23 ก.ค. เวลา 12:49 • ท่องเที่ยว
เมลเบิร์น

มุมสวยๆ ที่ซ่อนอยู่ในเมลเบิร์น

Chapter 94: Melbourne's Hidden Beautiful Corners
Blog นี้พามาเที่ยวเมลเบิร์นอีกครั้งค่ะ แต่คราวนี้อยากจะพาเดินเที่ยวในมุมอื่นของเมลเบิร์นที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์ของนักท่องเที่ยว เริ่มจากมหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในเมลเบิร์น ต่อด้วยไปขึ้น Skydeck เพื่อชมวิวเมืองจากมุมสูงที่หลายคนอาจยังไม่เคยเห็น จบด้วยไปจิบชายามบ่ายในโรงแรมสุดคลาสสิกกันค่ะ
เรามาเริ่มต้นที่นี่ก่อนเลยค่ะ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น (The University of Melbourne)
มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น (The University of Melbourne)
มหาวิทยาลัยเมลเบิร์นก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1853 เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในรัฐวิกตอเรีย และเก่าแก่เป็นอันดับสองของออสเตรเลีย
นอกจากจะเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่แล้ว ที่นี่ยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ที่ 19 ของโลก จาก QS World University Rankings 2026 อีกด้วย
ที่เราอยากพามาชมมหาวิทยาลัยนี้เพราะที่นี่มีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมอย่างมาก เป็นลักษณะของความผสมผสานระหว่างอาคารสไตล์อังกฤษโบราณกับตึกนวัตกรรมสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์นที่อยู่ด้วยกันได้อย่างสวยงาม
โดยอาคารยุคแรกของมหาวิทยาลัยจะมีหน้าตาเหมือนปราสาทหรือมหาวิทยาลัยเก่าแก่ในยุโรปที่ก่อสร้างด้วยหินทราย โดยเฉพาะวิทยาเขตหลักอย่าง Parkville, Old Arts Building และหอนาฬิกา
หอนาฬิกา
ตรงข้ามกับอาคารสวยๆ เหล่านั้น เราจะเจอกับอาคารที่เป็นรูปทรงสมัยใหม่ที่ใช้วัสดุอย่างเหล็ก กระจก คอนกรีตเปลือย และแผ่นซิงค์ หน้าตาตึกมีรูปทรงเรขาคณิตที่แปลกตา
โดยเฉพาะอาคาร Old Quadrangle (หรือเรียกสั้นๆ ว่า Old Quad) เป็นอาคารหลังแรกและเก่าแก่ที่สุดของ University of Melbourne
อาคารนี้ถูกสร้างขึ้นในสไตล์ Gothic Revival มีความโดดเด่นด้วยซุ้มโค้ง (Archways) ประตูหินแกะสลัก โครงสร้างทำจากหินบลูสโตน (Bluestone) และกรุผิวด้วยหินทรายแทสเมเนียสีครีม (Hobart Freestone) มีระเบียงทางเดินคลาสสิกที่ให้ความรู้สึกคล้ายกับมหาวิทยาลัยในยุโรปอย่าง Oxford หรือ Cambridge เลย สวยมากๆ
เป็นยังไงกันบ้างคะ ใครว่าถ้าอยากเห็นมหาวิทยาลัยสวยๆ แล้วต้องไปดูที่ยุโรปเท่านั้น ที่เมลเบิร์นเค้าก็มีนะ
ที่ต่อไป อยากพาไปสัมผัสกับประสบการณ์จิบน้ำชาที่ The Hotel Windsor กันค่ะ
The Hotel Windsor
The Hotel Windsor คือโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว สไตล์วิกตอเรียคลาสสิกแห่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในเมลเบิร์น อยู่ใจกลางเมืองเมลเบิร์นบนถนน Spring Street สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1883
บรรยากาศข้างในโรงแรมสวยมาก ดูเก่าแก่แต่คลาสสิก
โถงบันไดสวยๆ
Afternoon Tea ของที่นี่จะอยู่ที่ห้องอาหาร One Eleven ค่ะ
Afternoon Tea จะถูกเสิร์ฟมาในถาด 3 ชั้นคนละ 1 set แบบธรรมเนียมอังกฤษ
อาหารที่เสิร์ฟก็จะมีทั้งแซนด์วิช อาหารคาวชิ้นเล็ก ขนมอบทั้งหลาย ขนมหวาน และสโคนที่มาพร้อมแยมและครีมที่จะมาให้คนละ 1 ชุด
Afternoon Tea Set เยอะมาก
ในวันเสาร์-อาทิตย์ ที่นี่จะให้บริการแบบกึ่งบุฟเฟ่ต์ คือมีทั้งแบบเสิร์ฟที่โต๊ะที่จะเป็น set แบบรูปด้านบน ส่วนเมนูของหวานทั้งหลายจะมีให้บริการแบบบุฟเฟ่ต์ที่เราสามารถเดินไปตักได้เรื่อยๆ ตลอดการนั่งทาน กินกันได้แบบจุใจเลย
การได้มานั่งจิบ Afternoon Tea ในโรงแรมเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และยังคงเสิร์ฟน้ำชายามบ่ายในแบบดั้งเดิม ถือเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่ทำให้เมลเบิร์นน่าจดจำขึ้นไปอีกค่ะ
หลังจากจิบชาแล้ว เราจะขึ้นไปชมวิวกันที่ Melbourne Skydeck ต่อค่ะ
Melbourne Skydeck เดิมชื่อว่า Eureka Skydeck เป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดในแถบซีกโลกใต้ ตั้งอยู่บนชั้น 88 ของตึก Eureka Tower ใจกลางเมืองเมลเบิร์น มีความสูง 285 เมตร
Highlight ของที่นี่คือเราจะได้เห็นวิวของเมืองเมลเบิร์นแบบพานอรามา 360 องศา ได้เห็นสถานที่สำคัญๆ ของเมลเบิร์นมากมายไม่ว่าจะเป็น Royal Botanic Gardens, แม่น้ำยาร์รา (Yarra River), Flinders Street Station, สนามกีฬา Melbourne Cricket Ground หรือในวันที่อากาศดีๆ ท้องฟ้าโปร่ง เราสามารถมองเห็น Port Phillip Bay และแนวเทือกเขา Dandenong ได้ด้วย
นอกจากนั้นที่ Melbourne Skydeck ยังมี The Edge ซึ่งเป็นกล่องกระจกใสขนาดใหญ่ที่สามารถยื่นออกไปนอกตัวอาคารได้
รูปจาก https://www.melbourneskydeck.com.au/experiences/the-edge/
ด้วยความสูงจากพื้นดินเกือบ 300 เมตร จะทำให้เรารู้สึกเหมือนลอยอยู่บนอากาศยังไงยังงั้นเลย ดูน่าหวาดเสียวดี แต่อันนี้เราไม่ได้เข้าไปหรอกนะเพราะต้องซื้อตั๋วเพิ่ม 😅
สำหรับการเข้าชม Melbourne Skydeck แนะนำให้ซื้อตั๋วทางออนไลน์จะถูกกว่า โดยราคาจะอยู่ที่ 33 AUD แต่ถ้ามาซื้อที่นี่เลยจะราคา 43 AUD ค่ะ
ของแถมก่อนจบ Blog นี้ เราจะพาไปแช่บ่อน้ำร้อนธรรมชาติที่บรรยากาศสุดจึ้งกันค่ะ
บ่อน้ำร้อนนี้อยู่ที่เมือง Mornington Penninsula ที่อยู่ห่างจากเมลเบิร์นประมาณ 1.30 ชั่วโมง เรามีโอกาสมาที่เมืองนี้หลายทีแล้ว ได้แต่ขับรถผ่าน Hot Spring คราวนี้ก็เลยขอลองประสบการณ์แช่บ่อน้ำร้อนที่นี่ซักหน่อย
ที่เมืองนี้เค้ามี Hot Spring อยู่ 2 ที่ได้แก่ Peninsula Hot Springs เป็นบ่อน้ำพุร้อนดั้งเดิม กับอันใหม่ที่มาทีหลังชื่อ Alba Thermal Springs & Spa เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่มีสไตล์โมเดิร์นลักชัวรี ซึ่งเป็นที่ที่เราจะมากันวันนี้ค่ะ
ภายใน Alba Thermal Springs & Spa จะมีบ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งและในร่มทั้งหมด 31 บ่อ ซึ่งเราสามารถใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้ทั้งวัน จนถึงเวลาปิด 22.00 เลย
จุดเด่นของที่นี่คือบรรยากาศที่สงบ เป็นส่วนตัว โมเดิร์น และตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เราจะได้นอนแช่น้ำร้อน ดูวิวของภูเขาสวยๆ เป็นบรรยากาศที่สุดยอดมาก
ป.ล. เนื่องจากด้านในบ่อน้ำร้อนไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเพราะต้องการรักษาความเป็นส่วนตัวของแขกที่มาใช้บริการ เลยขอเอาภาพจาก website ของ Alba มาให้ดูแทนนะคะ
รูปจาก https://albathermalsprings.com.au/
บ่อน้ำร้อนกลางแจ้งของที่นี่มีทั้ง Geothermal Pools, Rain Pool, Cold Plunge Pools, Botanical Pools, Forest Pools และ Sunset Pool หลากหลายมากซึ่งเราสามารถไปแช่ได้ทุกที่เลย
รูปจาก https://albathermalsprings.com.au/
น้ำของ Alba เป็น Geothermal Water 100% คือเป็นน้ำใต้ดินธรรมชาติที่ได้รับความร้อนจากใต้พื้นผิวโลก และมีแร่ธาตุตามธรรมชาติมากมาย เช่น Sulphur, Calcium, Magnesium และ Potassium โดยน้ำจะถูกทำให้ร้อนตามธรรมชาติที่อุณหภูมิประมาณ 37–43°C จากชั้นน้ำใต้ดินลึกประมาณ 550 เมตร ก่อนถูกนำมาใช้ในสระต่างๆ ของรีสอร์ต
ห้องแต่งตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าของที่นี่ขนาดใหญ่มาก มีล็อกเกอร์ ห้องอาบน้ำ อุปกรณ์อาบน้ำ ไดร์เป่าผมครบ สิ่งที่เราต้องเอาไปด้วยก็คือชุดว่ายน้ำ ของใช้ส่วนตัว แล้วก็รองเท้าแตะสำหรับเดินในบ่อน้ำร้อน และเป็นสิ่งที่ทาง Alba ขอให้แขกทุกคนต้องเตรียมมาค่ะ
ห้องล็อกเกอร์ขนาดใหญ่
บ่อน้ำร้อนของที่นี่จะมีทั้งขนาดใหญ่ขนาดเล็ก จัดวางเรียงเล่นระดับกันไปตามแนวเขา ซึ่งเราสามารถเลือกได้เลยว่าอยากแช่ที่บ่อไหน โดยเค้าจะมีระดับความร้อนของแต่ละบ่อบอกไว้ด้วย
รูปจาก https://albathermalsprings.com.au/
เราเริ่มจากบ่อแรกที่อยู่ด้านล่างสุด ไล่ขึ้นไปด้านบน ตอนลงบ่อแรกมันก็รู้สึกร้อนอยู่นะ แต่ความที่มันเป็นบ่อน้ำร้อนกลางแจ้ง เวลาแช่มันก็จะไม่ได้ร้อนมากเพราะมีลมพัดมาตลอดเวลา
การได้แช่น้ำร้อนสลับกับการแช่ Cold Plunge หรือบ่อน้ำเย็นเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก รู้สึกได้เลยว่าร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาเลย ทั้งที่ตอนแรกเราก็กลัวว่าจะเป็นหวัดมั้ย แต่กลับทำให้หายใจได้โล่งขึ้นสดชื่นขึ้นมาก
มื้อเย็นวันนั้นเราก็ทานอาหารที่ Thyme ซึ่งเป็นห้องอาหารของโรงแรม เพราะหลังจากแช่น้ำจนเพลียไม่อยากออกไปที่อื่นละ บวกกับบรรยากาศของห้องอาหารที่นี่ที่ดูน่าสนใจไม่น้อย สรุปคืออาหารอร่อย บริการดี แต่ราคาก็แอบแรงพอสมควร ถือว่าเป็นการเก็บประสบการณ์ค่ะ
Alba Thermal Springs & Spa เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เหมาะกับการมาผ่อนคลายมาก การได้แช่น้ำร้อนที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุธรรมชาติ ช่วยให้ร่างกายได้ผ่อนคลายและคืนสมดุลหลังจากเหนื่อยล้าจากการทำงาน และการได้ชมวิวธรรมชาติสวยๆ รอบตัว ถือเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่เราได้ให้รางวัลกับตัวเองค่ะ
อยู่กันจนค่ำเลย
หวังว่า Blog นี้จะเป็นอีกหนึ่งไอเดียสำหรับคนที่กำลังวางแผนไปเที่ยวเมลเบิร์น และอยากลองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ที่มากกว่าการไป 12 Apostles หรือ Great Ocean Road เพราะเมลเบิร์นยังมีมุมสวยๆ อีกหลายแห่งที่รอให้เราออกไปค้นพบค่ะ
ขอบคุณทุกคนที่มาเที่ยวไปด้วยกันใน Blog นี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในทริปหน้า ส่วนจะเป็นที่ไหนนั้น ฝากติดตามกันต่อค่ะ 😊
โฆษณา