24 ก.ค. เวลา 07:49 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 3 / 3 : จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก

3.5 กลุ่มหัวขบถ: การปฏิวัติแห่งความเงียบ
ในสังคมที่ความโปร่งใสคือกฎสูงสุด การเก็บซ่อนสิ่งใดไว้ในใจคือการกระทำที่ผิดธรรมชาติ และการจงใจปิดกั้นตนเองจาก Telepathic Web คืออาชญากรรมร้ายแรง
แต่ท่ามกลางกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดนี้ ได้เกิดปรากฏการณ์ที่สั่นคลอนรากฐานของอารยธรรมเรา การเกิดขึ้นของกลุ่มบุคคลที่เรารู้จักกันในนาม "กลุ่มหัวขบถ" หรือที่พวกเขาเรียกตนเองว่า "บุตรแห่งความเงียบ" (Children of Silence)
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ใช้เวลาหลายสิบปีในการศึกษากลุ่มนี้อย่างลับๆ เท่าที่การศึกษาอย่างลับๆ จะเป็นไปได้ในสังคมที่ไร้ความลับ และข้าพเจ้าพบว่าเรื่องราวของพวกเขาคือกระจกที่สะท้อนให้เห็นถึงด้านมืดของ Telepathic Web ที่เราภาคภูมิใจนักหนา
ต้นกำเนิดของ Mental Shielding หรือ "การสร้างกำแพงจิต" สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงปีที่ 3,200 หลังการอพยพ ในช่วงเวลาที่ Telepathic Web ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของประชากรทุกคนอย่างสมบูรณ์แล้ว
บุคคลแรกที่ประสบความสำเร็จในการปิดกั้นจิตของตนเองจากเครือข่ายคือสตรีผู้หนึ่งนามว่า "ลิธาเนีย" (Lithania)
ลิธาเนียเป็นนักดนตรีบำบัดผู้มีพรสวรรค์ในการใช้ความถี่เสียง เพื่อเยียวยาจิตใจผู้ป่วย
ในระหว่างการทดลองทางดนตรีของนาง นางได้ค้นพบโดยบังเอิญว่า เมื่อจิตใจของนางจดจ่ออยู่กับ "จังหวะภายใน" (Internal Rhythm) ที่นางสร้างขึ้น ซึ่งเป็นจังหวะที่ขัดแย้งกับความถี่พื้นฐานของ Telepathic Web อย่างสิ้นเชิง การเชื่อมต่อของนางกับเครือข่ายก็ถูก "รบกวน" จนสัญญาณขาดหายไปชั่วขณะ
นางใช้เวลากว่าสิบปีในการฝึกฝนเทคนิคนี้อย่างลับๆ จนสามารถดำรงอยู่ในสภาวะ "ความเงียบภายใน" ได้ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยไม่ถูกตรวจจับจากผู้ประสาน
นางบันทึกการค้นพบของนางไว้ในสมุดบันทึกส่วนตัว ซึ่งถูกค้นพบหลังจากการหายตัวไปอย่างลึกลับของนางในปีที่ 3,250 ข้อความหนึ่งในสมุดบันทึกนั้นเขียนว่า:
"ข้าพเจ้าค้นพบว่าในความเงียบที่แท้จริง มีเสียงดนตรีที่งดงามที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าเคยได้ยิน มันคือเสียงของตัวตนที่แท้จริงของข้าพเจ้า ตัวตนที่ไม่ถูกหล่อหลอมโดยความคิดของผู้อื่น ไม่ถูกตัดสินโดยสายตาของสังคม เป็นอิสระอย่างสมบูรณ์"
เทคนิคการสร้างกำแพงจิตที่ลิธาเนียค้นพบนั้น ต่อมาได้ถูกพัฒนาต่อยอดโดยผู้ที่เดินตามรอยของนางจนหลากหลายขึ้น แต่ทั้งหมดมีรากฐานมาจากหลักการเดียวกันคือการสร้าง "ความถี่รบกวน" (Disruptive Frequency) ที่ขัดกับการทำงานปกติของ Telepathic Web
เทคนิคแรกและเก่าแก่ที่สุดคือ "การฝึกสมาธิขั้นสูงแบบมุ่งเข้าภายใน" (Inward-Focused Deep Meditation)
เทคนิคแรกและเก่าแก่ที่สุด…คือ "การฝึกสมาธิขั้นสูงแบบมุ่งเข้าภายใน" (Inward-Focused Deep Meditation) ซึ่งแตกต่างจากการฝึกสมาธิปกติของชาวอาร์การ์ธาที่มุ่งเปิดใจสู่การเชื่อมต่อกับผู้อื่น
แต่สมาธิแบบนี้มุ่ง "ปิดประตู" ทุกบานที่เชื่อมต่อกับโลกภายนอก และหันความสนใจทั้งหมดเข้าสู่ภายในอย่างสุดขั้ว ผู้ฝึกจะสร้าง "กำแพงแห่งสมาธิ" ที่หนาแน่นเสียจนแม้แต่ผู้ประสานก็ไม่สามารถทะลุผ่านเข้ามาได้
ข้าพเจ้าขอขยายความเกี่ยวกับเทคนิคนี้อย่างละเอียด เพราะมันไม่ใช่เพียง "การนั่งสมาธิ" ในความหมายทั่วไปที่เราคุ้นเคย แต่คือการฝึกฝนทางจิตขั้นสูงที่มีความซับซ้อนและอันตรายอย่างยิ่ง
หากเปรียบเทียบกับการฝึกสมาธิปกติที่เราทุกคนเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก ซึ่งมุ่งเน้นการ "เปิด" จิตใจให้กว้างขึ้น รับรู้ถึงผู้อื่นมากขึ้น และประสานความถี่ของตนให้กลมกลืนกับเครือข่าย
การฝึกสมาธิแบบมุ่งเข้าภายในกลับทำสิ่งตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง มันคือการ "หด" จิตใจกลับเข้าสู่แก่นกลางของตนเอง การ "ปิด" ประตูทุกบานที่เชื่อมต่อกับโลกภายนอก และการ "ตัด" สายใยทางจิตที่ผูกโยงเรากับผู้อื่นทั้งหมด
.
ขั้นตอนแรก….ของการฝึกคือการสร้าง "จุดศูนย์กลางภายใน" (Inner Center) ซึ่งเป็นจุดโฟกัสทางจิตที่ตั้งอยู่ลึกภายในจิตใจของผู้ฝึก จุดศูนย์กลางนี้ไม่ใช่ความคิดหรือภาพในจินตนาการ แต่คือ "ความรู้สึกของการมีอยู่" ที่บริสุทธิ์ ปราศจากการปรุงแต่งใดๆ
ผู้ฝึกจะใช้เวลาหลายสิบปีในการค้นหาและสร้างจุดศูนย์กลางนี้ให้มั่นคงเพียงพอที่จะใช้เป็น "สมอ" ยึดจิตใจไว้ไม่ให้ถูกดึงออกไปสู่กระแสของ Telepathic Web เมื่อจุดศูนย์กลางมั่นคงแล้ว
ผู้ฝึกจะเริ่มขั้นตอนที่สอง….คือ "การหดขอบเขตการรับรู้" (Contraction of Awareness) โดยค่อยๆ ลดรัศมีของการรับรู้ทางจิตจากที่เคยแผ่กว้างออกไปเชื่อมต่อกับคนนับพันนับหมื่น ให้หดเล็กลงเหลือเพียงตนเอง เหลือเพียงห้องที่ตนอยู่ เหลือเพียงร่างกายของตน เหลือเพียงลมหายใจ และในที่สุดเหลือเพียง "จุดศูนย์กลางภายใน" จุดเดียวเท่านั้น
ขั้นตอนที่สามและเป็นขั้นตอนที่อันตรายที่สุด….คือ "การสร้างกำแพงความถี่" (Frequency Wall Construction) ผู้ฝึกจะสร้าง "เสียงภายใน" (Inner Sound) ซึ่งเป็นความถี่เฉพาะที่เกิดขึ้นจากการเพ่งจิตทั้งหมดไปที่จุดศูนย์กลางภายใน
ความถี่นี้จะทำหน้าที่เป็น "กำแพง" ที่สะท้อนคลื่นจิตจากภายนอกทั้งหมดออกไป ไม่ให้สามารถทะลุผ่านเข้ามาถึงจิตใจของผู้ฝึกได้ ในสภาวะนี้ ผู้ฝึกจะ "หายไป" จาก Telepathic Web โดยสิ้นเชิง ราวกับพวกเขาไม่มีตัวตนอยู่เลย
ความเสี่ยงของการฝึกนี้มีอยู่หลายประการ
ประการแรก….คือการหลงอยู่ใน "ความเงียบ" ตลอดกาล เนื่องจากจิตใจอาจคุ้นเคยกับความเงียบเสียจนไม่สามารถกลับมาเชื่อมต่อกับเครือข่ายได้อีก
ประการที่สอง….คือการสูญเสีย "ภูมิคุ้มกันทางจิต" ตามธรรมชาติ เพราะเมื่อตัดขาดจากเครือข่ายเป็นเวลานาน จิตใจจะอ่อนแอลงและเมื่อกลับมาเชื่อมต่อใหม่อาจถูกคลื่นความคิดของผู้อื่นท่วมทับจนเสียศูนย์
และประการที่สาม…คือการถูกตรวจจับโดยผู้ประสาน เพราะแม้การหายไปจากเครือข่ายจะไม่ผิดกฎหมายในทางเทคนิค แต่การหายไปนานเกินไปโดยไม่มีคำอธิบายจะกระตุ้นความสงสัยและนำไปสู่การสอบสวนในที่สุด
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ได้รับการติดต่อจากกลุ่มหัวขบถหลายครั้งตลอดชีวิตของข้าพเจ้า พวกเขารู้ว่าข้าพเจ้าเป็นนักประวัติศาสตร์ที่ศึกษาพวกเขาอย่างเปิดเผย และพวกเขาเสนอที่จะ "สอน" เทคนิคนี้ให้ข้าพเจ้า เพื่อแลกกับการที่ข้าพเจ้าจะบันทึกเรื่องราวของพวกเขาอย่างเป็นธรรม
ข้าพเจ้าปฏิเสธทุกครั้ง ไม่ใช่เพราะข้าพเจ้าไม่เห็นใจในอุดมการณ์ของพวกเขา แต่เป็นเพราะในฐานะนักประวัติศาสตร์ต้องรักษาความสามารถในการ "รับฟัง" เสียงทั้งหมดของอารยธรรมนี้ไว้ และการตัดขาดตนเองจาก Telepathic Web จะทำให้ขลไม่สามารถทำหน้าที่นั้นได้อีกต่อไป
แต่ข้าพเจ้าก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ในความเงียบที่พวกเขาหวงแหนนักหนานั้น มีประสบการณ์บางอย่างที่ข้าพเจ้าจะไม่มีวันได้สัมผัส เสียงของตัวตนที่แท้จริง ที่ปราศจากการปรุงแต่งของสังคม และก็อดรู้สึกถึงความอิจฉาเล็กๆ ในใจของตนเองไม่ได้
เทคนิคที่สองคือ "การใช้จังหวะดนตรี" (Rhythmic Disruption)
เทคนิคที่สองคือ "การใช้จังหวะดนตรี" (Rhythmic Disruption) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ลิธาเนียค้นพบเป็นคนแรก ผู้ฝึกจะสร้างจังหวะภายใน อาจเป็นการเคาะนิ้วเป็นจังหวะสม่ำเสมอ การฮัมเพลงในใจ หรือการฟังดนตรีที่มีจังหวะซับซ้อน เพื่อรบกวนความถี่ของ Telepathic Web จนไม่สามารถ "จับ" สัญญาณจิตของผู้ฝึกได้
ข้าพเจ้าขอขยายความเกี่ยวกับเทคนิคนี้อย่างละเอียด เพราะมันคือเทคนิคที่แพร่หลายที่สุดในหมู่กลุ่มหัวขบถ เนื่องจากเรียนรู้ได้ง่ายกว่าการฝึกสมาธิขั้นสูงแบบมุ่งเข้าภายใน และมีความเสี่ยงต่อการถูกตรวจจับน้อยกว่า เพราะการมีดนตรีหรือจังหวะอยู่ในจิตใจไม่ใช่สิ่งผิดปกติแต่อย่างใด
หลักการทางวิทยาศาสตร์เบื้องหลังเทคนิคนี้ อาศัยคุณสมบัติพื้นฐานของ Telepathic Web ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในบทก่อนหน้า
เครือข่ายทำงานโดยการ "จูน" คลื่นสมองของผู้ใช้ให้สอดคล้องกับความถี่พาหะของพลังงานวีริล ในการสื่อสารปกติ จิตใจของเราจะปรับความถี่ของตนให้เข้ากับความถี่ของเครือข่ายโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับที่เครื่องรับวิทยุปรับคลื่นให้ตรงกับสถานีที่ต้องการรับฟัง
แต่เมื่อมี "สัญญาณรบกวน" ที่แรงพอ ในกรณีนี้คือจังหวะดนตรีที่ถูกสร้างขึ้นภายในจิตใจ การจูนนั้นจะถูกรบกวนจนไม่สามารถล็อกเข้ากับความถี่ของเครือข่ายได้
ลิธาเนียค้นพบโดยบังเอิญว่า จังหวะดนตรีบางประเภทมี "ความถี่ที่ขัดแย้ง" (Dissonant Frequency) กับความถี่พื้นฐานของ Telepathic Web
เมื่อนางเล่นดนตรีบำบัดให้ผู้ป่วยที่มีภาวะ "เสียงรบกวนทางจิต" รุนแรง ผู้ป่วยที่ได้ยินเสียงความคิดของผู้อื่นดังเกินกว่าจะทนได้
นางสังเกตว่าจังหวะบางจังหวะช่วย "กลบ" เสียงรบกวนนั้นได้ จากการทดลองต่อมา นางค้นพบว่าจังหวะที่ซับซ้อน ไม่สม่ำเสมอ และมีช่วงพักที่คาดเดาไม่ได้ จะมีประสิทธิภาพในการรบกวนสูงสุด เพราะมันทำให้สมองส่วนที่รับผิดชอบการสื่อสารทางจิตไม่สามารถ "คาดเดา" รูปแบบของคลื่นและปรับตัวเข้ากับมันได้
ในทางปฏิบัติ ผู้ใช้เทคนิคนี้มักเริ่มต้นด้วยการ "ปลูกฝังจังหวะภายใน" (Internal Rhythm Implantation) ซึ่งคือการฝึกให้จิตใจจดจำจังหวะใดจังหวะหนึ่งไว้อย่างแม่นยำ จนสามารถ "เล่น" มันซ้ำในใจได้ตลอดเวลา แม้ในขณะที่กำลังทำกิจกรรมอื่น
จังหวะที่ได้รับความนิยมในหมู่กลุ่มหัวขบถคือ "จังหวะเจ็ดส่วนแปด" (Seven-Eighths Rhythm) ซึ่งเป็นจังหวะที่แบ่งออกเป็นเจ็ดช่วงไม่เท่ากันในหนึ่งรอบ สร้างความรู้สึก "ขัด" และ "ไม่สมบูรณ์" ตลอดเวลา ซึ่งตรงกับคุณสมบัติที่ต้องการในการรบกวนสัญญาณ
ข้อดีของเทคนิคนี้คือสามารถใช้ได้ตลอดเวลาและไม่จำเป็นต้องเข้าสู่สภาวะสมาธิลึก ผู้ฝึกสามารถเดิน พูดคุย ทำงาน หรือใช้ชีวิตตามปกติไปพร้อมกับการรักษาจังหวะภายในไว้เบื้องหลังความคิด
การทำเช่นนี้เป็นเวลานานจะสร้าง "ชั้นของเสียงดนตรี" ที่ซ้อนอยู่ใต้ความคิดปกติ ทำหน้าที่เป็นม่านบังตาที่พรางจิตใจของผู้ใช้จาก Telepathic Web โดยไม่ต้องตัดขาดจากเครือข่ายอย่างสมบูรณ์
ผู้ใช้ยังคงสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของผู้อื่นและสามารถสื่อสารได้เมื่อต้องการ แต่ความคิดและความรู้สึกที่พวกเขาไม่ต้องการเปิดเผยจะถูก "กลบ" ด้วยเสียงดนตรีภายในจนผู้ประสานหรือผู้ที่พยายามอ่านจิตไม่สามารถแยกแยะได้
อย่างไรก็ตาม เทคนิคนี้ก็มีข้อจำกัดและความเสี่ยงเช่นกัน การใช้จังหวะดนตรีเป็นเวลานานต่อเนื่องอาจทำให้เกิด "ความล้าทางจิต" (Psychic Fatigue) เนื่องจากสมองต้องทำงานหนักในการรักษาจังหวะไปพร้อมกับการทำกิจกรรมอื่น
และในบางกรณี จังหวะภายในอาจ "ติด" อยู่ในจิตใจจนไม่สามารถหยุดได้แม้ต้องการจะหยุด ภาวะที่กลุ่มหัวขบถเรียกว่า "วงจรไม่รู้จบ" (The Endless Loop) ซึ่งอาจรบกวนการนอนหลับและการพักผ่อนทางจิต
ผู้ที่ตกอยู่ในภาวะนี้ต้องขอความช่วยเหลือจากสมาชิกอาวุโสของกลุ่มในการ "ปลด" จังหวะออกจากจิตใจ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและเจ็บปวด
นอกจากนี้ ผู้ประสานที่มีประสบการณ์สูงอาจสามารถตรวจจับ "ร่องรอย" ของการใช้เทคนิคนี้ได้ เนื่องจากจิตใจที่ใช้จังหวะดนตรีในการรบกวนสัญญาณจะมี "ลายเซ็นความถี่" ที่แตกต่างจากจิตใจปกติเล็กน้อย แม้จะไม่สามารถอ่านความคิดที่ถูกซ่อนไว้ได้ แต่ก็สามารถรู้ได้ว่ามีการซ่อนบางสิ่งอยู่
เทคนิคที่สาม ซึ่งเป็นที่ถกเถียงและอันตรายที่สุดคือ "การใช้ความเจ็บปวด" (Pain Induction)
เทคนิคที่สามซึ่งเป็นที่ถกเถียงและอันตรายที่สุดคือ "การใช้ความเจ็บปวด" (Pain Induction) ผู้ฝึกจะใช้การสร้างความเจ็บปวดทางกายเล็กน้อย เช่น การกดเล็บลงบนฝ่ามือ การบีบผิวหนัง หรือในกรณีรุนแรงคือการทำให้เกิดบาดแผล เพื่อให้สมองจดจ่ออยู่กับความเจ็บปวดจนไม่สามารถส่งหรือรับสัญญาณจิตได้
เทคนิคนี้ถูกประณามจากกลุ่มหัวขบถส่วนใหญ่ว่าเป็นการทำร้ายตนเองที่เกินกว่าเหตุ แต่ก็ยังมีผู้ที่ใช้มันในยามฉุกเฉินเมื่อต้องการความเงียบอย่างเร่งด่วน
ข้าพเจ้าขอใช้พื้นที่ในการอธิบายเทคนิคนี้อย่างละเอียด แม้จะรู้สึกอึดอัดใจที่จะต้องบันทึกเรื่องราวของการทำร้ายตนเอง แต่ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้ามีหน้าที่ต้องบันทึกความจริงทั้งหมดของอารยธรรมเรา แม้กระทั่งความจริงที่มืดมนและเจ็บปวดที่สุด
กลไกเบื้องหลังเทคนิคการใช้ความเจ็บปวดนั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลังอย่างน่าตกใจ
ความเจ็บปวดทางกาย คือสัญญาณที่ทรงพลังที่สุดที่สมองของมนุษย์สามารถรับรู้ได้ มันมีลำดับความสำคัญเหนือกว่าสัญญาณอื่นทั้งหมด เหนือกว่าความคิด เหนือกว่าอารมณ์ และเหนือกว่าการสื่อสารทางจิต
เพราะมันคือกลไกการเอาชีวิตรอดพื้นฐานที่สุดที่ถูกฝังอยู่ในระบบประสาทของเรามาตั้งแต่ก่อนที่เราจะวิวัฒนาการเป็นมนุษย์เสียอีก
เมื่อร่างกายส่งสัญญาณความเจ็บปวด สมองทั้งหมดจะถูกระดมให้จดจ่ออยู่กับแหล่งที่มาของความเจ็บปวดนั้น และการทำงานอื่นๆ ทั้งหมด รวมถึงการเชื่อมต่อกับ Telepathic Web จะถูกลดความสำคัญลงชั่วคราว
ในทางปฏิบัติ ผู้ใช้เทคนิคนี้จะสร้างความเจ็บปวดในระดับที่ควบคุมได้ มากพอที่จะดึงความสนใจของสมองทั้งหมด แต่ไม่มากพอที่จะทำให้เกิดความเสียหายถาวร และรักษาความเจ็บปวดนั้นไว้ต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาที่ต้องการความเงียบ
วิธีการที่พบได้บ่อยที่สุด คือการกดเล็บมือลงบนฝ่ามือหรือต้นขาจนรู้สึกเจ็บแปลบ แต่ไม่ถึงขั้นทำให้เลือดออก
วิธีที่รุนแรงขึ้นคือการบีบผิวหนังบริเวณที่บอบบาง เช่น ด้านในของข้อศอกหรือใต้รักแร้ อย่างต่อเนื่อง
และในกรณีที่รุนแรงที่สุดซึ่งถูกประณามแม้ในหมู่ผู้ใช้เทคนิคนี้คือการใช้ของมีคมกรีดผิวหนังเป็นแผลตื้นๆ เพื่อให้ความเจ็บปวดจากบาดแผลคงอยู่เป็นเวลานาน
ผู้ที่ใช้เทคนิคนี้มักเป็นผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น เช่น เมื่อพวกเขาถูกเรียกตัวไปสอบสวนโดยผู้ประสานและจำเป็นต้องปิดบังความคิดบางอย่างไว้ในระหว่างการสอบสวน หรือเมื่อพวกเขาต้องการปกปิดตัวตนจากสมาชิกกลุ่มหัวขบถคนอื่นที่อาจถูกจับได้และถูกบังคับให้เปิดเผยข้อมูล
การใช้ความเจ็บปวดเป็น "ทางเลือกสุดท้าย" เมื่อเทคนิคอื่นไม่สามารถใช้ได้หรือไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
ผลกระทบระยะยาวของการใช้เทคนิคนี้อย่างต่อเนื่องนั้นร้ายแรงอย่างยิ่ง ผู้ใช้จำนวนมากพัฒนา "ภาวะติดความเจ็บปวด" (Pain Dependency) ซึ่งสมองของพวกเขาจะไม่สามารถเข้าสู่สภาวะความเงียบภายในได้อีกต่อไปหากปราศจากความเจ็บปวดเป็นตัวกระตุ้น
บางรายพัฒนา "รอยแผลเป็นทางจิต" (Psychic Scarring) ซึ่งคือบาดแผลในสนามพลังชีวภาพที่เกิดจากการใช้ความเจ็บปวดซ้ำๆ จนสนามพลังเสียหายถาวร ทำให้พวกเขาไม่สามารถเชื่อมต่อกับ Telepathic Web ได้อีกเลยแม้ต้องการจะเชื่อมต่อ กลายเป็นผู้ถูกตัดขาดจากสังคมอย่างถาวรโดยไม่ตั้งใจ
ในหมู่กลุ่มหัวขบถเอง เทคนิคนี้เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างรุนแรง กลุ่มที่เรียกตนเองว่า "ผู้นิยมวิถีบริสุทธิ์" (The Purists) ปฏิเสธการใช้ความเจ็บปวดโดยสิ้นเชิง
โดยมองว่ามันขัดกับหลักการพื้นฐานของกลุ่มที่ว่าการแสวงหาความเป็นส่วนตัวควรเป็นการกระทำที่ยกระดับจิตวิญญาณ ไม่ใช่การทำลายร่างกาย
พวกเขาเสนอให้ใช้เฉพาะเทคนิคสมาธิและเทคนิคดนตรีเท่านั้น แต่อีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกตนเองว่า "ผู้นิยมวิถีปฏิบัติ" (The Pragmatists) โต้แย้งว่าในสังคมที่เฝ้าติดตามเราตลอดเวลา บางครั้งเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องใช้ทุกวิถีทางที่มีเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของเรา แม้ว่าวิถีทางนั้นจะเจ็บปวดก็ตาม
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา รู้สึกหนักใจอย่างยิ่งที่ต้องบันทึกเรื่องราวเหล่านี้
ข้าพเจ้าเห็นอกเห็นใจในความปรารถนาที่จะมีพื้นที่ส่วนตัวของกลุ่มหัวขบถ แต่ก็อดรู้สึกหวั่นใจไม่ได้ เมื่อเห็นว่าความปรารถนานั้นนำไปสู่การทำร้ายตนเองเช่นนี้ มันทำให้ต้องถามคำถามที่ยากยิ่งขึ้น
สังคมแบบใดกันที่ทำให้มนุษย์รู้สึกว่าพวกเขาต้องทำร้ายร่างกายตนเองเพียงเพื่อจะได้อยู่ตามลำพังกับความคิดของตนเองสักชั่วขณะหนึ่ง และนั่นคือคำถามที่ข้าพเจ้ายังหาคำตอบไม่ได้
แรงจูงใจทั้งสามประการที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงนั้น ไม่ได้แยกขาดจากกันอย่างเด็ดขาด แต่ทับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนในจิตใจของสมาชิกกลุ่มหัวขบถแต่ละคน
ผู้ที่เริ่มต้นจากการแสวงหาความเป็นส่วนตัวอาจค่อยๆ พัฒนาไปสู่การตั้งคำถามต่อระบบทั้งหมด หรือผู้ที่เริ่มต้นจากการตั้งคำถามทางความคิดอาจค้นพบว่าตนเองก็โหยหาพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน
ข้าพเจ้าขอขยายความแรงจูงใจแต่ละประการให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจถึงมิติทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนของปรากฏการณ์นี้
ความปรารถนาในความเป็นส่วนตัวนั้น เมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว คือปฏิกิริยาตามธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ต่อสภาวะที่ถูกเปิดเผยตลอดเวลา
ข้าพเจ้าขอให้ท่านผู้อ่านลองจินตนาการถึงชีวิตที่ทุกความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัว แม้แต่ความคิดที่ท่านเองก็ไม่ต้องการจะคิด ถูกรับรู้โดยผู้อื่นได้ตลอดเวลา
ความคิดชั่ววูบที่เต็มไปด้วยอคติ ความอิจฉาริษยาที่ไม่มีเหตุผล ความโกรธที่ท่านรู้ว่าไม่สมควร ความกลัวที่ไม่มีมูล เหล่านี้คือ "ขยะทางจิต" (Psychic Debris) ที่เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่มีค่าแอลคิวสูงส่ง ในการดำรงชีวิตปกติ
ความคิดเหล่านี้จะผุดขึ้นมาแล้วผ่านไป ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครตัดสินท่านจากความคิดเหล่านั้น แต่ภายใต้ Telepathic Web ที่ไม่มีการกรองที่สมบูรณ์แบบ แม้แต่ขยะทางจิตเหล่านี้ก็อาจรั่วไหลออกไปสู่การรับรู้ของผู้อื่นได้
นี่คือที่มาของความวิตกกังวลที่แทรกซึมอยู่ในจิตใจของชาวอาร์การ์ธาจำนวนมาก ไม่ใช่ความกลัวว่าความลับชั่วร้ายจะถูกเปิดเผย แต่คือความกลัวว่าตนเองจะถูกตัดสินจากเศษเสี้ยวของความคิดที่ตนไม่ได้ตั้งใจจะสื่อ และไม่ได้เห็นด้วยกับมันด้วยซ้ำ
ความวิตกกังวลนี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยแสวงหาวิธีการสร้าง "พื้นที่ปลอดภัยทางจิต" ที่พวกเขาสามารถปล่อยให้ความคิดไหลเวียนไปตามธรรมชาติโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาเห็น
ความปรารถนาในความเป็นปัจเจกนั้นลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นอีก ในสังคมของเรา "ตัวตน" ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากภายในเพียงอย่างเดียว แต่ถูกสร้างขึ้นจากการปะทะสังสรรค์ระหว่างจิตใจของเรากับจิตใจของผู้อื่นตลอดเวลา
ความคิดของเราได้รับอิทธิพลจากความคิดของผู้อื่น รสนิยมของเราถูกหล่อหลอมโดยกระแสสังคม ความเชื่อของเราถูกปรับเปลี่ยนโดยแรงกดดันของมหาชน นี่คือธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันในสังคมที่เชื่อมต่อทางจิต
และมันมีข้อดีมหาศาลในการสร้างความสามัคคีและลดความขัดแย้ง แต่กลุ่มหัวขบถถามคำถามที่สำคัญว่า
ในเมื่อตัวตนของเราถูกสร้างขึ้นจากอิทธิพลของผู้อื่นเกือบทั้งหมด แล้วอะไรคือ "แก่นแท้" ของเรากันแน่ เรามีความคิดใดที่เป็นของเราอย่างแท้จริงหรือไม่
การแสวงหาความเป็นปัจเจกของกลุ่มหัวขบถจึงไม่ใช่การหลงตัวเองหรือการต่อต้านสังคม แต่คือการพยายามตอบคำถามพื้นฐานที่ว่า "ฉันเป็นใคร" คำถามที่อาจตอบได้เฉพาะในความเงียบเท่านั้น
ส่วนความปรารถนาในอิสรภาพทางความคิดนั้นคือแรงจูงใจที่นำไปสู่การปะทะกับระบบโดยตรงที่สุด กลุ่มหัวขบถจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ เชื่อว่า Telepathic Web ได้กลายเป็น "เครื่องมือควบคุมความคิด" (Thought Control Apparatus) อย่างแนบเนียนโดยที่ประชากรส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว
พวกเขาไม่ได้กล่าวหาว่าสภาราชัน จงใจใช้เครือข่ายเพื่อควบคุมประชากร แต่พวกเขาเสนอว่าการควบคุมนั้นเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติผ่านกลไกทางสังคมที่เรียกว่า "แรงกดดันจากมหาชน" (Majority Pressure)
เมื่อทุกคนเชื่อมต่อถึงกัน ความคิดที่เบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานของคนส่วนใหญ่จะถูก "กดดัน" อย่างละเอียดอ่อนผ่านทางเครือข่าย ไม่ใช่โดยการเซ็นเซอร์หรือการลงโทษ แต่โดยการที่ผู้คิดต่างรู้สึกถึง "ความไม่เห็นด้วย" ของมหาชนที่มีต่อความคิดของตนตลอดเวลา
ความรู้สึกนี้แม้จะไม่ใช่การบังคับโดยตรง แต่มันก็มีพลังมากพอที่จะทำให้ผู้คนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงการคิดนอกกรอบตั้งแต่แรก
พวกเขาไม่กล้าตั้งคำถามที่ยาก ไม่กล้าท้าทายภูมิปัญญาดั้งเดิม ไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการถึงความเป็นไปได้ที่แตกต่างออกไป และนี่คือสิ่งที่กลุ่มหัวขบถเรียกว่า "การตายของความคิดสร้างสรรค์" (The Death of Creativity) ซึ่งพวกเขาเชื่อว่ากำลังเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ในอารยธรรมของเรา
การรวมตัวของกลุ่มหัวขบถเป็นหนึ่งในปริศนาที่น่าทึ่งที่สุดในสังคมของเรา พวกเขาสามารถรวมตัวและสื่อสารกันได้อย่างไร ในเมื่อการสื่อสารใดๆ ผ่าน Telepathic Web จะถูกตรวจจับโดยผู้ประสาน
คำตอบคือพวกเขาใช้ "ภาษาโบราณ" ภาษาพูดและภาษาเขียนจากยุคก่อนการอพยพที่ถูกลืมเลือนไปแล้วในหมู่ประชากรทั่วไป
กลุ่มหัวขบถได้ศึกษาภาษาเหล่านี้จากบันทึกโบราณในหอสมุดชั้นที่สามและสี่ และใช้มันในการสื่อสารกันแบบลับๆ โดยอาศัยการพบปะกันในสถานที่ที่ Telepathic Web มีสัญญาณอ่อนที่สุด เช่น ในถ้ำลึกที่ห่างไกลจากโหนดเชื่อมต่อ หรือในบางกรณี พวกเขาใช้การเขียนข้อความลงบนแผ่นหนังและส่งต่อกันผ่าน "เครือข่ายใต้ดิน" ที่ซับซ้อน
สัญลักษณ์ของกลุ่มคือ "วงกลมที่ถูกขีดเส้นตัดผ่านตรงกลาง" วงกลมหมายถึง Telepathic Web ที่โอบล้อมทุกคนไว้ และเส้นตัดหมายถึง "การขัดจังหวะ" หรือ "การตัดขาด" จากเครือข่ายนั้น พวกเขาใช้สัญลักษณ์นี้ในการระบุตัวตนต่อกันและกัน และใช้เป็นเครื่องหมายนำทางไปยังสถานที่นัดพบลับ
ทัศนะของสภาราชันต่อกลุ่มหัวขบถนั้นแบ่งออกเป็นสองแนวทางหลักที่ยังคงถกเถียงกันจนถึงปัจจุบัน
แนวทางแรกมองว่าการปิดกั้นจิตคือ "อาการป่วยทางจิต" (Psychic Illness)
ที่เกิดจากความผิดปกติในการทำงานของสมองส่วนที่เชื่อมต่อกับ Telepathic Web คล้ายกับที่มนุษย์บนดินมองว่าการไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้คืออาการของโรคบางอย่าง ผู้ที่อยู่ในแนวทางนี้เสนอให้ "รักษา" กลุ่มหัวขบถด้วยการบำบัดทางจิต
ข้าพเจ้าขอขยายความเกี่ยวกับแนวทางนี้อย่างละเอียด เพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดของชนชั้นนำในสังคมเราที่มีต่อปรากฏการณ์ความเงียบ และเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างดุเดือดในวงการแพทย์และปรัชญาของชัมบาลามาตลอดหลายพันปี
ทฤษฎีที่ว่าการปิดกั้นจิตคือ "อาการป่วย" นั้นมีรากฐานมาจากงานวิจัยของท่านนักประสาทวิทยา "ออริธาเนีย" (Orithania) ซึ่งตีพิมพ์ในปีที่ 4,200 หลังการอพยพ ในตำราชื่อว่า "พยาธิวิทยาของการตัดขาดจากเครือข่าย" (Pathology of Network Disconnection)
ออริธาเนียได้ทำการศึกษาผู้ที่สูญเสียความสามารถในการเชื่อมต่อกับ Telepathic Web จากอุบัติเหตุหรือความเจ็บป่วยทางสมอง และพบว่าสมองของพวกเขามีความผิดปกติในบริเวณที่เรียกว่า "ปมประสาทเชื่อมต่อ" (Connective Ganglia) ซึ่งคือกลุ่มเซลล์ประสาทพิเศษที่พัฒนาขึ้นในสมองของชาวอาร์การ์ธาเพื่อทำหน้าที่เป็น "เสาอากาศ" รับส่งสัญญาณจิต
จากข้อค้นพบนี้ ออริธาเนียเสนอว่า การจงใจปิดกั้นตนเองจาก Telepathic Web ก็คือการ "บังคับ" ให้ปมประสาทเชื่อมต่อทำงานผิดปกติไปจากธรรมชาติของมัน ซึ่งในระยะยาว อาจทำให้เกิดความเสียหายถาวรต่อสมองส่วนนั้นได้
เช่นเดียวกับการที่มนุษย์บนดินจงใจไม่ใช้แขนข้างใดข้างหนึ่งเป็นเวลานานจะทำให้กล้ามเนื้อลีบและใช้งานไม่ได้อีกต่อไป ผู้ที่สนับสนุนแนวทางนี้จึงมองว่ากลุ่มหัวขบถไม่ใช่ "อาชญากร" แต่คือ "ผู้ป่วย" ที่ต้องการการรักษาเยียวยา
การบำบัดทางจิตที่เสนอสำหรับกลุ่มหัวขบถนั้นมีหลายระดับ ตั้งแต่การให้คำปรึกษารายบุคคล เพื่อสำรวจสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องการหลบหนีจากเครือข่าย ไปจนถึงการบำบัดด้วยความถี่วีริล (Vril Frequency Therapy) ที่ใช้คลื่นพลังงานกระตุ้นปมประสาทเชื่อมต่อให้กลับมาทำงานเป็นปกติ
ในกรณีที่รุนแรง แพทย์อาจใช้ "การเชื่อมต่อเพื่อการเยียวยา" (Therapeutic Connection) ซึ่งคือการที่ผู้บำบัดซึ่งเป็นผู้ประสานที่ผ่านการฝึกฝนด้านการแพทย์จะเชื่อมต่อกับจิตของผู้ป่วยโดยตรงผ่านช่องทางพิเศษที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อ "นำทาง" พวกเขากลับสู่เครือข่ายอย่างนุ่มนวล
ผู้สนับสนุนแนวทางนี้มักกล่าวว่า "เราไม่ลงโทษคนตาบอดที่ไม่สามารถมองเห็นได้ แล้วเหตุใดเราจึงจะลงโทษผู้ที่สูญเสียความสามารถในการเชื่อมต่อทางจิต"
แต่ผู้วิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มหัวขบถเอง โต้แย้งว่าการเปรียบเทียบนี้ใช้ไม่ได้ เพราะผู้ที่ปิดกั้นจิตไม่ได้ "สูญเสีย" ความสามารถนั้น แต่พวกเขา "เลือก" ที่จะไม่ใช้มันต่างหาก และการปฏิบัติต่อทางเลือกนั้นในฐานะ "ความเจ็บป่วย" ก็คือการปฏิเสธเสรีภาพขั้นพื้นฐานของปัจเจกบุคคล
ข้อถกเถียงนี้ยังคงดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยไม่มีทีท่าว่าจะได้ข้อยุติในเร็ววัน และข้าพเจ้าเห็นว่ามันสะท้อนให้เห็นถึงคำถามที่ใหญ่กว่านั้น: ในสังคมที่ความโปร่งใสคือบรรทัดฐาน ความปรารถนาที่จะมีความเป็นส่วนตัวคือสิทธิหรืออาการป่วยกันแน่
แนวทางที่สองซึ่งเข้มงวดกว่ามองว่าการปิดกั้นจิตคือ "อาชญากรรมทางจิตวิญญาณ" (Spiritual Crime)
เพราะการตัดขาดตนเองจากเครือข่ายคือการปฏิเสธการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และในระบบที่ความโปร่งใสคือรากฐานของศีลธรรม การซ่อนเร้นคือจุดเริ่มต้นของความเสื่อมทรามทั้งหมด
ผู้ที่อยู่ในแนวทางนี้เสนอให้ลงโทษกลุ่มหัวขบถด้วยการ "แยกจากเครือข่ายอย่างถาวร" ซึ่งคือการเนรเทศทางจิตวิญญาณ
ข้าพเจ้าขอขยายความเกี่ยวกับแนวทางนี้อย่างละเอียด เพราะมันคือจุดที่ระบบธรรมาธิปไตยของเราเผยให้เห็นด้านที่แข็งกร้าวที่สุด และเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างดุเดือดในสภาราชันและในสังคมโดยรวมว่า มาตรการลงโทษนี้สอดคล้องกับหลักการแห่งปัญญาและความเมตตาที่เราเชิดชูหรือไม่
ผู้สนับสนุนแนวทางอาชญากรรมทางจิตวิญญาณมีรากฐานทางความคิดมาจากงานเขียนของท่านนักปรัชญา "มัลธาเรียส" (Maltharius) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงปีที่ 5,500 ถึง 6,800 และเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาผู้รู้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์
มัลธาเรียสเขียนไว้ในตำราชื่อว่า "รากฐานแห่งศีลธรรมในสังคมโปร่งใส" (Foundations of Morality in a Transparent Society) ว่า
"ในโลกที่มนุษย์สามารถมองเห็นจิตใจของกันและกันได้ ความดีความชั่วไม่ใช่เรื่องของกฎหมายอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความโปร่งใส ผู้ที่เปิดเผยจิตใจของตนอย่างซื่อสัตย์คือผู้มีศีลธรรม ผู้ที่ปิดบังซ่อนเร้นคือผู้ที่กำลังวางแผนกระทำความชั่ว เพราะหากพวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำสิ่งผิด พวกเขาจะกลัวอะไรจากการถูกมองเห็น"
ตรรกะนี้แม้จะดูสุดโต่ง แต่ก็มีพื้นฐานมาจากประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของอารยธรรมเรา
ในยุคแรกของการอพยพ ก่อนที่ Telepathic Web จะถูกพัฒนาขึ้นอย่างสมบูรณ์ ยังมีอาชญากรรมและการทรยศเกิดขึ้นในชัมบาลาอยู่บ้าง แม้จะน้อยกว่าบนพื้นโลกมาก และในทุกกรณี
อาชญากรเหล่านั้นคือผู้ที่ค้นพบวิธี "ซ่อน" ความคิดของตนจากผู้อื่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จากมุมมองนี้ ความสามารถในการปิดบังคือรากฐานของอาชญากรรมทั้งหมด และการป้องกันอาชญากรรมจึงหมายถึงการทำให้การปิดบังเป็นไปไม่ได้
การลงโทษด้วยการ "แยกจากเครือข่ายอย่างถาวร" หรือ "การเนรเทศทางจิตวิญญาณ" (Spiritual Exile) นั้นเป็นบทลงโทษที่รุนแรงที่สุดในระบบกฎหมายของเรา นอกเหนือไปจากการลบความทรงจำและการเนรเทศขึ้นสู่พื้นโลกที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในบทก่อน
การเนรเทศทางจิตวิญญาณไม่ได้หมายถึงการขับไล่ออกจากชัมบาลาหรือการทำร้ายร่างกาย แต่คือการที่ผู้ถูกลงโทษจะถูก "ตัด" ออกจาก Telepathic Web อย่างถาวรโดยคณะผู้ประสาน ด้วยกระบวนการทางการแพทย์ที่เรียกว่า "การตัดปมประสาทเชื่อมต่อ" (Connective Ganglia Severance) ซึ่งทำให้พวกเขาไม่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายได้อีกเลยไปตลอดชีวิต
ผลของการลงโทษนี้ต่อผู้ที่ได้รับนั้น รุนแรงเกินกว่าที่บุคคลภายนอกจะจินตนาการได้
ในสังคมที่ทุกคนเชื่อมต่อถึงกัน การถูกตัดขาดจากเครือข่ายคือการถูกตัดขาดจากสังคมทั้งหมด ผู้ถูกลงโทษจะไม่สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของผู้อื่นผ่านทางจิตได้อีกต่อไป
ไม่สามารถสื่อสารทางจิตได้อีกต่อไป ไม่สามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของประชากรผ่านการรับฟังและตอบรับฉันทามติของสภาได้อีกต่อไป
พวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่ในชัมบาลาต่อไปได้ แต่ในฐานะ "ผู้มองไม่เห็น" อยู่ท่ามกลางผู้คนแต่ไม่สามารถเชื่อมต่อกับใครได้ ราวกับเป็นผีที่เดินอยู่ในโลกของคนเป็น
มีบันทึกว่าผู้ที่ถูกลงโทษด้วยการเนรเทศทางจิตวิญญาณหลายคนเลือกที่จะคืนกลับสู่ธาตุภายในเวลาไม่กี่ปีหลังจากถูกลงโทษ ไม่ใช่เพราะร่างกายของพวกเขาล้มเหลว แต่เพราะจิตใจของพวกเขาไม่สามารถทนต่อความเงียบอันเวิ้งว้างที่พวกเขาไม่เคยชินได้
ความเงียบที่ไม่ใช่การอยู่ตามลำพังในป่าเขาหรือถ้ำห่างไกล แต่คือการอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่หัวเราะ ร้องไห้ และรักใคร่กัน โดยที่พวกเขาไม่ได้ยินเสียงใดๆ เลย
ในยุคปัจจุบัน มีการถกเถียงอย่างหนักในสภาราชันเกี่ยวกับความชอบธรรมของการลงโทษนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือผู้ที่กระทำผิดครั้งแรก
สภาผู้เชื่อมโยงรายงานว่ามีกระแสความไม่สบายใจในหมู่ประชากรเกี่ยวกับความรุนแรงของบทลงโทษ แต่สภาผู้รู้ยังคงยืนยันว่าการรักษาความโปร่งใสของเครือข่ายคือรากฐานของความสงบสุขที่เรามี และการผ่อนปรนบทลงโทษอาจนำไปสู่การล่มสลายของระเบียบสังคมทั้งหมด
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ไม่เคยเห็นด้วยกับบทลงโทษนี้อย่างเต็มใจ แม้ข้าพเจ้าจะเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังมัน แต่ข้าพเจ้าก็อดคิดไม่ได้ว่า การลงโทษผู้ที่แสวงหาความเงียบด้วยการบังคับให้พวกเขาอยู่ในความเงียบตลอดกาลนั้น มีความย้อนแย้งที่โหดร้ายบางอย่างซ่อนอยู่ ราวกับการลงโทษผู้ที่กลัวน้ำด้วยการโยนพวกเขาลงไปในมหาสมุทร
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ขอตั้งข้อสังเกตว่า ในความพยายามที่จะควบคุมกลุ่มหัวขบถนี้ สภาราชันอาจกำลังสร้างศัตรูที่พวกเขากลัวขึ้นมาจริงๆ เพราะเมื่อท่านปฏิบัติต่อผู้ที่แสวงหาความเป็นส่วนตัวราวกับพวกเขาเป็นอาชญากร ท่านก็กำลังผลักพวกเขาให้กลายเป็นอาชญากรจริงๆ และนี่คือวงจรอันตรายที่กำลังก่อตัวขึ้นในสังคมของเรา
.
.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา