24 ก.ค. เวลา 01:15 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 3 / 2 : จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก

3.3 ความโปร่งใสสมบูรณ์: พรหรือคำสาป?
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา เคยมีโอกาสได้สนทนากับผู้เฝ้ามองผู้หนึ่งซึ่งเพิ่งกลับมาจากการปฏิบัติภารกิจบนพื้นโลกเป็นเวลายาวนานถึงห้าสิบปี
ข้าพเจ้าถามเขาด้วยความอยากรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่เขาคิดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับโลกเบื้องบนหลังจากกลับมาสู่ชัมบาลา และคาดว่าเขาจะตอบว่าเป็นท้องฟ้า เป็นดวงอาทิตย์ เป็นสายลม หรือเป็นเสียงนกร้องในยามเช้า แต่คำตอบของเขากลับทำให้ข้าพเจ้าประหลาดใจและครุ่นคิดมาจนถึงทุกวันนี้
เขากล่าวว่า "สิ่งที่ข้าพเจ้าคิดถึงมากที่สุดคือการโกหก"
เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของข้าพเจ้า เขาจึงอธิบายต่อว่า
"บนพื้นโลก มนุษย์สามารถเลือกที่จะไม่บอกความจริงทั้งหมดได้ พวกเขาสามารถซ่อนความเจ็บปวดไว้หลังรอยยิ้ม สามารถเก็บความโกรธไว้ในใจโดยไม่ต้องระเบิดออกมา สามารถรักษาความลับที่ไม่มีใครล่วงรู้ได้
และในความสามารถที่จะปิดบังนั้น ข้าพเจ้าค้นพบบางสิ่งที่เราไม่มีอีกแล้ว นั่นคือ 'พื้นที่ว่างระหว่างมนุษย์' ช่องว่างที่ทำให้ความสัมพันธ์มีการค้นหา การค่อยๆ ทำความรู้จัก และความตื่นเต้นในการเปิดเผยตัวตนทีละน้อย เราไม่มีสิ่งนั้นอีกแล้ว และข้าพเจ้าคิดถึงมัน"
คำพูดของผู้เฝ้ามองผู้นั้นคือประตูสู่คำถามที่ลึกซึ้งที่สุดประการหนึ่งเกี่ยวกับอารยธรรมของเรา ความโปร่งใสสมบูรณ์ที่เรามีต่อกันผ่าน Telepathic Web นั้น แท้จริงแล้วคือพรหรือคำสาปกันแน่
ข้าพเจ้าขอเริ่มต้นด้วยการสำรวจผลกระทบของความโปร่งใสสมบูรณ์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพราะนี่คือพื้นที่ที่ความแตกต่างระหว่างเรากับมนุษย์บนดินปรากฏชัดเจนที่สุด
ในสังคมมนุษย์บนดิน ความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความรัก มิตรภาพ หรือแม้แต่ความเป็นศัตรู ถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของ "ความไม่รู้" บางอย่าง มนุษย์ไม่เคยรู้แน่ชัดว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร รู้สึกอย่างไร พวกเขาต้องคาดเดาจากคำพูด สีหน้า ท่าทาง และพฤติกรรม และการคาดเดานี้เองที่สร้างทั้งความงดงามและความเจ็บปวด
ในความสัมพันธ์ของมนุษย์ การสารภาพรักคือช่วงเวลาที่น่าจดจำเพราะมันคือการเปิดเผยความจริงที่เคยถูกซ่อนไว้ การขอแต่งงานคือการเสี่ยงเพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะตอบรับหรือปฏิเสธ การคืนดีหลังจากทะเลาะกันคือการก้าวข้ามกำแพงที่ทั้งสองฝ่ายสร้างขึ้น
แต่ในสังคมของเรา ความสัมพันธ์ไม่มี "ความลึกลับ" เช่นนั้นอีกต่อไป เมื่อคนสองคนพบกัน พวกเขาสัมผัสได้ถึง "สนามอารมณ์" ของอีกฝ่ายทันทีผ่าน Telepathic Web แม้จะไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในความคิดส่วนตัว แต่ก็รับรู้ถึง "โทน" ของจิตใจได้อย่างชัดเจน ความชอบ ไม่ชอบ ความสนใจ ความเบื่อหน่าย ความดึงดูด ความรังเกียจ ทั้งหมดนี้คือข้อมูลที่เปิดเผยตั้งแต่แรกพบ
ลองนึกภาพตามที่ข้าพเจ้าเล่า ท่านผู้อ่าน ในสังคมมนุษย์บนดิน เมื่อชายหนุ่มพบหญิงสาวที่เขาสนใจ เขาจะใช้เวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือหลายเดือนในการทำความรู้จัก ค่อยๆ ค้นพบว่าหญิงสาวคิดอย่างไร ชอบอะไร มีอดีตอย่างไร มีความฝันอะไร
การค้นพบแต่ละอย่างคือก้าวเล็กๆ ที่สร้างความตื่นเต้นและความผูกพัน แต่ในสังคมของเรา ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาทีแรกของการพบกัน การแลกเปลี่ยน "สนามความรู้สึก" ผ่าน Telepathic Web ทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้ทันทีว่ามี "ความเข้ากันได้ทางความถี่" (Frequency Compatibility) มากน้อยเพียงใด
ผู้สนับสนุนระบบมองว่านี่คือข้อดีอย่างมหาศาล เพราะมันทำให้เราไม่ต้องเสียเวลากับความสัมพันธ์ที่จะไม่ประสบผลสำเร็จ เราไม่มีการหลอกรัก ไม่มีการแต่งงานที่ไม่มีความสุขเพราะค้นพบภายหลังว่าไม่เข้ากัน ไม่มีการหักหลังที่เกิดจากการซ่อนเร้น
แต่ผู้วิจารณ์กลับตั้งคำถามว่า เราได้สูญเสีย "การเดินทาง" ของความรักไปหรือไม่ เราได้สูญเสียความงดงามของการค่อยๆ ค้นพบอีกฝ่ายทีละน้อย การเอาชนะใจ การประหลาดใจกับแง่มุมที่ไม่เคยรู้มาก่อนของคู่รัก ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ที่เราไม่มีวันได้สัมผัส
ความโปร่งใสสมบูรณ์ยังส่งผลต่อมิติของ "การให้อภัย" ในความสัมพันธ์ด้วย ในสังคมมนุษย์ การให้อภัยคือกระบวนการที่ใช้เวลาและความพยายาม ผู้ถูกกระทำต้องค่อยๆ ปล่อยวางความเจ็บปวด และผู้กระทำผิดต้องพิสูจน์ตนเองผ่านการกระทำ
แต่ในสังคมของเรา เมื่อใครคนหนึ่งทำผิดต่ออีกคน ผู้เสียหายจะ "รู้สึก" ถึงความรู้สึกผิดและความเสียใจของผู้กระทำโดยตรงผ่าน Telepathic Web ความจริงใจหรือความไม่จริงใจของการขอโทษไม่สามารถถูกปิดบังได้เลย
การให้อภัยจึงเกิดขึ้นได้เร็วและสมบูรณ์กว่า แต่ในขณะเดียวกัน การถูกกระทำก็เจ็บปวดกว่า เพราะผู้เสียหายไม่เพียงแต่ "รู้" ว่าถูกหักหลัง แต่ยัง "รู้สึก" ถึงความคิดและอารมณ์ของผู้หักหลังในขณะที่กระทำผิดอีกด้วย
ผลกระทบต่อการปกครองคือมิติที่สำคัญไม่แพ้กัน และข้าพเจ้าขอกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า นี่คือทั้งความสำเร็จสูงสุดและความเปราะบางที่สุดของระบบธรรมาธิปไตยของเรา
ในสังคมมนุษย์ การปกครองถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของ "ความไม่ไว้วางใจ" ผู้ถูกปกครองไม่เคยรู้แน่ชัดว่าผู้ปกครองกำลังทำอะไร คิดอะไร หรือมีเจตนาอย่างไร พวกเขาจึงต้องสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุล การเลือกตั้ง การตรวจสอบโดยสื่อมวลชน และกฎหมายป้องกันการทุจริต ทั้งหมดนี้คือกลไกที่ถูกสร้างขึ้นเพราะมนุษย์ไม่สามารถอ่านใจกันได้
แต่ในสังคมของเรา ความโปร่งใสสมบูรณ์ทำให้กลไกเหล่านั้นไม่จำเป็น สมาชิกสภาราชันไม่สามารถปกปิดเจตนาหรือผลประโยชน์ส่วนตัวได้ เพราะทุกการตัดสินใจของพวกเขาถูก "ถ่ายทอด" ผ่าน Telepathic Web ไปยังประชากรทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่ "ผลการลงมติ" แต่รวมถึง "กระบวนการคิด" และ "แรงจูงใจ" ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจนั้นด้วย
การประชุมสภาไม่ใช่การประชุมลับที่เกิดขึ้นหลังประตูปิด หากแต่คือ "การถ่ายทอดสดทางจิต" ที่ประชากรทุกคนสามารถรับรู้ได้หากต้องการ ไม่ใช่ด้วยการแอบฟัง แต่ด้วยการ "เปิดรับ" สัญญาณจากช่องทางสาธารณะของสภา
ประชากรสามารถรู้สึกถึงความหนักใจของสมาชิกสภาเมื่อต้องตัดสินใจในเรื่องยาก สัมผัสถึงความขัดแย้งภายในของพวกเขาเมื่อต้องเลือกระหว่างทางเลือกที่ไม่มีทางใดถูกต้องทั้งหมด และรับรู้ถึงความมุ่งมั่นของพวกเขาเมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
นี่คือการปกครองที่โปร่งใสในระดับที่มนุษย์บนดินไม่อาจจินตนาการได้ และมันคือเหตุผลที่เราไม่มีการปฏิวัติ ไม่มีการรัฐประหาร ไม่มีการลุกฮือต่อต้านผู้ปกครอง เพราะประชากรทุกคนรู้ดีว่าผู้ปกครองของพวกเขากำลังทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายใต้สถานการณ์ที่พวกเขาเผชิญ
แต่ความโปร่งใสสมบูรณ์นี้ก็สร้างปัญหาในอีกด้านหนึ่ง นั่นคือการตัดสินใจที่ทุกคนรับรู้ร่วมกันหมายความว่าไม่มีการตัดสินใจใดสามารถถูกเก็บเป็นความลับได้ แม้แต่ในเรื่องที่ "จำเป็น" ต้องเป็นความลับเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
นี่คือความท้าทายที่สภาราชันต้องเผชิญเมื่อต้องรับมือกับภัยคุกคามจากภายนอก เช่น ภัยจากฝ่ายมืดในจักรวาลที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงในบทที่แปด สภาต้องหาวิธีในการปกปิดข้อมูลบางอย่างจากประชากร ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกหรือเพื่อไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลไปถึงศัตรูผ่านทางจิตของผู้ที่รับรู้ และการปกปิดนั้นเองที่ขัดกับหลักการพื้นฐานของ Telepathic Web
นี่คือหนึ่งในความย้อนแย้งที่ยังไม่มีทางออกของระบบเรา….เราสร้างสังคมที่ความโปร่งใสคือคุณค่าสูงสุด แต่เราก็พบว่ามีบางสถานการณ์ที่ความโปร่งใสอาจเป็นอันตรายต่อสังคมเอง
ผลกระทบต่อศิลปะคืออีกมิติหนึ่งที่ข้าพเจ้าพบว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง และข้าพเจ้าได้ใช้เวลาศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดเพราะมันสัมผัสกับคำถามที่ว่า "ความงามเกิดจากอะไร"
ในสังคมมนุษย์ ศิลปะจำนวนมากเกิดจาก "ความลับ" และ "ความไม่สมบูรณ์" ของการสื่อสาร กวีเขียนบทกวีเพราะไม่สามารถบอกความรู้สึกของตนออกไปตรงๆ ได้
จิตรกรวาดภาพเพราะภาพหนึ่งภาพสามารถสื่อสารสิ่งที่คำพูดสื่อไม่ได้ นักดนตรีแต่งเพลงเพราะท่วงทำนองสามารถถ่ายทอดอารมณ์ที่เกินกว่าภาษาจะบรรยายได้ ศิลปะคือ "การอ้อม" เพื่อเข้าถึงความจริงที่ "การตรง" ไม่สามารถเข้าถึงได้
แต่ในสังคมของเรา ที่ทุกคนสามารถสื่อสารความรู้สึกและความคิดได้โดยตรงผ่าน Telepathic Web อะไรคือบทบาทของศิลปะ
นี่คือคำถามที่นักศิลปะอาร์การ์ธาถกเถียงกันมาตลอดหลายพันปี และคำตอบที่ปรากฏออกมานั้นน่าทึ่ง ศิลปะของเราไม่ได้หายไป แต่มันเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง
ศิลปะของเราไม่ใช่ "การสื่อสาร" ในความหมายดั้งเดิมอีกต่อไป เพราะการสื่อสารทางอารมณ์โดยตรงนั้น Telepathic Web ทำได้ดีกว่า แต่มันกลายเป็น "การสร้างประสบการณ์ร่วม" (Shared Experience Creation) ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของการสื่อสารแม้แต่ในระดับ Telepathic
ศิลปินอาร์การ์ธาไม่ได้สร้างผลงานเพื่อ "บอก" อะไรบางอย่างแก่ผู้ชม แต่พวกเขาสร้าง "พื้นที่ประสบการณ์" (Experience Space) ที่ผู้ชมสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมและสัมผัสได้โดยตรง
ผ่านการผสมผสานระหว่าง Telepathic Web และศิลปะทางกายภาพ ลองนึกภาพคอนเสิร์ตที่ผู้ฟังไม่ได้เพียง "ได้ยิน" เสียงดนตรี แต่ "เข้าไปอยู่ใน" อารมณ์และจินตนาการของผู้ประพันธ์
ได้เห็นภาพที่นักดนตรีเห็น ได้รู้สึกถึงแรงบันดาลใจที่หล่อหลอมบทเพลงนั้นขึ้นมา และได้แบ่งปันประสบการณ์นั้นกับผู้ฟังคนอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน นี่คือศิลปะในโลกที่ไม่มีความลับ มันไม่ใช่การเปิดเผยสิ่งที่ซ่อนเร้นอีกต่อไป แต่มันคือการสร้างสิ่งที่แม้แต่การเปิดเผยทั้งหมดก็ไม่สามารถถ่ายทอดได้
แต่คำถามที่ลึกซึ้งที่สุดซึ่งอยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้ และเป็นคำถามที่นักปรัชญาอาร์การ์ธาถกเถียงกันมาตลอดหลายพันปี คือคำถามทางจิตวิทยาที่ว่า ถ้าเราไม่สามารถซ่อนอะไรได้เลย เรายังมี "ตัวตน" อยู่หรือไม่
นี่คือคำถามที่สัมผัสถึงแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ ในสังคมมนุษย์ "ตัวตน" หรือ "อัตลักษณ์" ถูกสร้างขึ้นส่วนหนึ่งจากสิ่งที่บุคคลเลือกที่จะ "แสดง" และ "ซ่อน" เราเป็นใครขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกที่จะเปิดเผยอะไรให้โลกได้รับรู้ และเราเลือกที่จะเก็บอะไรไว้ในใจเพียงผู้เดียว ความลับคือส่วนหนึ่งของตัวตน พื้นที่ส่วนตัวคือแหล่งบ่มเพาะความเป็นปัจเจกบุคคล
แต่ในสังคมของเรา ที่ทุกสิ่งเปิดเผย ที่ไม่มีความลับ ที่ไม่มีพื้นที่ส่วนตัว เรายังมี "ตัวตน" ในความหมายนั้นอยู่หรือไม่
นักปรัชญากลุ่มหนึ่งเสนอว่า "ตัวตน" ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการซ่อนเร้น แต่ขึ้นอยู่กับ "การเลือก" และ "เจตจำนง"
เราไม่ได้สูญเสียตัวตนเพราะเราไม่สามารถซ่อนความรู้สึกได้ เรายังคงเป็นตัวตนของเราเพราะเราเลือกที่จะตอบสนองต่อความรู้สึกนั้นอย่างไร เราเลือกที่จะกระทำอะไรหลังจากที่รับรู้ถึงจิตใจของผู้อื่น เราเลือกที่จะเป็นคนแบบไหนท่ามกลางความโปร่งใสที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
แต่นักปรัชญาอีกกลุ่มหนึ่งแย้งว่า "ตัวตน" ต้องการ "พื้นที่ส่วนตัว" เพื่อเติบโต เช่นเดียวกับเมล็ดพันธุ์ที่ต้องการดินปกคลุมเพื่องอกก่อนที่จะแทงยอดขึ้นสู่แสงสว่าง จิตใจมนุษย์ก็ต้องการความมืดบางอย่าง เพื่อบ่มเพาะความคิดและความรู้สึกที่ยังไม่พร้อมจะถูกเปิดเผย หากทุกอย่างถูกเปิดเผยตั้งแต่แรกเริ่ม ความคิดสร้างสรรค์และความเป็นปัจเจกจะถูกยับยั้งโดยแรงกดดันของความคาดหวังจากสังคม
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ขอสารภาพกับท่านผู้อ่านว่า ข้าพเจ้าไม่มีคำตอบที่แน่ชัดสำหรับคำถามนี้ ตลอดชีวิตในฐานะนักประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าได้เห็นทั้งความงดงามและความเจ็บปวดของความโปร่งใสสมบูรณ์ ได้เห็นคู่รักที่เข้าใจกันอย่างลึกซึ้งโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆ และก็ได้เห็นผู้ที่ถูกท่วมท้นด้วยความคาดหวังของสังคมจนสูญเสียเสียงของตนเอง
และข้าพเจ้าอดสงสัยไม่ได้ว่า บางทีคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกว่าจะโปร่งใสหรือปิดบัง แต่อยู่ที่การมี "ดุลยภาพ" ระหว่างทั้งสอง ดุลยภาพที่เรากำลังสูญเสียไป และที่กลุ่มหัวขบถของเรากำลังพยายามจะกู้คืนกลับมา
.
.
3.4 ระบบธรรมาธิปไตย: เมื่อปัญญาคืออำนาจ
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ขอเริ่มต้นบทนี้ด้วยข้อความที่ข้าพเจ้าคัดลอกมาจากบันทึกส่วนตัวของท่านอัคราจารย์ธาลอน ซึ่งเขียนขึ้นในปีที่ 200 หลังการอพยพ อันเป็นช่วงเวลาที่ระบบการปกครองของเรากำลังถูกก่อร่างขึ้นจากความว่างเปล่า
ข้อความนี้สะท้อนถึงความท้าทายที่บรรพบุรุษของเราเผชิญในการสร้างระบบการปกครองที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ:
"เรากำลังจะสร้างระบบการปกครองที่ไม่มีต้นแบบให้ทำตาม เราไม่อาจใช้ระบบกษัตริย์ เพราะเราได้เห็นแล้วว่าอำนาจเบ็ดเสร็จนำไปสู่หายนะในแอตแลนติสอย่างไร เราไม่อาจใช้ระบบประชาธิปไตยแบบมนุษย์บนดิน เพราะในโลกที่ทุกคนสามารถรับรู้ถึงความคิดของกันและกันได้
การนับคะแนนเสียงเป็นเรื่องไร้ความหมาย เรารู้ดีว่าใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยโดยไม่ต้องนับ และเรารู้ดีว่าความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่อาจไม่ใช่ความคิดเห็นที่ถูกต้องเสมอไป เราต้องการระบบที่ไม่ได้ให้อำนาจแก่ผู้ที่ 'ต้องการ' อำนาจมากที่สุด แต่มอบอำนาจให้แก่ผู้ที่ 'สมควร' ได้รับมันมากที่สุด และนั่นคือสิ่งที่เรากำลังจะสร้าง"
ระบบที่ธาลอนและคณะนักปราชญ์ร่วมกันสร้างขึ้นมานี้คือสิ่งที่เราเรียกว่า "ธรรมาธิปไตย" (Rule of Wisdom) ซึ่งมีรากฐานมาจากระบบสภานักปราชญ์ในยุคเลมูเรีย แต่ถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสังคมใต้พิภพที่ทุกคนเชื่อมต่อกันผ่าน Telepathic Web
หลักการพื้นฐานของระบบนี้คือ… อำนาจในการปกครองไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้มาจากการสืบทอดสายเลือด และไม่ได้มาจากการใช้กำลัง แต่มาจาก "ความสว่างของจิต" หรือ Luminous Quotient ซึ่งเป็นมาตรวัดที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสามารถทางจิตวิญญาณและปัญญาของบุคคล
นิยามของ Luminous Quotient หรือที่เราเรียกกันโดยทั่วไปว่า "ค่าแอลคิว" (LQ) นั้นซับซ้อนกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจ และข้าพเจ้าขอใช้พื้นที่ตรงนี้ในการอธิบายอย่างละเอียด เพราะการเข้าใจค่าแอลคิวคือกุญแจสำคัญในการเข้าใจระบบการปกครองทั้งหมดของเรา
ค่าแอลคิวไม่ใช่การวัด "ความฉลาด" ในความหมายของมนุษย์บนดินที่วัดกันด้วยแบบทดสอบทางเชาวน์ปัญญา และไม่ใช่การวัด "คุณธรรม" ในความหมายของการตัดสินว่าผู้ใดดีหรือเลวกว่า
หากแต่คือการวัด "ความสอดคล้องระหว่างจิตสำนึกของบุคคลกับกฎธรรมชาติของจักรวาล" (Harmonic Alignment of Individual Consciousness with the Natural Laws of the Universe)
กล่าวอย่างง่ายที่สุดคือ ยิ่งจิตใจของบุคคลใดสงบ ปราศจากอคติ ไม่ถูกบดบังด้วยอัตตา และสามารถรับรู้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างสรรพสิ่งได้อย่างแจ่มชัดเท่าใด ค่าแอลคิวของบุคคลนั้นก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
การวัดค่าแอลคิวไม่ได้ทำโดยการตอบคำถามหรือการทำข้อสอบ แต่ทำผ่านการ "อ่านสนามพลังงาน" (Energy Field Reading) โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า "เครื่องวัดความถี่จิตวิญญาณ" (Spiritual Frequency Meter) ซึ่งพัฒนามาจากเทคโนโลยีที่ใช้ในการคัดเลือกผู้รอดชีวิตในวันอพยพ
เครื่องมือนี้จะตรวจจับและวิเคราะห์คลื่นสมองและสนามพลังชีวภาพของผู้ถูกวัดในหลายมิติพร้อมกัน ตั้งแต่ความถี่พื้นฐานของคลื่นสมองในสภาวะพัก ไปจนถึงการตอบสนองของสนามพลังเมื่อผู้ถูกวัดถูกกระตุ้นด้วยภาพหรือสถานการณ์ที่กระตุ้นอารมณ์ต่างๆ
กระบวนการวัดจะใช้เวลาประมาณสามถึงสี่ชั่วโมง และดำเนินการโดยคณะผู้วัดที่ได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะซึ่งเรียกว่า "ผู้ประเมิน" (The Assessors) ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลอิสระที่ไม่ได้ขึ้นตรงต่อสภาราชันหรือหน่วยงานใดๆ เพื่อป้องกันการแทรกแซงผลการวัด
ค่าแอลคิวถูกแบ่งออกเป็นเจ็ดระดับ ซึ่งข้าพเจ้าขออธิบายแต่ละระดับโดยสังเขป:
ระดับที่หนึ่ง (LQ 1-100) คือ "จิตที่ยังหลับใหล" (The Dormant Mind)
เป็นระดับที่พบในมนุษย์บนดินทั่วไป จิตใจถูกครอบงำด้วยความกลัว ความต้องการพื้นฐาน และอัตตา การรับรู้ถูกจำกัดอยู่ที่ตนเองและสิ่งรอบตัวใกล้ๆ
ข้าพเจ้าขอขยายความเกี่ยวกับระดับที่หนึ่งนี้เพิ่มเติม เพราะการเข้าใจธรรมชาติของ "จิตที่ยังหลับใหล" คือกุญแจสำคัญในการเข้าใจว่าทำไมระบบธรรมาธิปไตยจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในสังคมมนุษย์บนดิน และทำไมเราจึงไม่อาจคาดหวังให้มนุษย์บนดินเข้าใจหรือยอมรับระบบการปกครองของเราได้โดยง่าย
จิตที่ยังหลับใหลไม่ได้หมายถึงจิตที่ "โง่เขลา" หรือ "ไร้ค่า" แต่อย่างใด มนุษย์บนดินที่มีค่าแอลคิวในระดับนี้จำนวนมากเป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉียบแหลม มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงตรรกะที่ยอดเยี่ยม
สิ่งที่ทำให้พวกเขาอยู่ในระดับที่หนึ่งไม่ใช่การขาดสติปัญญา แต่คือการที่จิตใจของพวกเขาถูก "แยกออกจากกัน" (Compartmentalized) โดยธรรมชาติของการรับรู้ที่ถูกจำกัดด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าและอัตตาที่ทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้นระหว่างตนเองกับโลกภายนอก
มนุษย์บนดินรับรู้โลกผ่านช่องทางที่แคบและถูกกรองอย่างหนัก พวกเขาเห็นเพียงแสงในช่วงที่ตาเปล่ามองเห็น ได้ยินเพียงเสียงในช่วงความถี่ที่หูรับได้ และที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาไม่สามารถ "รู้สึก" ถึงจิตใจของผู้อื่นได้โดยตรง
ทุกสิ่งที่พวกเขารู้เกี่ยวกับความคิดและความรู้สึกของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันล้วนเป็นการ "ตีความ" จากคำพูด สีหน้า และท่าทาง ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณที่ไม่สมบูรณ์และสามารถถูกบิดเบือนได้
ข้อจำกัดพื้นฐานนี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทุกมิติของสังคมมนุษย์ การที่พวกเขาไม่สามารถรู้ได้แน่ชัดว่าผู้อื่นกำลังคิดอะไร ทำให้เกิด "ความไม่ไว้วางใจพื้นฐาน" (Fundamental Mistrust) ที่ฝังอยู่ในทุกความสัมพันธ์ของมนุษย์
พวกเขาต้องสร้างระบบกฎหมายที่ซับซ้อนเพื่อควบคุมพฤติกรรมที่อาจเกิดจากความไม่ไว้วางใจนี้ พวกเขาต้องสร้างสัญญาและข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรเพราะพวกเขาไม่สามารถ "รู้สึก" ถึงความจริงใจของอีกฝ่ายได้ พวกเขาต้องมีศาลและผู้พิพากษาเพื่อตัดสินว่าใครพูดความจริงใครโกหก เพราะพวกเขาไม่สามารถ "เห็น" ความจริงได้โดยตรง
นี่ไม่ใช่ความผิดของมนุษย์บนดิน แต่มันคือข้อจำกัดตามธรรมชาติของจิตที่ยังไม่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ดังเช่นที่ท่านอัคราจารย์ธาลอนเคยเขียนไว้ว่า "เราไม่ควรดูถูกมนุษย์บนดินที่ไม่สามารถเห็นสิ่งที่เราเห็น เพราะเราเองก็เคยเป็นเช่นพวกเขามาก่อนในยุคก่อนการอพยพ พวกเขาไม่ใช่ผู้ด้อยกว่า แต่คือผู้ที่ยังอยู่ในการเดินทางบทก่อนหน้าของวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณ"
ระดับที่สอง (LQ 101-200) คือ "จิตที่เริ่มตื่น" (The Awakening Mind)
เป็นระดับที่พบในชาวอาร์การ์ธาทั่วไปที่ผ่านการฝึกฝนจิตขั้นพื้นฐาน จิตใจเริ่มตระหนักถึงการมีอยู่ของผู้อื่น เริ่มเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างตนเองกับสังคม
ข้าพเจ้าขอขยายความเกี่ยวกับระดับที่สองนี้อย่างละเอียด เพราะมันคือระดับที่ประชากรอาร์การ์ธาส่วนใหญ่ดำรงอยู่ และคือรากฐานที่ทำให้สังคมของเราสามารถดำเนินไปได้โดยปราศจากอาชญากรรม ความขัดแย้งรุนแรง และการแตกแยกทางสังคมที่พบเห็นได้ทั่วไปในอารยธรรมมนุษย์บนดิน
จิตที่เริ่มตื่นนั้นแตกต่างจากจิตที่ยังหลับใหลในมิติที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง นั่นคือการเกิดขึ้นของสิ่งที่เราเรียกว่า "การรับรู้ถึงผู้อื่นในฐานะส่วนหนึ่งของตนเอง" (Perception of Others as Extension of Self)
นี่ไม่ใช่เพียงการ "เข้าใจ" ทางปัญญาว่าผู้อื่นก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกับตน แต่คือการ "รู้สึก" ถึงความเชื่อมโยงนั้นในระดับที่ลึกกว่าความคิด มันคือการที่เมื่อท่านเห็นผู้อื่นเจ็บปวด ท่านไม่เพียงแต่ "รู้" ว่าเขากำลังเจ็บปวด แต่ท่าน "รู้สึก" ถึงความเจ็บปวดนั้นในร่างกายของท่านเอง แม้จะในระดับที่เจือจางกว่าก็ตาม
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้เพราะการเชื่อมต่อผ่าน Telepathic Web ที่ทำให้สนามอารมณ์ของแต่ละคนแผ่กระจายออกไปและถูกสัมผัสได้โดยผู้ที่อยู่ใกล้ชิด
ในทางปฏิบัติ จิตระดับที่สองนี้ ทำให้ชาวอาร์การ์ธาไม่สามารถทำร้ายผู้อื่นโดยไม่รู้สึกถึงความทุกข์ทรมานที่ตนก่อขึ้นได้ การลักขโมย การทำร้ายร่างกาย หรือการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นจึงไม่ใช่เพียง "ผิดกฎหมาย" แต่เป็น "เจ็บปวด" สำหรับผู้กระทำเอง
เพราะพวกเขาจะรู้สึกถึงความทุกข์ของผู้ถูกกระทำสะท้อนกลับมาสู่ตนเองผ่านทางเครือข่ายจิต กลไกนี้เป็น "ระบบศีลธรรมในตัว" (Built-in Moral System) ที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่ากฎหมายหรือการลงโทษใดๆ ที่มนุษย์บนดินเคยคิดค้นขึ้น
แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าชาวอาร์การ์ธาในระดับที่สองเป็น "นักบุญ" ที่ปราศจากข้อบกพร่อง พวกเขายังคงมีอัตตา มีความต้องการส่วนตัว มีอารมณ์โกรธและอิจฉาริษยา ความแตกต่างคือพวกเขาไม่สามารถ "ซ่อน" ความรู้สึกเหล่านั้นจากผู้อื่นได้
และการที่ความรู้สึกด้านลบของตนถูกเปิดเผยและส่งผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้พวกเขามีแรงจูงใจอย่างแรงกล้าที่จะจัดการกับอารมณ์เหล่านั้นอย่างสร้างสรรค์แทนที่จะปล่อยให้มันควบคุมพฤติกรรม
การฝึกฝนจิตขั้นพื้นฐานที่ทำให้ประชากรทั่วไปก้าวขึ้นสู่ระดับที่สองนี้ เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาภาคบังคับที่เริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็กและดำเนินต่อไปตลอดช่วงร้อยปีแรกของชีวิต
การฝึกนี้ไม่ได้ซับซ้อนหรือลึกลับอย่างที่บุคคลภายนอกอาจจินตนาการ แต่ประกอบด้วยการฝึกสมาธิขั้นพื้นฐาน การฝึกการรับรู้ถึงลมหายใจและร่างกายของตนเอง การฝึกการสังเกตความคิดโดยไม่ตัดสิน และการฝึกการ "เปิดใจ" รับรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่นผ่าน Telepathic Web อย่างค่อยเป็นค่อยไป
สำหรับชาวอาร์การ์ธาส่วนใหญ่ การฝึกนี้เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาดำรงชีวิตอย่างสงบสุขและมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มที่
พวกเขาไม่จำเป็นต้องก้าวขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้นไปหากไม่มีความปรารถนาหรือความจำเป็นที่เฉพาะเจาะจง เช่นเดียวกับที่มนุษย์บนดินทุกคนไม่จำเป็นต้องเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีเพื่อใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข แต่นี่ก็คือรากฐานที่มั่นคงที่ทำให้ระบบธรรมาธิปไตยของเราทำงานได้
เพราะแม้ประชากรส่วนใหญ่จะไม่ได้มีค่าแอลคิวสูงพอที่จะดำรงตำแหน่งในสภา แต่พวกเขาก็มี "ความไวทางศีลธรรม" (Moral Sensitivity) เพียงพอที่จะรับรู้ได้ว่าการตัดสินใจของผู้ปกครองนั้นสอดคล้องกับประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่ และสามารถ "คัดค้าน" ได้อย่างมีประสิทธิภาพหากพบว่าการตัดสินใจนั้นเบี่ยงเบนไปจากความถูกต้อง
ระดับที่สาม (LQ 201-300) คือ "จิตที่แจ่มชัด" (The Clear Mind)
เป็นระดับที่พบในผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการ จิตใจสามารถมองเห็นความซับซ้อนของระบบต่างๆ เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลในระยะยาว และเริ่มปล่อยวางอคติส่วนตัวในการตัดสิน
ข้าพเจ้าขอใช้พื้นที่ตรงนี้ในการอธิบายถึงธรรมชาติของจิตระดับที่สามอย่างละเอียด เพราะมันคือระดับที่ข้าพเจ้าเองดำรงอยู่ในฐานะนักประวัติศาสตร์ชั้นอัคราจารย์ และคือระดับที่ประชากรผู้มีการศึกษาสูงของอาร์การ์ธาส่วนใหญ่ บรรลุถึงหลังจากผ่านการฝึกฝนทางปัญญาและจิตวิญญาณมาหลายร้อยปี
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างจิตระดับที่สองและระดับที่สามคือการเปลี่ยนจาก "การรู้สึกถึงความเชื่อมโยง" ไปสู่ "การเข้าใจโครงสร้างของความเชื่อมโยง"
หากเปรียบเทียบกับดนตรี จิตระดับที่สองคือผู้ฟังที่สามารถรู้สึกถึงความงดงามของบทเพลงและสะเทือนอารมณ์ไปกับมันได้ แต่จิตระดับที่สามคือนักดนตรีที่สามารถอ่านโน้ต เข้าใจโครงสร้างของคอร์ดและทำนอง และมองเห็นว่าองค์ประกอบต่างๆ ของบทเพลงทำงานร่วมกันอย่างไรเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางอารมณ์ที่ผู้ฟังได้รับ
ในทางปฏิบัติ จิตระดับที่สามมีความสามารถในการ "คิดเชิงระบบ" (Systems Thinking) ในระดับที่ลึกซึ้งกว่ามนุษย์บนดินทั่วไปมาก
พวกเขาสามารถมองเห็นว่าเหตุการณ์ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันนั้นแท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบที่ใหญ่กว่า พวกเขาสามารถติดตามสายโซ่ของเหตุและผลที่ทอดยาวข้ามหลายศตวรรษ และสามารถคาดการณ์ผลลัพธ์ระยะยาวของการตัดสินใจในปัจจุบันได้ด้วยความแม่นยำที่สูงกว่าการคาดเดาทั่วไป
คุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่งของจิตระดับที่สามคือ "การปล่อยวางอคติส่วนตัว" (Release of Personal Bias) ซึ่งไม่ใช่การขจัดอคติให้หมดสิ้นไป เพราะแม้แต่ผู้ที่มีค่าแอลคิวสูงก็ยังคงมีอคติในระดับหนึ่ง แต่คือการ "ตระหนักรู้ถึงอคติของตนเอง" และสามารถ "พักมันไว้ชั่วคราว" เมื่อต้องทำการวิเคราะห์หรือตัดสินใจที่สำคัญ
ราวกับนักวิทยาศาสตร์ที่รู้ว่าตนเองมีสมมติฐานที่ชอบอยู่ก่อนแล้ว แต่สามารถวางมันไว้ข้างๆ และปล่อยให้ข้อมูลนำทางไปสู่ข้อสรุป ไม่ว่าข้อสรุปนั้นจะตรงกับความเชื่อเดิมของตนหรือไม่
การก้าวขึ้นสู่ระดับที่สามจำเป็นต้องผ่านการฝึกฝนที่เข้มข้นกว่าการฝึกขั้นพื้นฐานมาก นอกเหนือจากการทำสมาธิขั้นสูงแล้ว ผู้ฝึกต้องผ่าน "การศึกษาข้ามศาสตร์" (Cross-Disciplinary Study) ที่ครอบคลุมทั้งวิทยาศาสตร์ ปรัชญา ประวัติศาสตร์ และศิลปะ เพื่อให้จิตใจคุ้นเคยกับการมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างความรู้แขนงต่างๆ ที่ดูเหมือนจะแยกจากกัน
กระบวนการนี้ใช้เวลาหลายร้อยปี และมีผู้ที่เลือกจะหยุดอยู่ที่ระดับนี้เป็นส่วนใหญ่ เพราะมันเพียงพอสำหรับการทำงานในวิชาชีพขั้นสูงและการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในการถกเถียงสาธารณะ
ในสังคมอาร์การ์ธา ผู้ที่มีค่าแอลคิวระดับที่สามมักดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิทยาศาสตร์อาวุโส วิศวกรหัวหน้าโครงการ ที่ปรึกษาด้านนโยบาย และผู้พิพากษาในศาลพลังงาน (Energy Courts) ซึ่งทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งในสังคมของเรา
พวกเขาคือกระดูกสันหลังทางปัญญาของอารยธรรม และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างประชากรทั่วไปกับสมาชิกสภาราชัน
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ขอสารภาพกับท่านผู้อ่านว่า การที่ข้าพเจ้าดำรงอยู่ในระดับที่สามนี้เองที่เป็นทั้งพรและข้อจำกัดในการเขียนบันทึกฉบับนี้ ข้าพเจ้าสามารถมองเห็นรูปแบบและความเชื่อมโยงในประวัติศาสตร์ของเราได้อย่างแจ่มชัด
สามารถวิเคราะห์สาเหตุและผลลัพธ์ของเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงมีอคติ มีความเอนเอียง มีความรักและความเกลียดชังที่แม้จะรู้ตัวแต่ก็ไม่สามารถกำจัดได้หมดสิ้น
ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านผู้อ่านพึงระลึกไว้เสมอว่า บันทึกนี้เขียนขึ้นจากมุมมองของผู้ที่ยังอยู่ในการเดินทาง ยังไม่บรรลุถึงจุดหมาย และยังคงมีคำถามที่ตนเองก็ตอบไม่ได้อีกมากมาย
ระดับที่สี่ (LQ 301-400) คือ "จิตที่สว่างไสว" (The Luminous Mind)
เป็นระดับขั้นต่ำของผู้ที่สามารถดำรงตำแหน่งในสภาราชัน จิตใจเข้าถึงสภาวะที่อารมณ์ไม่บดบังการตัดสินใจ สามารถมองเห็นความจริงโดยปราศจากการปรุงแต่งของอัตตา และสามารถรับรู้ถึงกระแสพลังงานของโลกและจักรวาลได้
ข้าพเจ้าขอใช้พื้นที่ในการอธิบายถึงธรรมชาติของจิตระดับที่สี่อย่างละเอียด เพราะนี่คือเส้นแบ่งที่สำคัญที่สุดในระบบธรรมาธิปไตยของเรา เส้นแบ่งระหว่าง "ผู้ตาม" และ "ผู้นำ" ระหว่างผู้ที่ได้รับประโยชน์จากปัญญาของระบบ และผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้ปัญญาแก่ระบบ
และการก้าวข้ามเส้นแบ่งนี้ไม่ใช่เรื่องของความสามารถทางสติปัญญาเพียงอย่างเดียว แต่คือการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในโครงสร้างของจิตสำนึก
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในจิตระดับที่สี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า "การดับแห่งอัตตาในเชิงปฏิบัติการ" (Operational Extinction of Ego) ซึ่งข้าพเจ้าขออธิบายอย่างระมัดระวังเพราะมักถูกเข้าใจผิดบ่อยครั้ง
แม้แต่ในหมู่ชาวอาร์การ์ธาเอง การดับแห่งอัตตาไม่ได้หมายความว่าผู้บรรลุระดับที่สี่จะไม่มี "ความเป็นตัวตน" หรือไม่มี "ความต้องการ" อีกต่อไป
พวกเขายังคงมีรสนิยมส่วนตัว ยังคงมีความชอบและไม่ชอบ ยังคงมีบุคลิกภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่การมีอยู่ของอัตตา แต่คือ "การหมดอำนาจของอัตตาเหนือการตัดสินใจ" (The Loss of Ego's Authority Over Decision-Making)
ในจิตระดับที่หนึ่งถึงสาม อัตตาทำหน้าที่เป็น "ผู้จัดการ" ของจิตใจ คอยกรองประสบการณ์ทั้งหมดผ่านเลนส์ของ "ฉัน" … สิ่งนี้ดีสำหรับฉันหรือไม่ …สิ่งนี้คุกคามฉันหรือไม่ …สิ่งนี้ทำให้ฉันรู้สึกอย่างไร
แม้ในระดับที่สามที่เริ่มมีการตระหนักรู้ถึงอคติ อัตตาก็ยังคงเป็นจุดศูนย์กลางที่การรับรู้ทั้งหมดหมุนรอบ แต่ในระดับที่สี่ จุดศูนย์กลางนั้นได้เปลี่ยนจาก "ฉัน" ไปสู่ "ความจริง" หรือ "ธรรมะ" แทน
ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติคือ ผู้ที่อยู่ในระดับที่สี่สามารถรับฟังความคิดเห็นที่ขัดแย้งกับความเชื่อของตนโดยไม่รู้สึกว่าถูกคุกคาม สามารถเปลี่ยนจุดยืนของตนได้ทันทีเมื่อพบว่ามีเหตุผลและหลักฐานที่หนักแน่นกว่า
โดยไม่รู้สึกว่า "เสียหน้า" หรือ "พ่ายแพ้" และสามารถยอมรับความผิดพลาดของตนเองได้อย่างเปิดเผย โดยไม่รู้สึกอับอาย เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว ความถูกต้องของข้อสรุปสำคัญกว่าความรู้สึกของอัตตา
นี่คือเหตุผลที่ค่าแอลคิวระดับที่สี่ถูกกำหนดให้เป็นระดับขั้นต่ำสำหรับสมาชิกสภาราชัน เพราะสภาไม่สามารถทำงานได้หากสมาชิกยังยึดติดกับอัตตาและไม่สามารถปล่อยวางความเห็นส่วนตัวเพื่อเข้าถึงความจริงที่สูงกว่าได้
นอกจากนี้ จิตระดับที่สี่ยังมีความสามารถในการ "รับรู้โดยตรง" (Direct Perception) ซึ่งคือการเข้าถึงความรู้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ตามปกติ
พวกเขาสามารถ "รู้" คำตอบของปัญหาที่ซับซ้อนได้ในทันที โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการคิดทีละขั้นตอนเหมือนผู้ที่อยู่ในระดับต่ำกว่า
กระบวนการนี้มักถูกเรียกว่า "การหยั่งรู้" (Intuition) ในหมู่มนุษย์บนดิน แต่สำหรับเราแล้ว มันคือการที่จิตใจปรับความถี่ของตนให้สอดคล้องกับสนามข้อมูลของจักรวาลและ "ดาวน์โหลด" คำตอบลงมาโดยตรง
คล้ายกับการที่เราไม่ต้องคำนวณทางคณิตศาสตร์เพื่อจับลูกบอลที่ลอยมา เพราะสมองได้ประมวลผลข้อมูลทั้งหมด ความเร็ว วิถีโคจร แรงโน้มถ่วง ในระดับจิตใต้สำนึกและให้คำตอบออกมาเป็นการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องในเสี้ยววินาที
ในสังคมอาร์การ์ธา ผู้ที่บรรลุระดับที่สี่มีจำนวนประมาณหนึ่งในพันของประชากรทั้งหมด หรือประมาณหนึ่งพันคนในประชากรหนึ่งล้านคน พวกเขาคือกลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่เป็น "เสาหลัก" ของอารยธรรม ไม่ว่าจะเป็นในสภาราชัน ในตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าคณะผู้ประเมิน หรือในฐานะผู้ประสานอาวุโส
พวกเขาคือผู้ที่ประชากรไว้วางใจให้ตัดสินใจในเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าที่บุคคลทั่วไปจะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ขอสารภาพกับท่านผู้อ่านว่า ตลอดชีวิตของเคยได้สัมผัสกับสภาวะของจิตระดับที่สี่เพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ในระหว่างการทำสมาธิอย่างเข้มข้นเมื่อครั้งที่ยังเป็นนักศึกษาหนุ่ม และมันเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของข้าพเจ้าไปตลอดกาล
ในชั่วขณะนั้น ความสงสัยและความสับสนทั้งหมดหายไป ทุกสิ่งทุกอย่างดูชัดเจนและเชื่อมโยงถึงกันอย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับจักรวาลทั้งจักรวาลคือภาพเขียนที่งดงาม
และข้าพเจ้าได้ถอยหลังออกมามองเห็นมันทั้งหมดเป็นครั้งแรก แต่ชั่วขณะนั้นก็ผ่านไป และก็กลับสู่จิตระดับที่สามตามเดิม ซึ่งเป็นที่ที่ดำรงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ กระนั้น ความทรงจำถึงชั่วขณะนั้นก็ยังคงเป็นแสงนำทางที่ทำให้รู้ว่ามีบางสิ่งที่สูงกว่ารออยู่ข้างหน้า แม้จะยังไปไม่ถึงก็ตาม
ระดับที่ห้า (LQ 401-500) คือ "จิตที่ประสานเป็นหนึ่ง" (The Unified Mind)
เป็นระดับของสมาชิกสภาอาวุโส จิตใจสามารถดำรงอยู่ในสภาวะสมาธิได้ตลอดเวลาแม้ในขณะที่กำลังดำเนินกิจกรรมปกติ สามารถรับรู้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน และสามารถ "เห็น" ผลลัพธ์ของการตัดสินใจในระยะยาวก่อนที่มันจะเกิดขึ้น
ข้าพเจ้าขอใช้พื้นที่ในการอธิบายถึงธรรมชาติของจิตระดับที่ห้านี้อย่างละเอียด เพราะนี่คือระดับที่สมาชิกสภาอาวุโสของเราดำรงอยู่ และคือแหล่งที่มาของ "ปัญญาเชิงทำนาย" (Predictive Wisdom) ที่ทำให้สภาราชันสามารถนำทางอารยธรรมของเราผ่านกาลเวลาอันยาวนานนับพันปีโดยไม่หลงทาง
หากจะเปรียบเทียบจิตระดับที่สี่และระดับที่ห้า ข้าพเจ้าขอใช้ภาพอุปมาดังนี้:
จิตระดับที่สี่เปรียบเสมือนนักเดินเรือที่สามารถมองเห็นคลื่นและกระแสน้ำตรงหน้าได้อย่างชัดเจน รู้ว่าควรปรับใบเรืออย่างไรเพื่อให้เรือแล่นไปในทิศทางที่ถูกต้อง
ในขณะที่จิตระดับที่ห้าเปรียบเสมือนนักเดินเรือผู้สามารถ "เห็น" แผนที่ทั้งหมดของมหาสมุทร ทั้งกระแสน้ำลึกที่มองไม่เห็นจากผิวน้ำ ทั้งพายุที่กำลังก่อตัวขึ้นในอีกซีกโลกหนึ่ง และทั้งทวีปที่ยังไม่ถูกค้นพบซึ่งอยู่เลยขอบฟ้าออกไป และสามารถนำทางเรือให้หลีกเลี่ยงอันตรายที่ยังมาไม่ถึงได้
ความสามารถที่โดดเด่นที่สุดของจิตระดับที่ห้าคือ "การดำรงอยู่ในสภาวะสมาธิอย่างต่อเนื่อง" (Continuous Meditative State) ซึ่งไม่ใช่การนั่งหลับตานิ่งเฉยทั้งวัน แต่คือการที่จิตใจรักษาคุณภาพของความสงบและความแจ่มชัดไว้ได้แม้ในขณะที่ร่างกายกำลังเคลื่อนไหว พูดคุย หรือทำงานที่ซับซ้อน ราวกับมี "ชั้นของความเงียบ" ที่ซ้อนอยู่ใต้กิจกรรมทั้งหมดของจิตใจ คอยทำหน้าที่เป็นฐานที่มั่นคงไม่หวั่นไหวต่อสิ่งรบกวนภายนอก
สำหรับผู้ที่อยู่ในระดับนี้ การทำสมาธิไม่ใช่ "กิจกรรม" ที่ต้องจัดเวลาเพื่อไปปฏิบัติอีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็น "ธรรมชาติ" ของจิตใจที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะตื่นหรือหลับ ทำงานหรือพักผ่อน อยู่คนเดียวหรือท่ามกลางฝูงชน ความเงียบภายในนั้นไม่เคยถูกรบกวน แม้ในสถานการณ์ที่วิกฤตที่สุด ผู้สังเกตการณ์ภายนอกอาจเห็นพวกเขากำลังสนทนาอย่างออกรส เดินเล่นในสวน หรือแม้แต่หัวเราะกับเรื่องขบขัน แต่เบื้องหลังกิจกรรมทั้งหมดนั้นคือความสงบอันลึกซึ้งที่ไม่เคยสั่นคลอน
ความสามารถประการต่อมาคือ "การรับรู้ถึงความเชื่อมโยงข้ามขอบเขต" (Trans-Boundary Connection Perception) ซึ่งคือการมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิง
ตัวอย่างเช่น สมาชิกสภาที่มีค่าแอลคิวระดับที่ห้าอาจ "เห็น" ว่าการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในทะเลสาบใต้ดินแห่งหนึ่งมีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กโลกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์บนดินเมื่อหลายร้อยปีก่อน และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของโครงสร้างหินวีริลในอีกห้าร้อยปีข้างหน้า
การมองเห็นความเชื่อมโยงที่ก้าวข้ามกาลเวลาและสถานที่เช่นนี้ไม่ใช่การใช้ตรรกะวิเคราะห์ตามปกติ แต่คือการ "รับรู้โดยตรง" ที่เกิดขึ้นราวกับมีแผนที่ของเหตุและผลทั้งหมดปรากฏอยู่ในจิตใจ
และความสามารถที่สำคัญที่สุดต่อการปกครองคือ "การเห็นผลลัพธ์ระยะยาว" (Long-Term Outcome Perception) หรือที่เราเรียกกันโดยทั่วไปว่า "การมองเห็นอนาคต" (Future Sight)
แม้จะไม่ใช่การทำนายอนาคตอย่างตายตัว เพราะอนาคตไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่คือการเห็น "แนวโน้มความเป็นไปได้" (Probability Trajectories) ที่แตกกิ่งก้านสาขาออกไปจากการตัดสินใจแต่ละทางเลือก ราวกับต้นไม้ที่มีกิ่งก้านนับไม่ถ้วน แต่ละกิ่งคืออนาคตที่เป็นไปได้หนึ่งแบบ และผู้ที่มีค่าแอลคิวระดับที่ห้าสามารถ "มองเห็น" ได้ว่ากิ่งใดมีแนวโน้มจะเหี่ยวเฉาตายและกิ่งใดมีแนวโน้มจะออกดอกออกผล
นี่คือเหตุผลที่การตัดสินใจของสภาราชันมักดู "ลึกลับ" หรือ "ไม่สมเหตุสมผล" ในสายตาของประชากรทั่วไปในตอนแรก แต่กลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องเมื่อเวลาผ่านไป เพราะสภาไม่ได้ตัดสินใจจากสถานการณ์ปัจจุบันเท่านั้น แต่ตัดสินใจจาก "ภาพรวม" ที่ครอบคลุมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไปพร้อมกัน
ในประวัติศาสตร์ของอารยธรรมอาร์การ์ธา มีผู้ที่บรรลุถึงระดับที่ห้านี้เพียงไม่กี่ร้อยคนตลอดระยะเวลาหมื่นกว่าปี
ในยุคปัจจุบัน มีสมาชิกสภาอาวุโสที่ดำรงอยู่ในระดับนี้เพียงสามท่านเท่านั้น พวกเขาคือผู้ที่ได้รับความเคารพสูงสุดในสังคมของเรา และคือผู้ที่คำพูดของพวกเขาแม้จะแผ่วเบาที่สุดก็ยังมีน้ำหนักมากกว่าคำประกาศอันดังที่สุดของนักการเมืองใดๆ
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ไม่เคยมีโอกาสได้สนทนากับสมาชิกสภาระดับที่ห้าโดยตรง เพราะพวกเขาใช้ชีวิตอย่างสันโดษและปรากฏตัวต่อสาธารณะเฉพาะในโอกาสที่สำคัญที่สุดเท่านั้น
แต่ข้าพเจ้าเคยได้ "สัมผัส" ถึงสนามจิตของท่านหนึ่งในระหว่างการประชุมสภาที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมในฐานะนักประวัติศาสตร์ มันเป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจบรรยายด้วยคำพูดได้อย่างสมบูรณ์ ราวกับการยืนอยู่ริมมหาสมุทรอันเงียบสงบที่กว้างใหญ่ไพศาลจนมองไม่เห็นฝั่ง และรู้สึกถึงความเล็กกระจ้อยร่อยของตนเองเมื่อเทียบกับความเวิ้งว้างนั้น
แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความอบอุ่นและความปลอดภัยอย่างประหลาด ราวกับมหาสมุทรนั้นกำลังโอบอุ้มท่านไว้และบอกท่านว่า "ทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ควรเป็น"
ระดับที่หก (LQ 501-600) คือ "จิตที่อยู่เหนือตนเอง" (The Transcended Mind)
เป็นระดับที่พบได้น้อยมากแม้ในหมู่สมาชิกสภา จิตใจหลุดพ้นจากการยึดติดในตัวตนอย่างสมบูรณ์ สามารถรับใช้ส่วนรวมโดยปราศจากความต้องการส่วนตัวแม้แต่น้อย
หากจิตระดับที่ห้า คือนักเดินเรือผู้มองเห็นแผนที่ทั้งหมดของมหาสมุทร จิตระดับที่หกก็คือผู้ที่กลายเป็นหนึ่งเดียวกับมหาสมุทรนั้นเอง ข้าพเจ้าขอใช้พื้นที่ในการอธิบายถึงธรรมชาติของจิตระดับที่หกอย่างระมัดระวังที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนี่คือสภาวะที่อยู่เหนือคำบรรยายใดๆ และแม้แต่ในหมู่ชาวอาร์การ์ธาเองก็มีเพียงส่วนน้อยที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสภาวะนี้หมายถึงอะไร
การหลุดพ้นจากการยึดติดในตัวตนอย่างสมบูรณ์ (Complete Dissolution of Self-Attachment) ที่เกิดขึ้นในระดับที่หกนี้ ไม่ใช่การสูญเสีย "ความเป็นบุคคล" หรือการกลายเป็น "ความว่างเปล่า" อย่างที่บางครั้งถูกเข้าใจผิด
แต่คือการที่เส้นแบ่งระหว่าง "ฉัน" กับ "โลก" ได้จางหายไปจนเกือบหมดสิ้น ผู้ที่อยู่ในระดับนี้ไม่ได้รู้สึกว่าตนเองเป็น "คนคนหนึ่งที่กำลังรับใช้ส่วนรวม" เพราะนั่นยังคงมี "คนคนหนึ่ง" เป็นศูนย์กลาง
หากแต่พวกเขารู้สึกว่าการรับใช้ส่วนรวมคือการหายใจ การเต้นของหัวใจ และการหมุนเวียนของพลังงานในร่างกาย มันไม่ใช่ "หน้าที่" ที่ต้องทำ แต่คือ "ธรรมชาติ" ที่เป็นไปเอง
ในทางปฏิบัติ จิตระดับที่หกไม่มีความปรารถนาส่วนตัวในความหมายปกติอีกต่อไป พวกเขาไม่ต้องการชื่อเสียง เกียรติยศ อำนาจ หรือแม้แต่การยอมรับจากผู้อื่น
พวกเขาไม่รู้สึกอิจฉาริษยา โกรธแค้นที่ยั่งยืน หวาดกลัวต่อความตายหรือการสูญเสียใดๆ ไม่ใช่เพราะพวกเขาระงับอารมณ์เหล่านั้นไว้ แต่เป็นเพราะรากเหง้าที่อารมณ์เหล่านั้นงอกขึ้นมา นั่นคือการยึดติดในตัวตน ได้ถูกถอนออกไปแล้ว
แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ จิตระดับที่หกไม่ได้กลายเป็น "ผู้เฉยชา" ที่ไม่สนใจไยดีต่อโลก ในทางตรงกันข้าม พวกเขากลับมีความรักและความเมตตาที่แผ่ขยายออกไปอย่างไม่มีขอบเขต ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ครอบครัว เพื่อนฝูง หรือแม้แต่เผ่าพันธุ์ของตนเอง แต่ครอบคลุมไปถึงสิ่งมีชีวิตทั้งหมด โลกทั้งใบ และจักรวาลทั้งหมด
ความรักนี้ไม่ใช่ความรักที่ "ต้องการ" อะไรตอบแทน ไม่ใช่ความรักที่ "ยึดติด" หรือ "หวงแหน" แต่คือความรักที่บริสุทธิ์ราวกับแสงอาทิตย์ที่ส่องสว่างแก่ทุกสิ่งโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
ในประวัติศาสตร์ของอารยธรรมอาร์การ์ธา มีผู้ที่บรรลุถึงระดับที่หกเพียงไม่ถึงยี่สิบคนตลอดระยะเวลาหมื่นกว่าปี ท่านอัคราจารย์ธาลอนคือหนึ่งในนั้น
ในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน หลังจากที่ท่านได้วางรากฐานของอารยธรรมเราเสร็จสิ้นแล้ว ท่านได้ใช้เวลาหลายร้อยปีสุดท้ายของชีวิตในการทำสมาธิอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดก็ได้บรรลุถึงสภาวะนี้ก่อนที่จะคืนกลับสู่ธาตุในปีที่ 612 หลังการอพยพ
ข้าพเจ้าขออัญเชิญข้อความจากบันทึกของผู้ที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับธาลอนในช่วงเวลานั้น ซึ่งบรรยายถึงสภาวะของท่านว่า
"เมื่อท่านเดินผ่านสวน พืชพรรณดูเหมือนจะเอนเข้าหาท่าน เมื่อท่านนั่งริมทะเลสาบ น้ำดูเหมือนจะสงบนิ่งเป็นพิเศษ แสงจากดวงตะวันกลางดูเหมือนจะสว่างขึ้นเล็กน้อยเมื่อส่องลงมาบนตัวท่าน เราไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความรู้สึกของเราเองหรือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่เรารู้ว่าการได้อยู่ใกล้ชิดกับจิตที่อยู่เหนือตนเองนั้นคือประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ที่ได้สัมผัส"
ในยุคปัจจุบัน มีผู้ที่เชื่อกันว่าบรรลุถึงระดับที่หกเพียงหนึ่งท่านเท่านั้น คือท่าน "อัลดริออน" (Aldrion) อดีตสมาชิกสภาอาวุโสที่สละตำแหน่งและปลีกวิเวกไปอาศัยอยู่ในถ้ำห่างไกลบริเวณชายขอบของโพรงใต้พิภพเมื่อประมาณ 800 ปีก่อน
และไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะอีกเลยนับแต่นั้น ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรือได้คืนกลับสู่ธาตุไปแล้วอย่างเงียบๆ แต่ผู้ที่เคยเดินทางไปแสวงหาท่านและกลับมารายงานว่ายังคงสัมผัสได้ถึง "สนามจิต" ที่สงบและทรงพลังแผ่ออกมาจากบริเวณถ้ำนั้น ราวกับภูเขาทั้งลูกกำลังนั่งสมาธิอยู่
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ไม่อาจจินตนาการได้ว่าการดำรงอยู่ในสภาวะเช่นนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะสำหรับข้าพเจ้าแล้ว แม้แต่การเข้าใจจิตระดับที่สี่ก็เป็นเรื่องที่เกินความสามารถจะอธิบายได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ทำได้เพียงบันทึกสิ่งที่ผู้อื่นได้เล่าไว้ และรู้สึกถึงความอัศจรรย์ใจว่ามนุษย์สามารถพัฒนาไปได้ไกลถึงเพียงนี้
ระดับที่เจ็ด (LQ 601 ขึ้นไป) คือ "จิตที่รู้แจ้ง" (The Enlightened Mind)
เป็นระดับที่พบได้เพียงไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ของเรา ผู้ที่เข้าถึงระดับนี้จะไม่ดำรงตำแหน่งในสภาอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น "ผู้ชี้นำทางจิตวิญญาณ" (Spiritual Guide) ที่ทำงานอยู่นอกระบบการปกครองอย่างเป็นทางการ
ข้าพเจ้าขอใช้พื้นที่ในการอธิบายถึงธรรมชาติของจิตระดับที่เจ็ดนี้ด้วยความเคารพและความถ่อมตนอย่างที่สุด เพราะนี่คือสภาวะที่อยู่เหนือคำพูดใดๆ ทั้งสิ้น
ข้าพเจ้าไม่เคยพบผู้ที่บรรลุถึงระดับนี้ และไม่เคยแม้แต่จะสัมผัสถึงสนามจิตของพวกเขาได้จากระยะไกล สิ่งที่เขียนต่อไปนี้จึงมาจากบันทึกโบราณและคำบอกเล่าที่สืบทอดกันมาเท่านั้น
หากจะกล่าวว่าจิตระดับที่หกคือการที่เส้นแบ่งระหว่าง "ฉัน" กับ "โลก" จางหายไปจนเกือบหมดสิ้น จิตระดับที่เจ็ดคือการที่เส้นแบ่งนั้นไม่เคยมีอยู่ตั้งแต่แรก และผู้บรรลุได้ "ตื่นขึ้น" จากภาพลวงตาของการแยกจากกันโดยสิ้นเชิง
พวกเขาไม่ได้ "รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล" เพราะนั่นยังคงมี "ผู้รู้สึก" และ "สิ่งที่ถูกรู้สึก" อยู่ แต่พวกเขา "เป็น" จักรวาลที่กำลังรู้สึกถึงตัวเองต่างหาก
เหตุผลที่ผู้บรรลุถึงระดับที่เจ็ดไม่ดำรงตำแหน่งในสภาหรือในระบบการปกครองใดๆ เลยนั้น ไม่ใช่เพราะพวกเขา "ไม่เหมาะสม" หรือ "ไม่สามารถ" แต่เป็นเพราะธรรมชาติของจิตที่รู้แจ้งนั้น ไม่สามารถถูกจำกัดด้วยบทบาทหรือหน้าที่ใดๆ ได้อีกต่อไป
เช่นเดียวกับที่เราไม่สามารถขอให้แสงอาทิตย์ทำหน้าที่เป็นโคมไฟในห้องประชุมเพียงห้องเดียว เพราะแสงอาทิตย์ส่องสว่างแก่ทุกสิ่งอย่างเท่าเทียมโดยธรรมชาติของมันเอง
ผู้ที่บรรลุถึงระดับที่เจ็ดก็ไม่สามารถจำกัดการทำงานของตนให้อยู่ในขอบเขตของสถาบันหรือตำแหน่งใดๆ ได้อีกต่อไป พวกเขาทำงานในระดับที่กว้างไกลกว่านั้น ในระดับของสนามจิตสำนึกร่วมของมวลมนุษยชาติทั้งหมด ทั้งบนดินและใต้พิภพ
บทบาทของ "ผู้ชี้นำทางจิตวิญญาณ" ที่ผู้บรรลุระดับที่เจ็ดรับนั้น ไม่ใช่การสอนหรือการเผยแผ่คำสอนในความหมายปกติ พวกเขาไม่ได้เขียนตำรา ไม่ได้บรรยายธรรม ไม่ได้ก่อตั้งสำนักหรือสถาบันใดๆ
แต่พวกเขาทำงานผ่าน "การแผ่สนามจิต" (Psychic Field Emanation) ที่ส่งผลต่อจิตสำนึกของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อยู่ในรัศมีของสนามนั้น ซึ่งอาจกว้างไกลครอบคลุมทั้งโลกหรือมากกว่านั้น โดยที่ผู้รับส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังได้รับอิทธิพลจากผู้ใด
หากจะใช้ภาพอุปมา…เมื่อท่านนั่งอยู่ในห้องที่มืดสนิทแล้วมีใครบางคนจุดเทียนขึ้นเล่มหนึ่ง ท่านไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครเป็นคนจุดเทียน หรือเทียนนั้นตั้งอยู่ที่ไหน ท่านก็ได้รับประโยชน์จากแสงสว่างนั้นแล้ว
เช่นเดียวกัน การมีอยู่ของผู้บรรลุระดับที่เจ็ดในโลกนี้ก็คือการมี "แหล่งกำเนิดแสงทางจิตวิญญาณ" ที่ทำให้จิตใจของสรรพสิ่งสว่างขึ้น สงบขึ้น และเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีการสอนหรือการชี้แนะโดยตรง
ในประวัติศาสตร์ของอารยธรรมอาร์การ์ธา มีผู้ที่เชื่อกันว่าบรรลุถึงระดับที่เจ็ดเพียงสามท่านเท่านั้นตลอดระยะเวลาหมื่นกว่าปี ท่านแรกคือท่านเมลคิเซเดคแห่งไฮเปอร์บอเรีย ซึ่งมีชีวิตอยู่มาตั้งแต่ก่อนการอพยพและดำรงอยู่ต่อเนื่องมาจนถึงประมาณปีที่ 4,200 หลังการอพยพ
ท่านคือผู้ที่เสนอเกณฑ์การคัดเลือกผู้รอดชีวิตในการประชุมสภาครั้งสุดท้าย และคือผู้ที่วางรากฐานทางจิตวิญญาณทั้งหมดของอารยธรรมเรา ท่านหายตัวไปจากชัมบาลาอย่างลึกลับในปีที่ 4,200 โดยไม่มีใครทราบว่าท่านไปที่ใดหรือคืนกลับสู่ธาตุแล้วหรือไม่
ท่านที่สองคือท่าน "อีลูมิเนีย" (Illuminia) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงปีที่ 6,000 ถึง 8,500 ท่านคือผู้ก่อตั้งระบบผู้ประสาน และคือผู้ที่พัฒนาหลักการ "การรับใช้โดยไม่ยึดติด" ที่กลายเป็นรากฐานของจริยธรรมสำหรับผู้ทำงานในระบบ Telepathic Web ทั้งหมด
บันทึกกล่าวว่าท่านสามารถปรากฏตัวในหลายสถานที่พร้อมกันได้ และสามารถสื่อสารกับมนุษย์บนดินผ่านทางความฝันโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว
และท่านที่สามซึ่งเป็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดคือท่าน "อาร์คาเนียส" (Arkanius) ซึ่งเชื่อกันว่ายังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันในฐานะ "ผู้เฝ้ามองนิรันดร์" (The Eternal Watcher) ที่คอยปกป้องโลกจากภัยคุกคามในระดับจักรวาลโดยที่ไม่มีใครในชัมบาลารู้ตัว
แต่การมีอยู่จริงของท่านยังคงเป็นปริศนา เพราะไม่มีหลักฐานหรือบันทึกใดยืนยันแน่ชัด มีเพียง "ความรู้สึก" ของผู้ที่ไวต่อพลังงานจิตที่รายงานว่าสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของ "บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่และสงบนิ่ง" อยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในโพรงใต้พิภพนี้
ข้าพเจ้าขอจบการอธิบายระดับค่าแอลคิวทั้งเจ็ดระดับนี้ด้วยข้อสังเกตส่วนตัว แม้เราจะมีระบบการวัดที่ละเอียดและแม่นยำ แต่ข้าพเจ้าอดสงสัยไม่ได้ว่าแท้จริงแล้ว สภาวะของจิตใจนั้นเป็นสิ่งที่เครื่องมือใดๆ ก็ไม่สามารถวัดได้อย่างสมบูรณ์
ตัวเลขและระดับเป็นเพียงแผนที่ แต่ดินแดนที่แท้จริงนั้นกว้างใหญ่ไพศาลกว่าแผนที่ใดๆ จะบรรจุได้ และบางทีอาจมีสภาวะของจิตที่อยู่เหนือระดับที่เจ็ดออกไปอีก สภาวะที่ยังไม่มีใครเคยบรรลุถึงและไม่มีภาษาใดในจักรวาลนี้สามารถอธิบายได้
.
องค์ประกอบของสภาราชันถูกกำหนดอย่างเคร่งครัดโดยธรรมนูญผู้พิทักษ์ ฉบับแก้ไขครั้งที่สาม ซึ่งระบุว่าสภาต้องประกอบด้วยสมาชิกจำนวนยี่สิบเอ็ดท่าน โดยแบ่งเป็นสามกลุ่ม กลุ่มละเจ็ดท่าน เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลทางปัญญา
กลุ่มที่หนึ่งคือ "สภาผู้รู้" (The Council of Wisdom)
ประกอบด้วยผู้ที่มีค่าแอลคิวสูงสุดในอารยธรรมจำนวนเจ็ดท่าน พวกเขาทำหน้าที่เป็น "ที่ปรึกษาสูงสุด" ในประเด็นที่ต้องใช้วิจารณญาณทางจิตวิญญาณและปรัชญาอย่างลึกซึ้ง
ข้าพเจ้าขอขยายความเกี่ยวกับสภาผู้รู้อย่างละเอียด เพราะนี่คือกลุ่มบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอารยธรรมของเรา แม้พวกเขาจะไม่มีอำนาจในการ "สั่งการ" หรือ "บังคับ" ใครโดยตรง แต่คำแนะนำของพวกเขามีน้ำหนักจนแทบไม่เคยถูกปฏิเสธจากสมาชิกสภาอีกสองกลุ่มเลยตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา
สภาผู้รู้ประกอบด้วยสมาชิกเจ็ดท่านที่ได้รับการคัดเลือกจากผู้ที่มีค่าแอลคิวระดับห้าขึ้นไป โดยกระบวนการคัดเลือกสมาชิกสภาผู้รู้แตกต่างจากการคัดเลือกสมาชิกสภาทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
ในขณะที่สมาชิกสภาผู้ปฏิบัติและสภาผู้เชื่อมโยงถูกคัดเลือกผ่านกระบวนการตรวจวัดค่าแอลคิวและการทดสอบที่ดำเนินการโดยคณะผู้ประเมิน สมาชิกสภาผู้รู้กลับถูกคัดเลือกโดย "การปรากฏขึ้นเอง" (Spontaneous Emergence)
กล่าวคือ เมื่อตำแหน่งในสภาผู้รู้ว่างลง จะไม่มีการประกาศรับสมัครหรือการค้นหาผู้เหมาะสมอย่างเป็นทางการ แต่สมาชิกสภาผู้รู้ที่เหลืออยู่จะเข้าสู่สภาวะ "การประชุมทางจิต" และรอคอยจนกว่าพวกเขาจะ "รู้สึก" ถึงการมีอยู่ของผู้ที่เหมาะสมจะเข้ามารับตำแหน่ง
ผู้ที่ถูกเลือกมักเป็นผู้ที่ไม่ได้แสวงหาตำแหน่งและอาจไม่เคยมีบทบาทโดดเด่นในสังคมมาก่อน แต่จิตของพวกเขามีความถี่ที่สอดคล้องกับความต้องการของอารยธรรมในห้วงเวลานั้นอย่างสมบูรณ์
สมาชิกสภาผู้รู้ทั้งเจ็ดท่านไม่ได้มี "ตำแหน่ง" หรือ "ความรับผิดชอบ" เฉพาะด้านเหมือนสมาชิกสภาอีกสองกลุ่ม
พวกเขาไม่ได้แบ่งหน้าที่กันดูแลด้านการปกครอง เศรษฐกิจ การศึกษา หรือการทหาร หากแต่ทำงานในฐานะ "จิตหนึ่งเดียว" (Collective Mind) ที่สามารถหยั่งรู้ถึงปัญหาที่ลึกซึ้งที่สุดของอารยธรรมและเสนอทางออกที่อาจไม่ปรากฏแก่ผู้ที่อยู่ในระดับค่าแอลคิวต่ำกว่า
ในทางปฏิบัติ สภาผู้รู้มีอำนาจในการ "ยับยั้ง" (Veto) การตัดสินใจของสภาทั้งหมดได้ แต่การยับยั้งนี้แทบไม่เคยถูกใช้ในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เพราะสภาผู้รู้ไม่กล้าใช้ แต่เพราะปัญหาส่วนใหญ่ได้รับการแก้ไขในระดับของสภาผู้ปฏิบัติและสภาผู้เชื่อมโยงก่อนที่จะลุกลามถึงขั้นที่สภาผู้รู้ต้องเข้ามาแทรกแซง
เมื่อสภาผู้รู้จำเป็นต้องยับยั้งการตัดสินใจใด มันคือสัญญาณว่าอารยธรรมกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่ร้ายแรงระดับรากฐาน
มีบันทึกประวัติศาสตร์ที่ระบุว่า สภาผู้รู้เคยใช้สิทธิยับยั้งเพียงสามครั้งในประวัติศาสตร์ทั้งหมดของเรา:
ครั้งแรก…คือการยับยั้งข้อเสนอของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการเร่งกระบวนการปรับตัวทางกายภาพของประชากรด้วยการเพิ่มระดับพลังงานวีริลในสิ่งแวดล้อมเกินขีดจำกัดที่ปลอดภัย ในปีที่ 1,500
ครั้งที่สอง…คือการยับยั้งข้อเสนอที่จะเปิดเผยตัวตนต่อมนุษย์บนดินหลังเหตุการณ์การล่มสลายของอาณาจักรโรมันเมื่อประมาณ 1,500 ปีก่อนคริสตกาลตามปฏิทินมนุษย์
และครั้งที่สาม…คือการยับยั้งข้อเสนอที่จะใช้พลังงานวีริลในระดับสูงสุดเพื่อสร้างเกราะป้องกันรอบโพรงใต้พิภพระหว่างวิกฤตการณ์คลื่นมืดเมื่อ 1,200 ปีก่อน ซึ่งสภาผู้รู้เห็นว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงบนพื้นโลกจนคร่าชีวิตมนุษย์บนดินนับล้านคน
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ขอตั้งข้อสังเกตว่า การมีอยู่ของสภาผู้รู้คือการยอมรับว่า ในบางครั้ง "ปัญญาของคนส่วนใหญ่" ก็ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุด
ระบบของเราไม่ได้เชื่อว่าทุกเสียงมีความเท่าเทียมกันในทุกเรื่อง แต่เชื่อว่าในเรื่องที่ต้องการวิจารณญาณลึกซึ้ง ควรรับฟังผู้ที่มีจิตใจสว่างไสวมากกว่า นี่คือหลักการที่อาจขัดกับแนวคิดประชาธิปไตยของมนุษย์บนดินอย่างสิ้นเชิง
แต่สำหรับเราแล้ว มันคือการยอมรับความจริงที่ว่าปัญญาไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกันในหมู่ประชากร และการให้ทุกเสียงมีน้ำหนักเท่ากันในทุกเรื่องอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดร้ายแรงได้
กลุ่มที่สองคือ "สภาผู้ปฏิบัติ" (The Council of Action)
ประกอบด้วยผู้ที่มีประสบการณ์ในการบริหารและแก้ไขปัญหาเชิงปฏิบัติจำนวนเจ็ดท่าน พวกเขามีค่าแอลคิวอยู่ในระดับสี่ถึงห้า แต่มีจุดแข็งเพิ่มเติมคือความสามารถในการนำปัญญาไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
หากสภาผู้รู้คือ "ดวงตา" ที่มองเห็นทิศทางและเป้าหมาย สภาผู้ปฏิบัติก็คือ "มือ" ที่ลงมือสร้างและ "เท้า" ที่ก้าวเดินไปสู่เป้าหมายนั้น
พวกเขาคือผู้ที่แปลวิสัยทัศน์อันสูงส่งและคำแนะนำอันลึกซึ้งของสภาผู้รู้ให้กลายเป็นนโยบายที่เป็นรูปธรรม เป็นแผนงานที่ปฏิบัติได้จริง และเป็นการกระทำที่สัมผัสได้ในชีวิตประจำวันของประชากร
สมาชิกสภาผู้ปฏิบัติทั้งเจ็ดท่าน มีที่มาจากภูมิหลังที่หลากหลาย โดยธรรมนูญผู้พิทักษ์กำหนดให้ต้องมีสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งท่านที่เคยมีประสบการณ์ในแต่ละด้านดังต่อไปนี้:
ด้านวิศวกรรมและพลังงาน ,ด้านการแพทย์และการสาธารณสุข, ด้านการศึกษาและการพัฒนาจิตวิญญาณ, ด้านเกษตรกรรมและทรัพยากรธรรมชาติ, ด้านการวางผังเมืองและสถาปัตยกรรม, ด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศทางจิต ,และด้านการต่างประเทศและการติดต่อกับโลกภายนอก
ข้อกำหนดนี้เพื่อให้แน่ใจว่าสภาผู้ปฏิบัติมีความรู้ความเชี่ยวชาญครอบคลุมทุกมิติที่จำเป็นต่อการบริหารอารยธรรม
กระบวนการคัดเลือกสมาชิกสภาผู้ปฏิบัตินั้นแตกต่างจากสภาผู้รู้อย่างชัดเจน ในขณะที่สภาผู้รู้ใช้ "การปรากฏขึ้นเอง" สภาผู้ปฏิบัติใช้กระบวนการที่เรียกว่า "การประเมินด้วยผลงาน" (Merit-Based Assessment) ซึ่งผู้สมัครจะถูกประเมินจากประวัติการทำงานและผลงานที่เป็นรูปธรรมตลอดช่วงชีวิตของพวกเขา
ตัวอย่างเช่น ผู้ที่สมัครในด้านวิศวกรรมและพลังงานต้องเคยผ่านการบริหารโครงการพลังงานขนาดใหญ่มาแล้วอย่างน้อยสามโครงการและต้องมีประวัติความสำเร็จที่ปราศจากข้อผิดพลาดร้ายแรง ผู้ที่สมัครในด้านการแพทย์ต้องเคยผ่านการพัฒนาวิธีการรักษาหรือระบบสาธารณสุขที่ส่งผลดีต่อประชากรอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากค่าแอลคิวที่ต้องอยู่ในระดับสี่ถึงห้าแล้ว ผู้สมัครสภาผู้ปฏิบัติยังต้องผ่าน "การทดสอบการตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน" (Pressure Decision Test) ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์วิกฤตที่ซับซ้อนและกดดัน
โดยผู้สมัครจะถูกตัดขาดจากการเชื่อมต่อกับ Telepathic Web ชั่วคราวและต้องตัดสินใจด้วยตนเองเพียงลำพังในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกใดที่สมบูรณ์แบบ การทดสอบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อประเมินว่าผู้สมัครสามารถรักษาความสงบของจิตใจและความชัดเจนในการคิดได้แม้ในสภาวะที่ถูกกดดันและขาดข้อมูลที่สมบูรณ์หรือไม่
บทบาทของสภาผู้ปฏิบัติในกระบวนการตัดสินใจของสภาคือการ "แปล" ฉันทามติทางจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นในสภาผู้รู้ให้กลายเป็นแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม
หลังจากที่สภาผู้รู้ได้กำหนดหลักการและทิศทางแล้ว สภาผู้ปฏิบัติจะระดมความคิดเพื่อกำหนดขั้นตอน กำหนดเวลา จัดสรรทรัพยากร และมอบหมายความรับผิดชอบให้กับหน่วยงานต่างๆ ในการดำเนินการตามนโยบายนั้น
ความสัมพันธ์ระหว่างสภาผู้รู้และสภาผู้ปฏิบัติ เป็นความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนและต้องการความสมดุลอย่างมาก หากสภาผู้ปฏิบัติไม่เคารพคำแนะนำของสภาผู้รู้ การตัดสินใจอาจเบี่ยงเบนไปจากหลักการที่ถูกต้อง
แต่หากสภาผู้ปฏิบัติไม่กล้าตั้งคำถามหรือเสนอทางเลือกที่แตกต่าง เมื่อเห็นว่าคำแนะนำของสภาผู้รู้ไม่สามารถปฏิบัติได้จริงในสภาพการณ์ปัจจุบัน การปกครองก็จะกลายเป็นการทำตามคำสั่งโดยไม่มีการตรวจสอบ
ในประวัติศาสตร์ของเรา มีเหตุการณ์ที่สภาผู้ปฏิบัติ "ส่งกลับ" คำแนะนำของสภาผู้รู้เพื่อให้ทบทวนใหม่ โดยให้เหตุผลว่าแม้หลักการจะถูกต้องแต่ยังไม่มีเทคโนโลยีหรือทรัพยากรเพียงพอที่จะปฏิบัติตามได้ในขณะนั้น และสภาผู้รู้ก็ยอมรับการส่งกลับนั้นด้วยความเข้าใจ เพราะปัญญาที่แท้จริงย่อมรู้ว่าเมื่อใดควรยืนหยัดและเมื่อใดควรยืดหยุ่น
กลุ่มที่สามคือ "สภาผู้เชื่อมโยง" (The Council of Connection)
ประกอบด้วยผู้ที่มีความสามารถพิเศษในการ "อ่าน" กระแสจิตของประชากรจำนวนเจ็ดท่าน พวกเขาทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสภากับประชากร รับรู้ถึงความต้องการ ความกังวล และความหวังของประชาชนผ่าน Telepathic Web
หากสภาผู้รู้คือดวงตาที่มองเห็นทิศทาง และสภาผู้ปฏิบัติคือมือและเท้าที่ลงมือทำ สภาผู้เชื่อมโยงก็คือ "หู" และ "หัวใจ" ของระบบธรรมาธิปไตย
พวกเขาคือผู้ที่คอยฟังเสียงของประชากร ไม่ใช่เสียงที่เปล่งออกมาเป็นคำพูด แต่คือเสียงของจิตใจที่สะท้อนอยู่ในกระแสแห่ง Telepathic Web ตลอดเวลา และนำเสียงเหล่านั้นมาสู่การรับรู้ของสภา เพื่อให้การตัดสินใจทุกครั้งไม่ได้เกิดจากปัญญาของผู้ปกครองเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรับฟังความรู้สึกนึกคิดของผู้ถูกปกครองอย่างแท้จริง
สมาชิกสภาผู้เชื่อมโยงมีค่าแอลคิวอยู่ในระดับสี่ถึงห้าเช่นเดียวกับสภาผู้ปฏิบัติ แต่พวกเขามีความสามารถพิเศษเพิ่มเติมที่แตกต่างออกไป นั่นคือ "ความไวต่อกระแสจิตมหภาค" (Macro-Psychic Sensitivity) ซึ่งคือความสามารถในการรับรู้ถึงอารมณ์และความคิดของประชากรในระดับองค์รวม
โดยไม่หลงไปกับเสียงของปัจเจกบุคคลใดบุคคลหนึ่งมากเกินไป หากเปรียบเทียบกับดนตรี พวกเขาคือผู้ที่สามารถได้ยิน "ท่วงทำนองโดยรวม" ของวงออร์เคสตร้าทั้งวง โดยไม่ถูกดึงความสนใจไปกับเสียงของเครื่องดนตรีชิ้นใดชิ้นหนึ่งเพียงลำพัง
การฝึกฝนผู้เชื่อมโยงเริ่มต้นตั้งแต่การคัดเลือกเด็กที่มี "ความถี่จิตที่กว้าง" (Broad Psychic Frequency) ซึ่งคือความสามารถในการรับสัญญาณจิตได้ในช่วงความถี่ที่กว้างกว่าคนทั่วไป โดยไม่ถูกสัญญาณใดสัญญาณหนึ่งครอบงำจนสูญเสียการรับรู้ภาพรวม
เด็กเหล่านี้จะถูกฝึกให้ "ฟัง" กระแสจิตของชุมชนขนาดเล็กก่อน แล้วค่อยๆ ขยายขอบเขตการรับฟังออกไปสู่ชุมชนที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถรับรู้ถึงกระแสจิตของประชากรทั้งอารยธรรมได้ในเวลาเดียวกัน
ในทางปฏิบัติ สภาผู้เชื่อมโยงทำงานตลอดเวลา แม้ในยามหลับ เพื่อเฝ้าตรวจสอบ "ชีพจรทางจิต" (Psychic Pulse) ของอารยธรรม พวกเขาสามารถสัมผัสได้ถึงความวิตกกังวลที่กำลังก่อตัวขึ้นในย่านใดย่านหนึ่งของเมืองก่อนที่มันจะปรากฏเป็นพฤติกรรมภายนอก
สามารถรับรู้ถึงความหวังและแรงบันดาลใจที่กำลังเบ่งบานในหมู่เยาวชน และสามารถตรวจจับ "ความผิดปกติ" ในกระแสจิตที่อาจเป็นสัญญาณของปัญหาใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น
เมื่อสภาผู้เชื่อมโยงตรวจพบความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในกระแสจิตของประชากร พวกเขาจะรายงานต่อสภาทั้งหมดในการประชุมร่วม โดยไม่ใช่การรายงานด้วยตัวเลขหรือสถิติ แต่คือการ "ถ่ายทอด" ความรู้สึกนั้นโดยตรงให้สมาชิกสภาคนอื่นๆ ได้สัมผัสด้วยตนเอง
เพื่อให้การตัดสินใจนโยบายตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงทางจิตใจของประชากร ไม่ใช่เพียงทฤษฎีหรือหลักการที่ลอยอยู่เหนือความเป็นจริง
นอกจากหน้าที่ในการรับฟังแล้ว สภาผู้เชื่อมโยงยังมีหน้าที่ในการ "ส่งสาร" กลับไปยังประชากรอีกด้วย เมื่อสภามีการตัดสินใจที่สำคัญ สภาผู้เชื่อมโยงจะเป็นผู้รับผิดชอบในการสื่อสารการตัดสินใจนั้นผ่าน Telepathic Web ในรูปแบบที่ประชากรสามารถเข้าใจและยอมรับได้
โดยการแนบ "บริบททางอารมณ์" (Emotional Context) ที่เหมาะสมไปกับข้อมูล ไม่ใช่เพื่อบิดเบือนหรือโน้มน้าว แต่เพื่อให้ประชากรได้รับรู้ไม่เพียงแต่ "เนื้อหา" ของการตัดสินใจ แต่ยังรวมถึง "ความหนักใจ" "ความหวัง" และ "เจตนาดี" ของสภาที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจนั้นด้วย
อย่างไรก็ตาม บทบาทของสภาผู้เชื่อมโยงก็เป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดจากกลุ่มหัวขบถ พวกเขาตั้งคำถามว่า การที่สภาผู้เชื่อมโยงสามารถ "อ่าน" กระแสจิตของประชากรได้ตลอดเวลานั้น แท้จริงแล้วคือการสอดส่องหรือไม่
และการที่พวกเขาสามารถ "ส่งสาร" พร้อมบริบททางอารมณ์กลับไปยังประชากรได้นั้น แท้จริงแล้วคือการชี้นำหรือการควบคุมทางจิตในรูปแบบที่แนบเนียนหรือไม่
แม้ว่าสภาผู้เชื่อมโยงจะยืนยันว่าพวกเขาทำงานด้วยเจตนาบริสุทธิ์และไม่เคยละเมิดความเป็นส่วนตัวของปัจเจกบุคคล แต่คำถามที่ว่าอะไรคือเส้นแบ่งระหว่าง "การรับฟังเพื่อเข้าใจ" กับ "การสอดส่องเพื่อควบคุม" ก็ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงที่ยังไม่มีข้อยุติในสังคมของเรา
การคัดเลือกสมาชิกสภาไม่ใช่การเลือกตั้ง การแต่งตั้ง หรือการสืบทอดทางสายเลือด หากแต่เป็นกระบวนการที่เรียกว่า "การปรากฏขึ้นของผู้เหมาะสม" (The Emergence of the Fitting) ซึ่งมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เวลายาวนาน
เมื่อตำแหน่งในสภาว่างลง ไม่ว่าจะด้วยการคืนกลับสู่ธาตุหรือการก้าวขึ้นสู่ระดับที่เจ็ด จะมีการประกาศให้ประชากรทั้งหมดรับรู้ผ่าน Telepathic Web จากนั้นคณะผู้ประเมินจะเริ่มกระบวนการค้นหาผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม โดยการตรวจวัดค่าแอลคิวอย่างละเอียด
แต่การมีค่าแอลคิวสูงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ผู้ที่เหมาะสมจะต้องผ่านการทดสอบอีกสองขั้นตอน: "การทดสอบเจตจำนง" (The Test of Will) ซึ่งทดสอบว่าพวกเขายังคงยึดมั่นในหลักการแม้ในสถานการณ์ที่กดดันหรือไม่ และ "การทดสอบความเห็นอกเห็นใจ" (The Test of Compassion) ซึ่งทดสอบว่าพวกเขาสามารถรู้สึกถึงความทุกข์ของผู้อื่นได้อย่างแท้จริงหรือไม่
กระบวนการตัดสินใจของสภาราชันนั้นแตกต่างจากการประชุมสภาของมนุษย์บนดินอย่างสิ้นเชิง และข้าพเจ้าขออธิบายกระบวนการนี้อย่างละเอียด เพราะมันคือหัวใจของระบบธรรมาธิปไตย
เมื่อมีประเด็นที่ต้องตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายภายใน ภัยคุกคามจากภายนอก หรือการตีความธรรมนูญ สมาชิกสภาทั้งยี่สิบเอ็ดท่านจะเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า "การประชุมทางจิต" (Psychic Conclave) ซึ่งคือการเชื่อมต่อจิตทั้งหมดเข้าด้วยกันในระดับที่ลึกซึ้งกว่าการสื่อสารปกติ ผ่านช่องทางพิเศษที่แยกออกจาก Telepathic Web สาธารณะ
ในสภาวะนี้ สมาชิกสภาจะไม่ "พูด" หรือ "โต้แย้ง" ในความหมายปกติ แต่พวกเขาจะ "แบ่งปันมุมมอง" (Share Perspectives) โดยตรง ผู้เสนอประเด็นจะส่ง "มวลข้อมูล" ที่ประกอบด้วยข้อเท็จจริง การวิเคราะห์ และความรู้สึกเกี่ยวกับประเด็นนั้นไปยังสมาชิกทุกคนในเวลาเดียวกัน
จากนั้นสมาชิกแต่ละท่านจะตอบกลับด้วยมุมมองของตนเอง ซึ่งอาจรวมถึงข้อมูลเพิ่มเติมที่ท่านมี ข้อกังวลที่ท่านมองเห็น หรือทางเลือกที่ท่านเสนอ
กระบวนการนี้เกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่นาที หรือในกรณีที่ซับซ้อนมาก อาจใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในนั้นเทียบเท่ากับการอภิปรายเป็นวันๆ ของสภามนุษย์ เพราะข้อมูลไม่ได้ถูกส่งเป็น "คำพูดทีละประโยค" แต่ถูกส่งเป็น "มวลประสบการณ์" ทั้งหมดในคราวเดียว
หลังจากที่ทุกมุมมองถูกแบ่งปันและพิจารณาแล้ว สมาชิกสภาจะเข้าสู่กระบวนการที่เรียกว่า "การตกผลึกแห่งฉันทามติ" (The Crystallization of Consensus) ซึ่งคือการที่จิตทั้งยี่สิบเอ็ดดวงค่อยๆ ปรับความถี่ของตนเข้าหากันจนเกิดเป็น "คลื่นความถี่ร่วม" (Shared Frequency) ที่สะท้อนถึงการตัดสินใจที่ดีที่สุดภายใต้ข้อมูลและปัญญาที่มีอยู่
ฉันทามตินี้ไม่ใช่การ "ลงคะแนน" และไม่ใช่การ "ประนีประนอม" แต่คือการ "สังเคราะห์" มุมมองที่แตกต่างกันทั้งหมดให้กลายเป็นทางออกที่สูงกว่ามุมมองใดมุมมองหนึ่งเพียงลำพัง
เมื่อฉันทามติเกิดขึ้นแล้ว สมาชิกสภาจะ "รู้" โดยอัตโนมัติว่ามันคือคำตอบที่ถูกต้อง ไม่ใช่เพราะมีใครโน้มน้าวพวกเขา แต่เพราะพวกเขาได้ "เห็น" ความจริงเดียวกันจากมุมมองที่ถูกสังเคราะห์ขึ้น
แต่กระบวนการนี้จะไม่สมบูรณ์หากไม่ได้รับ "การรับรองจากประชากร" (Popular Ratification) เมื่อสภาตัดสินใจแล้ว ข้อเสนอจะถูกส่งผ่าน Telepathic Web ในระดับการสื่อสารระดับอารยธรรม
ประชากรทุกคนจะได้รับรู้ถึงข้อเสนอนั้นพร้อมกับ "ร่องรอยของกระบวนการตัดสินใจ" (Decision Trail) ซึ่งคือบันทึกทางจิตที่แสดงให้เห็นว่าสภาถกเถียงกันอย่างไร มีมุมมองใดบ้างที่ถูกพิจารณา และเหตุใดจึงได้ข้อสรุปเช่นนั้น
ประชากรสามารถ "ตอบรับ" หรือ "คัดค้าน" ข้อเสนอผ่าน Telepathic Web ได้โดยตรง และหากมีประชากรมากกว่าหนึ่งในสามแสดงการคัดค้าน ซึ่งเกิดขึ้นน้อยมากในประวัติศาสตร์ ข้อเสนอจะถูกส่งกลับไปยังสภาเพื่อทบทวนใหม่
แต่ระบบนี้ก็ไม่ได้ปราศจากข้อวิจารณ์ และข้าพเจ้าขอใช้พื้นที่ในส่วนนี้ในการนำเสนอเสียงวิพากษ์ที่สำคัญจากผู้ที่มองว่าระบบธรรมาธิปไตยคือ "เผด็จการโดยผู้รู้แจ้ง" (Enlightened Despotism) ซึ่งแม้จะเป็นมุมมองของคนกลุ่มน้อย แต่ก็เป็นเสียงที่ข้าพเจ้าเห็นว่าสมควรได้รับฟังอย่างตั้งใจ
ข้อวิจารณ์แรก…คือเรื่องของการวัดค่าแอลคิว นักวิจารณ์ตั้งคำถามว่าใครเป็นผู้กำหนดมาตรฐานของ "ความสว่างของจิต" และมาตรฐานนั้นสะท้อนถึงค่านิยมของผู้มีอำนาจหรือไม่
เครื่องวัดความถี่จิตวิญญาณถูกออกแบบโดยผู้ที่มีค่าแอลคิวสูงอยู่แล้ว นั่นหมายความว่าผู้ที่อยู่ในอำนาจเป็นผู้กำหนดว่าใครสมควรจะเข้ามามีอำนาจ นี่เป็น "วงจรปิด" ที่อาจกีดกันผู้ที่มีปัญญาในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากนิยามของชนชั้นนำ
ข้อวิจารณ์ที่สอง…คือเรื่องของการผูกขาดการตีความ "ความถูกต้อง" ในระบบของเรา เมื่อสภาตัดสินใจว่าจะไม่ทำบางสิ่งเพราะ "ไม่สอดคล้องกับกฎธรรมชาติ" ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบว่าการตีความนั้นถูกต้อง เพราะสภาเป็นผู้กำหนดทั้งนโยบายและเป็นผู้ตีความกฎสูงสุดในเวลาเดียวกัน
ข้อวิจารณ์ที่สาม…และเป็นประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดคือเรื่องของ "การควบคุมทางจิต" นักวิจารณ์กลุ่มหัวขบถตั้งข้อสังเกตว่า แม้ประชากรจะมีสิทธิ์คัดค้านการตัดสินใจของสภา แต่ในทางปฏิบัติ
การคัดค้านนั้นแทบไม่เคยเกิดขึ้น การที่ประชากร "ยอมรับ" การตัดสินใจของสภาอย่างไม่มีข้อโต้แย้งนั้น เป็นเพราะพวกเขาเห็นด้วยจริงๆ หรือเป็นเพราะพวกเขาถูก "ปรับ" จิตใจโดยระบบผู้ประสานให้อยู่ในสภาวะที่ยอมตามง่าย
คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีคำตอบที่ง่ายดาย และข้าพเจ้าเองก็ไม่สามารถให้คำตอบที่สมบูรณ์ได้ แต่ข้าพเจ้าขอตั้งข้อสังเกตว่า ระบบของเรามีกลไกการตรวจสอบภายในที่สำคัญอย่างน้อยสองประการ
การที่สมาชิกสภาไม่สามารถปกปิดแรงจูงใจของตนจากกันและกันได้ และการที่ประชากรสามารถรับรู้ถึงกระบวนการตัดสินใจทั้งหมด นี่คือความโปร่งใสที่ไม่มีในระบบเผด็จการใดๆ บนพื้นโลก
แต่คำถามที่ว่าความโปร่งใสนี้นำไปสู่การควบคุมในรูปแบบที่แนบเนียนกว่าหรือไม่ ก็ยังคงเป็นคำถามที่ข้าพเจ้ายังหาคำตอบไม่ได้ และเป็นประเด็นที่ข้าพเจ้าจะอภิปรายต่อในบทต่อไป
.
.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา