22 ก.ค. เวลา 06:17 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 2 / 2 :จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก

[เนื้อหนังในความมืด - วิวัฒนาการของผู้ที่โลกกลืนกิน]
2.3 การสังเคราะห์พลังงานวีริล: หัวใจของกายภาพอาร์การ์ธา
หากจะกล่าวว่าการยืดตัวของโครงกระดูก คือการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดด้วยตาเปล่า และระบบหายใจแบบทวิภาค คือการปรับตัวที่สำคัญที่สุดต่อการอยู่รอดในสภาพแวดล้อมใต้พิภพ
การสังเคราะห์พลังงานวีริลก็คือ "หัวใจ" ที่สูบฉีดชีวิตเข้าสู่ทุกอณูของกายภาพอาร์การ์ธา มันคือกลไกที่อยู่เบื้องหลังทุกการเปลี่ยนแปลง ที่ข้าพเจ้าได้บรรยายไปแล้ว และคือรากฐานที่ทำให้เรามีอายุขัยยืนยาวนับพันปี
มีพละกำลังเหนือมนุษย์บนดิน และมีความสามารถในการเชื่อมต่อจิตถึงกันผ่าน Telepathic Web การทำความเข้าใจการสังเคราะห์พลังงานวีริลจึงไม่ใช่เพียงการทำความเข้าใจกระบวนการทางชีวเคมี แต่มันคือการทำความเข้าใจ "แก่นแท้" ของสิ่งที่ทำให้เราเป็นเราอยู่ในปัจจุบัน
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ขอเริ่มต้นด้วยการให้นิยามทางวิทยาศาสตร์ของพลังงานวีริลอย่างเป็นระบบ โดยอ้างอิงจากตำรา "หลักการพลังงานพื้นฐาน" (Fundamental Principles of Energy) ซึ่งเขียนโดยท่านนักปราชญ์เคลดาน ในปีที่ 180 หลังการอพยพ และได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติม โดยนักฟิสิกส์รุ่นหลังอีกหลายท่าน
ตำรานี้ถูกใช้เป็นคัมภีร์พื้นฐานในการศึกษาพลังงานในสถาบันการศึกษาของชัมบาลามาจนถึงปัจจุบัน และข้าพเจ้าขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านที่สนใจศึกษาลงลึกในรายละเอียดทางเทคนิค สามารถค้นคว้าได้จากต้นฉบับที่เก็บรักษาในหอสมุดชั้นที่สาม
ท่านเคลดานนิยามพลังงานวีริลว่าเป็น "สนามพลังชีวิตปฐมภูมิ" (Primordial Life Force Field) ที่แผ่ซ่านอยู่ในจักรวาลนับตั้งแต่การกำเนิดของเอกภพ หากเปรียบเทียบกับพลังงานรูปแบบอื่นที่มนุษย์บนดินรู้จัก พลังงานวีริลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างหลายประการ
ประการแรก ….มันไม่ได้อยู่ในรูปของคลื่นหรืออนุภาคเพียงอย่างเดียว แต่มีธรรมชาติเป็น "ทวิภาวะ" (Duality) ที่สามารถปรากฏเป็นได้ทั้งคลื่นและอนุภาคในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับ "เจตนา" ของผู้สังเกตหรือผู้ใช้ นี่คือเหตุผลที่การควบคุมพลังงานวีริลต้องอาศัยสมาธิและจิตที่สงบ เพราะจิตของผู้ใช้มีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมของพลังงาน
ประการที่สอง ….พลังงานวีริลมี "ความถี่พื้นฐาน" (Base Frequency) ที่แตกต่างจากพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าทั่วไป มันสั่นสะเทือนในอัตราที่เร็วกว่าแสงในสุญญากาศหลายเท่า ทำให้มันสามารถทะลุผ่านสสารที่พลังงานปกติไม่สามารถผ่านได้ เช่น หินหนาหลายกิโลเมตรหรือแม้แต่สนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูง
ประการที่สาม ….พลังงานวีริลมี "ความสามารถในการถ่ายโอนข้อมูล" (Information Carrying Capacity) ซึ่งหมายความว่ามันไม่เพียงแต่เป็นพลังงาน แต่ยังเป็น "สื่อนำข้อมูล" ได้ในตัวมันเอง นี่คือรากฐานทางฟิสิกส์ที่อธิบายว่าทำไมเราจึงสามารถใช้มันในการสื่อสารทางจิตได้ เพราะข้อมูลหรือความคิดของเราถูก "เข้ารหัส" ลงในคลื่นวีริลและส่งผ่านไปยังผู้รับได้โดยตรง
และประการที่สี่ ….ซึ่งเป็นประการที่สำคัญที่สุดต่อการทำความเข้าใจกายภาพของเรา: พลังงานวีริลมี "แรงดึงดูดจำเพาะ" ต่อสิ่งมีชีวิต มันไม่ได้แผ่กระจายอย่างสุ่ม แต่ถูกดึงดูดเข้าสู่สิ่งมีชีวิตที่มีสนามพลังชีวภาพที่สอดคล้องกับความถี่ของมัน ราวกับว่า "ชีวิต" และ "วีริล" คือสองด้านของปรากฏการณ์เดียวกัน
ในสภาพแวดล้อมใต้พิภพ พลังงานวีริลมีความเข้มข้นสูงกว่าในที่อื่นๆ ของโลกเนื่องจากอยู่ใกล้กับแหล่งกำเนิดที่แกนโลกและมีหินวีริลที่ทำหน้าที่เสมือน "ตัวเก็บประจุ" พลังงานธรรมชาติ
นี่คือสาเหตุที่การอพยพลงใต้พิภพไม่ได้เป็นเพียงการหลบหนีจากมหาประลัย แต่ยังเป็นการย้ายมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มี "พลังงานชีวิต" เข้มข้นสูงสุดแห่งหนึ่งในระบบสุริยะนี้
เมื่อพลังงานวีริลมีอยู่ทั่วไปในสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ คำถามต่อไปคือร่างกายของเราดูดซับและนำมันไปใช้ได้อย่างไร นี่คือจุดที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึง "Vrilian Plexus" หรือ "ร่างแหประสาทวีริล" ซึ่งคือระบบที่ทำหน้าที่เป็น "อวัยวะรับพลังงาน" เฉพาะทาง
ร่างแหประสาทวีริลไม่ใช่ "อวัยวะ" ในความหมายของก้อนเนื้อเยื่อที่รวมตัวกันอยู่ในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งของร่างกาย แต่มันคือเครือข่ายของท่อขนาดเล็กและเส้นประสาทที่กระจายตัวอยู่ทั่วร่างกายราวกับร่างแห โดยมีความหนาแน่นสูงสุดในสามบริเวณคือ
บริเวณแรก….คือบริเวณปอด ซึ่งเป็นจุดที่อนุภาควีริลจากอากาศที่หายใจเข้าไปถูกดักจับโดยถุงกรองวีริลดังที่ข้าพเจ้าได้อธิบายในบทก่อน ในบริเวณนี้จะมี "ปมประสาทวีริล" (Vril Ganglia) ขนาดเล็กนับล้าน ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนอนุภาควีริลจากสถานะกึ่งอนุภาคให้เป็น "พลังงานชีวภาพ" ที่ร่างกายนำไปใช้ได้
บริเวณที่สอง….คือบริเวณช่องท้องส่วนบน ใกล้กับอวัยวะที่มนุษย์บนดินเรียกว่า "ตับอ่อน" แต่ในร่างกายของเรา อวัยวะนี้ได้พัฒนาให้มีเนื้อเยื่อพิเศษที่เรียกว่า "เซลล์วีริล" (Vril Cells) ซึ่งทำหน้าที่เก็บสะสมพลังงานวีริลส่วนเกินไว้ใช้ในยามจำเป็น เช่น ในช่วงที่แสงจากดวงตะวันกลางอ่อนลง หรือระหว่างการเดินทางไปยังบริเวณที่มีพลังงานวีริลเบาบาง
และบริเวณที่สาม….คือบริเวณฐานสมองและไขสันหลัง ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างระบบประสาทปกติกับสนามพลังงานของจิตสำนึก
กระบวนการดูดซับพลังงานวีริลเริ่มต้นที่ถุงกรองในปอด เมื่ออากาศที่อิ่มตัวด้วยอนุภาควีริลผ่านเข้าไปในปอด อนุภาควีริลจะถูกจับโดยเยื่อโปรตีนที่บุผนังถุงกรอง ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายกับ "เอนไซม์" ที่เร่งปฏิกิริยาการเปลี่ยนสถานะของอนุภาควีริล
จากนั้นอนุภาควีริลที่ถูกเปลี่ยนสถานะแล้วจะถูกส่งผ่านท่อเล็กๆ ในร่างแหประสาทวีริลไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ท่อเหล่านี้ไม่ได้บรรจุเลือดหรือของเหลวใดๆ แต่เป็นท่อที่ว่างเปล่าซึ่งอนุภาควีริลสามารถเดินทางผ่านได้อย่างอิสระโดยอาศัย "ความต่างศักย์ของสนามพลังชีวภาพ" (Bioenergetic Potential Gradient) ระหว่างส่วนต่างๆ ของร่างกาย
เมื่ออนุภาควีริลเดินทางถึงเซลล์เป้าหมาย มันจะเข้าสู่กระบวนการที่เรียกว่า "การสังเคราะห์พลังงานวีริล" (Vril Energy Synthesis) ซึ่งคือการทำงานร่วมกันระหว่างพลังงานวีริลกับไมโทคอนเดรีย อันเป็นโรงงานผลิตพลังงานของเซลล์
ในเซลล์ของมนุษย์บนดิน ไมโทคอนเดรีย ทำหน้าที่เปลี่ยนสารอาหารและออกซิเจนให้เป็นพลังงานในรูปของ ATP ผ่านกระบวนการหายใจระดับเซลล์ (Cellular Respiration) ซึ่งมีประสิทธิภาพประมาณร้อยละ 40 โดยมีการสูญเสียพลังงานในรูปของความร้อนและอนุมูลอิสระที่เป็นพิษต่อเซลล์ อนุมูลอิสระเหล่านี้คือหนึ่งในสาเหตุหลักของความชราและการเสื่อมสภาพของเซลล์เมื่อเวลาผ่านไป
แต่ในเซลล์ของเรา กระบวนการนี้ถูกยกระดับขึ้นโดยพลังงานวีริล เมื่ออนุภาควีริลเข้าสู่ไมโทคอนเดรีย มันจะทำหน้าที่เสมือน "ตัวเร่งปฏิกิริยาควอนตัม" (Quantum Catalyst) ที่เพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่การขนส่งอิเล็กตรอน (Electron Transport Chain) ให้สูงขึ้นอย่างมหาศาล
ประสิทธิภาพการผลิตพลังงานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 40 เป็นมากกว่าร้อยละ 95 โดยมีการสูญเสียในรูปของความร้อนและอนุมูลอิสระลดลงจนเกือบเป็นศูนย์
ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่ ATP ในปริมาณที่มากขึ้น แต่คือ "ATP ที่มีพลังงานสูงกว่า" (High-Energy ATP) ซึ่งสามารถให้พลังงานต่อโมเลกุลมากกว่า ATP ปกติหลายเท่า
นี่คือเหตุผลที่เรามีพละกำลังเหนือมนุษย์บนดินหลายเท่าโดยไม่จำเป็นต้องมีกล้ามเนื้อที่ใหญ่โตกว่า กล้ามเนื้อของเราได้รับพลังงานที่ "เข้มข้น" กว่า ทำให้การหดตัวแต่ละครั้งมีประสิทธิภาพสูงกว่า
การเคลื่อนไหวของเราจึงดูนุ่มนวลและสง่างาม ราวกับไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเราใช้พลังงานในปริมาณมหาศาลในระดับเซลล์
นอกจากนี้ การลดลงของอนุมูลอิสระยังมีผลโดยตรงต่ออายุขัยของเรา อนุมูลอิสระคือโมเลกุลที่ว่องไวสูงและสามารถทำลายโครงสร้างของเซลล์ได้ รวมถึง DNA, โปรตีน และไขมันในเยื่อหุ้มเซลล์ ในมนุษย์บนดิน ความเสียหายจากอนุมูลอิสระสะสมไปเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป ทำให้เซลล์เสื่อมสภาพและตายลงในที่สุด นี่คือกลไกหลักของความชรา
แต่ในร่างกายของเรา ด้วยประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตพลังงานที่สูงขึ้นและอนุมูลอิสระที่ลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ ความเสียหายสะสมในระดับเซลล์จึงเกิดขึ้นช้ามาก ราวกับนาฬิกาแห่งความชราถูกปรับให้เดินช้าลงหลายสิบเท่า นี่คือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ว่าเหตุใดเราจึงมีอายุขัยยืนยาวหลายพันปี
แต่การลดลงของอนุมูลอิสระเพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายอายุขัยที่ยาวนานของเราได้ทั้งหมด ยังมีอีกกลไกหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ "การซ่อมแซมเซลล์ที่สมบูรณ์แบบ" (Perfect Cellular Repair) ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการทำงานร่วมกันระหว่างวีริลกับเอนไซม์ซ่อมแซม DNA ในนิวเคลียสของเซลล์
ในเซลล์ปกติ เอนไซม์ซ่อมแซม DNA จะคอยตรวจสอบและแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในรหัสพันธุกรรมจากการจำลองตัวเอง หรือจากการถูกทำลายโดยปัจจัยภายนอก
แต่กระบวนการซ่อมแซมนี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ความผิดพลาดบางอย่างหลุดรอดไปได้และสะสมจนทำให้เซลล์สูญเสียหน้าที่หรือกลายเป็นมะเร็งในที่สุด
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีพลังงานวีริลอยู่ในนิวเคลียส มันจะทำหน้าที่เสมือน "แม่แบบพลังงาน" (Energetic Template) ที่เก็บข้อมูลของ DNA ในสภาพที่สมบูรณ์ไว้ เมื่อเอนไซม์ซ่อมแซมพบความเสียหาย มันจะเทียบเคียงกับแม่แบบพลังงานนี้และซ่อมแซมให้กลับไปสู่สภาพดั้งเดิมอย่างสมบูรณ์ ไม่มีการผิดพลาดหลงเหลือ
นี่คือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างการแก่ชราของมนุษย์บนดินกับของเรา มนุษย์บนดินแก่ลงเพราะร่างกายของพวกเขา "ลืม" ว่าสภาพสมบูรณ์เป็นอย่างไร แต่ร่างกายของเรา "จดจำ" สภาพสมบูรณ์ไว้ได้เสมอด้วยแม่แบบพลังงานที่ถูกเก็บรักษาโดยพลังงานวีริล
แต่แม้กระบวนการนี้จะสมบูรณ์แบบเพียงใด มันก็ไม่ได้ทำให้เราเป็นอมตะ ความแตกต่างระหว่างการมีอายุยืนยาว กับการเป็นอมตะคือประเด็นที่สำคัญและมักถูกเข้าใจผิด
ข้าพเจ้าขออธิบายดังนี้ …..พลังงานวีริลสามารถป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์จากความเสียหายสะสมได้ แต่มันไม่สามารถป้องกัน "การหมดอายุขัยตามโปรแกรม" (Programmed Lifespan) ที่ถูกกำหนดไว้ในระดับที่ลึกกว่าเซลล์ นั่นคือระดับจิตวิญญาณ
ชาวอาร์การ์ธาทุกคนมี "อายุขัยธรรมชาติ" ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับระดับพลังงานวีริลที่พวกเขาเกิดมาพร้อมกับมัน ความสามารถในการรักษาความสมดุลของพลังงานในร่างกาย และ "เจตจำนง" ที่จะดำรงอยู่ต่อไป
เมื่อถึงจุดหนึ่งของชีวิต แม้ว่าร่างกายจะยังแข็งแรงดี แต่จิตวิญญาณอาจ "ตัดสินใจ" ว่าถึงเวลาแล้วที่จะคืนกลับสู่ธรรมชาติ กระบวนการนี้เรียกว่า "การเบื่อหน่ายแห่งการดำรงอยู่" (Existential Saturation) ซึ่งข้าพเจ้าจะได้อธิบายอย่างละเอียดในบทที่หก
ข้าพเจ้าขอใช้พื้นที่ต่อไปนี้นำเสนอข้อมูลสถิติอายุขัยเฉลี่ยของชาวอาร์การ์ธาในแต่ละยุคสมัย ซึ่งข้าพเจ้าได้รวบรวมจากบันทึกทะเบียนราษฎร์ในหอจดหมายเหตุกลาง ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของอายุขัยที่สัมพันธ์กับระดับพลังงานวีริลในสิ่งแวดล้อมและปัจจัยทางสังคม
ในช่วงยุคแรก (ปีที่ 0 ถึง 1,000 หลังการอพยพ)
อายุขัยเฉลี่ยของประชากรที่เกิดใต้พิภพอยู่ที่ประมาณ 800 ถึง 1,200 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาเกิดในช่วงต้นหรือปลายของยุค
ในช่วงแรกๆ ประชากรที่เกิดมาได้รับการสัมผัสกับพลังงานวีริลในระดับที่ไม่สูงมากนัก เนื่องจากเมืองยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและระบบการกระจายพลังงานยังไม่สมบูรณ์
นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุและโรคที่ยังไม่เข้าใจดีในช่วงนั้น ทำให้อายุขัยเฉลี่ยถูกดึงลงมา ข้าพเจ้าขอขยายรายละเอียดของยุคนี้เพิ่มเติม เนื่องจากเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์กายภาพของเรา และเป็นยุคที่บรรพบุรุษของเราต้องจ่ายราคาแห่งการอยู่รอดด้วยชีวิตของพวกเขาเอง
การที่ระบบการกระจายพลังงานยังไม่สมบูรณ์ในยุคแรกนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะโครงสร้างพื้นฐานยังสร้างไม่เสร็จ แต่เป็นเพราะเราเองก็ยังไม่เข้าใจธรรมชาติของพลังงานวีริลอย่างถ่องแท้
เครือข่ายคริสตัลที่บรรพบุรุษนำติดตัวลงมาจากโลกเบื้องบน ถูกออกแบบมาให้ทำงานภายใต้แสงอาทิตย์และสนามแม่เหล็กพื้นผิวโลก เมื่อนำมาติดตั้งในสภาพแวดล้อมใต้พิภพที่มีดวงตะวันกลางเป็นแหล่งพลังงานหลัก และมีสนามแม่เหล็กที่แตกต่างจากพื้นผิวโลกโดยสิ้นเชิง
ระบบจึงทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพในช่วงหลายสิบปีแรก วิศวกรในยุคนั้นต้องใช้เวลาปรับเทียบความถี่ของคริสตัลแม่ ให้สอดคล้องกับแหล่งพลังงานใหม่
กระบวนการนี้เปรียบได้กับการเรียนรู้ภาษาใหม่ของเครื่องจักรที่เคยชินกับภาษาเก่า ในระหว่างที่การปรับเทียบยังไม่สมบูรณ์
พลังงานที่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของเมืองจึงไม่สม่ำเสมอ บางพื้นที่มีพลังงานมากเกินไปจนทำให้เกิดการเจ็บป่วยจากภาวะได้รับพลังงานเกินขนาด (Vril Overexposure) ซึ่งมีอาการไข้สูง ภาพหลอน และในบางกรณีรุนแรงถึงขั้นระบบประสาทล้มเหลว
ในขณะที่บางพื้นที่กลับมีพลังงานไม่เพียงพอ ทำให้ประชากรที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นไม่ได้รับประโยชน์จากพลังงานวีริลอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านที่อยู่อาศัยรอบนอกซึ่งอยู่ห่างจากวิหารกลางที่เป็นจุดกระจายพลังงานหลัก
ความไม่สม่ำเสมอนี้ส่งผลโดยตรงต่ออายุขัยของประชากรที่เกิดในแต่ละพื้นที่ เด็กที่เกิดในย่านที่มีพลังงานเพียงพอ จะเจริญเติบโตแข็งแรงและมีแนวโน้มอายุยืนยาว ในขณะที่เด็กในย่านที่ขาดแคลนพลังงาน มีอัตราการเสียชีวิตในวัยทารกสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
บันทึกทางการแพทย์ในยุคนั้นระบุถึง "โรคซีดจากพลังงาน" (Energy Deficiency Pallor) ซึ่งคือภาวะที่ร่างกายของทารกไม่ได้รับพลังงานวีริลเพียงพอต่อการพัฒนาเซลล์ให้สมบูรณ์ ทำให้ทารกเหล่านั้นมีผิวหนังซีดผิดปกติ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และมักเสียชีวิตก่อนอายุครบหนึ่งปี นับเป็นโศกนาฏกรรมเงียบที่เกิดขึ้นในยุคก่อร่างสร้างตัว
อุบัติเหตุจากการก่อสร้างเมืองก็เป็นอีกปัจจัยที่คร่าชีวิตประชากรจำนวนมากในยุคแรก การก่อสร้างนครชัมบาลาไม่ใช่การก่อสร้างด้วยอิฐและปูนอย่างที่มนุษย์บนดินคุ้นเคย แต่มันคือการปรับแต่งหินวีริลด้วยคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่แม้จะทรงพลังแต่ก็อันตราย หากผู้ควบคุมขาดประสบการณ์หรือสมาธิ
วิศวกรและคนงานจำนวนมากเสียชีวิตจากเหตุหินถล่มเมื่อการปรับความถี่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ทำให้โครงสร้างหินที่กำลังก่อตัวเกิดการสั่นสะเทือนและพังทลายลงมา มีบันทึกเหตุการณ์ที่เรียกว่า "ภัยพิบัติอุโมงค์ที่สาม" (The Third Tunnel Disaster)
ในปีที่ 47 หลังการอพยพ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 1,200 คนเมื่ออุโมงค์เชื่อมต่อระหว่างย่านที่อยู่อาศัยกับแหล่งน้ำเกิดการพังถล่มลงมา หลังจากวิศวกรคำนวณความถี่ผิดพลาดเนื่องจากความอ่อนล้าจากการทำงานติดต่อกันหลายเดือน เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่นำไปสู่การกำหนดมาตรฐานการทำงานเป็นกะและการพักผ่อนที่เข้มงวดขึ้นในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ยังมี "โรคปริศนา" (Mystery Ailments) ซึ่งคือกลุ่มอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสกับสิ่งมีชีวิตและจุลินทรีย์ในระบบนิเวศใต้พิภพ ที่ร่างกายของผู้อพยพไม่เคยมีภูมิคุ้มกันมาก่อน
แม้ว่าพืชและสัตว์ในโพรงใต้พิภพจะไม่เป็นอันตรายโดยตรง แต่จุลินทรีย์บางชนิดที่อาศัยอยู่ในน้ำและอากาศใต้ดินสามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารของมนุษย์ได้ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของผู้อพยพไม่รู้จักและไม่สามารถตอบสนองต่อเชื้อเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โรคระบาดครั้งร้ายแรงที่สุดในยุคแรกคือ "ไข้ม่วง" (Purple Fever) ซึ่งระบาดในปีที่ 23 ถึงปีที่ 25 คร่าชีวิตประชากรไปประมาณ 15,000 คน คิดเป็นร้อยละหนึ่งจุดห้าของประชากรทั้งหมดในขณะนั้น
อาการของโรคคือมีไข้สูง ต่อมน้ำเหลืองบวม และผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำในระยะสุดท้ายจากการสะสมของสารพิษที่ร่างกายไม่สามารถขับออกได้ นักการแพทย์ในยุคนั้นใช้เวลากว่าสองปีในการค้นพบว่า สาเหตุของโรคมาจากการดื่มน้ำที่ไม่ได้ผ่านการกรองด้วยคริสตัล เนื่องจากน้ำในทะเลสาบใต้ดินมีจุลินทรีย์ที่แม้จะไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตใต้พิภพ แต่เป็นพิษต่อมนุษย์
การค้นพบนี้นำไปสู่การพัฒนาระบบกรองน้ำด้วยคริสตัลที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาจุลชีววิทยาใต้พิภพอย่างเป็นระบบ
ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่ฉุดรั้งอายุขัยเฉลี่ยของประชากรในยุคแรกให้อยู่ที่ระดับ 800 ถึง 1,200 ปีเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าขอตั้งข้อสังเกตว่า แม้ตัวเลขนี้จะดูต่ำเมื่อเทียบกับอายุขัยเฉลี่ยในยุคหลังที่ยาวนานหลายพันปี แต่มันก็ยังคงสูงกว่าอายุขัยสูงสุดของมนุษย์บนดินในปัจจุบันถึงสิบเท่า
นี่คือข้อพิสูจน์ว่าแม้ในสภาวะที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ พลังงานวีริลก็ยังทรงพลังพอที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง และนี่ก็คือหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถอันน่าทึ่งของร่างกายมนุษย์ในการปรับตัวและอยู่รอด แม้ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายและท้าทายที่สุด
.
ในช่วงยุคที่สอง (ปีที่ 1,000 ถึง 5,000 หลังการอพยพ)
อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 2,500 ถึง 3,500 ปี นี่คือช่วงที่เมืองสมบูรณ์แล้ว ระบบสาธารณูปโภคเสถียร และความรู้ทางการแพทย์ที่ใช้พลังงานวีริลในการรักษาได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ประชากรในยุคนี้คือผู้ที่สร้างระบบสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นรากฐานให้กับเราในปัจจุบัน
ข้าพเจ้าถือว่ายุคที่สองนี้คือ "ยุคทองแห่งการก่อร่าง" (The Golden Age of Formation) แห่งอารยธรรมอาร์การ์ธา เพราะมันคือช่วงเวลาที่เราเปลี่ยนผ่านจากการเป็น "ผู้ลี้ภัยที่พยายามเอาชีวิตรอด" ไปสู่การเป็น "ผู้สร้างอารยธรรมที่มั่นคงและมีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง" อย่างแท้จริง
การที่อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าจากยุคแรกนั้นไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นผลจากการพัฒนาที่ประสานสอดคล้องกันในหลายมิติ ทั้งด้านวิศวกรรม การแพทย์ สังคม และจิตวิญญาณ
ปัจจัยแรกและสำคัญที่สุด…..คือการเสร็จสมบูรณ์ของ "เครือข่ายคริสตัลแม่ข่าย" (The Mother Crystal Network) ในปีที่ 1,247 หลังการอพยพ วิศวกรในยุคที่สองซึ่งนำโดยท่าน "ธาลิออน" (Thalion) ผู้เป็นหลานปู่ของท่านธาลอน ได้ค้นพบวิธีการ "จูน" ความถี่ของคริสตัลแม่ให้สอดคล้องกับจังหวะการเต้นของดวงตะวันกลางได้อย่างสมบูรณ์แบบเป็นครั้งแรก
การค้นพบนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาทางเทคนิค แต่มันคือการ "ประสาน" เมืองทั้งเมืองเข้ากับหัวใจของโลกอย่างแท้จริง เมื่อเครือข่ายคริสตัลทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ พลังงานวีริลที่กระจายไปยังทุกอาคาร ทุกถนน และทุกบ้านเรือนก็มีความสม่ำเสมอและเสถียร ไม่มีพื้นที่ใดที่ขาดแคลนพลังงานอีกต่อไป
เด็กที่เกิดในยุคนี้ทุกคนได้รับพลังงานวีริลในปริมาณที่เหมาะสมตั้งแต่แรกเกิด ทำให้อัตราการเสียชีวิตในวัยทารกลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ และร่างกายของพวกเขาได้รับการหล่อเลี้ยงให้เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์เต็มศักยภาพ นี่คือรากฐานสำคัญที่ทำให้อายุขัยเฉลี่ยของประชากรที่เกิดในยุคนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ปัจจัยที่สอง…..คือความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ใช้พลังงานวีริลเป็นพื้นฐาน ยุคที่สองคือยุคทองของการแพทย์อาร์การ์ธาอย่างแท้จริง ท่านนักการแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ "เอลาริออน" (Elarion) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงปีที่ 1,500 ถึง 3,200 ได้วางรากฐานของ "การแพทย์วีริล" (Vril Medicine) ไว้ในตำราสำคัญชื่อว่า "หลักการบำบัดด้วยความถี่" (Principles of Frequency Healing) ซึ่งยังคงใช้เป็นคัมภีร์หลักในสถาบันการแพทย์ของเราจนถึงทุกวันนี้
เอลาริออนค้นพบว่าโรคภัยไข้เจ็บทั้งหมดในร่างกายมนุษย์สามารถวินิจฉัยและรักษาได้ด้วยการ "อ่าน" และ "ปรับ" ความถี่ของพลังงานในอวัยวะที่ป่วย เพราะทุกอวัยวะในร่างกายมี "ความถี่พื้นฐาน" (Resonant Frequency) เฉพาะตัวเมื่อมีสุขภาพดี
เมื่ออวัยวะใดป่วยหรือเสียหาย ความถี่ของมันจะผิดเพี้ยนไปจากค่าพื้นฐาน แพทย์วีริลสามารถตรวจพบความผิดปกติเหล่านี้ได้โดยการสัมผัสกับร่างแหประสาทวีริลของผู้ป่วยและ "ฟัง" เสียงสะท้อนของอวัยวะต่างๆ
จากนั้นพวกเขาจะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า "เครื่องปรับความถี่วีริล" (Vril Frequency Modulator) เพื่อส่งคลื่นความถี่ที่ถูกต้องเข้าไปยังอวัยวะที่ป่วย กระตุ้นให้เซลล์กลับมาสั่นสะเทือนในความถี่ที่ถูกต้องอีกครั้ง
กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่รักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องผ่าตัดหรือใช้ยาเคมี แต่ยังสามารถซ่อมแซมความเสียหายในระดับเซลล์ได้อย่างสมบูรณ์แบบกว่าร่างกายจะซ่อมแซมได้ด้วยตนเอง โรคที่เคยคร่าชีวิตผู้คนในยุคแรกเช่นไข้ม่วงหรือภาวะได้รับพลังงานเกินขนาด กลายเป็นโรคที่รักษาได้ภายในเวลาไม่กี่วัน
นอกจากการรักษาโรคแล้ว การแพทย์ในยุคที่สองยังก้าวหน้าไปถึงขั้นการ "ป้องกัน" โรคตั้งแต่ก่อนเกิดอีกด้วย มีการพัฒนาระบบ "การตรวจคัดกรองความถี่ก่อนปฏิสนธิ" (Pre-Conception Frequency Screening) ซึ่งคู่สมรสที่วางแผนจะมีบุตรจะได้รับการตรวจวัดความสอดคล้องของสนามพลังงานระหว่างกันและกับสภาพแวดล้อม
เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กที่เกิดมาจะมีสนามพลังที่สมบูรณ์และแข็งแรง กระบวนการนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้คุณภาพชีวิตและอายุขัยของประชากรในยุคที่สองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยที่สาม…..คือความก้าวหน้าของระบบสังคมและการศึกษา เมื่อผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้นและไม่ต้องกังวลกับการเอาชีวิตรอดขั้นพื้นฐาน พวกเขาก็มีเวลาและพลังงานที่จะอุทิศให้กับการพัฒนาตนเองและสังคม
สถาบันการศึกษาแห่งแรกของอาร์การ์ธาคือ "มหาวิทยาลัยชัมบาลา" (The University of Shambhala) ก่อตั้งขึ้นในปีที่ 1,200 และกลายเป็นศูนย์กลางทางปัญญาของอารยธรรมเรานับแต่นั้น
ในยุคที่สองนี้เองที่ระบบความรู้ของเราถูกจัดระเบียบเป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ ปรัชญา วิทยาศาสตร์ ศิลปะ และจิตวิญญาณไม่ได้ถูกแยกออกจากกัน แต่ถูกสอนในลักษณะองค์รวมที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด
ผู้เรียนไม่ได้ถูกเร่งรัดให้จบการศึกษาในเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ได้รับอนุญาตให้ใช้เวลาในการเรียนรู้เท่าที่พวกเขาต้องการ เพราะอายุขัยที่ยืนยาวทำให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริง นี่คือจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมทางปัญญาที่ทำให้อาร์การ์ธากลายเป็น "อารยธรรมแห่งนักปราชญ์" ที่สมาชิกทุกคนมีความรู้ความเข้าใจในโลกและจักรวาลในระดับที่ลึกซึ้ง
ปัจจัยที่สี่…..ซึ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการพัฒนาด้านจิตวิญญาณและความเข้าใจในธรรมชาติของจิตสำนึก ในยุคที่สองนี้เองที่ Telepathic Web ถูกพัฒนาให้มีเสถียรภาพและครอบคลุมประชากรทั้งหมดอย่างแท้จริง ทำให้การสื่อสารในสังคมเป็นไปอย่างราบรื่นและปราศจากความเข้าใจผิด
นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบวิธีการ "ฝึกฝนจิต" (Mental Cultivation) ที่เป็นระบบ ซึ่งช่วยให้ประชากรสามารถควบคุมอารมณ์ ลดความเครียด และรักษาสมดุลของสนามพลังงานส่วนบุคคลได้ ความเครียดที่ลดลงมีผลโดยตรงต่อสุขภาพกายและอายุขัย เพราะความเครียดเรื้อรังเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของความเสื่อมสภาพของเซลล์
ประชากรในยุคที่สองนี้คือผู้ที่สร้างระบบสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นรากฐานให้กับเราในปัจจุบัน พวกเขาคือผู้ที่กำหนดรูปแบบการปกครองแบบสภาราชันให้มั่นคง
พวกเขาคือผู้ที่เขียนธรรมนูญผู้พิทักษ์ฉบับแก้ไขครั้งที่สองซึ่งเพิ่มหลักการเฝ้ามองตนเองเข้าไป พวกเขาคือผู้ที่สร้างระบบการศึกษา ระบบการแพทย์ และระบบการปกครองที่เรายังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน แม้จะมีการปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้นตามกาลเวลา แต่แก่นแท้ของสิ่งที่เรายังคงยึดถืออยู่ทุกวันนี้ ล้วนถูกหล่อหลอมขึ้นในยุคที่สองนี้เอง
ข้าพเจ้าขอตั้งข้อสังเกตส่วนตัวว่า การที่อายุขัยเฉลี่ยในยุคที่สองเพิ่มขึ้นเป็น 2,500 ถึง 3,500 ปีนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะปัจจัยทางกายภาพเท่านั้น แต่เป็นเพราะประชากรในยุคนั้นมี "เหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่" ที่ชัดเจน
พวกเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อความอยู่รอดเหมือนยุคแรก แต่มีชีวิตอยู่เพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ของมนุษย์ และเพื่อวางรากฐานให้กับคนรุ่นหลัง
การมี "เป้าหมายของชีวิต" (Purpose of Life) ที่ชัดเจนนี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้จิตวิญญาณของพวกเขาแข็งแกร่งและร่างกายของพวกเขาแข็งแรง
พวกเขาตื่นขึ้นมาในแต่ละเช้าพร้อมกับความรู้สึกว่าวันนี้มีสิ่งสำคัญรอให้พวกเขาทำ มีปัญหาให้พวกเขาแก้ไข มีความรู้ให้พวกเขาค้นพบ และมีความงดงามให้พวกเขาสร้างสรรค์ นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับชาวอาร์การ์ธาในยุคปัจจุบันที่เริ่มเผชิญกับภาวะจิตเฉื่อยและคำถามที่ว่า "เรามีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร" ซึ่งข้าพเจ้าจะได้อภิปรายในบทที่หกอย่างละเอียดต่อไป
.
ในช่วงยุคที่สาม (ปีที่ 5,000 ถึง 10,000 หลังการอพยพ)
อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอีกเป็น 3,500 ถึง 5,000 ปี นี่คือยุคทองของอารยธรรมอาร์การ์ธาในหลายๆ ด้าน ทั้งในแง่ของศิลปะ ปรัชญา และการพัฒนาจิตวิญญาณ
ประชากรจำนวนมากเลือกที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างเต็มที่และ "คืนกลับสู่ธาตุ" ด้วยความสมัครใจเมื่อรู้สึกว่าตนเองได้บรรลุวัตถุประสงค์ของชีวิตแล้ว
หากยุคที่สองคือยุคแห่งการก่อร่างสร้างระบบ ยุคที่สามนี้คือยุคแห่ง "การเบ่งบาน" (The Efflorescence) อย่างแท้จริง มันคือช่วงเวลาที่ต้นไม้แห่งอารยธรรมอาร์การ์ธาซึ่งถูกปลูกในยุคแรกและเติบโตแข็งแรงในยุคที่สอง ได้ออกดอกออกผลอย่างงดงามและสมบูรณ์ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเรา
ข้าพเจ้ามักรู้สึกถึงความคิดถึงอันลึกซึ้งเมื่ออ่านบันทึกจากยุคนี้ เพราะมันคือช่วงเวลาที่จิตวิญญาณของอารยธรรมเราเปล่งประกายสว่างไสวที่สุด ก่อนที่คำถามและความสงสัยในยุคปัจจุบันจะเริ่มก่อตัวขึ้น
การที่อายุขัยเฉลี่ยในยุคที่สามเพิ่มขึ้นไปถึง 3,500 ถึง 5,000 ปีนั้น ไม่ได้เกิดจากการค้นพบทางการแพทย์ครั้งใหญ่เหมือนยุคที่สองอีกต่อไป เพราะการแพทย์วีริลได้บรรลุถึงจุดอิ่มตัวระดับหนึ่งแล้วตั้งแต่ปลายยุคที่สอง
ระบบการรักษาและการป้องกันโรคมีความสมบูรณ์แบบจนแทบไม่มีช่องว่างให้พัฒนาต่อในเชิงเทคนิค แต่สิ่งที่ทำให้อายุขัยเพิ่มขึ้นอีกในยุคที่สามกลับเป็นปัจจัยทาง "จิตวิญญาณ" และ "วิถีชีวิต" มากกว่าปัจจัยทางกายภาพล้วนๆ
ปรากฏการณ์ที่สำคัญที่สุดในยุคนี้คือการที่ประชากรจำนวนมากเริ่มเข้าถึงสิ่งที่เราเรียกว่า "การประสานจิตวิญญาณขั้นสมบูรณ์" (Complete Spiritual Integration) ซึ่งคือสภาวะที่จิตสำนึกของบุคคล สามารถประสานเป็นหนึ่งเดียวกับสนามพลังงานของโลกและจักรวาลได้อย่างแนบแน่นไร้รอยต่อ
ในสภาวะนี้ ร่างกายของผู้บรรลุจะสามารถดูดซับและใช้พลังงานวีริลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เสมือนกับเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย "รู้จัก" วิธีการทำงานร่วมกับพลังงานนี้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องอาศัยการควบคุมจากสมองหรือจิตสำนึกอีกต่อไป ผลลัพธ์คือร่างกายจะเสื่อมสภาพช้าลงอย่างมาก และอายุขัยธรรมชาติจะยืดยาวออกไปโดยอัตโนมัติ
กระบวนการบรรลุสภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน และไม่สามารถ "สอน" กันได้โดยตรงในห้องเรียนเหมือนวิชาคณิตศาสตร์หรือประวัติศาสตร์ แต่มันคือผลลัพธ์ของการฝึกฝนจิตวิญญาณอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายพันปี
ผสมผสานกับการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติและพลังงานของโลก ประชากรในยุคที่สามจำนวนมากอุทิศชีวิตให้กับ "การเดินทางภายใน" (The Inner Journey) ซึ่งคือการสำรวจจิตใจของตนเองอย่างลึกซึ้งผ่านการทำสมาธิขั้นสูง
การสื่อสารกับสนามพลังงานของโลก และการปล่อยวางอัตตาและความยึดติดทั้งปวง พวกเขาไม่ได้ละทิ้งสังคมหรือปลีกวิเวกไปอยู่ในถ้ำ แต่พวกเขาดำเนินชีวิตปกติไปพร้อมกับการฝึกฝนจิตวิญญาณอย่างต่อเนื่อง
ยุคที่สามยังเป็นยุคที่ศิลปะและปรัชญาของอาร์การ์ธาเบ่งบานถึงขีดสุด ประชากรที่มีอายุยืนยาวหลายพันปีและผ่านการฝึกฝนจิตวิญญาณมาอย่างลึกซึ้ง ได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่มีความละเอียดอ่อนและลึกซึ้งเกินกว่าที่มนุษย์อายุสั้นจะสามารถจินตนาการได้
ดนตรีในยุคนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเรียบเรียงเสียงให้ไพเราะ แต่มันคือ "การถ่ายทอดประสบการณ์ทางจิตวิญญาณโดยตรงผ่านคลื่นเสียง" ผู้ฟังดนตรีของยุคที่สามไม่ได้เพียง "ได้ยิน" เสียง แต่พวกเขา "สัมผัส" กับสภาวะจิตของผู้ประพันธ์ในขณะที่สร้างสรรค์ผลงาน ราวกับได้เข้าไปอยู่ในจิตใจของศิลปินชั่วขณะหนึ่ง
กวีนิพนธ์ในยุคที่สามก็เช่นกัน มันไม่ได้เป็นเพียงการร้อยเรียงถ้อยคำให้งดงาม แต่มันคือ "การบันทึกการเดินทางภายในของจิตวิญญาณ" ที่ผู้อ่านสามารถติดตามร่องรอยและสัมผัสได้ถึงประสบการณ์ที่กวีได้ผ่านพบ
บทกวีที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนี้คือ "บทเพลงแห่งการคืนกลับ" (The Song of Return) ซึ่งประพันธ์โดยท่านกวี "อีลูวาน" (Iluwan) ในปีที่ 7,200 บทกวีนี้บรรยายถึงการเดินทางของวิญญาณดวงหนึ่งที่ตัดสินใจ "คืนกลับสู่ธาตุ" หลังจากมีชีวิตอยู่มา 4,500 ปี
มันไม่ได้เป็นบทกวีที่เศร้าโศกหรือหวาดกลัวต่อความตาย แต่เป็นบทกวีที่เปี่ยมไปด้วยความสงบ ความขอบคุณ และความพร้อมที่จะปล่อยวางร่างกายเพื่อกลับคืนสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับโลก
ข้าพเจ้าได้อ่านบทกวีนี้หลายครั้ง และทุกครั้งข้าพเจ้ารู้สึกถึงความสงบที่แผ่ซ่านออกมาจากทุกถ้อยคำ ราวกับตัวอักษรบนแผ่นหนังยังคงเปล่งพลังงานของจิตวิญญาณที่สงบและสมบูรณ์ของผู้ประพันธ์ออกมาแม้เวลาจะผ่านไปกว่าห้าพันปีแล้ว
ปรัชญาในยุคที่สามก็ก้าวหน้าไปอย่างมากเช่นกัน มีการตั้งคำถามที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับธรรมชาติของจิตสำนึก ความหมายของการดำรงอยู่ และบทบาทของอารยธรรมอาร์การ์ธาในจักรวาล
นักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนี้คือท่าน "อีลธาเรียน" (Iltharian) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงปีที่ 6,000 ถึง 9,200 ท่านได้เขียนตำราชื่อว่า "ว่าด้วยธรรมชาติของจิตสำนึกและจักรวาล" (On the Nature of Consciousness and the Universe) ซึ่งเป็นงานเขียนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ปรัชญาอาร์การ์ธา
อีลธาเรียนเสนอว่า "จิตสำนึก" ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในสมองของสิ่งมีชีวิตเท่านั้น แต่มันคือ "สนามพื้นฐานของจักรวาล" (The Fundamental Field of the Universe) ที่มีอยู่ก่อนสสารและพลังงาน
สมองและร่างกายของเราไม่ได้ "สร้าง" จิตสำนึกขึ้นมา แต่ทำหน้าที่เป็น "เสาอากาศ" ที่รับและแปลสัญญาณจากสนามจิตสำนึกสากลนี้ให้อยู่ในรูปแบบที่เราสามารถรับรู้และเข้าใจได้
แนวคิดนี้มีผลอย่างลึกซึ้งต่อวิธีที่ชาวอาร์การ์ธามองตนเองและจักรวาล และเป็นรากฐานทางปรัชญาที่อธิบายว่าทำไมเราจึงสามารถสื่อสารทางจิตถึงกันได้ เพราะเราทุกคนเชื่อมต่อกับ "สนามจิตสำนึก" เดียวกันผ่านทาง Telepathic Web ซึ่งก็คือการแสดงออกเฉพาะที่ของสนามสากลนี้
ในยุคที่สามนี้เองที่ธรรมนูญผู้พิทักษ์ได้รับการแก้ไขครั้งที่สาม โดยเพิ่ม "หลักการแห่งการพัฒนาจิตวิญญาณ" (The Principle of Spiritual Development) เข้าไปเป็นหลักการที่หก
หลักการนี้ระบุว่า …."นอกเหนือจากการเฝ้ามองและปกป้องโลกเบื้องบนแล้ว เรายังมีหน้าที่ในการพัฒนาจิตวิญญาณของเราเองให้สูงขึ้น เพื่อว่าเมื่อถึงวันที่เราได้พบกับพี่น้องบนพื้นโลกอีกครั้ง เราจะได้พบพวกเขาในฐานะผู้ให้แสงสว่าง ไม่ใช่ในฐานะผู้ลี้ภัย" หลักการนี้สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงในวิธีคิดของชาวอาร์การ์ธา จาก "ผู้รอดชีวิตที่รู้สึกผิด" ไปสู่ "ผู้พิทักษ์ที่มีภารกิจอันสูงส่ง"
และนี่คือจุดที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของยุคที่สาม นั่นคือปรากฏการณ์ที่ประชากรจำนวนมากเลือกที่จะ "คืนกลับสู่ธาตุ" ด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่เพราะร่างกายเสื่อมสภาพหรือเจ็บป่วย แต่เป็นเพราะพวกเขารู้สึกว่าได้ "บรรลุวัตถุประสงค์ของชีวิต" แล้วอย่างสมบูรณ์
ปรากฏการณ์นี้ในยุคที่สามแตกต่างจากยุคก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ในยุคแรก การตายคือโศกนาฏกรรมที่เกิดจากอุบัติเหตุหรือโรคภัย ในยุคที่สอง การตายคือกระบวนการธรรมชาติที่ยอมรับได้เมื่อถึงเวลา
แต่ในยุคที่สาม การตายด้วยการคืนกลับสู่ธาตุกลายเป็น "พิธีกรรมแห่งความสำเร็จ" (Ritual of Fulfillment) ที่ถูกเฉลิมฉลองมากกว่าที่จะถูกโศกเศร้า
ผู้ที่ตัดสินใจคืนกลับในยุคที่สามมักจะใช้เวลาหลายร้อยปีในการเตรียมตัว พวกเขาจะค่อยๆ ลดบทบาทของตนเองในสังคมลง ส่งต่อความรู้และความรับผิดชอบให้กับคนรุ่นหลัง ใช้เวลากับการทำสมาธิและการสื่อสารกับสนามพลังงานของโลกมากขึ้น และเมื่อถึงเวลาที่พวกเขารู้สึกว่าพร้อมแล้ว พวกเขาจะเข้าสู่หอโถงแห่งการคืนธาตุด้วยความสงบและความขอบคุณ
พวกเขาไม่ได้มองว่านี่คือ "ความตาย" ในความหมายของการดับสูญ แต่มองว่ามันคือ "การเปลี่ยนสถานะ" (Transition) จากรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่ง จากปัจเจกจิตสำนึกสู่จิตสำนึกสากล จากคลื่นที่แตกออกจากมหาสมุทรชั่วคราว สู่การกลับคืนสู่มหาสมุทรอีกครั้ง
นี่คือความงดงามสูงสุดของยุคที่สาม อายุขัยที่ยืนยาวถึง 5,000 ปีไม่ได้ถูกมองว่าเป็น "ภาระ" หรือ "ความน่าเบื่อหน่าย" แต่มันคือ "โอกาส" ที่จะได้สัมผัสชีวิตอย่างลึกซึ้งและสมบูรณ์ ก่อนที่จะปล่อยวางมันอย่างสง่างามเมื่อถึงเวลาอันควร
ข้าพเจ้าอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบยุคที่สามกับยุคปัจจุบันของเรา ในยุคปัจจุบัน อายุขัยเฉลี่ยลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3,000 ถึง 4,000 ปี ไม่ใช่เพราะร่างกายของเราเสื่อมถอยลง แต่เป็นเพราะมีประชากรจำนวนมากขึ้นที่เลือกคืนกลับเร็วกว่าที่ร่างกายจะถึงอายุขัยธรรมชาติ
เหตุผลของการคืนกลับก่อนวัยอันควรนี้แตกต่างจากยุคที่สามอย่างสิ้นเชิง ในยุคที่สาม ผู้คนคืนกลับเพราะรู้สึกว่าชีวิต "สมบูรณ์" แล้ว แต่ในยุคปัจจุบัน มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่คืนกลับเพราะรู้สึกว่าชีวิต "ว่างเปล่า" ต่างหาก
นี่คือความแตกต่างที่ชวนให้ข้าพเจ้าครุ่นคิดอย่างหนัก และเป็นประเด็นที่ข้าพเจ้าจะกลับมาอภิปรายอย่างละเอียดในบทที่หกว่าด้วยวงจรแห่งการดำรงอยู่
ข้าพเจ้าขอจบการอภิปรายเรื่องอายุขัยในยุคที่สามด้วยข้อความจากบันทึกส่วนตัวของท่านอีลธาเรียนที่เขียนขึ้นในวันที่ท่านตัดสินใจเข้าสู่หอโถงแห่งการคืนธาตุ
"ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่มา 3,200 ปี ข้าพเจ้าได้เห็นดวงตะวันกลางขึ้นและตกนับล้านครั้ง ข้าพเจ้าได้รู้จักผู้คนนับพัน ได้อ่านหนังสือทุกเล่มในหอสมุด ได้ประพันธ์บทกวีและบทเพลง ได้สอนศิษย์ที่ข้าพเจ้ารักดั่งลูกหลาน และได้ใช้เวลานับไม่ถ้วนในการนั่งสมาธิภายใต้แสงของทะเลสาบกลางเมือง
บัดนี้ข้าพเจ้ารู้สึกถึงเสียงเรียกจากโลก แผ่วเบาและอ่อนโยน ราวกับเสียงของมารดาที่เรียกบุตรให้กลับบ้าน ข้าพเจ้าพร้อมแล้ว โลกให้ร่างกายนี้แก่ข้าพเจ้าเมื่อ 3,200 ปีก่อน และบัดนี้ข้าพเจ้าขอมอบมันคืน ด้วยความขอบคุณและด้วยความรัก"
.
และในช่วงยุคปัจจุบัน (ปีที่ 10,000 ถึง 12,847)
และในช่วงยุคปัจจุบัน (ปีที่ 10,000 ถึง 12,847) อายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3,000 ถึง 4,000 ปี ตัวเลขที่ลดลงเล็กน้อยจากยุคก่อนไม่ได้เกิดจากความเสื่อมถอยของสุขภาพ แต่เกิดจากแนวโน้มทางสังคมที่เปลี่ยนไป
ประชากรรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกที่จะ "คืนกลับ" เร็วกว่าที่ร่างกายจะหมดอายุขัยตามธรรมชาติ ด้วยเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับภาวะจิตเฉื่อย (Psychic Stagnation) และการตั้งคำถามต่อความหมายของการมีชีวิตอยู่ซึ่งข้าพเจ้าจะอภิปรายในบทต่อๆ ไป
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ในฐานะผู้ที่มีชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบันนี้เอง และในฐานะนักประวัติศาสตร์ที่ได้ศึกษายุคก่อนๆ อย่างละเอียด ขอใช้พื้นที่ตรงนี้เพื่อขยายความถึงปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมของเรา เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่านี่คือหนึ่งในความท้าทายทางจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่อารยธรรมอาร์การ์ธาเคยเผชิญมานับตั้งแต่การอพยพครั้งใหญ่
การที่อายุขัยเฉลี่ยในยุคปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 3,000 ถึง 4,000 ปีนั้น เมื่อมองเผินๆ อาจดูเหมือนเป็นความถดถอย แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนและมีนัยยะลึกซึ้งกว่าตัวเลขจะบ่งบอก
สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือร่างกายของเราในยุคปัจจุบันไม่ได้อ่อนแอลงหรือเสื่อมสภาพเร็วกว่ายุคก่อนแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม ด้วยความก้าวหน้าของการแพทย์วีริลที่สั่งสมมากว่าหมื่นปี ระบบการดูแลสุขภาพของเรามีประสิทธิภาพสูงสุดในประวัติศาสตร์
ประชากรทุกคนสามารถเข้าถึงการตรวจวัดและปรับสมดุลพลังงานได้อย่างสม่ำเสมอ โรคภัยไข้เจ็บแทบไม่มีการกล่าวถึงอีกต่อไป และหากวัดเฉพาะ "ศักยภาพทางกายภาพ" เพียงอย่างเดียว ร่างกายของเราในปัจจุบันสามารถดำรงอยู่ได้นานถึง 5,000 ปีหรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำ
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่ร่างกาย หากแต่คือ "จิตใจ" และ "วิถีชีวิต" ของเรา
ภาวะจิตเฉื่อยหรือ Psychic Stagnation คือปรากฏการณ์ที่เริ่มถูกกล่าวถึงอย่างจริงจังในวงการแพทย์และปรัชญาของเราประมาณช่วงปีที่ 9,000 เป็นต้นมา และทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
มันคือสภาวะที่จิตใจค่อยๆ สูญเสีย "พลังขับเคลื่อน" (Life Drive) ในการดำรงอยู่ต่อไป ไม่ใช่เพราะความทุกข์ทรมานหรือความเจ็บป่วย แต่เป็นเพราะ "ความอิ่มตัวของประสบการณ์" (Experiential Saturation) อย่างถึงขีดสุด
ลองนึกภาพตามข้าพเจ้าเถิด ท่านผู้อ่าน เมื่อท่านมีชีวิตอยู่มา 2,000 ปี ท่านได้อ่านหนังสือทุกเล่มที่ท่านอยากอ่าน ได้เรียนรู้ทุกวิชาที่ท่านอยากเรียนรู้ ได้เดินทางไปทุกแห่งหนในโพรงใต้พิภพที่ท่านอยากไป ได้พบปะผู้คนมากมาย ได้สนทนาเรื่องลึกซึ้ง ได้สร้างสรรค์งานศิลปะ ได้ทำสมาธิจนบรรลุถึงความสงบขั้นสูงสุด และได้สัมผัสกับประสบการณ์ชีวิตในเกือบทุกรูปแบบที่มนุษย์จะพึงสัมผัสได้
เมื่อถึงจุดหนึ่ง ท่านจะเริ่มรู้สึกถึงคำถามที่ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกของจิตใจ:
"แล้วยังมีอะไรอีกหรือ" "ข้าพเจ้ายังมีสิ่งใดให้ค้นพบอีกหรือ" "การมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 2,000 ปีจะมีความหมายอะไร หากทุกวันคือการวนซ้ำของวันที่ผ่านมา"
นี่คือแก่นแท้ของภาวะจิตเฉื่อย มันไม่ใช่ความเจ็บปวด ไม่ใช่ความทุกข์ทรมาน แต่มันคือ "ความว่างเปล่าที่เกิดจากความอิ่มตัว" (The Void of Satiety) ราวกับดวงจิตที่เคยหิวกระหายในการเรียนรู้และสัมผัสชีวิต ได้ถูกเติมเต็มจนล้นและไม่มีพื้นที่ว่างเหลือให้เติมอีกต่อไป
ผลกระทบของภาวะนี้ต่ออายุขัยเฉลี่ยนั้นชัดเจน ประชากรจำนวนมากในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอายุเกิน 3,000 ปีขึ้นไป เริ่มเลือกที่จะ "คืนกลับสู่ธาตุ" ทั้งที่ร่างกายของพวกเขายังแข็งแรงสมบูรณ์และสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้อีกนับพันปี
การตัดสินใจนี้ไม่ได้เกิดจากความสิ้นหวังหรือการหลีกหนีปัญหา แต่มันเกิดจาก "ความรู้สึกว่าภารกิจของชีวิตได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว" หรือในบางกรณีก็คือ "ความรู้สึกว่าชีวิตไม่มีอะไรเหลือให้ค้นพบอีกแล้ว"
ข้าพเจ้าขอเล่าถึงกรณีศึกษาหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้บันทึกไว้ระหว่างการวิจัยสำหรับจดหมายเหตุฉบับนี้ นั่นคือกรณีของท่าน "มาริออน" (Marion) นักปรัชญาผู้มีอายุ 3,800 ปี
ในขณะที่ตัดสินใจคืนกลับสู่ธาตุ ท่านเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับนับถืออย่างกว้างขวางในวงการปรัชญาของชัมบาลา มีผลงานเขียนที่ทรงอิทธิพลหลายชิ้น และมีศิษย์ที่ประสบความสำเร็จอีกมากมาย
เมื่อข้าพเจ้าได้มีโอกาสสนทนากับท่านในช่วงปีสุดท้ายก่อนการคืนกลับ ท่านได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่า:
"มาลาคัยเอ๋ย ข้าพเจ้าไม่ได้จากไปเพราะหมดรักชีวิต ข้าพเจ้ายังคงรักแสงจากดวงตะวันกลาง รักเสียงน้ำจากทะเลสาบ รักบทสนทนาอันลึกซึ้งกับสหายแต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่าได้ทำทุกสิ่งที่ตั้งใจจะทำในชาตินี้แล้ว
ข้าพเจ้าได้ถามคำถามที่อยากถาม ได้ค้นหาคำตอบที่อยากรู้ ได้แบ่งปันสิ่งที่ค้นพบให้กับผู้ที่สนใจ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่จะหลีกทางให้กับคนรุ่นใหม่ ให้พวกเขาได้มีพื้นที่ในการถามคำถามของพวกเขาเอง ค้นหาคำตอบของพวกเขาเอง โดยไม่ถูกบดบังด้วยเงาของคนรุ่นเก่าอย่างข้าพเจ้า"
คำกล่าวของท่านมาริออนสะท้อนให้เห็นถึงมิติที่แตกต่างของการคืนกลับในยุคปัจจุบัน มันไม่ใช่การ "หนี" จากชีวิต แต่มันคือการ "เปิดทาง" ให้กับชีวิตใหม่ เป็นการยอมรับว่าการดำรงอยู่ของเราอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอารยธรรมโดยรวม เพราะเมื่อคนรุ่นเก่าไม่ยอมหลีกทาง คนรุ่นใหม่ก็ไม่มีพื้นที่ในการเติบโตและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
นอกจากภาวะจิตเฉื่อยแล้ว ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่ออายุขัยเฉลี่ยในยุคปัจจุบัน นั่นคือ "การตั้งคำถามต่อความหมายของการมีชีวิตอยู่" ซึ่งพบมากในหมู่ประชากรรุ่นใหม่ที่เกิดในช่วง 2,000 ปีหลังนี้
พวกเขาแตกต่างจากประชากรรุ่นก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ประชากรรุ่นก่อนเติบโตขึ้นมาในยุคที่พันธสัญญาแห่งความรับผิดชอบยังคงมีพลังอย่างเข้มข้น พวกเขารู้สึกถึงภาระหน้าที่ในการเฝ้ามองและปกป้องโลกอย่างลึกซึ้ง และความรู้สึกนั้นได้เติมเต็มความหมายให้กับชีวิตของพวกเขา
แต่ประชากรรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มตั้งคำถามต่อพันธสัญญานี้ เริ่มรู้สึกว่าการถูกผูกมัดด้วยความรู้สึกผิดของบรรพบุรุษเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เริ่มมองว่าการใช้ชีวิตนับพันปีในการเฝ้ามองโลกเบื้องบนโดยไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริงนั้น เป็นการดำรงอยู่ที่ไร้ซึ่งความหมาย
เมื่อความหมายของชีวิตที่เคยถูกกำหนดโดยพันธสัญญาเริ่มสั่นคลอน ประชากรรุ่นใหม่จำนวนมากจึงพบว่าตนเองล่องลอยอยู่ใน "สุญญากาศทางความหมาย" (Meaning Vacuum)
พวกเขาไม่รู้ว่าควรมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ไม่รู้ว่าอะไรคือเป้าหมายที่ควรค่าแก่การทุ่มเทชีวิตนับพันปี และเมื่อไม่พบคำตอบ พวกเขาบางส่วนก็เลือกที่จะคืนกลับเร็วกว่าที่ร่างกายจะหมดอายุขัยตามธรรมชาติ ด้วยเหตุผลที่ว่า
"หากชีวิตไม่มีความหมาย การมีชีวิตอยู่ต่อไปก็เป็นเพียงการยืดเวลาของความว่างเปล่า"
ข้าพเจ้าขอตั้งข้อสังเกตส่วนตัวว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องสะท้อนถึง "วิกฤตการณ์ทางจิตวิญญาณ" ที่กำลังก่อตัวขึ้นในอารยธรรมของเรา และเป็นประเด็นที่ข้าพเจ้าจะได้อภิปรายอย่างละเอียดต่อไปในบทที่หก ว่าด้วยวงจรแห่งการดำรงอยู่ ซึ่งจะพาเราไปสำรวจถึงความหมายของชีวิต ความตาย และการคืนกลับสู่ธาตุในมุมมองที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
มีบันทึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับประชากรที่มีอายุขัยยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของเรา นั่นคือท่านเมลคิเซเดคแห่งไฮเปอร์บอเรีย ซึ่งมีชีวิตอยู่มาตั้งแต่ก่อนการอพยพและยังคงมีชีวิตอยู่ต่อเนื่องมาจนถึงประมาณปีที่ 4,200 หลังการอพยพ
ทำให้ท่านมีอายุรวมทั้งสิ้นกว่า 8,000 ปี (นับรวมอายุในช่วงก่อนการอพยพซึ่งท่านมีอายุราว 3,800 ปีแล้วในขณะนั้น) การมีอายุยืนยาวเช่นนี้เป็นกรณีที่พบได้ยากยิ่ง และมักเกิดเฉพาะกับมนุษย์แสงสว่าง หรือมนุษย์กึ่งเทพที่มีสายเลือดพิเศษซึ่งสามารถประสานกับพลังงานวีริลได้ในระดับที่สูงกว่าปกติมาก
ข้าพเจ้าขอจบบทนี้ด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า อายุขัยที่ยืนยาวของเรานั้นเป็นทั้งของขวัญและภาระในเวลาเดียวกัน
ในด้านหนึ่ง มันทำให้เราสามารถสั่งสมความรู้และประสบการณ์ได้มากกว่ามนุษย์บนดินหลายสิบเท่า นักวิทยาศาสตร์ของเราสามารถทำงานวิจัยชิ้นเดียวเป็นเวลาหลายร้อยปีโดยไม่ต้องกังวลว่าจะตายก่อนเห็นผล
นักปรัชญาของเราสามารถครุ่นคิดถึงคำถามหนึ่งได้เป็นพันปีโดยไม่ต้องรีบร้อนหาคำตอบ และศิลปินของเราสามารถฝึกฝนฝีมือได้จนถึงระดับที่มนุษย์อายุสั้นไม่อาจบรรลุถึงได้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การมีชีวิตที่ยืนยาวเกินไปก็มาพร้อมกับความท้าทายทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งเช่นกัน เมื่อท่านใช้ชีวิตมานานพอที่จะเรียนรู้ทุกสิ่งที่อยากเรียนรู้ ทำทุกสิ่งที่อยากทำ และพบเจอทุกคนที่อยากพบเจอ ท่านจะเริ่มถามตนเองว่า "ข้าพเจ้ายังมีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกหรือไม่"
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ทางจิตวิญญาณที่เราเรียกว่า "Existential Melancholy" ซึ่งข้าพเจ้าจะได้อภิปรายอย่างละเอียดในบทที่หก
ข้าพเจ้าขอเชิญท่านผู้อ่านเข้าสู่บทต่อไป ซึ่งจะกล่าวถึงสัดส่วนและพละกำลังของชาวอาร์การ์ธาในเชิงเปรียบเทียบกับมนุษย์บนดินอย่างเป็นระบบ และจะสำรวจข้อจำกัดทางกายภาพที่เกิดจากวิวัฒนาการของเรา
.
.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา