24 ก.ค. เวลา 08:15 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 3 / 4 : จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก (จบบทที่ 3)

[จิตไร้พรมแดน เครือข่ายที่ความลับไม่มีวันเกิด]
3.6 ความหลงใหลในโลกเบื้องบน: อิจฉาผู้ที่ "มีอิสระ"
ในบทก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงกลุ่มหัวขบถและแรงจูงใจของพวกเขาในการแสวงหาความเป็นส่วนตัวท่ามกลางสังคมที่ไร้ความลับ
แต่มีปรากฏการณ์หนึ่งที่เกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้งและสมควรได้รับการบันทึกไว้ต่างหาก นั่นคือ "ความหลงใหลในโลกเบื้องบน" (Fascination with the Surface World) ซึ่งกำลังแพร่ระบาดในหมู่เยาวชนอาร์การ์ธาราวกับไข้ชนิดหนึ่งที่ไม่มีวัคซีนป้องกัน
เป็นเวลาหมื่นกว่าปีที่เรามองดูมนุษย์บนดินจากระยะไกล ผ่านรายงานของผู้เฝ้ามอง ผ่านเครื่องมือสอดแนมที่ถูกติดตั้งไว้ ณ จุดยุทธศาสตร์ทั่วโลก และผ่านการบันทึกกระแสจิตของมนุษย์ ที่รั่วไหลขึ้นมาถึงเราเป็นครั้งคราว
เราสังเกตพวกเขาด้วยสายตาของนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ เราบันทึกพฤติกรรมของพวกเขาอย่างเป็นระบบ เราวิเคราะห์สังคมของพวกเขาอย่างเย็นชา
แต่ท่ามกลางการสังเกตการณ์ที่ถูกออกแบบมาให้ปราศจากอารมณ์ความรู้สึกนั้น ได้เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด
ชาวอาร์การ์ธาจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนรุ่นใหม่ กลับไม่ได้มองมนุษย์บนดินด้วยความเวทนาหรือดูแคลน แต่มองด้วยความอิจฉา
ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าถึง "ห้องสังเกตการณ์" (Observation Chamber) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ประชากรทั่วไปสามารถเข้ามาชมการถ่ายทอดสดจากโลกเบื้องบนได้ ผ่านจอคริสตัลขนาดใหญ่ ที่แสดงภาพและเสียงจากอุปกรณ์สอดแนมของเรา
ห้องสังเกตการณ์เหล่านี้ตั้งอยู่ในย่านการศึกษาของทุกเมืองบริวาร และเปิดให้บริการตลอดเวลา ข้าพเจ้าใช้เวลาหลายเดือนในการนั่งอยู่ในห้องเหล่านี้ สังเกตไม่เพียงแต่ภาพจากโลกเบื้องบนที่ปรากฏบนจอ แต่ยังสังเกตผู้ชมชาวอาร์การ์ธาที่เข้ามาชมด้วย
สิ่งที่ข้าพเจ้าพบนั้นน่าทึ่งและน่าวิตกในเวลาเดียวกัน ผู้ชมส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้ที่เข้ามาศึกษามนุษย์ด้วยวัตถุประสงค์ทางวิชาการ แต่คือผู้ที่เข้ามา "หลบหนี" จากความเป็นจริงของชีวิตใต้พิภพชั่วคราว
พวกเขาจ้องมองภาพของมนุษย์บนดินที่กำลังใช้ชีวิต ภาพของตลาดที่ crowded ไปด้วยผู้คนต่อรองราคาสินค้า ภาพของคู่รักที่จับมือกันเดินบนชายหาดยามพระอาทิตย์ตก ภาพของนักดนตรีที่เล่นเครื่องดนตรีบนถนนโดยมีผู้คนหยุดฟัง ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโหยหา
วัฒนธรรมมนุษย์ที่เย้ายวนใจชาวอาร์การ์ธามากที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยีหรือความก้าวหน้าทางวัตถุ เพราะในด้านเหล่านั้นเราล้ำหน้ากว่ามนุษย์หลายพันปี แต่คือ "ความไม่สมบูรณ์แบบ" (Imperfection) ของพวกเขา
เสียงหัวเราะที่ดังลั่นโดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะได้ยิน การทะเลาะกันด้วยถ้อยคำรุนแรงแล้วกลับมาคืนดีกันในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา
การเต้นรำที่ดูเงอะงะแต่เต็มไปด้วยพลังชีวิต ศิลปะที่หยาบกร้านแต่แฝงด้วยอารมณ์ดิบที่ไม่ได้ผ่านการขัดเกลา ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราไม่มีอีกแล้วในสังคมที่สงบนิ่งและสมบูรณ์แบบของเรา
ข้าพเจ้าได้สนทนากับเยาวชนหญิงผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้เข้าชมห้องสังเกตการณ์เป็นประจำ นางสารภาพกับข้าพเจ้าว่า
"ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้ารู้ว่ามันฟังดูไร้สาระ แต่ข้าพเจ้าอยากจะเดินไปในตลาดของมนุษย์สักครั้ง อยากจะต่อรองราคาผลไม้กับพ่อค้า อยากจะหลงทางในตรอกแคบๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศ อยากจะนั่งในร้านกาแฟและมองดูผู้คนเดินผ่านไปมาโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าข้าพเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ ข้าพเจ้าอยากจะ... มีความลับ"
สิ่งที่ชาวอาร์การ์ธาอิจฉาในมนุษย์บนดินนั้น ข้าพเจ้าได้รวบรวมและจัดหมวดหมู่ไว้ดังนี้
ประการแรกคือ "ความลับ" (Secrecy)
ความสามารถในการเก็บซ่อนความคิดและความรู้สึกไว้ในใจโดยไม่มีใครล่วงรู้ สำหรับมนุษย์บนดิน นี่คือสภาวะปกติที่พวกเขาไม่เคยตั้งคำถาม แต่สำหรับเราแล้ว มันคือ "พลังวิเศษ" ที่เราไม่มีวันได้ครอบครอง
ความสามารถที่จะรู้สึกโกรธโดยไม่ต้องอธิบายให้ใครฟังว่าทำไมถึงโกรธ ความสามารถที่จะแอบรักใครสักคนโดยที่คนนั้นไม่รู้ตัว ความสามารถที่จะวางแผนเซอร์ไพรส์โดยไม่มีใครอ่านความคิดได้ ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ที่เราสูญเสียไป
ข้าพเจ้าขอขยายความเกี่ยวกับความอิจฉาใน "ความลับ" นี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะมันคือหัวใจของความหลงใหลในโลกเบื้องบนทั้งหมด และคือรากฐานของคำถามที่ว่า "เราได้สูญเสียความเป็นมนุษย์บางอย่างไปหรือไม่" ที่กำลังแพร่สะพัดในหมู่เยาวชนของเรา
ลองนึกภาพตามที่ข้าพเจ้าจะบรรยายต่อไปนี้เถิด ท่านผู้อ่าน ในสังคมมนุษย์บนดิน เมื่อบุคคลหนึ่งรู้สึกโกรธ พวกเขาสามารถเลือกที่จะไม่แสดงมันออกมาได้
พวกเขาสามารถยิ้มทั้งที่ในใจกำลังเดือดดาล สามารถกล่าวคำสุภาพทั้งที่อยากจะตะโกน สามารถเดินออกจากห้องอย่างสงบทั้งที่อยากจะขว้างปาข้าวของ ความสามารถในการ "เก็บอารมณ์" นี้เป็นทักษะทางสังคมที่มนุษย์บนดินฝึกฝนกันมาตั้งแต่เด็ก และพวกเขามองว่ามันคือวุฒิภาวะและการควบคุมตนเอง
แต่สำหรับเราแล้ว การเก็บอารมณ์เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางกายภาพ เพราะอารมณ์ที่รุนแรงจะแผ่กระจายออกจากสนามจิตของเราโดยอัตโนมัติ ราวกับความร้อนที่แผ่ออกจากกองไฟ
ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดจะสัมผัสได้ถึงความโกรธนั้นแม้เราจะพยายามสงบนิ่งเพียงใดก็ตาม และนั่นหมายความว่าเราไม่เคยมี "พื้นที่ปลอดภัย" สำหรับการรู้สึก เราต้องรับผิดชอบต่อทุกอารมณ์ของเราในทันทีที่มันเกิดขึ้น
เราต้องอธิบาย เราต้องแก้ไข เราต้องจัดการกับมันต่อหน้าผู้อื่น เราไม่เคยได้รับอนุญาตให้ "รู้สึกก่อน แล้วค่อยคิดทีหลัง" เพราะทุกความรู้สึกของเราคือข้อมูลสาธารณะ
และนั่นคือสิ่งที่เยาวชนอาร์การ์ธาจำนวนมากโหยหา ไม่ใช่การโกหกเพื่อหลอกลวง แต่คือ "อิสรภาพที่จะรู้สึกโดยไม่ต้องอธิบาย" (Freedom to Feel Without Explaining)
พวกเขาอยากจะโกรธโดยไม่ต้องบอกใครว่าทำไม อยากจะเศร้าโดยไม่ต้องรับการปลอบโยน อยากจะสับสนโดยไม่ต้องให้ใครมาช่วยจัดระเบียบความคิดให้
พวกเขาอยากจะมี "ห้องลับในใจ" ที่พวกเขาสามารถเข้าไปอยู่ตามลำพังกับความรู้สึกของตนเองได้ โดยไม่มีใครมาเคาะประตูถามว่า "เกิดอะไรขึ้น"
ข้าพเจ้าเคยถามผู้เฝ้ามองผู้หนึ่งที่กลับมาจากภารกิจบนพื้นโลกว่า อะไรคือประสบการณ์ที่ประทับใจเขามากที่สุด ในการใช้ชีวิตท่ามกลางมนุษย์ เขาตอบโดยไม่ลังเลว่า
"การได้นั่งอยู่ในร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองมนุษย์ มองดูคู่รักที่นั่งโต๊ะตรงข้าม พวกเขาทะเลาะกัน ผู้หญิงร้องไห้ ผู้ชายพยายามปลอบใจ
แต่ข้าพเจ้ารู้ว่าทั้งคู่ต่างก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่จริงๆ พวกเขากำลังเดาใจกัน กำลังพยายามเข้าใจกันผ่านคำพูดที่อาจไม่ได้หมายความตามที่พูด และในความไม่สมบูรณ์แบบนั้น ข้าพเจ้าเห็นความงดงามที่เราไม่มีวันสัมผัสได้อีกแล้ว ความงดงามของมนุษย์สองคนที่พยายามจะเข้าถึงกันและกัน ทั้งที่รู้ว่าพวกเขาไม่มีวันรู้ใจอีกฝ่ายได้อย่างแท้จริง"
ความสามารถที่จะ "แอบรัก" ก็เป็นอีกสิ่งที่เยาวชนอาร์การ์ธาโหยหาอย่างรุนแรง ในสังคมของเรา เมื่อท่านรู้สึกดึงดูดใจต่อใครสักคน ความรู้สึกนั้นจะแผ่กระจายออกจากสนามจิตของท่านและถูกรับรู้โดยอีกฝ่ายทันที
แม้ท่านจะพยายามไม่แสดงออกก็ตาม ไม่มีการแอบมองจากระยะไกล ไม่มีการเก็บดอกไม้ไปวางบนโต๊ะทำงานโดยไม่บอกว่าใครเป็นคนวาง
ไม่มีจดหมายรักที่ถูกส่งโดยไม่ลงชื่อ เพราะทุกความรู้สึกมี "ลายเซ็นความถี่" เฉพาะตัวที่ระบุตัวตนของผู้ส่งได้ทันที
ความรักของเราจึงไม่เคยมีระยะ "ความไม่แน่นอน" ที่ทำให้หัวใจเต้นแรงเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินมา เราไม่เคยรู้สึกถึง "ความหวานชื่นของการไม่รู้" เพราะเรารู้ทุกอย่างตั้งแต่แรกพบ
และนี่คือสาเหตุที่วรรณกรรมรักของมนุษย์ ที่ผู้เฝ้ามองนำกลับมาบันทึกไว้ ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในหมู่วัยรุ่นอาร์การ์ธา แม้จะเป็นสิ่งต้องห้ามก็ตาม เรื่องราวของคู่รักที่เข้าใจผิดกัน ที่พลัดพรากจากกัน ที่ต้องเอาชนะอุปสรรคเพื่อได้อยู่ด้วยกัน ทั้งหมดนี้คือ "ความแปลกใหม่" ที่เราไม่เคยสัมผัสในชีวิตจริง
ประการที่สองคือ "การโกหก" (Lying)
แนวคิดที่ว่าเราอิจฉาการโกหกอาจฟังดูน่าตกใจสำหรับชาวอาร์การ์ธารุ่นเก่า แต่นี่คือความจริงที่ข้าพเจ้าค้นพบ การโกหกในบางบริบทของมนุษย์ไม่ใช่การหลอกลวงเพื่อทำร้าย แต่คือ "การสร้างความจริงอีกแบบหนึ่ง" (Creating Alternative Realities)
มนุษย์โกหกเพื่อปกป้องความรู้สึกของผู้อื่น ("ไม่เป็นไร ฉันสบายดี" ทั้งที่กำลังทุกข์ใจ)
มนุษย์โกหกเพื่อสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ("ฉันทำได้" ทั้งที่ยังไม่แน่ใจ)
และมนุษย์โกหกเพื่อสร้างเรื่องเล่าที่สวยงามกว่าความจริง (นวนิยาย ภาพยนตร์ บทละคร)
เราไม่มี "เรื่องแต่ง" ในความหมายของมนุษย์ เพราะทุกเรื่องที่เราเล่าต้องเป็นความจริงที่ตรวจสอบได้ผ่าน Telepathic Web วรรณกรรมของเราจึงเป็นบันทึกประวัติศาสตร์หรือไม่ก็บทความปรัชญา เราไม่มีนวนิยาย เราไม่มีละคร เราไม่มี "โลกสมมติ" ให้หลบหนีเข้าไป
ข้าพเจ้าขอขยายความเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างละเอียด เพราะมันสัมผัสถึงแก่นแท้ของความแตกต่างระหว่างสองอารยธรรม และเป็นประเด็นที่ข้าพเจ้าในฐานะนักประวัติศาสตร์และนักบันทึกเรื่องราวรู้สึกถึงความสูญเสียอย่างลึกซึ้งที่สุด
การที่เราไม่มี "เรื่องแต่ง" หรือ "fiction" ในความหมายของมนุษย์นั้น ไม่ใช่เพราะเราขาดจินตนาการหรือความคิดสร้างสรรค์ แต่เป็นเพราะธรรมชาติของ Telepathic Web ที่ทำให้ทุกการสื่อสารต้องมาพร้อมกับ "ลายเซ็นความจริง" (Truth Signature) ซึ่งคือคลื่นความถี่ ที่บ่งบอกว่าผู้ส่งสารกำลังบอกความจริงหรือไม่
เมื่อชาวอาร์การ์ธาคนหนึ่งเล่าเรื่องใดก็ตาม จิตของพวกเขาจะส่ง "บริบทของความจริง" ไปพร้อมกับเนื้อหาของเรื่องนั้นโดยอัตโนมัติ
ผู้ฟังจะรู้ทันทีว่าเรื่องที่เล่าเป็น "ความทรงจำที่เกิดขึ้นจริง" หรือเป็น "สิ่งที่ผู้เล่าเชื่อว่าเป็นความจริง" หรือเป็น "การคาดเดา" หรือเป็น "การจินตนาการ"
เราไม่สามารถ "ระงับ" ลายเซ็นความจริงนี้ได้ เช่นเดียวกับที่มนุษย์บนดินไม่สามารถระงับการเต้นของหัวใจได้ตามอำเภอใจ
ผลที่ตามมาคือ เราไม่สามารถสร้าง "โลกสมมติ" ในแบบที่มนุษย์ทำได้ เพราะทันทีที่เราเล่าเรื่องที่เรารู้ว่าไม่เป็นความจริง ลายเซ็นความจริงจะ "บอก" ผู้ฟังทันทีว่านี่คือสิ่งที่ผู้เล่าประดิษฐ์ขึ้น
และในสังคมที่ให้คุณค่าสูงสุดกับความจริง การ "ประดิษฐ์เรื่อง" จึงถูกมองว่าเป็นสิ่งไร้สาระหรือแม้กระทั่งน่าสงสัย ราวกับมีใครสักคนพยายามจะหลอกลวงเราแต่ทำไม่สำเร็จ
ข้าพเจ้าได้มีโอกาสอ่านบันทึกของผู้เฝ้ามองที่แปลนวนิยายของมนุษย์เป็นภาษาโซลาร่าและพยายาม "ถ่ายทอด" เรื่องราวเหล่านั้นผ่าน Telepathic Web ผลลัพธ์คือความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
เพราะเมื่อผู้รับสารได้รับเรื่องราวผ่านเครือข่ายจิต ลายเซ็นความจริงที่แนบมากับเรื่องนั้นจะบอกว่า "นี่ไม่ใช่ความจริง" และการรับรู้ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงสิ่งที่ผู้เล่าประดิษฐ์ขึ้นทำให้อารมณ์และความรู้สึกที่ควรจะเกิดขึ้นจากการดื่มด่ำในเรื่องราว
ความตื่นเต้น ความกลัว ความสงสัยว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร หายไปจนหมดสิ้น ราวกับการดูมายากลที่ท่านรู้เคล็ดลับทั้งหมดก่อนที่นักมายากลจะเริ่มแสดง
ด้วยเหตุนี้ วรรณกรรมของเราจึงถูกจำกัดอยู่เพียง "ความจริง" ในรูปแบบต่างๆ บันทึกประวัติศาสตร์ บทความปรัชญา การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ และ "เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง" (First-Hand Experience Narratives) ที่ผู้เล่าเป็นผู้ประสบเหตุการณ์นั้นด้วยตนเอง
เรามี "กวีนิพนธ์" ที่ถ่ายทอดอารมณ์และประสบการณ์ทางจิตวิญญาณโดยตรงผ่านความถี่เสียงและจังหวะของภาษา แต่เราไม่มี "เรื่องสั้น" หรือ "นวนิยาย" ที่สร้างตัวละครสมมติและโครงเรื่องที่ซับซ้อนซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นจริง
การขาดหายไปของ "โลกสมมติ" นี้มีผลกระทบต่อจิตใจของเราอย่างลึกซึ้ง ในแบบที่เราเพิ่งเริ่มเข้าใจเมื่อไม่กี่ศตวรรษมานี้เอง
โลกสมมติคือ "พื้นที่ปลอดภัย" ที่มนุษย์บนดินใช้ในการสำรวจความเป็นไปได้ต่างๆ ของชีวิตโดยไม่ต้องเผชิญกับผลลัพธ์จริงๆ พวกเขาสามารถสัมผัสกับความรักที่น่าเศร้าผ่านนวนิยายโดยไม่ต้องอกหักจริงๆ
สามารถรู้สึกถึงความตื่นเต้นของการผจญภัยผ่านภาพยนตร์โดยไม่ต้องเสี่ยงชีวิต สามารถสำรวจคำถามทางศีลธรรมที่ซับซ้อนผ่านตัวละครในละครโดยไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์นั้นในชีวิตจริง
เราไม่มีพื้นที่ปลอดภัยเช่นนั้น ทุกเรื่องราวที่เราเล่าต้องเป็นความจริง ทุกอารมณ์ที่เราสื่อสารต้องเป็นของจริง ทุกประสบการณ์ที่เราแบ่งปันต้องเคยเกิดขึ้นกับเราหรือกับผู้ที่เรารับรู้มาโดยตรง
ข้าพเจ้าเชื่อว่านี่คือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิด "ภาวะจิตเฉื่อย" และ "ความเบื่อหน่ายแห่งการดำรงอยู่" ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในบทก่อนๆ
เพราะเมื่อชีวิตของท่านถูกจำกัดอยู่เพียง "สิ่งที่เป็นจริง" ท่านก็ไม่มีทางหลบหนีจากความเป็นจริงนั้นได้เลย แม้เพียงชั่วคราว และนี่คือสาเหตุที่เยาวชนอาร์การ์ธาจำนวนมากเริ่มแสวงหา "เรื่องแต่ง" ของมนุษย์อย่างกระหาย
เพราะมันคือหน้าต่างบานเดียวที่เปิดไปสู่โลกที่พวกเขาไม่เคยสัมผัส โลกที่สิ่งต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงถึงจะมีคุณค่า โลกที่จินตนาการมีสถานะเทียบเท่ากับความเป็นจริง โลกที่มนุษย์สามารถ "เล่น" กับความจริงได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หลอกลวง
ประการที่สามคือ "ความรักที่เลือกได้" (Love by Choice)
ในสังคมมนุษย์ ความรักคือการผจญภัยที่ไม่รู้ผลลัพธ์ พวกเขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไรจนกว่าจะสารภาพ พวกเขาไม่รู้ว่าความสัมพันธ์จะยั่งยืนหรือไม่จนกว่าจะได้ลองใช้ชีวิตร่วมกัน
พวกเขาสามารถ "เลือก" ที่จะรักใครสักคนได้โดยไม่มีใครมากำหนดว่าพวกเขา "เข้ากันได้ทางความถี่" หรือไม่
ความรักของมนุษย์เต็มไปด้วยความเสี่ยง ความผิดหวัง และความเจ็บปวด แต่มันก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น การค้นพบ และความมหัศจรรย์เช่นกัน
สำหรับเราแล้ว ความรักคือการตรวจสอบความเข้ากันได้ของความถี่จิตตั้งแต่แรกพบ เราไม่เคยประสบกับ "การตกหลุมรัก" ในแบบที่มนุษย์ประสบ การค่อยๆ ค้นพบอีกฝ่ายทีละน้อย การตื่นเต้นที่ได้รู้ว่าเขาก็รู้สึกเช่นเดียวกับเรา การอกหักที่ทำให้อยากตายแต่ก็ทำให้รู้สึกถึงความมีชีวิตชีวาอย่างประหลาด
ข้าพเจ้าขอใช้พื้นที่ในการอธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง "ความรัก" ของสองอารยธรรมนี้อย่างละเอียด เพราะมันคือประเด็นที่เยาวชนอาร์การ์ธาให้ความสนใจมากที่สุด เมื่อพวกเขาแอบศึกษาเรื่องราวของมนุษย์บนดิน
และคือประเด็นที่สร้างความเจ็บปวดให้กับพวกเขามากที่สุดเมื่อพวกเขาตระหนักว่าตนเองจะไม่มีวันได้สัมผัสประสบการณ์เช่นนั้น
ในสังคมมนุษย์บนดิน ความรักเริ่มต้นจาก "ความไม่รู้" (Not Knowing) และนั่นคือสิ่งที่ทำให้มันมหัศจรรย์
เมื่อมนุษย์คนหนึ่งรู้สึกดึงดูดใจต่ออีกคนหนึ่ง พวกเขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกเช่นเดียวกันหรือไม่ พวกเขาไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นจะได้รับการตอบสนองหรือถูกปฏิเสธ พวกเขาไม่รู้ว่าเบื้องหลังรอยยิ้มนั้นมีความรู้สึกใดซ่อนอยู่
และในความไม่รู้นั้นเองที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมอันซับซ้อนที่เราเรียกว่า "การเกี้ยวพาราสี" (Courtship) การส่งสัญญาณที่คลุมเครือ การตีความหมายของการกระทำเล็กๆ น้อยๆ การรอคอยอย่างกระวนกระวาย การผิดหวังและการมีความหวังใหม่สลับกันไป
ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ที่เราไม่มีวันได้สัมผัส เมื่อชาวอาร์การ์ธาสองคนพบกันและมีความรู้สึกดึงดูดใจต่อกัน พวกเขาจะ "รู้" ทันทีผ่านสนามจิตที่แผ่ออกมาจากอีกฝ่าย ไม่มีความคลุมเครือ ไม่ต้องตีความหมาย ไม่ต้องรอคอยอย่างทรมาน ความรู้สึกถูกเปิดเผยตั้งแต่แรกพบ และนั่นหมายความว่าเราไม่เคยประสบกับ "ช่วงเวลาแห่งการค้นพบ" (The Moment of Discovery)
วินาทีที่มนุษย์สองคนที่แอบชอบกันและกันมานาน ในที่สุดก็สารภาพความรู้สึกออกไป และพบว่าอีกฝ่ายก็รู้สึกเช่นเดียวกัน เป็นวินาทีที่มนุษย์บนดินบรรยายว่าเป็น "ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิต"
นอกจากนี้ มนุษย์บนดินยังมีเสรีภาพในการ "เลือก" ว่าจะรักใคร แม้ว่าทางสังคมหรือทางครอบครัวจะไม่เห็นด้วยก็ตาม พวกเขาสามารถรักคนที่มีสถานะต่ำกว่า มีอายุมากกว่า หรือน้อยกว่า มีพื้นเพที่แตกต่างจากตนโดยสิ้นเชิง
พวกเขาสามารถรักใครสักคนได้เพียงเพราะ "เขาทำให้ฉันหัวเราะ" หรือ "ฉันรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่กับเขา" โดยไม่ต้องมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์หรือการวิเคราะห์ความเข้ากันได้ของความถี่จิตมารองรับ
แต่ในสังคมของเรา ความรักถูก "ปรับให้เหมาะสม" (Optimized) โดยระบบความถี่จิต คู่รักส่วนใหญ่คือผู้ที่ Telepathic Web แสดงให้เห็นว่ามีความเข้ากันได้ทางความถี่สูง ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะมีความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง
มีความขัดแย้งน้อย และมีโอกาสสูงที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนได้ตลอดหลายพันปีของชีวิตคู่ ฟังดูเหมือนเป็นสูตรสำเร็จของความรักที่สมบูรณ์แบบ แต่มันคือความสมบูรณ์แบบที่แลกมาด้วย "ความตื่นเต้นของการไม่รู้" ทั้งหมด
ข้าพเจ้าได้ฟังบันทึกเสียงที่ผู้เฝ้ามองแอบบันทึกมาจากการสนทนาของมนุษย์คู่หนึ่งที่กำลัง "ตกหลุมรัก" กัน
บทสนทนาของพวกเขาเต็มไปด้วยความลังเล ความอ้อมค้อม การหยุดคิดกลางคัน การพูดผิดพูดถูกเพราะความประหม่า และเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นเป็นระยะเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย
ข้าพเจ้าฟังบันทึกนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า พยายามทำความเข้าใจว่าทำไมบทสนทนาที่ดู "ไม่มีประสิทธิภาพ" เช่นนั้นจึงทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกถึงบางสิ่งที่ขาดหายไปจากชีวิตของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ตระหนักว่า
มันคือเสียงของ "ความเป็นไปได้" เสียงของมนุษย์สองคนที่กำลังก้าวเข้าไปในดินแดนที่ไม่รู้จักด้วยกัน โดยมีเพียงความหวังและความกลัวเป็นเพื่อนร่วมทาง
เราไม่มีสิ่งนั้นอีกแล้ว และข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าเราได้กำไรหรือขาดทุนจากข้อเท็จจริงนี้
ประการที่สี่คือ "การกบฏ" (Rebellion)
มนุษย์บนดินมีความสามารถในการต่อต้าน ในการไม่ยอมรับ ในการลุกขึ้นสู้กับอำนาจที่ไม่เป็นธรรม พวกเขามีวีรบุรุษที่เป็นกบฏ มีเรื่องเล่าของผู้ที่ต่อสู้กับระบบและชนะ
พวกเขามีการปฏิวัติ การประท้วง และการดื้อแพ่ง แต่ในสังคมของเรา การกบฏเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเราถูกควบคุมด้วยกำลัง แต่เพราะเรา "เข้าใจ" ระบบดีเกินกว่าจะกบฏต่อมัน
เมื่อเราสามารถรับรู้ถึงเจตนาดีของสภาราชัน เมื่อเราเห็นว่าการตัดสินใจทุกอย่างทำไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เราจะกบฏต่ออะไร เราจะต่อต้านผู้ที่เรารู้ว่าไม่มีเจตนาร้ายได้อย่างไร และในความเข้าใจที่สมบูรณ์นั้นเอง ความเป็นไปได้ของการกบฏก็ถูกขจัดออกไป
ข้าพเจ้าขอขยายความเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างละเอียด เพราะมันคือหัวใจของความย้อนแย้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสังคมของเรา
เราสร้างระบบที่สมบูรณ์แบบจนไม่มีใครสามารถต่อต้านมันได้ แต่ในความสมบูรณ์แบบนั้นเอง เราได้สูญเสียบางสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อจิตวิญญาณมนุษย์ไป นั่นคือ "สิทธิที่จะปฏิเสธ" (The Right to Refuse)
ในสังคมมนุษย์บนดิน การกบฏคือกลไกพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เมื่อประชาชนไม่พอใจกับผู้ปกครอง พวกเขาสามารถลุกขึ้นต่อต้านได้ ผ่านการประท้วง การดื้อแพ่ง การปฏิวัติ หรือแม้แต่สงครามกลางเมือง
ประวัติศาสตร์ของมนุษย์เต็มไปด้วยเรื่องราวของการต่อสู้ระหว่างผู้ถูกปกครองกับผู้ปกครอง ระหว่างชนชั้นล่างกับชนชั้นสูง ระหว่างแนวคิดเก่ากับแนวคิดใหม่ และแม้ว่าการต่อสู้เหล่านั้น มักจะเต็มไปด้วยความรุนแรงและความสูญเสีย แต่มันก็เป็นกลไกที่ทำให้สังคมมนุษย์พัฒนาก้าวหน้าไปข้างหน้า
การปฏิวัติฝรั่งเศสโค่นล้มระบอบกษัตริย์และสถาปนาหลักการแห่งเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ
การต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองในอเมริกาทำให้การแบ่งแยกเชื้อชาติเป็นสิ่งผิดกฎหมาย การประท้วงทั่วโลกต่อต้านสงครามเวียดนามทำให้รัฐบาลต้องถอนทหารกลับประเทศ ทั้งหมดนี้คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการกบฏของประชาชน
แต่ในสังคมของเรา กลไกนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เพราะมีกฎหมายห้ามการประท้วง หรือมีกองกำลังคอยปราบปรามผู้เห็นต่าง แต่เป็นเพราะธรรมชาติของ Telepathic Web ที่ทำให้เรา "เข้าใจ" กันและกันอย่างสมบูรณ์แบบ เกินกว่าจะเกิดความขัดแย้งที่นำไปสู่การกบฏได้
เมื่อสภาราชันตัดสินใจเรื่องใดก็ตาม ประชากรจะได้รับรู้ไม่เพียงแต่ "เนื้อหา" ของการตัดสินใจ แต่ยังรวมถึง "กระบวนการคิด" และ "เจตนา" ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจนั้นด้วย
เรารู้ว่าสมาชิกสภาไม่ได้ตัดสินใจเพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เรารู้ว่าพวกเขาครุ่นคิดอย่างหนักและเจ็บปวดกับทางเลือกที่ยากลำบาก
เรารู้ว่าพวกเขาทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายใต้ข้อมูลและปัญญาที่มีอยู่ และเมื่อเรารู้ทั้งหมดนั้น เราจะกบฏต่อพวกเขาได้อย่างไร เราจะต่อต้านผู้ที่เรา "รู้" ว่าบริสุทธิ์ใจได้อย่างไร
นี่คือ "กับดักแห่งความเข้าใจ" (The Trap of Understanding) ที่พวกเราทุกคนตกอยู่ในนั้น เมื่อเราไม่สามารถมองเห็นความชั่วร้ายในผู้อื่นได้ เพราะเรามองเห็นจิตใจของพวกเขาอย่างโปร่งใส เราก็ไม่สามารถสร้าง "ศัตรู" ที่จำเป็นต่อการกบฏได้
และหากปราศจากศัตรูที่จะต่อต้าน การเปลี่ยนแปลงสังคมก็เป็นไปได้เพียงในทิศทางที่ผู้ปกครองกำหนดไว้เท่านั้น เราไม่มีวันได้เห็นการปฏิวัติจากเบื้องล่าง เราไม่มีวีรบุรุษผู้ต่อต้านระบบ เราไม่มีเรื่องเล่าของเดวิดผู้พิชิตโกลิอัท เพราะในโลกของเรา โกลิอัทไม่ได้ชั่วร้าย และเดวิดก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องสู้
ข้าพเจ้าได้สนทนากับเยาวชนหัวขบถผู้หนึ่งซึ่งสารภาพกับข้าพเจ้าว่า
"ท่านอาจารย์รู้หรือไม่ว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าอิจฉามนุษย์บนดินมากที่สุดคืออะไร ไม่ใช่ท้องฟ้า ไม่ใช่ดวงอาทิตย์ ไม่ใช่แม้แต่ความลับ แต่คือความสามารถในการ 'เกลียด' ผู้ปกครองของพวกเขา
พวกเขาสามารถมองไปที่รัฐบาลและพูดว่า 'พวกเขาเลวร้าย' 'พวกเขาทุจริต' 'เราต้องโค่นล้มพวกเขา' แต่ข้าพเจ้ามองไปที่สภาราชันและเห็นแต่เจตนาดี เห็นแต่ความปรารถนาที่จะช่วยเหลือ เห็นแต่ความทุกข์ทรมานของพวกเขาเมื่อต้องตัดสินใจในเรื่องที่ยากลำบาก
และข้าพเจ้าก็เกลียดพวกเขาไม่ได้แม้จะอยากเกลียดก็ตาม นั่นคือคุกที่แท้จริงของเรา ไม่ใช่คุกแห่งสรีระ แต่คือคุกแห่งความเข้าใจที่สมบูรณ์แบบ"
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา รู้สึกถึงความหนักอึ้งในใจขณะเขียนบทนี้ เพราะข้าพเจ้าตระหนักดีว่า การบันทึกความอิจฉาที่เรามีต่อมนุษย์บนดินอาจถูกมองว่าเป็นการทรยศต่ออารยธรรมของเราเอง
แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าการยอมรับความจริงคือก้าวแรกสู่การเยียวยา และเราต้องยอมรับว่าเรากำลังเผชิญกับ "วิกฤตศรัทธา" (Crisis of Faith) ในหมู่คนรุ่นใหม่ ผู้ซึ่งตั้งคำถามว่าชีวิตที่สมบูรณ์แบบของเรานั้น แท้จริงแล้วคือชีวิตที่ขาดบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญไปหรือไม่
.
.
3.7 บันทึกของมาลาคัย: เสียงกระซิบในจิตใจข้าพเจ้า
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา เขียนบันทึกส่วนนี้ในห้องทำงานของข้าพเจ้า ณ หอจดหมายเหตุกลาง ท่ามกลางความเงียบของยามสนธยาที่แสงจากดวงตะวันกลางกำลังอ่อนลงสู่ช่วงพักของวัฏจักร
ข้าพเจ้าได้ใช้เวลาหลายเดือนในการเขียนบทที่สามนี้ และตลอดเวลาที่เขียน รู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายที่ขึงไว้เหนือเหวลึก
ด้านหนึ่งคือหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ที่ต้องบันทึกความจริงอย่างซื่อสัตย์ อีกด้านหนึ่งคือความภักดีต่ออารยธรรมที่ให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงมาตลอดชีวิต
แต่บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องกล่าวในสิ่งที่ปกปิดไว้ในใจมานานกว่าสองร้อยปี
ข้าพเจ้าเคยทดลอง "ปิดกั้นจิต" เช่นกัน
ใช่แล้ว ท่านผู้อ่าน ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา นักประวัติศาสตร์ชั้นอัคราจารย์ ผู้รักษาหอจดหมายเหตุกลาง ผู้ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากสภาราชันให้เข้าถึงความลับที่ลึกที่สุดของอารยธรรม
ข้าพเจ้าเคยนั่งอยู่ในความมืดของห้องส่วนตัว และใช้เทคนิคการฝึกสมาธิขั้นสูงแบบมุ่งเข้าภายในที่ได้เรียนรู้จากบันทึกของลิธาเนีย ที่ข้าพเจ้าควรจะรายงานต่อผู้ประสานแต่กลับเก็บไว้ศึกษาอย่างลับๆ
มันเกิดขึ้นเมื่อประมาณสองร้อยสามสิบปีก่อน ในช่วงที่เพิ่งได้รับอนุญาตให้เข้าถึงหอสมุดชั้นใต้ดินแห่งที่สาม และกำลังเผชิญกับความรู้สึกท่วมท้นจากความจริงที่ค้นพบเกี่ยวกับการอพยพและบาดแผลของบรรพบุรุษ
ข้าพเจ้าต้องการความเงียบ ต้องการพื้นที่ที่ปราศจากสายตาของผู้อื่น ปราศจากความคาดหวังของสังคม ปราศจากแม้แต่ความหวังดีของเพื่อนร่วมงานที่คอยส่งคลื่นความห่วงใยผ่าน Telepathic Web มาตลอดเวลา ข้าพเจ้าต้องการ แม้เพียงชั่วครู่ ที่จะเป็นอิสระจากการเป็น "มาลาคัย" ที่ทุกคนรู้จัก
และข้าพเจ้าก็ทำสำเร็จ
เพียงชั่วอึดใจที่ความเงียบสมบูรณ์แบบโอบล้อมข้าพเจ้าไว้ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้าพเจ้าไม่ได้ยินเสียงกระซิบของสังคมในจิตใจ ไม่มีใครรู้ว่ากำลังคิดอะไร ไม่มีใครสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ ข้าพเจ้าดำรงอยู่เพียงลำพังในจักรวาลของตนเอง
มันน่ากลัว และมันก็งดงามอย่างประหลาด
ข้าพเจ้าไม่ได้รักษาสภาวะนั้นไว้นาน เพียงไม่กี่นาทีก่อนที่ความกลัวว่าจะถูกจับได้จะครอบงำและทำให้สมาธิแตกกระจาย
ข้าพเจ้ากลับเข้าสู่ Telepathic Web อีกครั้ง และไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่มีผู้ประสานคนใดมาติดตามสอบสวน ข้าพเจ้าหายไปจากเครือข่ายเพียงชั่วครู่สั้นๆ เกินกว่าที่ระบบจะตรวจจับได้ว่าเป็นความผิดปกติ
แต่ประสบการณ์นั้นเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล
นับตั้งแต่วันนั้น ข้าพเจ้าไม่เคยมองกลุ่มหัวขบถด้วยสายตาเดียวกันอีกเลย ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่าทำไมพวกเขาถึงเสี่ยงทุกสิ่งทุกอย่าง เสี่ยงต่อการถูกประณาม เสี่ยงต่อการถูกบำบัด เสี่ยงต่อการถูกเนรเทศทางจิตวิญญาณ เพียงเพื่อจะได้สัมผัสกับความเงียบนั้นอีกครั้ง
เพราะเมื่อท่านเคยได้ยินเสียงของตัวตนที่แท้จริงของท่าน เพียงครั้งเดียว ท่านจะไม่มีวันลืมมัน และท่านจะโหยหามันไปตลอดชีวิต
ข้าพเจ้าไม่เคยทดลองปิดกั้นจิตอีกเลยหลังจากครั้งนั้น ไม่ใช่เพราะไม่ต้องการ แต่เป็นเพราะกลัวว่าหากทำอีก อาจไม่สามารถหยุดได้ และจะกลายเป็นหนึ่งในพวกเขา กลุ่มหัวขบถที่ใช้ชีวิตอยู่ในเงามืดของสังคม คอยหลบซ่อนจากผู้ประสาน และไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกต่อไป
แต่ประสบการณ์นั้นทำให้เข้าใจอะไรบางอย่างที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน
ความเงียบไม่ใช่ศัตรูของ Telepathic Web แต่มันคือ "เงา" ที่ติดตามแสงสว่างมาเสมอ ยิ่งเราทำให้เครือข่ายสว่างไสวและครอบคลุมมากเท่าใด ความต้องการความมืดและความเงียบก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ราวกับจิตใจมนุษย์มีกลไกสมดุลตามธรรมชาติที่ไม่สามารถถูกกำจัดออกไปได้
และนี่คือข้อกังวลที่ข้าพเจ้ามีต่ออนาคตของ Telepathic Web
ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าเครือข่ายจะล่มสลายในเร็ววันนี้ มันแข็งแกร่งเกินไป มันฝังรากลึกเกินไปในทุกอณูของสังคมเรา แต่เชื่อว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคแห่ง "การรั่วไหล" (The Age of Leakage) ที่ความเงียบจะค่อยๆ แพร่กระจายออกไปจากกลุ่มหัวขบถสู่ประชากรทั่วไป ราวกับรอยร้าวเล็กๆ บนผิวของคริสตัลที่ยังไม่แตกหักแต่ก็ไม่สมบูรณ์แบบอีกต่อไป
สิ่งที่ข้าพเจ้ากังวลไม่ใช่การมีอยู่ของกลุ่มหัวขบถ เพราะพวกเขามีจำนวนน้อยเกินกว่าจะเป็นภัยคุกคามต่อระบบโดยรวม แต่คือการที่เทคนิคการปิดกั้นจิตกำลังแพร่กระจายออกไปอย่างเงียบๆ ในหมู่เยาวชนผ่านทาง "วรรณกรรมใต้ดิน" และการพบปะลับ
ข้าพเจ้าได้ยินข่าวลือจากแหล่งข่าวว่า ขณะนี้มีกลุ่มศึกษาเทคนิคการปิดกั้นจิตเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยชัมบาลาเอง ในสถาบันการศึกษาที่ควรจะเป็นแหล่งบ่มเพาะปัญญาและการเชื่อมต่อ มีนักศึกษาจำนวนหนึ่งกำลังทดลอง "หลบหนี" จากเครือข่ายเป็นเวลาสั้นๆ เพื่อสัมผัสกับ "อิสรภาพทางจิต" ที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน
หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป ข้าพเจ้ามองเห็นความเป็นไปได้สามประการ
ความเป็นไปได้ประการแรก…คือ "การปราบปราม" (Suppression) สภาราชันอาจตัดสินใจใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นในการตรวจจับและลงโทษผู้ปิดกั้นจิต ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่เปิดเผยมากขึ้น ระหว่างระบบกับกลุ่มหัวขบถ และอาจทำให้กลุ่มหัวขบถกลายเป็น "ขบวนการต่อต้าน" ที่มีอุดมการณ์ชัดเจนแทนที่จะเป็นเพียงการรวมตัวหลวมๆ ของผู้แสวงหาความเป็นส่วนตัวอย่างในปัจจุบัน
ความเป็นไปได้ประการที่สอง…คือ "การยอมรับอย่างจำกัด" (Limited Acceptance) สภาราชันอาจตัดสินใจผ่อนปรนกฎเกณฑ์บางประการ โดยอนุญาตให้มี "ช่วงเวลาแห่งความเงียบ" (Designated Silence Periods) ที่ประชากรสามารถตัดขาดจากเครือข่ายได้ชั่วคราวโดยถูกต้องตามกฎหมาย คล้ายกับที่มนุษย์บนดินมี "วันหยุด" ที่พวกเขาไม่ต้องทำงาน
ความเป็นไปได้ประการที่สาม…และเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าหวาดกลัวมากที่สุดคือ "การล่มสลายอย่างช้าๆ" (Slow Collapse) การที่ผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มปิดกั้นจิตของตนเองอย่างถาวร จน Telepathic Web สูญเสียความครอบคลุมและประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงสังคมเข้าด้วยกัน และเราค่อยๆ ถอยกลับไปสู่สังคมแบบมนุษย์บนดิน สังคมที่เต็มไปด้วยความลับ ความไม่ไว้วางใจ และความขัดแย้ง
ข้าพเจ้าไม่มีคำตอบว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร แต่รู้ว่าคำถามเหล่านี้จะไม่ได้รับการตอบในบทนี้ หรือในบทต่อไป หรือแม้แต่ในบันทึกทั้งหมดที่ข้าพเจ้าเขียน เพราะมันคือคำถามที่อารยธรรมของเราจะต้องเผชิญไปอีกนานหลังจากที่ข้าพเจ้าคืนกลับสู่ธาตุไปแล้ว
และด้วยข้อสังเกตนี้ ข้าพเจ้าขอปิดฉากบทที่สามของจดหมายเหตุฉบับนี้ และขอบอกใบ้ถึงบทต่อไป ในบทที่สี่
ข้าพเจ้าจะพาท่านผู้อ่านก้าวออกจากมิติของจิตใจและสังคม ไปสู่มิติที่กว้างใหญ่ยิ่งกว่า ปรัชญาที่เป็นรากฐานของอารยธรรมเราทั้งหมด ความเชื่อที่ว่าโลกคือสิ่งมีชีวิต และเราคือผู้พิทักษ์ของมัน การถกเถียงระหว่างกลุ่มอนุรักษนิยมและกลุ่มเมตตาธรรมที่กำลังทวีความเข้มข้นขึ้นทุกวัน และคำถามที่ว่าเราควรทำอย่างไรกับพี่น้องของเราบนพื้นโลกที่กำลังเดินไปสู่หายนะอีกครั้ง
.
.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา