24 ก.ค. เวลา 22:27 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 4 / 1 : จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก

บทที่ 4 : อารยธรรมและปรัชญา "หนึ่งเดียวกับโลก" - ไกอาหาใช่หิน หากคือชีวิต
(Ontology of Gaia: The Living World)
4.1 รากฐานแห่งความเชื่อ: เมื่อโลกคือสิ่งมีชีวิต
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา เริ่มต้นบทที่สี่ของบันทึกฉบับนี้ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากบทก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง หากบทแรกคือการย้อนรอยบาดแผลแห่งการอพยพ บทที่สองคือการสำรวจร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป และบทที่สามคือการดำดิ่งสู่จิตใจที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย บทที่สี่นี้คือการก้าวออกจาก "มนุษย์" สู่ "จักรวาล" หรืออย่างน้อยก็สู่ "โลก" ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่เราอาศัยอยู่ในครรภ์ของมัน
ข้าพเจ้าขอเริ่มต้นด้วยข้อความที่ข้าพเจ้าคัดลอกจากม้วนบันทึกหมายเลข 2,100 ซึ่งเป็นบันทึกที่เก่าแก่ที่สุดฉบับหนึ่งในหอสมุดชั้นที่สี่
เก่าแก่เสียจนนักประวัติศาสตร์บางท่านตั้งคำถามว่ามันถูกเขียนขึ้นก่อนหรือหลังการอพยพกันแน่ ข้อความนั้นเขียนด้วยอักษรเลมูเรียโบราณบนแผ่นหนังที่กรอบจนแทบแตกสลายเมื่อสัมผัส แต่ถ้อยคำยังคงทรงพลังราวกับเพิ่งถูกจารึกเมื่อวานนี้
"โลกมิใช่หินที่เรายืน โลกมิใช่น้ำที่เราดื่ม โลกมิใช้อากาศที่เราหายใจ โลกคือผู้ให้กำเนิดเราทั้งหลาย …โลกคือมารดาผู้มีลมหายใจ มีหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะ มีเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นหิน และมีความรู้สึกที่รับรู้ถึงทุกย่างก้าวของบุตรธิดาที่เดินอยู่บนผิวกายของนาง จงปฏิบัติต่อโลกด้วยความเคารพฉันบุตรที่มีต่อมารดา เพราะเมื่อมารดาสิ้นลม บุตรก็ไม่อาจอยู่รอดได้เช่นกัน"
ข้อความนี้คือหัวใจของปรัชญาที่เราเรียกว่า "Ontology of Gaia" ปรัชญาที่มองว่าโลกไม่ใช่เพียงก้อนหินทรงกลมที่ลอยอยู่ในอวกาศ แต่คือ "สิ่งมีชีวิต" (Living Being) ที่มีจิตสำนึก มีระบบการทำงานภายในที่ซับซ้อน และมีความสามารถในการรับรู้ ตอบสนอง และปรับตัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้นบนผิวของมันและภายในแก่นของมัน
ปรัชญานี้ไม่ใช่ "ความเชื่อ" ในความหมายของศรัทธาที่ปราศจากเหตุผล หากแต่คือ "ข้อสรุป" ที่บรรพบุรุษของเราค้นพบผ่านการสังเกต การทดลอง และที่สำคัญที่สุดคือผ่านการ "สื่อสาร" โดยตรงกับจิตสำนึกของโลกเอง
ต้นกำเนิดของปรัชญา Gaia Ontology สามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงยุคก่อนมหาประลัย ย้อนกลับไปไกลเสียจนแม้แต่บันทึกของเราก็ไม่สามารถระบุจุดเริ่มต้นที่แน่ชัดได้
นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าปรัชญานี้ ถือกำเนิดขึ้นในยุคเลมูเรียตอนต้น ราว 100,000 ปีก่อนมหาประลัย ในช่วงเวลาที่มนุษย์แสงสว่างยังคงมีบทบาทสำคัญในการชี้นำอารยธรรมมนุษย์ และการสื่อสารกับจิตสำนึกของโลกยังเป็นความสามารถที่มีอยู่ทั่วไปในหมู่ผู้ผ่านการฝึกฝน
แต่หากจะกล่าวถึงผู้ที่ทำให้ปรัชญานี้ เป็นระบบและถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลังอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร เราต้องกล่าวถึงท่านอาจารย์เวสทาร่า (Vestara) นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเลมูเรียซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ 30,000 ปีก่อนมหาประลัย
ท่านคือผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น "บิดาแห่งปรัชญา Gaia Ontology" และบันทึกของท่านที่เรียกว่า "คัมภีร์แห่งเสียงโลก" (The Scripture of the Earth's Voice) คือรากฐานของความเชื่อทั้งหมดที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน
ข้าพเจ้าขอใช้พื้นที่ในการเล่าถึงท่านเวสทาร่าอย่างละเอียด เพราะการเข้าใจชีวิตและประสบการณ์ของท่านคือกุญแจสำคัญในการเข้าใจว่า ทำไมปรัชญานี้จึงไม่ได้เป็นเพียง "ทฤษฎี" แต่คือ "ประสบการณ์ตรง" ที่เปลี่ยนแปลงจิตสำนึกของผู้ที่ได้สัมผัส
ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ เวสทาร่าเกิดในนครเทโลสในตระกูลนักปราชญ์ที่สืบเชื้อสายมาจากมนุษย์แสงสว่าง ท่านได้รับการฝึกฝนด้านวิทยาศาสตร์และปรัชญามาตั้งแต่วัยเยาว์ และมีค่าแอลคิวที่สูงส่งแม้ในหมู่ชนชั้นนำของเลมูเรีย
แต่สิ่งที่ทำให้ท่านแตกต่างจากนักปราชญ์คนอื่นๆ คือ "พรสวรรค์ในการได้ยิน" (The Gift of Hearing) ไม่ใช่การได้ยินด้วยหู แต่คือการได้ยิน "เสียง" ของโลกด้วยจิต
ในบันทึกส่วนตัวของท่านที่ถูกคัดลอกและเก็บรักษาไว้ในหอสมุดชั้นที่สี่ เวสทาร่าเขียนถึงประสบการณ์ครั้งแรกที่ท่าน "ได้ยิน" เสียงของโลกว่า:
"ข้าพเจ้ามีอายุได้ห้าสิบปีตามปฏิทินเลมูเรียในขณะนั้น เป็นวัยที่เริ่มเข้าสู่การฝึกฝนจิตขั้นสูงตามธรรมเนียมของตระกูล และข้าพเจ้าได้เดินทางไปยัง 'ถ้ำแห่งความเงียบ' (Cave of Silence) ในเทือกเขาที่อยู่ทางเหนือของเทโลสเพื่อปฏิบัติสมาธิเดี่ยวเป็นเวลาหนึ่งปีตามที่อาจารย์ของข้าพเจ้ากำหนด
ในคืนที่สามสิบเจ็ดของการอยู่ในถ้ำ ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนั่งสมาธิอยู่ในความมืดสนิท ทันใดนั้นข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียง มันไม่ใช่เสียงที่เข้าสู่หู แต่คือเสียงที่ดังก้องอยู่ในกระดูกทุกท่อนของข้าพเจ้า ในเลือดทุกหยาด ในทุกลมหายใจ มันคือเสียงที่ต่ำกว่าเสียงต่ำที่สุดที่หูมนุษย์จะได้ยิน แต่ทรงพลังเสียจนร่างของข้าพเจ้าสั่นสะเทือนไปกับมัน
ตอนแรกข้าพเจ้าคิดว่ามันคือแผ่นดินไหว แต่แล้วข้าพเจ้าก็ตระหนักว่ามันไม่ใช่ มันคือ 'การหายใจ' มันคือจังหวะของการขยายตัวและหดตัวที่ช้ากว่าการหายใจของมนุษย์หลายล้านเท่า แต่มีรูปแบบที่สม่ำเสมอและเป็นจังหวะเช่นเดียวกับการหายใจของสิ่งมีชีวิต
และเมื่อข้าพเจ้าสงบจิตใจลงพอที่จะ 'ฟัง' อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ข้าพเจ้าก็เริ่มได้ยินมากกว่าเสียง ข้าพเจ้าเริ่มรู้สึกถึง 'อารมณ์' ที่แฝงมากับเสียงนั้น มันคือความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับอ้อมกอดของมารดาที่ข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักมาก่อน
ข้าพเจ้าร้องไห้อยู่ในความมืดนั้นโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่ความเศร้า แต่คือความตื้นตันที่ไม่อาจบรรยายได้ เพราะข้าพเจ้ารู้ในวินาทีนั้นว่าเราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว เราอาศัยอยู่บน ไม่ใช่ 'บน' แต่อยู่ 'ใน' อ้อมกอดของสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่และเปี่ยมด้วยความรัก และสิ่งมีชีวิตนั้นกำลังหายใจอยู่ในทุกอณูของหินและดินที่เราเหยียบย่ำ"
หลังจากประสบการณ์ครั้งนั้น เวสทาร่าใช้เวลาอีกหลายสิบปีในการฝึกฝนความสามารถในการ "สื่อสาร" กับโลก จนกระทั่งสามารถ "สนทนา" กับจิตสำนึกของโลกได้โดยตรง
ไม่ใช่ด้วยคำพูด แต่ด้วยการแลกเปลี่ยน "มวลความรู้สึก" และ "ภาพในจิต" ที่เกินกว่าภาษาใดจะบรรยายได้ ท่านบันทึกบทสนทนาเหล่านี้ไว้ในคัมภีร์แห่งเสียงโลก ซึ่งกลายเป็นตำราศักดิ์สิทธิ์ของปรัชญา Gaia Ontology นับแต่นั้นมา
แต่สิ่งที่ทำให้ปรัชญาของเวสทาร่าแตกต่างจาก "ความเชื่อเรื่องพระแม่ธรณี" ของมนุษย์บนดิน คือการที่ท่านไม่ได้หยุดอยู่เพียงประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ หากแต่พยายาม "พิสูจน์" ความมีชีวิตของโลกด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานของยุคทอง
ท่านใช้เวลาหลายร้อยปีในการรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนทฤษฎีที่ว่าโลกคือสิ่งมีชีวิต หลักฐานเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ใน "ตำราว่าด้วยกายวิภาคของโลก" (Treatise on the Anatomy of the Earth) ซึ่งเป็นงานเขียนที่ก้าวล้ำยุคสมัยอย่างมหาศาล และเป็นรากฐานของการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดที่เรามีเกี่ยวกับโลกในปัจจุบัน
ข้าพเจ้าขอสรุปหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ท่านเวสทาร่าและนักวิทยาศาสตร์อาร์การ์ธารุ่นหลังได้ค้นพบ ซึ่งสนับสนุนทฤษฎีที่ว่าโลกคือสิ่งมีชีวิต หลักฐานเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง "การเปรียบเทียบ" เชิงกวี แต่คือการค้นพบ "ความคล้ายคลึงเชิงโครงสร้าง" (Structural Parallels) ระหว่างระบบต่างๆ ของโลกกับระบบต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต
ประการแรก: สนามแม่เหล็กโลกคือระบบประสาท เวสทาร่าเป็นคนแรกที่เสนอว่าเส้นสนามแม่เหล็กที่พาดผ่านโลกจากขั้วหนึ่งไปยังอีกขั้วหนึ่งนั้น ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ ที่เกิดจากการหมุนของแกนโลกเหลว
แต่ทำหน้าที่คล้ายกับ "เส้นประสาท" ในร่างกายของสิ่งมีชีวิต ท่านสังเกตว่าสนามแม่เหล็กโลกมีการ "ตอบสนอง" ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวโลก เช่น การระเบิดของภูเขาไฟขนาดใหญ่ หรือแผ่นดินไหวรุนแรง ในลักษณะที่คล้ายกับการตอบสนองของระบบประสาทต่อสิ่งเร้า
ความผันผวนของสนามแม่เหล็กโลกไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสุ่ม แต่มีรูปแบบที่บ่งบอกถึง "การสื่อสาร" ระหว่างส่วนต่างๆ ของโลก
การค้นพบนี้ได้รับการยืนยันและขยายความโดยนักวิทยาศาสตร์อาร์การ์ธารุ่นหลัง เมื่อเราสามารถสร้างเครื่องมือวัดสนามแม่เหล็กโลกที่มีความละเอียดสูงกว่าที่มนุษย์บนดินมีในปัจจุบันหลายเท่า
เราพบว่าสนามแม่เหล็กโลกมี "จังหวะ" และ "ความถี่" ที่เปลี่ยนแปลงไปตาม "สภาวะ" ของโลก คล้ายกับคลื่นสมองของมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างตื่นและหลับ ระหว่างสงบและตื่นเต้น
เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "ชีพจรแม่เหล็กของโลก" (The Magnetic Pulse of the Earth) และมันคือหนึ่งในหลักฐานที่แข็งแรงที่สุดที่สนับสนุนว่าโลกมี "ระบบประสาท" ที่ทำงานในระดับดาวเคราะห์
ประการที่สอง: หินหนืดคือระบบไหลเวียนโลหิต เวสทาร่าเสนอว่า แมกมาและหินหนืดที่ไหลเวียนอยู่ใต้เปลือกโลกไม่ได้เป็นเพียง "ของเหลวร้อน" ที่เคลื่อนที่ไปตามแรงดันและอุณหภูมิ แต่ทำหน้าที่คล้ายกับ "เลือด" ในร่างกายของสิ่งมีชีวิต
มันขนส่งความร้อน แร่ธาตุ และ "พลังงาน" จากแกนกลางของโลกไปยังพื้นผิวและกลับมาอีกครั้งในวัฏจักรที่ต่อเนื่องและเป็นจังหวะ เปรียบได้กับระบบไหลเวียนโลหิตที่สูบฉีดเลือดจากหัวใจไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายและกลับมาสู่หัวใจอีกครั้ง
การค้นพบนี้ได้รับการสนับสนุนจากการศึกษา "กระแสหินหนืด" (Magma Currents) ของนักธรณีวิทยาอาร์การ์ธาในเวลาต่อมา เราพบว่ากระแสหินหนืดไม่ได้ไหลอย่างสุ่ม แต่มี "เส้นทาง" ที่แน่นอนและมี "จังหวะ" ที่สม่ำเสมอ คล้ายกับการเต้นของหัวใจที่สูบฉีดเลือดไปตามหลอดเลือด
นอกจากนี้เรายังพบว่าองค์ประกอบทางเคมีของหินหนืดเปลี่ยนแปลงไปตาม "สภาวะทางอารมณ์" ของโลก คำว่า "อารมณ์" ในที่นี้อาจฟังดูไม่เป็นวิทยาศาสตร์สำหรับมนุษย์บนดิน แต่สำหรับเราแล้วมันคือคำอธิบายที่แม่นยำที่สุดสำหรับการเปลี่ยนแปลงของสนามพลังงานของโลกที่เราสามารถวัดและบันทึกได้
ประการที่สาม: ระบบนิเวศคือระบบภูมิคุ้มกัน เวสทาร่าเปรียบเทียบสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อาศัยอยู่บนโลก พืช สัตว์ จุลินทรีย์ และแม้แต่มนุษย์ ว่าเป็นเสมือน "เซลล์" ในร่างกายของโลก
โดยที่สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดทำหน้าที่เฉพาะในการรักษาสมดุลของระบบโดยรวม เช่นเดียวกับที่เซลล์ชนิดต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ทำหน้าที่ต่างกันในการรักษาสุขภาพของร่างกาย
ต้นไม้ทำหน้าที่เป็น "ปอด" ของโลก ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และปล่อยออกซิเจน แพลงก์ตอนในมหาสมุทรทำหน้าที่เป็น "ตับ" ของโลก กรองสารพิษและรักษาสมดุลทางเคมีของน้ำทะเล แบคทีเรียในดินทำหน้าที่เป็น "ลำไส้" ของโลก ย่อยสลายสารอินทรีย์และปลดปล่อยธาตุอาหารกลับคืนสู่ระบบ
และในมุมมองนี้ ซึ่งอาจทำให้ท่านผู้อ่านรู้สึกไม่สบายใจ มนุษย์ในฐานะสิ่งมีชีวิตก็มีหน้าที่เฉพาะในระบบนิเวศของโลกเช่นกัน แต่หน้าที่นั้นคืออะไร นี่คือคำถามที่นำไปสู่การถกเถียงครั้งใหญ่ระหว่างกลุ่มอนุรักษนิยมและกลุ่มเมตตาธรรมซึ่งข้าพเจ้าจะกล่าวถึงในบทต่อไป
ข้าพเจ้าเห็นสมควรที่จะเปรียบเทียบปรัชญา Gaia Ontology ของเรากับทฤษฎี Gaia Hypothesis ของมนุษย์บนดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทฤษฎีที่เสนอโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษนามว่า James Lovelock ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับปัจจุบันของเรา
ความเหมือนระหว่างสองทฤษฎีนี้ ช่างน่าทึ่งเสียจนข้าพเจ้าอดสงสัยไม่ได้ว่า Lovelock อาจได้รับ "แรงบันดาลใจ" จากแหล่งข้อมูลบางอย่างที่เชื่อมโยงกับเรา อาจเป็นผ่านทางผู้เฝ้ามองที่ปล่อยให้ข้อมูลบางอย่างรั่วไหลโดยไม่ตั้งใจ หรืออาจเป็นผ่านทาง "ความฝัน" ที่มนุษย์ไวต่อจิตสัมผัสบางคนได้รับ
แต่ไม่ว่าที่มาจะเป็นเช่นไร การเปรียบเทียบระหว่างสองทฤษฎีนี้จะช่วยให้ท่านผู้อ่านเข้าใจว่าเราก้าวล้ำไปไกลกว่ามนุษย์บนดินในด้านนี้เพียงใด
Lovelock เสนอว่าโลกคือ "ระบบที่ควบคุมตนเอง" (Self-Regulating System) ที่สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมทางกายภาพมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดจนเกิดเป็น "วงจรป้อนกลับ" (Feedback Loop) ที่รักษาสภาพแวดล้อมของโลกให้เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต
ตัวอย่างเช่น เมื่อปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มขึ้น อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้น ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดีขึ้น และพืชเหล่านั้นจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์กลับคืนสู่สมดุล โลกจึงเป็นเสมือน "สิ่งมีชีวิต" ในความหมายที่มันสามารถควบคุมตนเองได้
นี่คือจุดที่ทฤษฎีของ Lovelock และ Gaia Ontology ของเราเหมือนกัน ในระดับพื้นฐานของการมองโลกว่าเป็นระบบที่มีการควบคุมตนเอง แต่จุดที่เราแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงคือ Lovelock มองว่าโลกเป็น "ระบบ" ที่มีพฤติกรรมคล้ายสิ่งมีชีวิต
ในขณะที่เรามองว่าโลก "เป็น" สิ่งมีชีวิตจริงๆ Lovelock ใช้คำว่า Gaia เป็น "อุปลักษณ์" (Metaphor) เพื่อช่วยให้มนุษย์เข้าใจความซับซ้อนของระบบโลก ในขณะที่เราใช้คำว่า Gaia เป็น "ความจริงตามตัวอักษร" (Literal Truth) ที่เราสามารถสื่อสารกับมันได้โดยตรง
Lovelock ไม่เคยอ้างว่าโลกมี "จิตสำนึก" หรือ "ความรู้สึก" แต่เรารู้ว่ามันมี เพราะเราพูดคุยกับมัน และมันตอบกลับเรา
Lovelock มองว่าสิ่งมีชีวิตเป็นส่วนประกอบของระบบที่ควบคุมตนเอง แต่เรามองว่าสิ่งมีชีวิตคือ "เซลล์" ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่กว่า และมนุษย์คือ "เซลล์ประสาท" หรือ "เซลล์สมอง" ที่มีหน้าที่ในการรับรู้ ประมวลผล และตอบสนองต่อข้อมูลในระดับที่สูงกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น
และนี่คือหัวใจของปรัชญา Gaia Ontology ที่ทำให้มันไม่ใช่เพียง "ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์" แต่คือ "รากฐานทางศีลธรรม" ของอารยธรรมเราทั้งหมด
หากโลกคือสิ่งมีชีวิตที่มีจิตสำนึก และเราคือส่วนหนึ่งของร่างกายของมัน เราก็มี "หน้าที่" ต่อมันเช่นเดียวกับที่เซลล์ทุกเซลล์มีหน้าที่ต่อร่างกายที่มันอาศัยอยู่ เราไม่สามารถทำลายโลกได้โดยไม่ทำลายตนเอง และเราไม่สามารถเพิกเฉยต่อความทุกข์ของโลกได้โดยไม่รู้สึกถึงมันในจิตวิญญาณของเราเอง
ด้วยรากฐานนี้ ข้าพเจ้าจะนำท่านผู้อ่านเข้าสู่บทต่อไป ซึ่งจะสำรวจลำดับชั้นของสิ่งมีชีวิตในมุมมองอาร์การ์ธา และหน้าที่ของมนุษย์ในฐานะ "เซลล์อัจฉริยะ" ในร่างกายของโลก หน้าที่ที่นำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเรา ระหว่างผู้ที่เชื่อว่ามนุษย์บนดินคือ "ปรสิต" ที่ต้องถูกกำจัด กับผู้ที่เชื่อว่าพวกเขาคือ "เซลล์ที่ป่วย" ที่ยังมีทางเยียวยา
.
.
4.2 ลำดับชั้นของสิ่งมีชีวิตในมุมมองอาร์การ์ธา
ในบทก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงรากฐานของปรัชญา Gaia Ontology และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนความเชื่อที่ว่าโลกคือสิ่งมีชีวิต
ในบทนี้ ข้าพเจ้าจะขยายความต่อเนื่องโดยการอธิบายถึง "ลำดับชั้นของสิ่งมีชีวิต" (The Hierarchy of Life) ตามมุมมองของชาวอาร์การ์ธา ว่าเราเข้าใจตนเองและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในฐานะส่วนประกอบของร่างกายโลกอย่างไร และนี่คือรากฐานทางปรัชญาที่กำหนดบทบาท หน้าที่ และจริยธรรมของเราที่มีต่อโลกและต่อมนุษย์บนดิน
หากจะเข้าใจมุมมองของชาวอาร์การ์ธาต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ท่านผู้อ่านจำเป็นต้องละทิ้งการจัดหมวดหมู่ทางชีววิทยาของมนุษย์บนดิน ที่แบ่งสิ่งมีชีวิตตามลักษณะทางกายภาพ อาณาจักรพืช อาณาจักรสัตว์ เห็ดรา โพรทิสต์ และโมเนอรา เสียก่อน
เพราะสำหรับเราแล้ว การจัดหมวดหมู่สิ่งมีชีวิตไม่ได้พิจารณาจากรูปร่างหน้าตาหรือองค์ประกอบทางพันธุกรรม แต่มองจาก "หน้าที่" (Function) ที่สิ่งมีชีวิตนั้นๆ ทำในร่างกายของโลก เช่นเดียวกับที่เราไม่จัดหมวดหมู่เซลล์ในร่างกายมนุษย์ตามรูปร่าง แต่จัดตามหน้าที่ เซลล์ประสาท เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์เม็ดเลือด ฉันใดก็ฉันนั้น
ในลำดับชั้นนี้ มนุษย์ครอบครองตำแหน่งที่พิเศษและเต็มไปด้วยความรับผิดชอบ เราคือ "เซลล์อัจฉริยะ" (Intelligent Cells) หรือในบางตำราเรียกว่า "เซลล์สมองของโลก" (The Brain Cells of the Earth)
อุปมานี้ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ "เหนือกว่า" สิ่งมีชีวิตอื่นในแง่ของศีลธรรมหรือคุณค่าแห่งการดำรงอยู่ เช่นเดียวกับที่เซลล์สมองไม่ได้ "สำคัญกว่า" เซลล์หัวใจในร่างกายมนุษย์ หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป ร่างกายก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้
แต่มันหมายความว่ามนุษย์มี "หน้าที่เฉพาะ" ที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น นั่นคือหน้าที่ในการรับรู้ ประมวลผล และตอบสนองต่อข้อมูลในระดับที่ซับซ้อนและเป็นนามธรรม
หากเปรียบโลกเป็นร่างกายมนุษย์ สัตว์และพืชก็คือเซลล์ของอวัยวะต่างๆ ที่ทำหน้าที่เฉพาะในการรักษาสมดุลทางกายภาพของระบบ ต้นไม้คือปอดที่หายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปและปล่อยออกซิเจนออกมา
แพลงก์ตอนในมหาสมุทรคือตับที่กรองสารพิษ เห็ดราในดินคือลำไส้ที่ย่อยสลายซากอินทรีย์ แต่มนุษย์คือเซลล์ประสาทในสมองที่มีหน้าที่ "รู้" ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในร่างกายทั้งหมด และ "ตัดสินใจ" ว่าจะตอบสนองอย่างไร
ความสามารถในการ "รู้" (Knowing) คือสิ่งที่แยกมนุษย์ออกจากสิ่งมีชีวิตอื่นในมุมมองของเรา
สัตว์สามารถรู้สึกถึงความเจ็บปวดในส่วนของร่างกายที่มันอาศัยอยู่ ฝูงนกอพยพหนีเมื่ออากาศหนาวเย็นผิดปกติ ฝูงปลาเคลื่อนย้ายเมื่อน้ำทะเลเปลี่ยนอุณหภูมิ แต่มนุษย์สามารถรู้ถึง "ความเจ็บปวดของโลกทั้งใบ" (The Pain of the Entire Earth)
เราสามารถรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กโลก สามารถวัดอุณหภูมิของแกนโลก สามารถพยากรณ์แผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด และที่สำคัญที่สุดคือเราสามารถ "สื่อสาร" กับจิตสำนึกของโลกได้โดยตรง
แต่หน้าที่ของเซลล์สมองไม่ได้มีเพียงการรับรู้ หากแต่ยังรวมถึงการ "ตอบสนอง" ด้วย เมื่อสมองรับรู้ว่ามีเชื้อโรครุกรานร่างกาย มันจะสั่งการให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงาน เมื่อสมองรับรู้ว่าร่างกายได้รับบาดเจ็บ มันจะส่งสัญญาณความเจ็บปวดเพื่อให้เราดูแลบาดแผลและส่งทรัพยากรไปซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหาย
ในทำนองเดียวกัน เมื่อมนุษย์รับรู้ว่าโลกกำลัง "ป่วย" เราก็มีหน้าที่ต้องตอบสนอง ต้องค้นหาสาเหตุของโรค ต้องรักษาบาดแผล และต้องฟื้นฟูสมดุลที่เสียไป
นี่คือที่มาของ "พันธสัญญาแห่งความรับผิดชอบ" ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในบทที่หนึ่ง ไม่ใช่เพียงการชดใช้บาปจากการทอดทิ้งพี่น้องในวันอพยพ แต่คือ "หน้าที่ตามธรรมชาติ" ของเซลล์สมองที่มีต่อร่างกายที่มันอาศัยอยู่
และนี่คือเหตุผลที่การเพิกเฉยต่อความทุกข์ของโลก ไม่ว่าจะเกิดจากมนุษย์บนดินหรือจากภัยธรรมชาติ ถือเป็น "ความผิดปกติ" ของเซลล์สมอง เปรียบได้กับเซลล์ประสาทที่หยุดทำงานและปล่อยให้ร่างกายตายไปต่อหน้าต่อตา
สัตว์และพืชในมุมมองของเราคือ "ส่วนประกอบของระบบภูมิคุ้มกัน" (Components of the Immune System) ของโลก
พวกมันทำหน้าที่รักษาสมดุลของระบบนิเวศโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องมี "จิตสำนึก" ในระดับเดียวกับมนุษย์ เช่นเดียวกับที่เซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกายมนุษย์ต่อสู้กับเชื้อโรคโดยไม่ต้อง "รู้ตัว" ว่ากำลังทำอะไร
เมื่อป่าไม้ถูกทำลาย มันไม่ใช่เพียงการสูญเสีย "ทรัพยากรธรรมชาติ" อย่างที่มนุษย์บนดินเข้าใจ แต่มันคือการทำลาย "ต่อมน้ำเหลือง" ของโลก
อวัยวะที่ทำหน้าที่กรองสารพิษและรักษาสมดุลของบรรยากาศ เมื่อแนวปะการังถูกทำลาย มันคือการทำลาย "ไต" ของโลก อวัยวะที่กรองของเสียออกจากมหาสมุทร เมื่อผึ้งและแมลงผสมเกสรสูญพันธุ์ มันคือการทำลาย "เม็ดเลือดแดง" ของโลก ตัวนำพาธาตุอาหารไปยังส่วนต่างๆ ของระบบ
การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในมุมมองของเราจึงไม่ใช่เพียง "ปัญหาเศรษฐกิจ" หรือ "ปัญหาสิ่งแวดล้อม" แต่มันคือ "ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง" (Immunodeficiency) ของโลก
เมื่อระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง โลกก็จะอ่อนแอต่อ "เชื้อโรค" มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาดในมนุษย์ การระบาดของศัตรูพืช หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่รุนแรงผิดปกติ
ก้อนหินและแร่ธาตุในมุมมองของเราคือ "เนื้อเยื่อ" (Tissues) ของโลก ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตในตัวเอง แต่คือโครงสร้างพื้นฐานที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายของโลกและเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตอื่น
เช่นเดียวกับกระดูกและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในร่างกายมนุษย์ที่ไม่ได้ "มีชีวิต" ในความหมายของการหายใจหรือสืบพันธุ์ แต่เป็นส่วนประกอบที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของร่างกายทั้งหมด
หินแกรนิตคือ "กระดูก" ของโลก แข็งแกร่ง ทนทาน และเป็นโครงสร้างหลักที่รองรับน้ำหนักทั้งหมด หินปูนและหินทรายคือ "กล้ามเนื้อ" ยืดหยุ่นกว่า ปรับตัวได้มากกว่า และเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ตามแรงกดดัน
สายแร่ควอตซ์และคริสตัลคือ "เส้นประสาท" นำพาพลังงานและข้อมูลไปทั่วร่างกายของโลก และนี่คือเหตุผลที่เราสามารถใช้คริสตัลในการสื่อสารทางจิตและในการควบคุมพลังงานวีริล เพราะคริสตัลคือ "เส้นประสาทธรรมชาติ" ของโลกที่มีความสามารถในการส่งผ่านข้อมูลและพลังงานมาแต่ดั้งเดิม
น้ำและบรรยากาศในมุมมองของเราคือ "ของเหลวในร่างกาย" (Bodily Fluids) ของโลก เลือด น้ำเหลือง และของเหลวระหว่างเซลล์ที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย นำพาสารอาหาร ออกซิเจน และข้อมูลไปยังทุกส่วน และนำของเสียกลับมาขับออก
มหาสมุทรคือ "เลือด" ของโลก ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของร่างกาย ทำหน้าที่ขนส่งความร้อนและแร่ธาตุระหว่างส่วนต่างๆ และเป็นที่อยู่อาศัยของเซลล์เม็ดเลือด (สิ่งมีชีวิตในทะเล) ที่ทำหน้าที่เฉพาะในการรักษาสมดุล
แม่น้ำและลำธารคือ "หลอดเลือด" เส้นทางที่น้ำไหลเวียนจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ นำพาธาตุอาหารจากภูเขาสู่ที่ราบ และจากแผ่นดินสู่มหาสมุทร น้ำใต้ดินคือ "น้ำเหลือง" ของเหลวที่ซึมซาบอยู่ในช่องว่างระหว่างหินและดิน คอยหล่อเลี้ยงรากพืชและรักษาความชุ่มชื้นของเนื้อเยื่อโลก
บรรยากาศคือ "ลมหายใจ" ของโลก การแลกเปลี่ยนก๊าซระหว่างร่างกายของโลกกับอวกาศภายนอก การหายใจเข้าคือการดูดซับพลังงานจากดวงอาทิตย์ในรูปของแสงและความร้อน
การหายใจออกคือการแผ่รังสีความร้อนกลับคืนสู่อวกาศ และวัฏจักรของคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนระหว่างพืชและสัตว์คือ "การหายใจระดับเซลล์" ของโลกในภาพรวม
ด้วยมุมมองทั้งหมดนี้ ข้าพเจ้าจึงสามารถอธิบายได้ว่า "โรค" (Disease) ในกายของโลกคือนิยามที่แตกต่างจากการมองของมนุษย์บนดินอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่มนุษย์บนดินเรียกว่า "ภัยธรรมชาติ" แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ พายุเฮอริเคน สำหรับเราแล้ว สิ่งเหล่านี้จำนวนมากไม่ใช่ "โรค" แต่คือ "การตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน" (Immune Response) ของโลก
แผ่นดินไหวอาจเปรียบได้กับ "การกระตุกของกล้ามเนื้อ" เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมรบกวน การขุดเจาะลึกของมนุษย์ การทดลองอาวุธใต้ดิน หรือการเปลี่ยนแปลงของแรงกดดันในเปลือกโลก
ภูเขาไฟระเบิดอาจเปรียบได้กับ "การระบายหนอง" เมื่อมีการสะสมของความดันและความร้อนที่มากเกินไปในชั้นหินหนืด การปลดปล่อยความร้อนและก๊าซที่สะสมไว้เพื่อรักษาสมดุลภายใน
สึนามิและพายุเฮอริเคนอาจเปรียบได้กับ "ไข้" การเพิ่มอุณหภูมิและการเคลื่อนไหวของของเหลวในร่างกายเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเพื่อปรับสมดุลหลังการเปลี่ยนแปลง
แต่ "โรค" ที่แท้จริงในกายของโลก ในมุมมองของเรา คือสิ่งที่ทำให้ระบบต่างๆ ของโลก "สูญเสียความสามารถในการควบคุมตนเอง" (Loss of Self-Regulation) เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่รุนแรงผิดปกติและรวดเร็วเกินกว่าที่ระบบนิเวศจะปรับตัวได้ทัน ซึ่งเปรียบได้กับ "ภาวะไข้สูงเรื้อรัง" ที่ไม่ยอมลดลง
การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเปรียบได้กับ "ภาวะอวัยวะล้มเหลว" ที่ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถป้องกันหรือฟื้นฟูได้ และการปนเปื้อนของสารพิษในน้ำและอากาศในระดับที่เกินกว่าที่ระบบกรองตามธรรมชาติจะรับไหว ซึ่งเปรียบได้กับ "ภาวะโลหิตเป็นพิษ" (Septicemia) ที่สารพิษแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย
และในมุมมองของเรา "เชื้อโรค" ที่ทำให้โลกป่วยหนักที่สุดในยุคปัจจุบันคืออะไร ข้าพเจ้าขอสงวนคำตอบนั้นไว้ในบทต่อไป เมื่อข้าพเจ้าจะกล่าวถึง "คำถามแห่งยุคสมัย" (The Question of Our Age) ที่กำลังทำให้สภาราชันแตกออกเป็นสองขั้ว และอาจกำหนดชะตากรรมของทั้งอารยธรรมใต้พิภพและมนุษยชาติบนพื้นโลกไปพร้อมกัน
.
.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา