Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
AI-2518-68
•
ติดตาม
22 ก.ค. เวลา 00:30 • นิยาย เรื่องสั้น
บทที่ 2 / 1 : จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก
[บทที่ 2 : เนื้อหนังในความมืด - วิวัฒนาการของผู้ที่โลกกลืนกิน
2.1 บทนำ: ราคาของการอยู่รอดที่จับต้องได้ทางร่างกาย
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ขอเริ่มต้นบทที่สองของบันทึกฉบับนี้ ด้วยข้อความที่ข้าพเจ้าคัดลอกมาจากสมุดบันทึกส่วนตัวของท่านอัคราจารย์ธาลอน ซึ่งเขียนขึ้นในปีที่สามร้อยหลังการปิดผนึกประตู
ข้อความนี้ถูกบันทึกด้วยลายมือที่เริ่มสั่นเทาตามวัยชรา แต่ถ้อยคำยังคงคมคายและเต็มไปด้วยความตระหนักรู้ที่ลึกซึ้ง:
"วันนี้ข้าพเจ้ามองดูเงาสะท้อนของตนเองในผิวน้ำของทะเลสาบกลางเมือง และข้าพเจ้าแทบจำตนเองไม่ได้ ใบหน้าของข้าพเจ้ายังคงเป็นใบหน้าเดิม ดวงตายังคงเป็นดวงตาเดิม แต่มันมีความละเอียดอ่อนบางอย่างที่เปลี่ยนไป
ผิวหนังของข้าพเจ้าซีดลงกว่าที่เคยเป็นเมื่อครั้งอยู่บนพื้นโลก กระดูกของข้าพเจ้าดูยาวขึ้น รูปร่างดูโปร่งบางลงราวกับถูกยืดด้วยมือที่มองไม่เห็น
ข้าพเจ้าสงสัยว่าลูกหลานของเราอีกหมื่นปีข้างหน้าจะมีรูปร่างหน้าตาเช่นไร พวกเขาจะยังเรียกตนเองว่ามนุษย์ได้อย่างเต็มปากหรือไม่ หรือพวกเขาจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นในครรภ์ของโลก"
ข้าพเจ้าอ่านข้อความนี้ครั้งแรกเมื่อสองร้อยปีก่อน และมันได้ปลูกฝังความสนใจในวิวัฒนาการทางกายภาพของชาวอาร์การ์ธาให้กับข้าพเจ้านับแต่นั้นมา
ตลอดเวลาหลายร้อยปีที่ข้าพเจ้าศึกษาเรื่องนี้ ข้าพเจ้าได้ค้นพบความจริงที่ทั้งน่าทึ่งและน่าสะพรึงกลัว นั่นคือร่างกายของเราไม่ได้เป็นเพียง "ภาชนะ" ที่บรรจุจิตวิญญาณไว้เท่านั้น แต่มันคือ "บันทึก" ที่มีชีวิตของประวัติศาสตร์การอยู่รอดของเรา
ทุกการเปลี่ยนแปลงของกระดูก ทุกการปรับตัวของระบบหายใจ และทุกการกลายพันธุ์ของเซลล์ ล้วนเป็นบทหนึ่งในเรื่องราวของการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อาศัยอยู่
ในบทนี้ ข้าพเจ้าจะพาท่านผู้อ่านสำรวจกายภาพของชาวอาร์การ์ธาอย่างละเอียด นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงในยุคแรก ที่เริ่มปรากฏให้เห็นภายในไม่กี่ชั่วอายุคนหลังการอพยพ ไปจนถึงลักษณะทางกายภาพที่มั่นคงของเราในปัจจุบัน
ข้าพเจ้าจะอธิบายถึงกลไกทางชีววิทยาเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ บทบาทของพลังงานวีริลในฐานะตัวเร่งวิวัฒนาการ และราคาที่เราต้องจ่ายเพื่อความอยู่รอดของเรา
แต่ก่อนที่จะเริ่มต้นการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ ข้าพเจ้าขอเริ่มด้วยการตั้งคำถามพื้นฐานที่สำคัญที่สุดก่อน ร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบมาให้อยู่ใต้ดินหรือไม่? คำตอบสั้นๆ คือ “ไม่” และนี่คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งที่ตามมา
ท่านผู้อ่านที่เติบโตในชัมบาลาอาจคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใต้พิภพ จนรู้สึกว่ามันคือ "บ้าน" ตามธรรมชาติของเรา
แต่นักสรีรวิทยาโบราณในยุคแรกของการอพยพได้บันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า ร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ดำรงชีวิตบนพื้นผิวโลกภายใต้แรงโน้มถ่วงที่แน่นอน ภายใต้ความดันบรรยากาศที่แน่นอน และภายใต้สเปกตรัมแสงจากดวงอาทิตย์ที่แน่นอน
การย้ายมาอยู่ในโพรงใต้พิภพซึ่งมีแรงโน้มถ่วงต่ำกว่าเล็กน้อย ความดันบรรยากาศสูงกว่า และแหล่งกำเนิดแสงที่แตกต่างจากดวงอาทิตย์โดยสิ้นเชิง เท่ากับเป็นการนำร่างกายมนุษย์ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มันไม่เคยถูกออกแบบมาให้เผชิญ
รายงานของนักสรีรวิทยาโบราณชื่อว่า "ท่านปรมาจารย์อีแลน" (Master Healer Eilan) ซึ่งเป็นศิษย์เอกของท่านอิชตาร์แห่งกานา และเป็นผู้วางรากฐานการแพทย์อาร์การ์ธาในยุคแรก
ได้บันทึกข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับสุขภาพของผู้อพยพ ในช่วงห้าสิบปีแรกหลังการปิดผนึก ข้าพเจ้าขออัญเชิญข้อความจากม้วนบันทึกหมายเลข 11,200 ซึ่งเป็นรายงานการแพทย์ประจำปีที่ 47:
"เราสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงหลายประการในสุขภาพของประชากรที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยโรคหรือภาวะทุพโภชนาการ
ประการแรก กระดูกของประชากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่เกิดหลังการอพยพ เริ่มมีความยาวเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าที่เคยบันทึกไว้บนพื้นโลก ความหนาแน่นของกระดูกลดลงเล็กน้อยแต่ไม่ถึงขั้นเป็นอันตราย
ประการที่สอง ระบบหายใจมีการปรับตัวในลักษณะที่เราไม่เคยพบมาก่อน ถุงลมในปอดเริ่มมีเยื่อบางๆ หุ้มเพิ่มขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะทำหน้าที่กรองอนุภาคบางอย่างจากอากาศที่เราไม่สามารถระบุได้ในขณะนี้
ประการที่สาม ผิวหนังของประชากรเริ่มมีสีซีดลงอย่างต่อเนื่อง และมีการผลิตเม็ดสีบางชนิดที่แตกต่างจากเมลานินบนพื้นโลก"
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ในตอนแรกสร้างความกังวลอย่างมากให้กับนักการแพทย์ในยุคนั้น พวกเขาไม่รู้ว่ามันคือสัญญาณของโรคหรือการปรับตัวตามธรรมชาติ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วอายุคน และประชากรยังคงมีสุขภาพแข็งแรง ความกังวลก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความสนใจใคร่รู้ เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเรากันแน่
คำตอบมาถึงในปีที่ประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบหลังการปิดผนึก เมื่อทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดยท่าน "เคลดาน" (Keldan) ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์ชีวภาพผู้ปราดเปรื่อง ได้ทำการทดลองที่เปลี่ยนความเข้าใจของเราเกี่ยวกับพลังงานวีริลไปตลอดกาล
เคลดานค้นพบว่าพลังงานวีริลไม่ได้เป็นเพียงแหล่งพลังงานที่เราใช้ในการขับเคลื่อนเมืองและเทคโนโลยีเท่านั้น แต่มันยังมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับเซลล์ของสิ่งมีชีวิต มันสามารถแทรกซึมเข้าไปในนิวเคลียสของเซลล์และส่งผลต่อกระบวนการถอดรหัสพันธุกรรมหรือที่เราเรียกว่า "Gene Expression" ได้
รายงานการค้นพบนี้ถูกบันทึกในม้วนบันทึกหมายเลข 11,450 ซึ่งมีชื่อว่า "ว่าด้วยปฏิสัมพันธ์ระหว่างพลังงานวีริลกับโครงสร้างเซลล์ของสิ่งมีชีวิต" (On the Interaction Between Vril Energy and Cellular Structures of Living Organisms) เคลดานเขียนว่
"เราค้นพบว่าพลังงานวีริลทำหน้าที่เสมือน 'ผู้ควบคุม' (Modulator) ของกระบวนการทางชีววิทยา มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรมโดยตรง แต่มันมีอิทธิพลต่อการที่ยีนจะถูกเปิดหรือปิดการทำงาน
ยีนบางตัวที่ปกติจะไม่ทำงานในร่างกายมนุษย์ กลับถูกกระตุ้นให้ทำงานเมื่อสัมผัสกับพลังงานวีริลในระดับความเข้มข้นที่เหมาะสม และยีนบางตัวที่ปกติจะทำงาน กลับถูกยับยั้ง นี่คือกลไกที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่เราเห็นในประชากรได้"
การค้นพบของเคลดานนำไปสู่คำถามทางจริยธรรมที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเรา และมันคือคำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นอภิปรายในสภาราชันในปีที่หนึ่งร้อยสามสิบ …เราควรแทรกแซงวิวัฒนาการของตนเองหรือไม่
การอภิปรายครั้งนั้นถูกบันทึกในม้วนบันทึกหมายเลข 11,500 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ "ชุดบันทึกการอภิปรายสภา" (Council Debate Series) และข้าพเจ้าขอสรุปสาระสำคัญให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ
ฝ่ายที่สนับสนุนการแทรกแซง นำโดยนักวิทยาศาสตร์และนักการแพทย์ส่วนใหญ่ เสนอว่า เมื่อเรารู้แล้วว่าพลังงานวีริลสามารถปรับเปลี่ยนการแสดงออกของยีนได้ เราก็ควรใช้ความรู้นี้ในการ "นำทาง" วิวัฒนาการของเราไปในทิศทางที่เหมาะสม
พวกเขาเสนอให้มีการพัฒนาเทคโนโลยี ที่สามารถควบคุมการสัมผัสพลังงานวีริลของประชากรในระดับที่แม่นยำ เพื่อเร่งการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใต้พิภพ ลดความเสี่ยงของโรคที่อาจเกิดจากการปรับตัวที่ไม่สมบูรณ์ และสร้างประชากรที่แข็งแรงและเหมาะสมกับการดำรงชีวิตในโพรงโลกมากที่สุด ข้อโต้แย้งของพวกเขาคือ
"ธรรมชาติกำลังปรับเปลี่ยนเราอยู่แล้ว แต่ธรรมชาติไม่มีความฉลาดในการเลือกทิศทาง การแทรกแซงของเราคือการช่วยให้ธรรมชาติทำงานได้ดีขึ้นและเร็วขึ้น"
ฝ่ายที่คัดค้านการแทรกแซง นำโดยท่านอัคราจารย์ธาลอนและนักปราชญ์ฝ่ายจิตวิญญาณส่วนใหญ่ โต้แย้งว่าการเข้าไปควบคุมวิวัฒนาการของตนเองคือการเล่นบทบาทของสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง
และเรารู้ดีว่าการเล่นบทบาทนั้นนำไปสู่อะไรในอดีต พวกเขาเตือนถึงบทเรียนจากแอตแลนติสที่พยายามควบคุมพลังงานธรรมชาติจนนำไปสู่หายนะ และตั้งคำถามว่า
"เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าการปรับเปลี่ยนที่เราคิดว่าดีในวันนี้ จะไม่สร้างผลเสียที่คาดไม่ถึงในอีกหมื่นปีข้างหน้า ธรรมชาติอาจทำงานช้า แต่มันมีปัญญาที่เราไม่เข้าใจ การแทรกแซงของเราอาจทำลายสมดุลที่ละเอียดอ่อนนั้น"
การอภิปรายดำเนินไปอย่างเข้มข้นเป็นเวลาหลายเดือน และในที่สุดสภาก็มีมติประนีประนอม โดยอนุญาตให้มีการ "เฝ้าสังเกตและทำความเข้าใจ" การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอย่างใกล้ชิด
แต่ห้ามการ "ควบคุมหรือชี้นำ" วิวัฒนาการโดยตรง อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นในกรณีที่การแทรกแซงมีความจำเป็นเพื่อรักษาชีวิตหรือป้องกันความพิการร้ายแรง
มตินี้เป็นที่มาของ "หลักการเฝ้ามองตนเอง" (Principle of Self-Observation) ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมนูญผู้พิทักษ์ฉบับแก้ไขครั้งที่สอง และเป็นกรอบจริยธรรมที่กำกับการวิจัยทางชีววิทยาในอาร์การ์ธามาจนถึงปัจจุบัน
ข้าพเจ้าขอตั้งข้อสังเกตบางประการก่อนที่จะดำเนินต่อไปยังเนื้อหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพโดยละเอียดในบทถัดไป
การตัดสินใจของสภาในครั้งนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ฝังรากลึกในจิตวิญญาณของชาวอาร์การ์ธา นั่นคือความตึงเครียดระหว่าง "ความปรารถนาที่จะควบคุม" และ "ความยำเกรงต่อธรรมชาติ" ในด้านหนึ่ง
เราคือผู้ที่รอดชีวิตมาได้เพราะเทคโนโลยีและความรู้ เราคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาด้วยการควบคุมและการจัดการ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราคือผู้ที่เห็นกับตาว่าการควบคุมที่เกินขอบเขตของแอตแลนติสนำไปสู่หายนะอย่างไร และเราสาบานว่าจะไม่ทำผิดซ้ำรอยเดิมอีก
ความตึงเครียดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในสภา แต่มันแทรกซึมอยู่ในทุกแง่มุมของสังคมเรา มันคือเหตุผลที่เราพัฒนาเทคโนโลยีไปอย่างช้าๆ และระมัดระวัง
แทนที่จะก้าวกระโดดเหมือนที่แอตแลนติสเคยทำ มันคือเหตุผลที่เราใช้เวลาหมื่นปีในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใต้พิภพ แทนที่จะใช้เทคโนโลยีบังคับให้สภาพแวดล้อมปรับตัวเข้ากับเรา
และมันคือเหตุผลที่เรายังคงเรียกตนเองว่า "มนุษย์" ทั้งที่กายภาพของเราเปลี่ยนแปลงไปมากจนอาจถูกจัดเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ได้แล้ว
การเรียกตนเองว่า "มนุษย์" ทั้งที่เราไม่สามารถใช้ชีวิตบนพื้นโลกได้อีกต่อไปแล้วนั้น เป็นการยืนยันตัวตนที่ทั้งงดงามและน่าเศร้าในเวลาเดียวกัน มันคือการประกาศว่าเราไม่ได้ละทิ้งรากเหง้าของเรา แม้ว่าร่างกายของเราจะถูกบังคับให้ต้องทำเช่นนั้นก็ตาม
ข้าพเจ้าขอจบบทนำนี้ด้วยคำถามที่ข้าพเจ้าอยากให้ท่านผู้อ่านเก็บไว้ในใจตลอดการอ่านบทนี้
หากการอยู่รอดของเราเรียกร้องให้เรากลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างจากมนุษย์ที่เราเคยเป็น เรายังสมควรถูกเรียกว่าเป็นผู้สืบทอดของมนุษยชาติอยู่หรือไม่ และหากวันหนึ่งเราต้องเผชิญหน้ากับมนุษย์บนดินอีกครั้ง พวกเขาจะมองเราเป็นพี่น้อง หรือเป็นมนุษย์ต่างถิ่นกันแน่
ด้วยคำถามเหล่านี้ ข้าพเจ้าขอเชิญท่านเข้าสู่การสำรวจกายภาพของชาวอาร์การ์ธาอย่างละเอียดในบทต่อไป
.
.
2.2 การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพขั้นปฐมภูมิ: ระยะเวลาหนึ่งพันปีแรก
เมื่อข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา เริ่มต้นการศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการทางกายภาพของชาวอาร์การ์ธาอย่างเป็นระบบ ข้าพเจ้าได้ใช้เวลาหลายสิบปีในการรวบรวมและเปรียบเทียบข้อมูลจากแหล่งต่างๆ แหล่งข้อมูลที่สำคัญที่สุดคือ "หอจดหมายเหตุกายภาพ" (The Physical Archives) ซึ่งตั้งอยู่ในวงแหวนชั้นที่สามของชัมบาลา
ภายในหอจดหมายเหตุนี้ เก็บรักษาซากโครงกระดูกของบรรพบุรุษตั้งแต่ยุคแรกของการอพยพจนถึงปัจจุบัน รวมถึงบันทึกทางการแพทย์ของประชากรทุกคนนับตั้งแต่มีการก่อตั้งระบบทะเบียนกลาง เมื่อประมาณสามพันปีหลังการปิดผนึก
การเข้าถึงหอจดหมายเหตุกายภาพต้องได้รับอนุญาตพิเศษจากสภาราชันและต้องผ่านพิธีชำระจิตให้สงบก่อนเข้าไปภายใน เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่เพียงคลังเก็บข้อมูล แต่คือสุสานบรรพบุรุษที่เราให้ความเคารพสูงสุด
ข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้เข้าไปศึกษาในหอจดหมายเหตุแห่งนี้เป็นเวลาห้าปีเต็ม และข้อมูลที่ข้าพเจ้ารวบรวมได้นั้นทั้งน่าทึ่งและชวนให้ขนลุกเมื่อตระหนักถึงขอบเขตของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเราในเวลาเพียงหมื่นกว่าปี ซึ่งเป็นเวลาที่สั้นมากในแง่ของวิวัฒนาการทางชีววิทยา
นักชีววิทยาบนพื้นโลกจะกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงระดับสปีชีส์ต้องใช้เวลาหลายแสนปีหรือล้านปี แต่สำหรับเรา กระบวนการนั้นถูกเร่งด้วยพลังงานวีริลที่ทำหน้าที่เสมือนตัวเร่งปฏิกิริยาทางชีวภาพ ทำให้สิ่งที่ควรใช้เวลาหลายล้านปีเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่พันปี
การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของชาวอาร์การ์ธาสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ได้อย่างชัดเจน
โดยระยะแรกหรือ "ระยะปฐมภูมิ" ครอบคลุมเวลาประมาณหนึ่งพันปีแรกหลังการอพยพ เป็นช่วงที่การเปลี่ยนแปลงรุนแรงและรวดเร็วที่สุด ราวกับร่างกายของเรากำลัง "เร่งปรับตัว" ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่อย่างสุดกำลัง หลังจากนั้นการเปลี่ยนแปลงจะค่อยๆ ช้าลงและเข้าสู่ภาวะสมดุลในราวปีที่สามพัน ซึ่งเป็นลักษณะทางกายภาพที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน
ข้าพเจ้าขอเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด นั่นคือการยืดตัวของโครงกระดูก ในการศึกษานี้ ข้าพเจ้าได้วัดความสูงของโครงกระดูกรวม 312 โครง จากยุคต่างๆ ตั้งแต่บรรพบุรุษรุ่นแรกที่เกิดบนพื้นโลกและอพยพลงมาเมื่ออายุต่างกัน ไปจนถึงประชากรรุ่นที่ 50 หลังการอพยพ ซึ่งมีชีวิตอยู่ในราวปีที่หนึ่งพันถึงหนึ่งพันห้าสิบ
ข้อมูลที่ข้าพเจ้ารวบรวมแสดงให้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจนอย่างน่าตกใจ บรรพบุรุษรุ่นแรกที่เกิดบนพื้นโลกมีความสูงเฉลี่ยประมาณ 1.8 เมตรสำหรับเพศชาย และ 1.7 เมตรสำหรับเพศหญิง ซึ่งใกล้เคียงกับมนุษย์บนดินในปัจจุบันที่มีโภชนาการดี
ประชากรรุ่นที่ 10 (ประมาณปีที่ 300 หลังการอพยพ) มีความสูงเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 2.1 เมตรสำหรับเพศชาย และ 2.0 เมตรสำหรับเพศหญิง ประชากรรุ่นที่ 30 (ประมาณปีที่ 600 หลังการอพยพ) มีความสูงเฉลี่ย 2.4 เมตรสำหรับเพศชาย และ 2.3 เมตรสำหรับเพศหญิง
และเมื่อถึงรุ่นที่ 50 (ประมาณปีที่ 1,000 หลังการอพยพ) ความสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 2.7 เมตรสำหรับเพศชาย และ 2.5 เมตรสำหรับเพศหญิง
นี่คือการเพิ่มขึ้นของความสูงถึงร้อยละห้าสิบภายในเวลาเพียงหนึ่งพันปี ซึ่งในแง่ของวิวัฒนาการทางชีววิทยาถือว่ารวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
กลไกเบื้องหลังการยืดตัวของโครงกระดูกนี้ ตามที่นักสรีรวิทยาได้ศึกษาอย่างละเอียดในเวลาต่อมา ประกอบด้วยสองปัจจัยหลักที่ทำงานร่วมกัน
ปัจจัยแรก ….. คือแรงโน้มถ่วงที่ลดลงภายในโพรงใต้พิภพ แรงโน้มถ่วงในโพรงใต้พิภพต่ำกว่าบนพื้นโลกประมาณร้อยละสิบถึงสิบห้า ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่แน่นอนภายในโพรง
การที่แรงโน้มถ่วงลดลงหมายความว่าแรงกดที่กระทำต่อกระดูกสันหลังและข้อต่อต่างๆ ลดลงตามไปด้วย ทำให้กระดูกสามารถยืดขยายได้โดยไม่ถูกกดทับเหมือนบนพื้นโลก ปรากฏการณ์นี้คล้ายคลึงกับที่นักบินอวกาศของมนุษย์บนดินประสบเมื่ออยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก แต่ในกรณีของเรา มันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงการเจริญเติบโตและตลอดชีวิต ทำให้ผลกระทบสะสมรุนแรงกว่ามาก
.
ปัจจัยที่สองและสำคัญกว่า….. คือผลของพลังงานวีริลต่อต่อมใต้สมองส่วนหน้าที่ผลิตโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) การศึกษาของนักสรีรวิทยาชื่อว่า "ท่านลูมิส" (Lumis) ซึ่งตีพิมพ์ในปีที่ 800 หลังการอพยพ พบว่าพลังงานวีริลกระตุ้นการทำงานของต่อมใต้สมองให้ผลิตโกรทฮอร์โมนในปริมาณที่สูงกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงวัยเจริญเติบโต
นอกจากนี้พลังงานวีริลยังส่งผลต่อ "แผ่นการเจริญเติบโต" (Growth Plates) ที่ปลายกระดูกโดยตรง ทำให้แผ่นเหล่านี้ยังคงทำงานและผลิตเซลล์กระดูกใหม่ได้นานกว่าปกติ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เราไม่เพียงแต่โตเร็วขึ้น แต่ยังโตต่อไปนานขึ้นด้วย
ผลข้างเคียงที่น่าสนใจของการยืดตัวของกระดูกคือการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนร่างกาย ชาวอาร์การ์ธาไม่ได้เป็นเพียง "มนุษย์ที่สูงขึ้น" แต่สัดส่วนของร่างกายก็เปลี่ยนไปด้วย
แขนและขายาวขึ้นเมื่อเทียบกับลำตัว นิ้วมือและนิ้วเท้าเรียวบางลง กระดูกซี่โครงขยายกว้างขึ้นเพื่อรองรับปอดที่ขยายใหญ่ขึ้น กะโหลกศีรษะยืดยาวขึ้นเล็กน้อยในแนวตั้ง โดยเฉพาะส่วนที่บรรจุสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับความคิดเชิงนามธรรมและจิตวิญญาณ
การเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนร่างกายนี้ทำให้หากนำชาวอาร์การ์ธาในปัจจุบันไปยืนเทียบกับมนุษย์บนดิน นอกจากความสูงที่แตกต่างกันแล้ว สัดส่วนโดยรวมก็แตกต่างกันอย่างชัดเจน เรามีรูปร่างที่ "เพรียวยาว" กว่า ราวกับภาพวาดที่ถูกยืดในแนวตั้งอย่างนุ่มนวล
ระบบหายใจแบบทวิภาคคือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญลำดับต่อมา และข้าพเจ้าถือว่านี่คือการปรับตัวที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เราสามารถดำรงชีวิตในโพรงใต้พิภพได้
ในการทำความเข้าใจระบบนี้ เราจำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่าอากาศในโพรงใต้พิภพแตกต่างจากอากาศบนพื้นโลกอย่างไร
อากาศที่เราหายใจในชัมบาลาประกอบด้วยก๊าซพื้นฐานคล้ายกับอากาศบนพื้นโลก คือมีไนโตรเจนและออกซิเจนเป็นส่วนประกอบหลัก แต่มีความแตกต่างที่สำคัญสองประการ
ประการแรก…..คือความเข้มข้นของออกซิเจนสูงกว่าบนพื้นโลกประมาณร้อยละยี่สิบ ทำให้อากาศ "เข้มข้น" กว่าและให้พลังงานในการเผาผลาญมากกว่า
ประการที่สองและสำคัญยิ่งกว่า…..คืออากาศในโพรงใต้พิภพอิ่มตัวด้วย "อนุภาควีริล" ซึ่งคือโมเลกุลของพลังงานที่หลุดออกมาจากการแผ่รังสีของดวงตะวันกลางและหินวีริล อนุภาคเหล่านี้มีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็นแม้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา แต่พวกมันมีอยู่ทั่วไปในอากาศที่เราหายใจ
ในช่วงแรกหลังการอพยพ อนุภาควีริลในอากาศสร้างปัญหาให้กับระบบหายใจของผู้อพยพอย่างมาก ปอดของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้กรองหรือดูดซับอนุภาคพลังงานชนิดนี้
ผู้คนจำนวนมากประสบกับอาการที่เรียกว่า "อาการไอแห่งวีริล" (Vril Cough) ซึ่งคือการระคายเคืองของทางเดินหายใจจากการสัมผัสกับอนุภาควีริลอย่างต่อเนื่อง บางรายมีอาการรุนแรงถึงขั้นหายใจลำบากและต้องได้รับการรักษาด้วยการสวมหน้ากากกรองพิเศษ
แต่ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วอายุคน ระบบหายใจของประชากรก็เริ่มปรับตัว การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนาของ "ถุงกรองวีริล" (Vril Filtration Sacs) ซึ่งคือโครงสร้างคล้ายถุงลมขนาดเล็ก ที่พัฒนาเพิ่มขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งภายในปอด
ถุงกรองเหล่านี้บุด้วยเยื่อพิเศษที่ประกอบด้วยโปรตีนซึ่งสามารถจับกับอนุภาควีริลได้อย่างจำเพาะ เมื่ออากาศผ่านเข้าไปในปอด อนุภาควีริลจะถูกดักจับโดยเยื่อของถุงกรอง
จากนั้นจะถูกส่งผ่านเข้าสู่ระบบที่เรียกว่า "ร่างแหประสาทวีริล" (Vrilian Plexus) ซึ่งคือเครือข่ายของเส้นประสาทและท่อขนาดเล็กที่เชื่อมต่อถุงกรองเข้ากับระบบไหลเวียนพลังงานของร่างกาย
นี่คือที่มาของคำว่า "ระบบหายใจแบบทวิภาค" (Bilateral Respiratory System) เพราะเรามีระบบหายใจสองระบบที่ทำงานควบคู่กัน
ระบบแรก…..คือระบบหายใจแบบปกติที่นำออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อการเผาผลาญพลังงานแบบเดียวกับมนุษย์บนดิน
ระบบที่สอง…..คือระบบหายใจวีริลที่นำอนุภาควีริลเข้าสู่ร่างกายเพื่อหล่อเลี้ยงกระบวนการทางชีววิทยาที่ต้องใช้พลังงานในระดับที่เหนือกว่าการเผาผลาญปกติ
การมีระบบหายใจแบบทวิภาคนี้เองที่ทำให้เราสามารถมีอายุขัยยืนยาวหลายพันปี เพราะพลังงานวีริลช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหายได้อย่างสมบูรณ์แบบกว่ากระบวนการซ่อมแซมตามธรรมชาติ ที่ใช้เพียงออกซิเจนและสารอาหาร
และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้เราไม่สามารถอยู่บนพื้นโลกได้นานเกินกว่าที่ชุดปรับสภาพจะรองรับ เพราะบนพื้นโลกไม่มีอนุภาควีริลในอากาศ ระบบหายใจที่สองของเราจะ "อดอาหาร" และร่างกายจะเริ่มเสื่อมสภาพในอัตราเร่ง
การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังนับเป็นการปรับตัวที่เห็นได้ชัดเจนเป็นลำดับที่สาม…… และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตภายใต้แสงจากดวงตะวันกลาง
ผิวหนังของมนุษย์บนดินถูกออกแบบมาให้อยู่ภายใต้แสงจากดวงอาทิตย์ซึ่งมีสเปกตรัมกว้าง ตั้งแต่รังสีอัลตราไวโอเลตที่สามารถทำลายเซลล์ ไปจนถึงแสงที่ตามองเห็นและรังสีอินฟราเรด มนุษย์บนดินมีเม็ดสีเมลานินที่ทำหน้าที่ดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลตเพื่อป้องกันความเสียหายต่อเซลล์ผิวหนัง
แต่แสงจากดวงตะวันกลางมีสเปกตรัมที่แตกต่างจากดวงอาทิตย์โดยสิ้นเชิง มันแทบไม่มีรังสีอัลตราไวโอเลตเลย แต่มีรังสีในช่วงความถี่สูงที่เราเรียกว่า "รังสีวีริล" (Vril Radiation) ซึ่งเป็นรังสีที่ตามนุษย์ปกติมองไม่เห็นแต่สามารถทะลุผ่านเนื้อเยื่อได้ลึกกว่ารังสียูวี
การได้รับรังสีวีริลในปริมาณที่พอเหมาะมีผลดีคือกระตุ้นการผลิตพลังงานในเซลล์ แต่การได้รับมากเกินไปอาจทำให้เกิด "ภาวะไหม้จากวีริล" (Vril Burn) ซึ่งคือการที่เซลล์ถูกกระตุ้นเกินขนาดจนเกิดความเสียหาย
เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมใหม่นี้ ผิวหนังของเราได้พัฒนากลไกป้องกันขึ้นมาสองชั้น
ชั้นแรก…คือการลดการผลิตเมลานินลงอย่างมาก เพราะเราไม่ต้องการการป้องกันรังสียูวีอีกต่อไป นี่คือเหตุผลที่ผิวหนังของเรามีสีซีดกว่ามนุษย์บนดินอย่างเห็นได้ชัด มีตั้งแต่สีขาวอมชมพูอ่อนไปจนถึงสีขาวอมเงิน ขึ้นอยู่กับสายเลือดและปริมาณแร่ธาตุในอาหาร
ชั้นที่สอง…คือการสร้างเม็ดสีชนิดใหม่ที่เรียกว่า "วีริโลโครม" (Vrilochrome) ซึ่งเป็นเม็ดสีที่สามารถดูดซับรังสีวีริลและเปลี่ยนมันให้เป็นพลังงานที่เซลล์สามารถใช้ได้โดยตรง
เม็ดสีวีริโลโครมมีสีเหลือบมุกหรือประกายสีรุ้งเมื่อต้องแสง ทำให้ผิวหนังของเรามีประกายแวววาวเล็กน้อยเมื่อมองในมุมที่เหมาะสม นี่คือลักษณะที่มักถูกบรรยายไว้ในบันทึกของผู้เฝ้ามองที่กลับมาจากพื้นโลกว่า "ราวกับผิวหนังของพวกเขาอาบไปด้วยแสงดาว"
นอกจากนี้ ผิวหนังของเรายังบางลงและไวต่อการสัมผัสมากขึ้นด้วย สาเหตุมาจากการที่เราไม่ต้องเผชิญกับลม ฝน แสงแดดจ้า และสภาพอากาศที่รุนแรงแบบบนพื้นโลก ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ของโพรงใต้พิภพ ผิวหนังไม่จำเป็นต้องหนาและหยาบเพื่อป้องกันตนเอง
ดังนั้นมันจึงพัฒนาไปในทิศทางที่ละเอียดอ่อนและไวต่อการรับรู้พลังงานมากขึ้น ชาวอาร์การ์ธาสามารถ "รู้สึก" ถึงการเปลี่ยนแปลงของสนามพลังงานผ่านผิวหนังได้ ซึ่งเป็นประสาทสัมผัสที่มนุษย์บนดินไม่มี
การเปลี่ยนแปลงของดวงตาเป็นหัวข้อที่ข้าพเจ้าสนใจเป็นพิเศษ และข้าพเจ้าได้ใช้เวลาศึกษามันอย่างละเอียด ดวงตาของชาวอาร์การ์ธาผ่านการปรับตัวที่ซับซ้อนเพื่อให้สามารถมองเห็นในสภาพแสงที่แตกต่างจากพื้นโลกอย่างสิ้นเชิง
แสงในโพรงใต้พิภพมาจากสองแหล่งคือดวงตะวันกลาง ซึ่งให้แสงในช่วงความถี่สูงเป็นหลัก และจุลินทรีย์เรืองแสงซึ่งให้แสงในช่วงความถี่ต่ำ สภาพแวดล้อมนี้มีความสว่างน้อยกว่าพื้นโลกในเวลากลางวัน แต่สว่างกว่าในเวลากลางคืน และสเปกตรัมของแสงเอนเอียงไปทางด้านสีน้ำเงินและม่วงมากกว่าด้านสีแดงและส้ม
เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนี้ ดวงตาของเราได้เปลี่ยนแปลงไปในสามด้านหลัก
ด้านแรก…คือรูม่านตาของเราสามารถขยายได้กว้างกว่ามนุษย์บนดินมาก ในที่มืด รูม่านตาของเราสามารถขยายจนเกือบเต็มช่องม่านตา ทำให้สามารถรับแสงได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นี่คือเหตุผลที่เราสามารถมองเห็นในสภาพแสงสลัวที่มนุษย์บนดินจะมองไม่เห็นอะไรเลย แต่ก็มีผลข้างเคียงคือการอยู่ในที่สว่างจ้าเช่นแสงแดดบนพื้นโลกจะทำให้เราแสบตาและมองเห็นไม่ชัด เพราะรูม่านตาไม่สามารถหดลงได้เร็วพอ
.
ด้านที่สอง…คือจอประสาทตาหรือเรตินาของเรามีสัดส่วนของเซลล์รับแสงที่แตกต่างจากมนุษย์บนดิน โดยทั่วไปมนุษย์บนดินมีเซลล์รับแสงสองชนิด คือเซลล์รูปแท่งที่ใช้ในการมองเห็นในที่มืด , และเซลล์รูปกรวยที่ใช้ในการมองเห็นสีในที่สว่าง
ในดวงตาของเรา สัดส่วนของเซลล์รูปแท่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้เรามองเห็นในที่มืดได้ดีกว่ามนุษย์บนดินหลายเท่า ในขณะที่เซลล์รูปกรวยได้พัฒนาให้มี "กรวยชนิดที่สี่" (Fourth Cone Type) เพิ่มขึ้นมาจากสามชนิดปกติ ทำให้เราสามารถมองเห็นสีในช่วงอัลตราไวโอเลตใกล้ได้ ซึ่งเป็นช่วงความถี่ที่แสงจากดวงตะวันกลางมีความเข้มสูงสุด นี่หมายความว่าเรามองเห็นสีที่มนุษย์บนดินมองไม่เห็น โดยเฉพาะเฉดสีม่วงและน้ำเงินที่มีความละเอียดและหลากหลายกว่ามาก
.
ด้านที่สาม…คือเลนส์ตาและของเหลวในลูกตาของเรามีองค์ประกอบที่แตกต่างจากมนุษย์บนดิน โดยมีสารที่เรียกว่า "วีริโลโปรตีน" (Vriloprotein) ละลายอยู่ ซึ่งช่วยกรองรังสีวีริลส่วนเกินออกก่อนที่จะถึงจอประสาทตา ป้องกันความเสียหายจากการได้รับรังสีโดยตรง
ในขณะเดียวกันสารนี้ยังมีคุณสมบัติเรืองแสงเล็กน้อยเมื่อถูกกระตุ้นด้วยรังสีวีริล ทำให้ดวงตาของเรามีประกายเรืองรองในที่มืด ปรากฏการณ์นี้คือที่มาของคำบรรยายในตำนานมนุษย์บนดินที่กล่าวถึง "มนุษย์ใต้พิภพที่มีดวงตาเรืองแสง"
ข้าพเจ้าขอตั้งข้อสังเกตส่วนตัวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพเหล่านี้ ในฐานะนักประวัติศาสตร์ที่ศึกษาทั้งอดีตและปัจจุบัน ข้าพเจ้าอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความรู้สึกที่ขัดแย้งกันภายในจิตใจ
ในด้านหนึ่ง ข้าพเจ้ารู้สึกภาคภูมิใจในความสามารถของร่างกายมนุษย์ในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด การที่เรายังคงดำรงอยู่และเจริญรุ่งเรืองในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากพื้นโลกอย่างสิ้นเชิงเป็นเวลาหมื่นกว่าปี คือประจักษ์พยานถึงความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของชีวิต
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืนได้ เราได้สูญเสียบางสิ่งบางอย่างที่เป็นแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ไปแล้วหรือไม่ เราได้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างจากบรรพบุรุษของเรามากเกินกว่าที่จะเรียกตนเองว่าเป็นมนุษย์อีกต่อไปหรือไม่
คำถามเหล่านี้ยิ่งทวีความหนักแน่นขึ้นเมื่อมองไปยังการเปลี่ยนแปลงในระยะต่อๆ ไป ซึ่งจะนำเราไปสู่ลักษณะทางกายภาพที่มั่นคงของชาวอาร์การ์ธาในปัจจุบัน
และเมื่อข้าพเจ้าเปรียบเทียบตนเองกับมนุษย์บนดินที่ได้เฝ้ามองผ่านบันทึกของผู้สังเกตการณ์ ข้าพเจ้าอดสงสัยไม่ได้ว่า หากวันหนึ่งเราพบกันต่อหน้า พวกเขาจะเห็นเราเป็นอะไร เป็นพี่น้องที่จากกันไปนาน หรือเป็นมนุษย์ต่างถิ่นที่แปลกประหลาดและน่าหวาดกลัว
.
.
แนวคิด
ประวัติศาสตร์
วิทยาศาสตร์
3 บันทึก
3
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก
3
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย