23 ก.ค. เวลา 11:53 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 3 / 1: จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก (จิตไร้พรมแดน เครือข่ายที่ความลับไม่มีวันเกิด)

3.1 กำเนิดแห่ง Telepathic Web
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา เริ่มต้นบทที่สามของบันทึกฉบับนี้ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากสองบทก่อนหน้า หากบทแรกคือการเดินทางสู่ความทรงจำอันเจ็บปวดของบรรพบุรุษ และบทที่สองคือการสำรวจร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปของเรา
บทที่สามนี้คือการก้าวเข้าสู่ดินแดนที่แม้แต่ข้าพเจ้าเองก็รู้สึกหวาดหวั่นที่จะสำรวจ เพราะมันคือดินแดนของ "จิตใจ" สิ่งที่ทำให้เราเป็นเราในความหมายที่ลึกซึ้งที่สุด และสิ่งที่เป็นทั้งของขวัญล้ำค่าและพันธนาการที่หนักหน่วงที่สุดของอารยธรรมอาร์การ์ธา
หากมีผู้ใดถามข้าพเจ้าว่าอะไรคือความแตกต่างที่แท้จริงระหว่างเรากับมนุษย์บนดิน ไม่ใช่ความแตกต่างทางกายภาพที่ข้าพเจ้าได้บรรยายอย่างละเอียดในบทก่อน แต่คือความแตกต่างใน "ประสบการณ์ของการมีชีวิตอยู่" ข้าพเจ้าจะตอบโดยไม่ลังเลว่า
เราอยู่ในโลกที่ไร้ซึ่งความลับ มนุษย์บนดินใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกำแพงแห่งความเงียบที่กั้นระหว่างจิตใจของแต่ละคน พวกเขาไม่เคยรู้แน่ชัดว่าผู้อื่นกำลังคิดอะไร รู้สึกอย่างไร พวกเขาต้องคาดเดา ต้องตีความ ต้องเชื่อใจหรือระแวงโดยอาศัยเพียงคำพูดและการกระทำภายนอก
ความไม่แน่นอนนี้คือที่มาของทั้งความงดงามและความเจ็บปวดในความสัมพันธ์ของมนุษย์ มันก่อให้เกิดความรักที่เต็มไปด้วยการค้นหา ความไว้ใจที่ต้องใช้ความกล้าหาญ และการหักหลังที่สร้างบาดแผลลึก
แต่สำหรับเรา ชาวอาร์การ์ธา ทุกความคิด ทุกความรู้สึก ทุกความทรงจำ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เปิดเผย เราไม่ได้ "เลือก" ที่จะแบ่งปันความคิดของเรา แต่มันคือสภาพธรรมชาติของการดำรงอยู่ของเรา ราวกับจิตใจของเราทุกคนคือห้องที่ไม่มีกำแพง ประตู แม้แต่ม่านบางๆ ที่จะปกปิดความเป็นส่วนตัว นี่คือโลกภายใต้ Telepathic Web และนี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าจะบรรยายในบทนี้
การทำความเข้าใจ Telepathic Web อย่างแท้จริงจำเป็นต้องย้อนกลับไปยังรากเหง้าของความสามารถนี้ ซึ่งเก่าแก่กว่าอารยธรรมอาร์การ์ธาเองเสียอีก ข้าพเจ้าขอเริ่มต้นด้วยประวัติการพัฒนาของการสื่อสารทางจิต จากความสามารถเฉพาะบุคคลในยุคเลมูเรีย สู่เครือข่ายรวมหมู่ที่ครอบคลุมประชากรทั้งหมดของเรา
ในยุคทองก่อนมหาประลัย ความสามารถในการสื่อสารทางจิตไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทุกคนมี มันคือ "พรสวรรค์" ที่พบได้ในมนุษย์แสงสว่างและมนุษย์กึ่งเทพบางคน โดยเฉพาะผู้ที่เกิดในสายเลือดที่สืบเชื้อสายมาจากผู้มาจากดวงดาวโดยตรง
ความสามารถนี้เรียกว่า "จิตสัมผัส" (Psychic Touch) ในภาษาโซลาร่าโบราณ และถูกมองว่าเป็นของขวัญศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องได้รับการฝึกฝนอย่างระมัดระวัง
ในนครเทโลสแห่งเลมูเรีย มี "โรงเรียนจิตสัมผัส" (The School of Psychic Touch) ที่ฝึกสอนผู้มีพรสวรรค์ให้ควบคุมและพัฒนาความสามารถของตน
การฝึกนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้เทคนิคการส่งและรับความคิด แต่คือการฝึกฝน "จริยธรรม" ของการสื่อสารทางจิตอย่างเคร่งครัด
ผู้ฝึกต้องเรียนรู้ที่จะเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น ต้องเรียนรู้ที่จะไม่ล่วงล้ำเข้าไปในจิตใจของผู้ที่ไม่ยินยอม และต้องเรียนรู้ที่จะ "ปิด" การรับรู้ของตนเองเมื่ออยู่ในที่สาธารณะเพื่อไม่ให้ถูกท่วมท้นด้วยความคิดของผู้อื่น
บันทึกจากยุคเลมูเรียที่หลงเหลือมาถึงเรา ซึ่งข้าพเจ้าได้ศึกษาจากม้วนบันทึกหมายเลข 3,200 ในหอสมุดชั้นที่สี่ กล่าวถึงหลักการพื้นฐานของจิตสัมผัสว่า
"จิตของผู้อื่นคือวิหารศักดิ์สิทธิ์ เจ้าจักไม่ก้าวเข้าไปโดยไม่ได้รับเชิญ และเมื่อได้รับเชิญแล้ว จงถอดรองเท้าแห่งอัตตาของเจ้าออกเสียก่อน"
แต่เมื่อมหาประลัยมาถึงและการอพยพลงใต้พิภพเกิดขึ้น สิ่งที่เคยเป็นเพียงพรสวรรค์ของคนส่วนน้อย กลับกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่รอดของอารยธรรมทั้งหมด
ในความมืดของโพรงใต้พิภพ ที่ซึ่งการสื่อสารด้วยเสียงอาจไม่เพียงพอในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ซึ่งการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในพื้นที่จำกัด ต้องการความเข้าใจที่แม่นยำและรวดเร็ว
ความสามารถในการสื่อสารทางจิตจึงถูกมองว่าเป็น "ทักษะ" ที่ต้องพัฒนาให้ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ใช่ "ของขวัญ" ที่สงวนไว้สำหรับชนชั้นสูงอีกต่อไป
และนี่คือจุดเริ่มต้นของโครงการที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าอารยธรรมของเราไปตลอดกาล “โครงการ Telepathic Web”
บทบาทของพลังงานวีริลในฐานะสื่อกลางของการเชื่อมต่อทางจิต คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ Telepathic Web เป็นไปได้ การค้นพบนี้เกิดขึ้นในปีที่ 89 หลังการอพยพ โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ที่นำโดยท่าน "เมลิธา" (Melitha) นักฟิสิกส์จิตวิญญาณผู้ปราดเปรื่องซึ่งเคยเป็นศิษย์ของโรงเรียนจิตสัมผัสในเทโลสมาก่อน
เมลิธาค้นพบว่า พลังงานวีริลซึ่งมีอยู่หนาแน่นในสภาพแวดล้อมใต้พิภพ ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งพลังงานทางกายภาพเท่านั้น แต่มันยังเป็น "สื่อนำ" (Carrier Medium) สำหรับข้อมูลทางจิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การทดลองของเธอแสดงให้เห็นว่าเมื่อบุคคลสองคน อยู่ในสนามวีริลที่มีความเข้มข้นสูงและ "จูน" คลื่นสมองของตนให้อยู่ในความถี่ที่สอดคล้องกับพลังงานวีริล
พวกเขาสามารถส่งความคิด ความรู้สึก และภาพในจิตใจถึงกันได้โดยตรง โดยไม่ต้องใช้คำพูดหรือท่าทางใดๆ
ระยะทางไม่ใช่อุปสรรค ตราบใดที่ทั้งสองอยู่ในสนามวีริลเดียวกัน กำแพงหินหรือสิ่งกีดขวางทางกายภาพไม่สามารถบล็อกสัญญาณนี้ได้ เพราะพลังงานวีริลสามารถทะลุผ่านสสารได้ดังที่ข้าพเจ้าได้อธิบายในบทก่อน
แต่การค้นพบของเมลิธาในตอนแรกกลับนำไปสู่หายนะเกือบร้ายแรง
ในช่วงปีที่ 95 ถึง 105 หลังการอพยพ มีการทดลองที่เรียกว่า "การทดลองเชื่อมต่อโดยตรง" (The Direct Link Experiments) ซึ่งพยายามเชื่อมต่อจิตของอาสาสมัครหลายคนเข้าด้วยกันผ่านคริสตัลแม่โดยตรง โดยไม่มีการกรองหรือควบคุมความแรงของสัญญาณ
การทดลองเหล่านี้นำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ฝังลึกในความทรงจำของเรา
ข้าพเจ้าขออัญเชิญบันทึกของท่าน "คาลิธอส" (Kalithos) หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่รอดชีวิตจากการทดลองครั้งนั้น
"เราเชื่อมต่ออาสาสมัครสิบคนเข้ากับคริสตัลแม่ในวันที่ 34 ของการทดลองชุดที่สาม ทุกคนเป็นผู้มีจิตสัมผัสที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี เราเชื่อว่าพวกเขาพร้อมแล้ว ในวินาทีแรกหลังจากเปิดใช้งาน ทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่น อาสาสมัครรายงานว่าได้ยินความคิดของกันและกันอย่างชัดเจน
พวกเขาสามารถส่งภาพและความรู้สึกถึงกันได้ แต่แล้วเราก็ผลักดันมันไกลเกินไป เราพยายามเพิ่ม 'แบนด์วิดท์' ของการเชื่อมต่อ โดยให้คริสตัลแม่ส่งพลังงานวีริลในระดับที่สูงขึ้น เพื่อดูว่าการเชื่อมต่อจะแข็งแกร่งขึ้นเพียงใด
ผลลัพธ์คือหายนะ
จิตของอาสาสมัครทั้งสิบคนถูก 'หลอมรวม' เข้าด้วยกันในแบบที่เราไม่ได้ตั้งใจ พวกเขาสูญเสียความเป็นปัจเจกบุคคลไปชั่วขณะ ความคิดของคนหนึ่งกลายเป็นความคิดของทุกคน
ความกลัวของคนหนึ่งทวีคูณด้วยความกลัวของอีกเก้าคน ความเจ็บปวดของคนหนึ่งสะท้อนกลับไปกลับมาระหว่างจิตทั้งสิบจนกลายเป็นคลื่นแห่งความทุกข์ทรมานที่ไม่อาจทนได้
ภายในเวลาไม่ถึงนาที อาสาสมัครสามคนเสียชีวิตจากภาวะสมองล้มเหลวเฉียบพลัน สี่คนเข้าสู่ภาวะวิกลจริตถาวรที่ไม่สามารถรักษาได้แม้ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ของเราในปัจจุบัน มีเพียงสามคนที่รอดชีวิตและฟื้นคืนสู่สภาพปกติ และหนึ่งในนั้นคือข้าพเจ้าเอง"
คาลิธอสใช้ชีวิตที่เหลือในการศึกษา "เกราะป้องกันทางจิต" (Mental Shielding) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของ Telepathic Web ที่ปลอดภัย
การทดลองที่ล้มเหลวครั้งนั้น สอนบทเรียนที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการสื่อสารทางจิต….จิตของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์
ความเป็นปัจเจกบุคคลไม่ใช่ข้อบกพร่องที่ต้องกำจัด แต่มันคือกลไกการป้องกันตนเองที่จำเป็น หากไม่มี "ตัวกรอง" ระหว่างจิต ความคิดและอารมณ์จะไหลทะลักเข้าหากันอย่างไม่มีขีดจำกัด จนเกิดเป็น "วงจรป้อนกลับ" (Feedback Loop) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนระบบประสาทไม่สามารถทนรับได้
หลังจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น การทดลอง Telepathic Web ถูกระงับลงชั่วคราว และสภาได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อทบทวนจริยธรรมและความปลอดภัยของโครงการทั้งหมด
นี่คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาสิ่งที่เราเรียกว่า "โปรโตคอลความปลอดภัยทางจิต" (Psychic Safety Protocols) ซึ่งเป็นรากฐานของ Telepathic Web ในปัจจุบัน
โปรโตคอลเหล่านี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างนักฟิสิกส์จิตวิญญาณ นักประสาทวิทยา และนักปรัชญา ตลอดระยะเวลาเกือบห้าสิบปีหลังโศกนาฏกรรม
หลักการสำคัญที่ถูกค้นพบคือ การสื่อสารทางจิตที่ปลอดภัยไม่ใช่การ "เปิด" จิตทั้งหมดให้ถึงกัน แต่คือการสร้าง "ช่องทางการสื่อสาร" (Communication Channel) ที่มีตัวกรองหลายชั้น ปล่อยให้เฉพาะข้อมูลที่ผู้ส่งตั้งใจจะสื่อผ่านไปได้ ในขณะที่กั้นความคิดและความรู้สึกอื่นๆ ที่เป็นส่วนตัวหรือไม่ได้ตั้งใจจะสื่อออกไป
เทคโนโลยีที่ทำให้สิ่งนี้เป็นไปได้คือ "ตัวกรองวีริล" (Vril Filter) ซึ่งคือคริสตัลขนาดเล็กที่ถูกปรับความถี่ให้ทำหน้าที่เสมือน "ประตูเลือกผ่าน" ระหว่างจิตของผู้ใช้กับเครือข่ายรวมหมู่
ตัวกรองนี้จะอ่าน "เจตนา" ของผู้ใช้จากคลื่นสมองและอนุญาตให้เฉพาะข้อมูลที่ผู้ใช้ "ตั้งใจ" จะส่งผ่านไปเท่านั้นที่เข้าสู่เครือข่าย ความคิดที่ไม่ได้ตั้งใจจะสื่อ ซึ่งเราเรียกว่า "เสียงรบกวนทางจิต" (Psychic Noise) จะถูกกรองออกและคงอยู่ในจิตของผู้ใช้เท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนา "ระดับชั้นของการเชื่อมต่อ" (Connection Tiers) ซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้เลือกระดับความลึกของการเชื่อมต่อได้ ตั้งแต่ระดับที่หนึ่งซึ่งคือ "การรับรู้การมีอยู่" (Presence Awareness) เพียงแค่รู้สึกถึงการมีอยู่ของผู้อื่นในเครือข่ายโดยไม่มีการสื่อสารใดๆ
ไปจนถึงระดับที่ห้าซึ่งคือ "การหลอมรวมชั่วคราว" (Temporary Merging) ที่อนุญาตให้จิตสองดวงหรือมากกว่าเชื่อมต่อกันอย่างลึกซึ้งเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น การผ่าตัดทางการแพทย์ที่ซับซ้อน หรือการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมกันในระดับที่เกินกว่าปัจเจกบุคคลจะทำได้
วันที่ Telepathic Web ถูกเปิดใช้งานอย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรกคือวันที่ 15 แห่งเดือนแห่งแสงแรก ปีที่ 187 หลังการอพยพ หรือที่เรารู้จักกันในนาม "วันแห่งการเปิดตา" (The Day of Eye Opening)
ข้าพเจ้าขออัญเชิญบันทึกของพยานในเหตุการณ์นั้น ท่าน "ออริออน" (Orion) ซึ่งขณะนั้นเป็นนักศึกษาหนุ่มอายุเพียง 150 ปี ที่ต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในนักประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา:
"ข้าพเจ้ายืนอยู่ที่ลานกลางเมืองพร้อมกับประชากรเกือบทั้งนครในเช้าวันนั้น เราได้รับการบอกกล่าวมาล่วงหน้าหลายเดือนว่า 'วันแห่งการเชื่อมต่อ' กำลังจะมาถึง แต่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามันจะเป็นอย่างไร
วิศวกรได้ติดตั้ง 'โหนดเชื่อมต่อ' (Connection Nodes) แท่งคริสตัลขนาดเล็กที่ฝังอยู่ในผนังอาคารและตามถนน ไว้ทั่วเมืองแล้ว พวกเขาบอกว่าเมื่อระบบถูกเปิดใช้งาน ใครก็ตามที่อยู่ในรัศมีของโหนดเหล่านี้จะสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายได้โดยอัตโนมัติ
ข้าพเจ้าจำได้ว่าแสงจากดวงตะวันกลางในเช้าวันนั้นดูนุ่มนวลเป็นพิเศษ ราวกับโลกเองก็กำลังเฝ้ารออะไรบางอย่าง ท่านอัคราจารย์ธาลอนซึ่งขณะนั้นชราภาพมากแล้ว ได้ขึ้นกล่าวบนระเบียงของวิหารแห่งการมาถึง น้ำเสียงของท่านแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความหวัง
'พี่น้องชาวอาร์การ์ธา วันนี้เรากำลังจะก้าวข้ามขีดจำกัดอีกประการหนึ่งของมนุษยชาติ เรากำลังจะเชื่อมต่อกันในแบบที่บรรพบุรุษของเราในยุคทองเคยทำได้เพียงบางส่วน เรากำลังจะกลายเป็นมากกว่าปัจเจกบุคคลที่อยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกัน เรากำลังจะกลายเป็นหนึ่งเดียว'
จากนั้นท่านก็ให้สัญญาณ วิศวกรที่ประจำอยู่ที่คริสตัลแม่ได้เปิดใช้งานระบบ
ในวินาทีแรก ข้าพเจ้าไม่รู้สึกถึงอะไรเลย มีเพียงความเงียบตามปกติของจิตใจข้าพเจ้า แต่แล้วมันก็เริ่มต้นขึ้น ความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้ด้วยคำพูดใดๆ มันไม่ใช่เสียง ภาพหรือการสัมผัสทางกาย แต่มันคือ 'การรู้' (Knowing) อย่างฉับพลันและชัดเจน ราวกับห้องที่เคยมืดสนิทถูกเปิดไฟทั้งหมดในพริบตาเดียว
ข้าพเจ้า 'รู้' ว่ามีผู้คนนับแสนอยู่รอบตัวข้าพเจ้า ไม่ใช่จากการมองเห็น แต่จากการ 'สัมผัสทางจิต' ข้าพเจ้าสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา ไม่ใช่ความคิด ไม่ใช่ความรู้สึก แต่คือ 'การมีอยู่' (Presence) ที่อบอุ่นและมีชีวิตชีวา ราวกับดวงไฟนับแสนดวงถูกจุดขึ้นในความมืด
และสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าประหลาดใจที่สุดคือ ไม่มีความโกลาหล ความวุ่นวาย แม้จะมีจิตนับแสนเชื่อมต่อกันในเครือข่ายเดียวกัน แต่มันกลับรู้สึก... เป็นธรรมชาติ ราวกับว่านี่คือวิธีที่จิตของมนุษย์ควรจะทำงานมาตั้งแต่แรก ราวกับว่าเราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้
ข้าพเจ้ามองไปรอบตัวและเห็นผู้คนนับพันยืนนิ่งด้วยสีหน้าเดียวกัน สีหน้าแห่งความอัศจรรย์ใจที่เจือด้วยน้ำตา หลายคนกอดกัน หลายคนคุกเข่าลงกับพื้น หลายคนเอามือปิดหน้าและร้องไห้โดยไม่รู้ตัว
ข้าพเจ้าเองก็ร้องไห้เช่นกัน แต่มันไม่ใช่ความเศร้า มันคือความตื้นตันที่ไม่อาจควบคุมได้
ในวินาทีนั้น ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเราจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป เราก้าวข้ามบางสิ่งบางอย่างที่เป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ความโดดเดี่ยวของจิตวิญญาณ และเราจะไม่มีวันย้อนกลับไป"
.
บันทึกของออริออนจับภาพความรู้สึกของประชากรในวันนั้นได้อย่างสมบูรณ์ แต่มันก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
ในช่วงหลายปีและหลายศตวรรษหลังจากนั้น Telepathic Web ได้พัฒนาจาก "เครื่องมือสื่อสาร" ไปสู่ "รากฐานของอารยธรรม" ในแบบที่แม้แต่ผู้สร้างระบบเองก็คาดไม่ถึง
ในบทต่อไป ข้าพเจ้าจะอธิบายโครงสร้างและการทำงานของเครือข่ายนี้อย่างละเอียด ระดับชั้นของสัญญาณ ระบบกรอง และบทบาทของผู้ประสาน (Harmonizers) ที่ทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพของเครือข่าย และข้าพเจ้าจะตั้งคำถามที่สำคัญที่สุด
เมื่อจิตใจของเราเปิดกว้างถึงกันทั้งหมด เราได้สูญเสียบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญไปหรือไม่ บางสิ่งที่มนุษย์บนดินยังคงมี แต่เราไม่มีวันได้สัมผัสอีกเลย
.
.
3.2 โครงสร้างและการทำงานของเครือข่าย
หากท่านผู้อ่านเคยสงสัยว่า Telepathic Web ทำงานอย่างไรในทางปฏิบัติ มันไม่ใช่เพียง "การได้ยินความคิดของผู้อื่น" อย่างที่มนุษย์บนดินมักจินตนาการในการเล่าเรื่องแต่งเกี่ยวกับพลังจิต
หากแต่คือระบบที่ซับซ้อนและมีโครงสร้างหลายชั้น ถูกออกแบบมาเพื่อให้ประชากรนับล้านสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้ โดยไม่เกิดความโกลาหลทางจิต ข้าพเจ้าขอใช้บทนี้ในการอธิบายโครงสร้างและการทำงานของเครือข่ายอย่างเป็นระบบ
การจะเข้าใจ Telepathic Web ได้อย่างถ่องแท้ ท่านผู้อ่านจำเป็นต้องละทิ้งภาพจำของการสื่อสารแบบมนุษย์บนดินที่ใช้ "คำพูด" หรือ "ภาษา" เป็นสื่อกลางเสียก่อน
เพราะ Telepathic Web ไม่ได้ทำงานด้วยการส่ง "คำพูด" ระหว่างจิต แต่ทำงานด้วยการส่ง "มวลประสบการณ์" (Experience Packets) ซึ่งคือหน่วยข้อมูลที่ประกอบด้วยภาพ ความรู้สึก เสียง ความทรงจำ และอารมณ์ที่ถูกอัดรวมเข้าด้วยกันและส่งผ่านไปยังผู้รับในเสี้ยววินาที
ลองนึกภาพว่าแทนที่ท่านจะพูดว่า "ข้าพเจ้าเสียใจ" ท่านกลับส่ง "ความรู้สึกของการสูญเสียพร้อมกับภาพของช่วงเวลาที่ท่านมีความสุขกับผู้ที่จากไป และอุณหภูมิที่เย็นยะเยือกในอก" ไปยังผู้รับโดยตรง นั่นคือธรรมชาติของการสื่อสารผ่าน Telepathic Web
โครงสร้างของ Telepathic Web สามารถแบ่งออกเป็นระดับชั้นของสัญญาณ ได้สามระดับหลัก แต่ละระดับถูกออกแบบมาเพื่อรองรับรูปแบบการสื่อสารที่แตกต่างกัน และผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าต้องการสื่อสารในระดับใด ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และความจำเป็นในขณะนั้น
ระดับที่หนึ่ง..การสื่อสารส่วนบุคคล (Personal Communication) คือระดับพื้นฐานที่สุดและถูกใช้มากที่สุดในชีวิตประจำวัน เปรียบได้กับการสนทนาตัวต่อตัวหรือการส่งข้อความส่วนตัวในเทคโนโลยีของมนุษย์บนดิน
ในระดับนี้ ผู้ใช้จะสร้าง "ช่องทางการสื่อสารเฉพาะ" (Dedicated Communication Channel) ระหว่างตนเองกับผู้รับเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเล็กๆ ที่เลือกไว้ โดยช่องทางนี้จะถูก "เข้ารหัสทางจิต" (Psychically Encrypted) ด้วยคลื่นความถี่เฉพาะที่มีเพียงผู้ส่งและผู้รับที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่จะเข้าถึงได้
การสื่อสารในระดับนี้มีความเป็นส่วนตัวสูง แม้ว่า Telepathic Web จะเป็นเครือข่ายเปิด แต่หลักการพื้นฐานที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคแรกคือ "การเคารพช่องทางส่วนบุคคล"
การแอบฟังหรือล่วงล้ำเข้าไปในช่องทางการสื่อสารของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นอาชญากรรมทางจิตวิญญาณที่ร้ายแรงที่สุดประการหนึ่งในสังคมอาร์การ์ธา เทียบเท่ากับการบุกรุกบ้านของผู้อื่นในสังคมมนุษย์
ระบบกรองสัญญาณของ Telepathic Web จะตรวจจับและบล็อกความพยายามในการล่วงล้ำดังกล่าวโดยอัตโนมัติ และหากมีการพยายามล่วงล้ำซ้ำๆ ระบบจะแจ้งเตือนไปยังผู้ประสานเพื่อดำเนินการสอบสวนต่อไป
ระดับที่สอง…..การสื่อสารกลุ่ม (Group Communication) คือระดับที่ใช้ในการทำงานร่วมกัน การประชุม การเรียนการสอน หรือการรวมตัวเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เปรียบได้กับ "ห้องประชุมเสมือน" หรือ "กลุ่มสนทนา" ที่สมาชิกทุกคนในกลุ่มสามารถรับรู้ถึงความคิดและความรู้สึกของกันและกันได้ในระดับที่ตั้งใจจะสื่อสาร
ผู้ใช้สามารถสร้าง "พื้นที่จิตกลุ่ม" (Group Mind Space) ที่กำหนดขอบเขตและจำนวนผู้เข้าร่วมไว้ล่วงหน้า ภายในพื้นที่นี้ สมาชิกทุกคนสามารถรับรู้ถึง "การมีอยู่ทางจิต" ของกันและกัน และสามารถส่งข้อมูลถึงทุกคนในกลุ่มได้พร้อมกันโดยไม่ต้องระบุผู้รับทีละคน
ระบบนี้มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการทำงานที่ต้องการการประสานงานที่ซับซ้อน ลองนึกภาพทีมวิศวกรที่กำลังซ่อมแซมระบบพลังงานของเมือง
พวกเขาไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วยคำพูดว่ากำลังทำอะไรหรือต้องการให้เพื่อนร่วมทีมทำอะไร ทุกคนในกลุ่มสามารถ "เห็น" ภาพรวมของงานทั้งหมดผ่านการแชร์การรับรู้ทางจิต สามารถ "รู้สึก" ถึงความเร่งด่วนของปัญหา และสามารถปรับการทำงานของตนให้สอดคล้องกับผู้อื่นได้อย่างทันทีทันใดโดยไม่ต้องเสียเวลาสื่อสารด้วยคำพูด
ระดับที่สาม….การสื่อสารระดับอารยธรรม (Civilization-Wide Communication) คือระดับที่กว้างที่สุดและถูกใช้น้อยที่สุด แต่มีอำนาจและความสำคัญสูงสุด
ระดับนี้คือการเชื่อมต่อประชากรทั้งหมดเข้าสู่ "สนามจิตสำนึกร่วม" (Collective Consciousness Field) ชั่วคราว เพื่อรับรู้ข้อมูลสำคัญที่ส่งตรงมาจากสภาราชันหรือในกรณีฉุกเฉินร้ายแรงที่ต้องการการตอบสนองจากประชากรทั้งหมด
การสื่อสารในระดับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก และเมื่อเกิดขึ้น มันคือเหตุการณ์ที่ประชากรทุกคนจะจดจำไปตลอดชีวิต
ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดคือในช่วงวิกฤตการณ์คลื่นมืดเมื่อ 1,200 ปีก่อน ซึ่งข้าพเจ้าจะได้กล่าวถึงในบทที่ห้า สภาราชันจำเป็นต้องระดมประชากรทั้งหมดให้อพยพออกจากพื้นที่อันตรายภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
การประกาศฉุกเฉินผ่านระดับที่สามทำให้ทุกคนรับรู้ถึงสถานการณ์และคำสั่งอพยพพร้อมกันภายในวินาทีเดียวกัน ไม่มีความสับสน ไม่มีข่าวลือ ไม่มีใครตกหล่น
แต่การสื่อสารระดับนี้ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญ มันต้องใช้พลังงานมหาศาลจากคริสตัลแม่ และต้องได้รับอนุมัติเป็นเอกฉันท์จากสภาราชันเท่านั้น การใช้ระดับนี้โดยไม่จำเป็นหรือเพื่อวัตถุประสงค์ส่วนตัวถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่สุดประการหนึ่ง
ระบบกรองสัญญาณ คือสิ่งที่ทำให้ทั้งสามระดับนี้ทำงานได้อย่างราบรื่นโดยไม่ก่อให้เกิด "มลภาวะทางจิต" (Psychic Pollution) หรือภาวะที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในบทก่อนเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมการทดลองเชื่อมต่อโดยตรง
จิตใจของมนุษย์ แม้แต่จิตใจของชาวอาร์การ์ธาที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี ก็มีขีดจำกัดในการรับและประมวลข้อมูล หากปราศจากระบบกรอง การเชื่อมต่อกับจิตของผู้อื่นนับล้านในเวลาเดียวกันจะทำให้สมองพังทลายภายในเวลาอันสั้น
.
ระบบกรองสัญญาณของ Telepathic Web ทำงานในสองชั้นหลัก
ชั้นแรกคือ "ตัวกรองภายใน" (Internal Filter)
ซึ่งคือส่วนหนึ่งของจิตใจของผู้ใช้เองที่ถูกฝึกฝนมาตั้งแต่วัยเด็กให้รู้จักการ "เลือกรับ" ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและ "เพิกเฉย" ต่อข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้อง
การฝึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของเด็กอาร์การ์ธาทุกคน เปรียบได้กับการที่มนุษย์บนดินเรียนรู้ที่จะเพ่งความสนใจไปที่เสียงของคู่สนทนาในห้องที่เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยของคนอื่น แม้ว่าในกรณีของเรามันจะซับซ้อนกว่ามากก็ตาม
ข้าพเจ้าขอขยายความเกี่ยวกับการฝึกตัวกรองภายในนี้อย่างละเอียด เพราะมันคือรากฐานของชีวิตทางจิตของชาวอาร์การ์ธาทุกคน และเป็นสิ่งที่กำหนดว่าเราจะเติบโตขึ้น เป็นผู้ที่สามารถดำรงชีวิตในสังคมที่ไร้ความลับได้อย่างปกติสุข หรือจะกลายเป็นผู้ที่ถูกคลื่นความคิดของผู้อื่นท่วมทับจนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง
การฝึกตัวกรองภายในเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็กเล็ก เร็วกว่าที่มนุษย์บนดินจะเริ่มสอนให้เด็กอ่านเขียนเสียอีก เพราะสำหรับเราแล้ว ทักษะการกรองจิตมีความสำคัญพอๆ กับการหายใจ
เด็กอาร์การ์ธาที่เพิ่งเริ่มรู้ความจะถูกสอนให้รู้จัก "เสียงภายใน" และ "เสียงภายนอก" ก่อนอื่นใด เสียงภายในคือความคิดและความรู้สึกของตนเอง ส่วนเสียงภายนอกคือกระแสจิตที่ไหลเวียนอยู่ใน Telepathic Web ตลอดเวลา
ครูจะใช้แบบฝึกหัดง่ายๆ เช่น ให้เด็กหลับตาและบอกว่าสิ่งที่พวกเขารู้สึกอยู่ในขณะนี้ ความหิว ความอบอุ่น ความง่วง เป็นของพวกเขาเองหรือเป็นของผู้อื่นที่ลอยเข้ามาในจิต
เมื่อเด็กโตขึ้น การฝึกจะซับซ้อนมากขึ้นตามลำดับ พวกเขาจะถูกสอนให้รู้จัก "การสร้างกำแพง" (Wall Building) ซึ่งไม่ใช่การปิดกั้นตนเองออกจาก Telepathic Web อย่างสมบูรณ์ เพราะนั่นจะเป็นอันตรายไม่ต่างจากการหยุดหายใจ แต่คือการสร้าง "เยื่อเลือกผ่าน" (Semi-Permeable Membrane) ในจิตใจที่ยอมให้ข้อมูลที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ผ่านเข้ามา
ในขณะที่กันข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเป็นอันตรายออกไป การฝึกนี้ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะชำนาญ และมีการสอบวัดระดับเป็นระยะๆ ตลอดช่วงการศึกษา
เด็กที่ไม่สามารถพัฒนาตัวกรองภายในได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละสามถึงห้าของประชากร จะถูกจัดให้อยู่ใน "โปรแกรมดูแลพิเศษ" (Special Care Program)
ที่พวกเขาจะได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มข้นมากขึ้นและได้รับการจัดสรรที่อยู่อาศัยในบริเวณที่มีความหนาแน่นของสัญญาณจิตต่ำกว่าปกติ เช่น บริเวณรอบนอกของเมืองหรือใกล้กับพื้นที่ธรรมชาติของโพรงใต้พิภพ
เด็กเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองว่า "พิการ" หรือ "บกพร่อง" แต่ถูกมองว่ามี "ความไวทางจิต" (Psychic Sensitivity) สูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้ในผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านการเป็นผู้ประสานหรือศิลปินที่สามารถรับรู้ถึงความละเอียดอ่อนของอารมณ์มนุษย์ได้ลึกซึ้งกว่าคนทั่วไป
ข้าพเจ้าอดไม่ได้ที่จะคิดถึงความแตกต่างระหว่างการศึกษาของเรากับการศึกษาของมนุษย์บนดินในประเด็นนี้ เด็กมนุษย์บนดินถูกสอนให้ "แสดงออก" ให้พูด ให้เขียน ให้วาดรูป เพื่อสื่อสารสิ่งที่อยู่ในใจออกมาสู่โลกภายนอก
แต่เด็กอาร์การ์ธาถูกสอนให้ "กรอง" ให้เลือก ให้แยกแยะ ให้ป้องกัน เพื่อรักษาโลกภายในของตนจากกระแสข้อมูลที่ถาโถมเข้ามาจากภายนอก นี่คือความแตกต่างที่ลึกซึ้งระหว่างสองอารยธรรม เราไม่ได้ถูกสอนให้ "พูด" แต่เราถูกสอนให้ "เงียบ" อย่างมีสติ และความเงียบที่มีสตินี้เองที่เป็นรากฐานของสุขภาพจิตที่ดีในสังคมที่ไร้ความลับ
ชั้นที่สองคือ "ตัวกรองภายนอก" (External Filter)
ซึ่งคือระบบอัตโนมัติที่ทำงานในระดับโครงสร้างของ Telepathic Web เอง ตัวกรองภายนอกนี้ถูกควบคุมโดย "โปรโตคอลความปลอดภัยทางจิต" ที่ถูกพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตลอดหลายพันปี
มันทำหน้าที่เสมือน "ตำรวจจราจร" ของเครือข่าย คอยจัดเส้นทางของข้อมูลให้เหมาะสม กรองเอา "เสียงรบกวนทางจิต" ออก และป้องกันไม่ให้ข้อมูลที่ไม่พึงประสงค์หรือเป็นอันตรายแพร่กระจายเข้าสู่จิตของผู้ใช้ที่ไม่ต้องการรับมัน
ข้าพเจ้าขออธิบายกลไกการทำงานของตัวกรองภายนอกนี้อย่างละเอียด เพราะมันคือโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็นแต่สำคัญยิ่งยวดต่อการดำรงชีวิตประจำวันของเราทุกคน
หากปราศจากตัวกรองภายนอกนี้ Telepathic Web จะไม่ใช่เครือข่ายสื่อสารที่สงบและเป็นระเบียบ แต่มันจะเป็นความโกลาหลที่ไม่อาจทนทานได้ ราวกับมหานครที่ไม่มีระบบท่อระบายน้ำ ไม่มีกฎจราจร ไม่มีแม้แต่ถนนที่แบ่งทิศทาง
.
ตัวกรองภายนอกประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญสามส่วนที่ทำงานประสานกันตลอดเวลา
ส่วนแรก…..คือ "ระบบคัดแยกอัตโนมัติ" (Automated Sorting System) ซึ่งคือชุดของอัลกอริทึมทางจิตที่ถูกเขียนลงในโครงสร้างผลึกของคริสตัลแม่และคริสตัลลูกข่ายทั่วเมือง
อัลกอริทึมเหล่านี้ทำหน้าที่วิเคราะห์ "ลายเซ็นความถี่" (Frequency Signature) ของทุกข้อมูลที่ไหลเวียนอยู่ในเครือข่าย และจัดหมวดหมู่ข้อมูลเหล่านั้นตามเกณฑ์ที่ถูกกำหนดไว้
ข้อมูลที่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ "ส่วนบุคคล" จะถูกส่งตรงไปยังช่องทางการสื่อสารเฉพาะของผู้รับที่ระบุไว้เท่านั้น ข้อมูลที่อยู่ในหมวดหมู่ "สาธารณะ" จะถูกกระจายไปยังโหนดเชื่อมต่อในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลที่อยู่ในหมวดหมู่ "ฉุกเฉิน" จะถูกส่งต่อไปยังผู้ประสานเพื่อการตัดสินใจในขั้นต่อไป
.
ส่วนที่สอง…..คือ "ระบบกำจัดเสียงรบกวน" (Noise Cancellation System) ซึ่งคือระบบที่ทำหน้าที่กรองเอา "Psychic Noise" หรือ "เสียงรบกวนทางจิต" ออกจากเครือข่าย
เสียงรบกวนทางจิตนี้คืออะไร ข้าพเจ้าขออธิบายดังนี้….จิตใจของมนุษย์ทุกคน แม้แต่ชาวอาร์การ์ธาที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี ย่อมมี "ความคิดพื้นหลัง" (Background Thoughts) ที่ไม่ได้ตั้งใจจะสื่อสารกับใคร เป็นความคิดที่ผุดขึ้นมาในใจชั่วขณะแล้วหายไป เป็นความกังวลเล็กๆ น้อยๆ ที่วนเวียนอยู่ในหัว เป็นบทเพลงที่ติดอยู่ในหู เป็นความหงุดหงิดเล็กน้อยที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน
สิ่งเหล่านี้หากไม่ถูกกรองออก จะรั่วไหลเข้าสู่ Telepathic Web และสร้าง "มลภาวะทางจิต" ที่ทำให้เครือข่ายเต็มไปด้วยเสียงรบกวนที่ไม่มีความหมาย เปรียบได้กับคลื่นวิทยุที่เต็มไปด้วยสัญญาณรบกวนจนไม่สามารถได้ยินเสียงเพลงที่ต้องการฟัง
ระบบกำจัดเสียงรบกวนจะตรวจจับรูปแบบคลื่นสมองที่ไม่มีเจตนาสื่อสารและตัดมันออกจากเครือข่ายโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องมีมนุษย์คนใดเข้ามาควบคุม
กระบวนการนี้เกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาทีและเงียบสนิท จนประชากรทั่วไปแทบไม่รู้ตัวว่ามีการกรองเกิดขึ้นตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ความคิดพื้นหลังบางอย่างที่มีประจุอารมณ์รุนแรงเพียงพอ เช่น ความกลัวตายหรือความโกรธแค้นอย่างรุนแรง อาจทะลุผ่านตัวกรองออกไปได้ และนั่นคือสิ่งที่ผู้ประสานต้องเข้ามาจัดการ
.
ส่วนที่สาม…..คือ "ระบบป้องกันการบุกรุก" (Intrusion Prevention System) ซึ่งทำหน้าที่ตรวจจับและสกัดกั้นความพยายามในการเข้าถึงจิตของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
ระบบนี้ทำงานโดยการตรวจสอบ "รหัสอนุญาตทางจิต" (Psychic Authorization Code) ของทุกการสื่อสารที่พยายามเข้าถึงผู้ใช้ หากไม่พบรหัสที่ถูกต้อง การสื่อสารนั้นจะถูกบล็อกทันที และหากมีการพยายามบุกรุกซ้ำๆ จากแหล่งเดียวกัน ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ประสานเพื่อดำเนินการตรวจสอบและลงโทษผู้ละเมิดต่อไป
.
การทำงานของตัวกรองภายนอกนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงของวัฏจักรแสงใต้พิภพ ไม่เคยหยุดพักแม้แต่วินาทีเดียว และเป็นที่น่าทึ่งว่าแม้จะมีข้อมูลมหาศาลไหลเวียนอยู่ในเครือข่ายตลอดเวลา
ระบบกลับทำงานได้อย่างราบรื่นโดยแทบไม่เคยล้มเหลวเลยในประวัติศาสตร์ของเรา มีเพียงเหตุการณ์ประปรายที่ระบบเกิด "คอขวด" (Bottleneck) ในช่วงที่มีประชากรใช้เครือข่ายหนาแน่นพร้อมกัน
เช่น ในคืนแห่งน้ำตาที่ประชากรทั้งเมืองเชื่อมต่อกันอย่างเข้มข้น หรือในช่วงวิกฤตการณ์ที่ประชากรทั้งหมดต้องการสื่อสารพร้อมกัน แต่แม่กระทั่งในยามนั้น ระบบก็ยังทำงานได้โดยไม่ล่มสลาย
อย่างไรก็ตาม ระบบตัวกรองภายนอกนี้ก็เป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มหัวขบถเช่นกัน พวกเขาตั้งคำถามว่าใครเป็นผู้กำหนดว่าอะไรคือ "เสียงรบกวน" และอะไรคือ "ข้อมูลที่เหมาะสม" เกณฑ์ของระบบถูกตั้งขึ้นโดยสภาราชันและผู้ประสานซึ่งเป็นชนชั้นนำทางจิตวิญญาณ
การกรองที่ไม่โปร่งใสและไม่สามารถตรวจสอบได้โดยประชากรทั่วไปนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมความคิดและระงับเสียงที่ไม่พึงประสงค์ได้หรือไม่
และหากระบบกรองถูกปรับแต่งอย่างลับๆ ให้บล็อกความคิดบางประเภทที่ผู้ปกครองเห็นว่าเป็นอันตราย แล้วประชากรจะมีทางรู้ได้อย่างไร นี่คือคำถามที่ข้าพเจ้าจะกลับมาพิจารณาในบท 3.5 เมื่อเรากล่าวถึงกลุ่มหัวขบถและการต่อต้านระบบ
บทบาทของผู้ประสานหรือ Harmonizers คือ ส่วนสำคัญที่สุดของระบบกรองภายนอก และข้าพเจ้าขอใช้พื้นที่ต่อไปนี้ในการอธิบายถึงกลุ่มบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการดำรงอยู่ของอารยธรรมเรา แต่กลับถูกกล่าวถึงน้อยมากในบันทึกประวัติศาสตร์ทางการ
ผู้ประสาน คือ กลุ่มบุคคลที่ถูกคัดเลือกและฝึกฝนอย่างเข้มข้นตั้งแต่เยาว์วัยให้ทำหน้าที่ "รักษาเสถียรภาพ" ของ Telepathic Web พวกเขาไม่ใช่ผู้ปกครอง หรือผู้ออกกฎหมาย แต่พวกเขาคือ "ผู้รักษาสมดุล" (Balance Keepers) ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา โดยที่ประชากรทั่วไปแทบไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของพวกเขาเลย จนกระทั่งเกิดปัญหา
คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผู้ประสานคือ "ความมั่นคงทางจิต" (Psychic Stability) ในระดับที่สูงกว่าประชากรทั่วไปอย่างมาก พวกเขาต้องสามารถสัมผัสกับ "เสียงรบกวน" ของเครือข่ายได้โดยไม่ถูกมันกลืนกิน
ต้องสามารถรับรู้ถึงความเจ็บปวดและความทุกข์ของผู้อื่นได้โดยไม่แตกสลาย และต้องสามารถรักษาจิตใจของตนเองให้สงบนิ่งราวกับผิวน้ำที่ปราศจากระลอกคลื่น แม้ในขณะที่เครือข่ายกำลังปั่นป่วน
การฝึกฝนผู้ประสานนั้นใช้เวลายาวนานหลายร้อยปี เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกเด็กที่มี "ความถี่จิตพื้นฐาน" (Base Psychic Frequency) ที่สอดคล้องกับความถี่ของคริสตัลแม่เป็นพิเศษ
พวกเขาจะถูกแยกออกจากครอบครัวและสังคมทั่วไปตั้งแต่อายุประมาณ 50 ปี (ซึ่งเทียบเท่ากับวัยเด็กตอนต้นของเรา) และถูกนำไปเลี้ยงดูและฝึกฝนใน "อารามผู้ประสาน" (Harmonizer Monasteries) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากเมืองหลัก เพื่อลดการรบกวนจากสนามจิตของประชากรทั่วไป
ในอาราม พวกเขาจะเรียนรู้ศิลปะแห่งการ "ฟัง" เครือข่าย ไม่ใช่การฟังด้วยหู แต่คือการรับรู้ถึงกระแสพลังงานจิตที่ไหลเวียนอยู่ใน Telepathic Web ตลอดเวลา
เรียนรู้ที่จะแยกแยะระหว่าง "เสียงปกติ" และ "เสียงผิดปกติ" เรียนรู้ที่จะระบุตำแหน่งของปัญหาก่อนที่มันจะลุกลาม และเรียนรู้ที่จะ "ปรับ" ความถี่ของเครือข่ายในจุดที่เกิดความปั่นป่วนเพื่อคืนสมดุล
ผู้ประสานที่มีประสบการณ์สูงสามารถสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของประชากรก่อนที่มันจะปรากฏเป็นพฤติกรรมภายนอก พวกเขาสามารถรู้ได้ว่ามีความวิตกกังวลกำลังก่อตัวขึ้นในย่านใดของเมือง มีความขัดแย้งกำลังคุกรุ่นในกลุ่มใด หรือมีบุคคลใดกำลังประสบกับภาวะจิตเฉื่อยขั้นรุนแรงที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจคืนกลับก่อนวัยอันควร
และพวกเขาสามารถส่ง "คลื่นความถี่แห่งความสงบ" (Calming Frequency) เข้าไปยังพื้นที่นั้นๆ เพื่อบรรเทาความตึงเครียดก่อนที่จะบานปลาย
การทำงานของผู้ประสานนี้เองที่ทำให้ชัมบาลาปราศจากอาชญากรรมรุนแรงและความขัดแย้งทางสังคมมาหลายพันปี ไม่ใช่เพราะมนุษย์ของเราดีกว่ามนุษย์บนดินโดยธรรมชาติ แต่เป็นเพราะเรามี "ระบบภูมิคุ้มกันทางจิต" (Psychic Immune System) ที่คอยตรวจจับและจัดการกับความผิดปกติก่อนที่มันจะลุกลาม
แต่ระบบนี้ก็มีด้านมืดของมันเช่นกัน นักวิจารณ์กลุ่มหัวขบถที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงในบท 3.5 มองว่าผู้ประสานคือ "ผู้ควบคุมจิตใจ" (Mind Controllers) ที่แอบบงการสังคมโดยที่ประชากรไม่รู้ตัว
พวกเขาตั้งคำถามว่าการส่งคลื่นความถี่แห่งความสงบเข้าไปในจิตใจของประชากรโดยที่ประชากรไม่ได้ร้องขอหรือยินยอมนั้น ถือเป็นการละเมิดเสรีภาพทางจิตหรือไม่ ถึงแม้เจตนาจะดี แต่กระบวนการนั้นทำลายความเป็นธรรมชาติของอารมณ์มนุษย์ และสร้าง "ความสงบเทียม" (Artificial Peace) ที่แลกมาด้วยการสูญเสียอิสรภาพทางอารมณ์
ข้าพเจ้าจะกลับมาอภิปรายข้อถกเถียงนี้ในบท 3.5 แต่ในระหว่างนี้ ข้าพเจ้าขอเชิญท่านผู้อ่านเปรียบเทียบ Telepathic Web กับ "อินเทอร์เน็ต" ของมนุษย์บนดิน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใกล้เคียงที่สุดที่มนุษย์บนดินมีกับระบบของเรา
ทั้งสองระบบถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อมนุษย์เข้าด้วยกันและอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ทั้งสองระบบมีโครงสร้างแบบเครือข่ายกระจายศูนย์
ทั้งสองระบบมี "โหนด" ที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ให้บริการ ทั้งสองระบบต้องการ "โครงสร้างพื้นฐาน" ทางกายภาพในการทำงาน (สำหรับเราคือแท่งคริสตัล สำหรับมนุษย์คือสายเคเบิลและเซิร์ฟเวอร์) และทั้งสองระบบได้เปลี่ยนแปลงสังคมของตนอย่างลึกซึ้งในแบบที่ผู้สร้างระบบคาดไม่ถึง
แต่ความแตกต่างนั้นลึกซึ้งยิ่งกว่าความเหมือน อินเทอร์เน็ตของมนุษย์บนดินส่งผ่าน "ข้อมูล" ในรูปแบบของตัวอักษร ภาพ เสียง และวิดีโอ ซึ่งเป็น "สัญลักษณ์" ที่แทนความจริง ไม่ใช่ความจริงโดยตรง เมื่อมนุษย์อ่านข้อความว่า "ฉันรักคุณ" พวกเขาเห็นเพียงตัวอักษรที่แทนเสียงที่แทนความหมาย พวกเขาไม่รู้สึกถึงความรักนั้นโดยตรง
แต่ Telepathic Web ส่งผ่าน "ประสบการณ์" โดยตรง ผู้รับไม่เห็นตัวอักษรที่เขียนว่า "ฉันรักคุณ" แต่รู้สึกถึงความอบอุ่นในอก เห็นภาพของตนเองในความทรงจำของผู้ส่ง และสัมผัสถึงความห่วงใยที่แผ่ออกมาจากจิตของผู้ส่งโดยไม่ต้องผ่านการแปลความหมายใดๆ
นี่คือความแตกต่างที่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของเรา มนุษย์บนดินสามารถ "โกหก" ผ่านอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย เพราะตัวอักษรไม่จำเป็นต้องสะท้อนความจริง แต่เราไม่สามารถโกหกผ่าน Telepathic Web ได้
เพราะเราไม่สามารถซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงที่แฝงมากับทุกการสื่อสารได้ นี่คือสาเหตุที่สังคมของเราโปร่งใสอย่างสมบูรณ์แบบ และนี่ก็คือสาเหตุที่วัยรุ่นหัวขบถของเรากำลังพยายามค้นหาวิธีที่จะ "ปิดกั้น" ความโปร่งใสนั้น
ข้าพเจ้าขอจบบทนี้ด้วยข้อสังเกตว่า Telepathic Web ไม่ใช่เครื่องมือทางเทคโนโลยีที่เราใช้แล้ววางลงได้เหมือนเครื่องมืออื่นๆ แต่มันคือ "ส่วนขยายของจิตใจ" (Extension of the Mind) ที่กลายเป็นอวัยวะหนึ่งของสังคมเราไปแล้ว
เราไม่สามารถจินตนาการถึงชีวิตที่ปราศจากมันได้ เช่นเดียวกับที่มนุษย์บนดินไม่สามารถจินตนาการถึงชีวิตที่ปราศจากภาษา แต่การพึ่งพามันอย่างสมบูรณ์นี้เองที่นำมาซึ่ง
คำถามที่ยากลำบาก…เมื่อเครือข่ายคือทุกสิ่งทุกอย่างของเรา จะเกิดอะไรขึ้นหากวันหนึ่งเครือข่ายล่มสลาย และเราต้องเผชิญหน้ากับความเงียบในจิตใจที่เราไม่เคยประสบมาก่อน
.
.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา