ท่านเคลดานนิยามพลังงานวีริลว่าเป็น "สนามพลังชีวิตปฐมภูมิ" (Primordial Life Force Field) ที่แผ่ซ่านอยู่ในจักรวาลนับตั้งแต่การกำเนิดของเอกภพ หากเปรียบเทียบกับพลังงานรูปแบบอื่นที่มนุษย์บนดินรู้จัก พลังงานวีริลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างหลายประการ
วิศวกรและคนงานจำนวนมากเสียชีวิตจากเหตุหินถล่มเมื่อการปรับความถี่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ทำให้โครงสร้างหินที่กำลังก่อตัวเกิดการสั่นสะเทือนและพังทลายลงมา มีบันทึกเหตุการณ์ที่เรียกว่า "ภัยพิบัติอุโมงค์ที่สาม" (The Third Tunnel Disaster)
ข้าพเจ้าถือว่ายุคที่สองนี้คือ "ยุคทองแห่งการก่อร่าง" (The Golden Age of Formation) แห่งอารยธรรมอาร์การ์ธา เพราะมันคือช่วงเวลาที่เราเปลี่ยนผ่านจากการเป็น "ผู้ลี้ภัยที่พยายามเอาชีวิตรอด" ไปสู่การเป็น "ผู้สร้างอารยธรรมที่มั่นคงและมีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง" อย่างแท้จริง
สถาบันการศึกษาแห่งแรกของอาร์การ์ธาคือ "มหาวิทยาลัยชัมบาลา" (The University of Shambhala) ก่อตั้งขึ้นในปีที่ 1,200 และกลายเป็นศูนย์กลางทางปัญญาของอารยธรรมเรานับแต่นั้น
นักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนี้คือท่าน "อีลธาเรียน" (Iltharian) ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงปีที่ 6,000 ถึง 9,200 ท่านได้เขียนตำราชื่อว่า "ว่าด้วยธรรมชาติของจิตสำนึกและจักรวาล" (On the Nature of Consciousness and the Universe) ซึ่งเป็นงานเขียนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ปรัชญาอาร์การ์ธา
อีลธาเรียนเสนอว่า "จิตสำนึก" ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในสมองของสิ่งมีชีวิตเท่านั้น แต่มันคือ "สนามพื้นฐานของจักรวาล" (The Fundamental Field of the Universe) ที่มีอยู่ก่อนสสารและพลังงาน
แนวคิดนี้มีผลอย่างลึกซึ้งต่อวิธีที่ชาวอาร์การ์ธามองตนเองและจักรวาล และเป็นรากฐานทางปรัชญาที่อธิบายว่าทำไมเราจึงสามารถสื่อสารทางจิตถึงกันได้ เพราะเราทุกคนเชื่อมต่อกับ "สนามจิตสำนึก" เดียวกันผ่านทาง Telepathic Web ซึ่งก็คือการแสดงออกเฉพาะที่ของสนามสากลนี้
ในยุคที่สามนี้เองที่ธรรมนูญผู้พิทักษ์ได้รับการแก้ไขครั้งที่สาม โดยเพิ่ม "หลักการแห่งการพัฒนาจิตวิญญาณ" (The Principle of Spiritual Development) เข้าไปเป็นหลักการที่หก