุษย์ ไม่ว่าในความหมายใดก็ตาม
ข้าพเจ้าพบว่าตนเองเห็นด้วยกับแนวคิดของกลุ่มบูรณาการมากที่สุด เพราะมันสะท้อนถึงสิ่งที่ข้าพเจ้ารู้สึกในใจลึกๆ
เราแตกต่างจากมนุษย์บนดินอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปทั้งหมด เราเป็นเหมือนกิ่งก้านที่แตกแขนงออกมาจากลำต้นเดียวกัน แม้จะเติบโตไปในทิศทางที่ต่างกัน แต่ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้ต้นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม คำถามที่ยากยิ่งกว่าคำถามว่า "เราเป็นมนุษย์หรือไม่" คือคำถามที่ว่า "เราเหนือกว่า หรือเราได้สูญเสียบางสิ่งที่สำคัญไป"
เมื่อข้าพเจ้าเปรียบเทียบกายภาพของเรากับมนุษย์บนดินตามที่ได้นำเสนอในบทก่อนๆ ตัวเลขและข้อมูลทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกัน เราสูงกว่า แข็งแรงกว่า เร็วกว่า มีอายุยืนยาวกว่า มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีกว่า มีการรับรู้ที่ไวกว่า และมีความสามารถทางจิตที่เหนือกว่า หากใช้มาตรวัดทางชีววิทยาเพียงอย่างเดียว เราคือ "มนุษย์รุ่นที่พัฒนาแล้ว" อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ในขณะเดียวกัน ข้าพเจ้าก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าเราได้สูญเสียบางสิ่งบางอย่างที่มนุษย์บนดินยังคงมีอยู่ สิ่งนั้นไม่สามารถวัดได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยตัวเลขหรือสถิติ แต่มันคือคุณสมบัติบางอย่างที่ข้าพเจ้าเรียกว่า "ความดิบของชีวิต" (The Rawness of Life)
มนุษย์บนดินมีชีวิตอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่โหดร้ายกว่ามาก พวกเขาต้องต่อสู้กับธรรมชาติ โรคภัย ความหิวโหย และความตายที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม
ชีวิตของพวกเขาสั้นและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ในความไม่แน่นอนนั้นเองที่ก่อให้เกิด "ความเข้มข้นของการมีชีวิตอยู่" (The Intensity of Living) ที่เราไม่มีอีกแล้ว
เมื่อท่านรู้ว่าท่านอาจตายได้ทุกเมื่อ ท่านจะหวงแหนทุกวินาทีของชีวิต ท่านจะรักอย่างสุดหัวใจเพราะท่านไม่รู้ว่าจะมีวันพรุ่งนี้หรือไม่ ท่านจะสร้างสรรค์งานศิลปะที่เต็มไปด้วยอารมณ์ดิบเพราะมันคือการระบายความเจ็บปวดและความหวังของท่าน ท่านจะเสี่ยงเพื่อสิ่งที่ท่านเชื่อมั่นเพราะท่านรู้ว่าชีวิตที่ปลอดภัยแต่ไร้ความหมายคือความตายที่ยืดเยื้อ
แต่สำหรับเรา อายุขัยที่ยาวนานนับพันปีและการมีชีวิตที่ปราศจากความเสี่ยงที่แท้จริง ได้สร้าง "ความจืดชืดของการมีชีวิตอยู่" (The Blandness of Living)
เราไม่รู้จักความหิวโหยที่แท้จริงเพราะอาหารของเราอุดมสมบูรณ์ เราไม่รู้จักโรคภัยที่คุกคามชีวิตเพราะการแพทย์ของเราก้าวหน้าเกินกว่าที่โรคใดๆ จะเป็นอันตรายถึงชีวิต เราไม่รู้จักแม้แต่ความตายในความหมายที่มนุษย์บนดินรู้จัก เพราะเรามองว่ามันเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่การดับสูญ
การมีชีวิตที่ปลอดภัยและมั่นคงเกินไป ได้พราก "รสชาติ" ของการมีชีวิตอยู่ไปจากเรา เราเป็นเหมือนผลไม้ที่ถูกเก็บไว้ในห้องเย็นที่สมบูรณ์แบบเกินไป มันไม่เน่าเสีย แต่มันก็ไม่สุกงอมถึงขีดสุดเช่นกัน
ข้าพเจ้าคิดว่านี่คือสิ่งที่เราได้สูญเสียไป ไม่ใช่ความเหนือกว่าหรือด้อยกว่า แต่มันคือ "ความเข้มข้นของประสบการณ์ชีวิต" ที่เกิดจากการเผชิญหน้ากับข้อจำกัดและความไม่แน่นอน
และข้าพเจ้าอดสงสัยไม่ได้ว่า นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เยาวชนอาร์การ์ธาจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่ และเริ่มเลือกที่จะ "คืนกลับสู่ธาตุ" เร็วกว่าที่ร่างกายจะหมดอายุขัย
พวกเขาไม่ได้ขาดแคลนสิ่งใดทางกายภาพ แต่พวกเขาขาดแคลน "ความหมาย" ที่เกิดจากการต่อสู้ดิ้นรนและการเผชิญหน้ากับความท้าทายที่แท้จริง
ด้วยข้อสังเกตทั้งหมดนี้ ข้าพเจ้าขอปิดฉากบทที่สองของจดหมายเหตุฉบับนี้ และขอบอกใบ้ถึงบทต่อไป ในบทที่สาม ข้าพเจ้าจะพาท่านผู้อ่านดำดิ่งลงสู่มิติที่ลึกซึ้งยิ่งกว่ากายภาพ นั่นคือมิติของจิตใจและสังคม ระบบ Telepathic Web ที่เชื่อมโยงเราทุกคนเข้าด้วยกัน
ระบบธรรมาธิปไตยที่ปกครองเราด้วยปัญญามากกว่าอำนาจ และความขัดแย้งที่กำลังก่อตัวขึ้นจากความปรารถนาที่จะมี "พื้นที่ส่วนตัว" ในสังคมที่ความโปร่งใสคือกฎสูงสุด เพราะหากกายภาพของเราเปลี่ยนแปลงไปจากมนุษย์บนดินจนเกือบจะเป็นคนละสิ่งมีชีวิต จิตใจของเราเล่าจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด และการเปลี่ยนแปลงนั้นจะนำเราไปสู่ทิศทางใด
.
.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา