24 ก.ค. เวลา 04:15 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 88 การกลับมาของเมห์เหม็ดที่ 2 (ค.ศ. 1451) เมื่อเจ้าชายผู้ร่วงหล่น กลับมาทวงสิทธิ์ที่ถูกพรากไป

🔹สุลต่านมูราดที่ 2 (Murad II) ได้สวรรคตในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1451 นั้นทำให้เกิดวิกฤตการสืบราชสันตติวงศ์ของจักรวรรดิออตโตมัน หลักการที่เรียกว่า "เวราเซต" (Veraset) หรือแนวคิดที่ว่าเจ้าชายทุกพระองค์ที่มีสายเลือดออสมานลี (House of Osman) มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์เท่าเทียมกัน โดยผู้ที่เข้มแข็งและได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอำนาจในราชสำนักมากที่สุดจะได้ขึ้นครองราชย์
🔹ภาระจึงกลับมาตกที่ ฮาลิลปาชา อีกครั้งว่าเขาจะส่งข่าวให้ใครเพื่อมารับช่วงต่อเป็นสุลต่านนั้น เพราะตัวเลือกภายในจักรวรรดิค่อนข้างจำกัดเนื่องจากพระเชษฐาของเมห์เหม็ดได้สิ้นพระชนม์ไปก่อนหน้านี้หมดแล้วตัวเลือกจึ'เหลือเพียง
1️⃣ เจ้าชายเมห์เหม็ด (Şehzade Mehmed)
พระราชโอรสองค์โตที่ยังมีพระชนม์ชีพ (อายุ 19 พรรษา) ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มข้าราชสำนักสายทหาร (ทหารเสนาธิการ) และขุนนางสายโลหิตใหม่ (Kulu) รวมถึงพินัยกรรมนัยประวัติของพระบิดา แต่เนื่องจากผลงานไม่ชัดเจนในการคครองรายช์ครั้งแรกรวมถึงเคยถูกปลดจากบังลังก์ ทำให้ชื่อเสียง และ การสนับสนุนค่อนข้างเป็ฯที่กังขาสำหรับขุนนางในเอดีร์เน่
2️⃣เจ้าชายคูชุก อาเหม็ด (Küçük Ahmed)
พระราชโอรสองค์น้อย (ยังเป็นทารก) เป็นอนุชาต่างมารดาของเมห์เหม็ด มีมารดาเป็นเจ้าหญิงจากรัฐอิสระจันดารูร์ลู (Candarids) ได้รับความเห็นใจจากกลุ่มขุนนางตุรกีเก่าแก่ที่ต้องการใช้เป็นหุ่นเชิดเพื่อคานอำนาจ
3️⃣ เจ้าชายออร์ฮาน (Orhan Çelebi)
พระราชนัดดาของสุไลมาน เชเลบี (สายเลือดออสมานลีลี้ภัย) พำนักอยู่ที่กรุงคอนสแตนตินเปิล โดยมีจักรวรรดิไบแซนไทน์เป็นผู้หนุนหลังและใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง
🔸 เมื่อพิจารณาจาก 3 ตัวเลือกนี้ แม้ฮาลิล ปาชาจะมีความขัดแย้งกับเมห์เหม็ดแต่ก็ไม่ได้มืดบอดถึงขนาดชูเด็กทารก หรือ หมากของไบแซนไทน์ขึ้นมารับบทสุลต่านไม่เช่นนั้นจะนำไปสู่ความขัดแย้งและปะทุเป็นสงครามกลางเมืองอย่างแน่นอน
ฮาลิล ปาชาส่งม้าเร็วไปแจ้งข่าวมูรัดสวรรคตเจ้าชายเมห์เหม็ด
🔸 จันดาร์ลี ฮาลิล ปาชา เลือกที่จะรักษาความมั่นคงของรัฐด้วยการปิดข่าวการสวรรคตไว้เป็นความลับ และส่งม้าเร็วไปแจ้งเจ้าชายเมห์เหม็ดซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ว่าราชการอยู่ที่เมืองมานิซา (Manisa) ให้รีบเดินทางมายังเมืองหลวง เมห์เหม็ดทรงใช้เวลาเพียงไม่กี่วันในการนำกองกำลังขี่ม้าข้ามช่องแคบมาประกาศตนเป็นสุลต่าน
🟥 หลังประกาศเป็นสุลต่าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด "วิกฤตการณ์ช่วงชิงบัลลังก์" เมห์เหม็ดที่ 2 ทรงตัดสินพระทัยอย่างเด็ดขาดตามจารีตทางการเมืองที่ค่อยๆก่อเป็นรูปเป็นแนวปฏิบัติในยุคนั้น โดยการสั่งประหารชีวิตเจ้าชายทารก อาเหม็ด (Küçük Ahmed) เพื่อไม่ให้กลุ่มขุนนางตุรกีเก่าแก่นำไปใช้เป็นข้ออ้างในการก่อกบฏในอนาคต
คำสั่งแรกประหารชีวิตเจ้าชายทารกต่างมารดา อาเหม็ด
🟥 แม้จะเคยมีปัญหากับ ฮาลิล ปาชา มาก่อนในช่วงครองราชย์ครั้งแรกแต่พระองค์ก็เลือกปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปก่อนเพราะสถานภาพขอพระองค์ยังเป็นสุลต่านใหม่ พระองค์ต้องอดทนอดกลั้นเสริมสร้างบารมีผ่านผลงานก่อน แล้วเมื่อเกียรติยศของพระองค์อยู่ในระดับสูงสุดย่อมไม่มีใครมาขัดขวางได้อีกต่อไป ฮาลิล ปาชา จึงได้ดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดีต่อไป
ทันที่ที่เมห์เหม็ดที่ 2 ขึ้นครองราชย์ก็มีความเคลื่อนไหวจากรัฐคารามันทันที
🟨 1. จุดเริ่มต้นและชนวนเหตุ (กุมภาพันธ์ - ใบไม้ผลิ ค.ศ. 1451)
🟨 ฉวยโอกาสช่วงผลัดแผ่นดิน: เมื่อข่าวการสวรรคตของสุลต่านมูราดที่ 2 แพร่กระจายออกไป อิบราฮิม เบย์ แห่งคารามัน ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระมาตุลา (น้า) ของเมห์เหม็ดที่ 2 ได้มองเห็นโอกาสในความอ่อนประสบการณ์ของสุลต่านหนุ่มอายุ 19 พรรษา
กองทัพคารามันบุกเข้าโจมตีชายแดนทันที ที่เมห์เหม็ดครองราชย์
🟨 อิบราฮิม เบย์ ได้พันธมิตรกับรัฐเบย์ลิกอื่นๆ ในอนาโตเลีย เช่น รัฐไอดึน (Aydın) และแมนเทเช (Menteşe) จากนั้นได้ส่งกองทัพเข้าโจมตีและยึดครองดินแดนชายแดนของออตโตมันทันที พร้อมทั้งเผาทำลายเมืองและจับกุมข้าหลวงของออตโตมัน
🟦2. ยุทธศาสตร์การโต้ตอบของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 (ฤดูร้อน ค.ศ. 1451)
🟦 เมห์เหม็ดืที่ 2 เข้าใจอย่างไม่ยากเย็นว่านี้คือการลองเชิง ก่อนจะเริ่มปิดล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิลพระองค์จะต้องกำราบรัฐคารามันให้ได้เสียก่อน พระองค์จึงส่งคณะทูตไปเจรจาขยายสัญญา สันติภาพกับฮังการี และไบแซนไทน์ ก่อนระดมกองทัพเข้าประชิดรัฐคารามันอย่างรวดเร็ว
🟦 เมื่ออิบราฮิม เบย์ เห็นกองทัพขนาดใหญ่ของออตโตมันนำโดยสุลต่านหนุ่มรุกคืบเข้ามาอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด เขาตระหนักว่าประเมินศักยภาพของเมห์เหม็ดที่ 2 ต่ำเกินไป อิบราฮิม เบย์ จึงเลือกที่จะไม่ปะทะโดยตรง แต่ถอยทัพหนีเข้าไปในบริเวณเทือกเขาทารัส
🟦 อิบราฮิม เบย์ ส่งคณะทูตมาขอขมาและขอเจรจาสันติภาพ เมห์เหม็ดที่ 2 ทรงยอมรับการยอมจำนนเนื่องจากเป้าหมายที่แท้จริงของพระองค์ในขณะนั้นไม่ใช่การทำลายล้างคารามัน แต่คือการตรึงสถานการณ์ให้สงบโดยเร็วที่สุด
🟪 3. จดหมายจากไบแซนไทน์
ไบแซนไทน์เห็นสุลต่านเพิ่งครองราชย์และติดพันศึก กับรัฐคารามันจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 (Constantine XI) แห่งไบแซนไทน์ จึงเริ่มเดินเกมตัวประกันทันที คณะทูตไบแซนไทน์ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่ออัครมหาเสนาบดี จันดาร์ลี ฮาลิล ปาชา
🟪การทวงเงินอุดหนุน: เรียกร้องให้ออตโตมันเพิ่มเงินค่าเลี้ยงดูประจำปีของเจ้าชายออร์ฮาน (ซึ่งเดิมทีออตโตมันยอมจ่ายเพื่อเป็นค่ากักตัวไม่ให้เจ้าชายพระองค์นี้ออกมาก่อสงครามกลางเมือง)
ไบแซนไทน์ส่งทูตเพื่อเรียกร้องค่าเลี้ยงดูประจำปีของเจ้าชายออร์ฮาน
🟪 คำขู่เชิงยุทธศาสตร์: หากออตโตมันปฏิเสธหรือไม่จ่ายเงินจำนวนนี้ ทางไบแซนไทน์จะปล่อยตัวเจ้าชายออร์ฮานให้เป็นอิสระ เพื่อให้พระองค์ประกาศตนเป็นสุลต่านและก่อกบฏรวบรวมกำลังพลในฝั่งยุโรป (รูเมลี) ซึ่งจะสร้างสงครามกลางเมืองขึ้นอีกครั้ง
🟧4. การฑูตหน้าตายของสุลต่าน😐
🟧 เรื่องถึงสุลต่านเมห์เหม็ดที่2 หลังจากพระองค์ได้ยินเรื่องพระองค์ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร กลับยิ้มตอบต้อนรับขับสู้ทูตของไบแซนไทน์เป็นอย่างดี พร้อมกล่าวว่าศึกกับคารามันได้จัดการเรียบร้อยแล้ว
🟧 รับปากว่าจะพิจารณาจ่ายเงินให้หลังจากเสร็จสิ้นศึกอนาโตเลีย ทันที่ที่ยกทัพถึงเอดีร์เน่พระองค์จะตัดสินพระทัยเรื่องนี้อีกที ด้วยท่าทีที่เป็นมิตรทูตไบแซนไทน์กลับไปด้วยความสบายใจคิดว่าสุลต่านพระองค์ใหม่รับมือไม่ได้ยาก
🟧 ในความคิดของเมห์เหม็ด นี่เป็น กลยุทธ์ซื้อเวลา (Delaying Tactics) เพื่อให้กองทัพเดินทางกลับถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัย และตั้งใจจะใช้การทูตครั้งนี้เป็นข้ออ้าง (Casus Belli) ว่าไบแซนไทน์ละเมิดสนธิสัญญา ในการประกาศสงคราม
แต่เมื่อถึง เวลายกทัพเดินทางกลับพระองค์ก็เจอปัญหาให้ต้องกุมขมับอีกครั้งคร่าวนี้มาจากภายนอกและภายใน
🟩5. เวนิสปิดเส้นทางเดินทัพ
🟩 เมื่อเดินทัพมาถึงเมืองบูร์ซาเมืองหลวงฝั่งอนาโตเลียสุลต่านก็ได้รับข่าวว่าสาธาณรัฐเวนิสส่งเรือปิดช่องแคบกัลลิโปลี ทำให้เส้นทางเคลื่อนทัพไปยุโรปถูกตัดขาดเมห์เหม็ดจึงไม่มีทางเลือกอื่นพระองค์หันไปใช้เส้นทางช่องแคบบอสฟอรัสผ่าน ป้อม Anadolu Hisarı (หรือป้อมปราการอนาโตเลีย) สร้างขึ้นในสมัยของ สุลต่านบาเยซิดที่ 1
ทัพเรือเวนิสปิดเส้นทางลำเลียงพลช่องแคบกัลลิโปลี
🟩 วิกฤตการณ์แทรกซ้อน: ความดื้อรั้นของกองทหารเจนิสซารี
ในขณะที่กองทัพตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางเดินทัพกลับ เป็นช่องแคบบอสฟอรัสได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่เกือบทำให้บัลลังก์สั่นคลอน ซึ่งสะท้อนโครงสร้างอำนาจภายในของออตโตมันอย่างชัดเจน
🟩 ทหารเจนิสซารีประท้วง: กองทหารเจนิสซารี (Janissaries) ได้ทำการปิดล้อมเตนท์ของสุลต่าน เรียกร้องเงินรางวัลและโบนัสการขึ้นครองราชย์ (Cülus Bahşişi) รวมถึงเงินรางวัลจากการเดินทัพครั้งนี้ โดยอ้างว่าพวกตนต้องตรากตรำทำงานโดยไม่มีของขวัญจูงใจใดๆเลย
ทหารเจนิสซารีประท้วง เรียกร้องเงินรางวัลและโบนัสการขึ้นครองราชย์
🟩เมห์เหม็ดที่ 2 ก็ยังคงเยือกเย็นทรงจำยอมต้องจ่ายเงินรางวัลและจะเพิ่มรางวัลเพื่อระงับเหตุจลาจลในเฉพาะหน้า เมื่อยกทัพกลับถึงเอดีร์เน่
🟩กองทัพสุลต่านเดินทางข้ามมายังทวีปยุโรปอย่างปลอดภัยทางช่องแคบบอสฟอรัส เมห์เหม็ดที่ 2 เล็งเห็นถึงความสำคัญด้านโลจิสติกในการเดินทัพแง่ที่ว่าจำเป็นต้องมีจุดข้ามใหม่นอกจากช่องแคบกัลลีโปลี จึงสั่งให้สร้างป้อมตรงข้าม Anadolu Hisarı
กองทัพสุลต่านเดินทางข้ามมายังทวีปยุโรปอย่างปลอดภัยทางช่องแคบบอสฟอรัส
🟩 พระองค์ได้เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับป้อม Anadolu Hisarı ด้วยการสร้างกำแพงหนา 2 เมตรและหอสังเกตการณ์เพิ่มเติม เพื่อใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ร่วมกัน พระองค์สั่งสร้างป้อมปราการฝั่งตรงข้ามขึ้นใหม่ คือ Rumeli Hisarı ในปี ค.ศ. 1452 เพื่อควบคุมการเดินเรือ เสบียง การโยกกำลังทหาร ในช่องแคบบอสฟอรัสก่อนการพิชิตคอนสแตนติโนเปิลในปี 1453
🟫6. หมดเวลาเล่นการทูตหน้าตาย ถึงเวลาแสดงอำนาจ
🟫ทันทีที่เสด็จกลับถึงศูนย์กลางอำนาจที่เมืองเอดีร์เน (Edirne) สุลต่านหนุ่มทรงกุมความได้เปรียบในฐานะผู้ชนะศึกจากอนาโตเลียและทรงเริ่มมาตรการลงโทษและกวาดล้างทำความสะอาดภายในกองทหารเจนิสซารี ทันทีเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง
🟫การปลดผู้บัญชาการสูงสุด: ทรงสั่งปลด เคิร์ตชู โดกัน อากา (Kurtçu Doğan Ağa) ผู้บัญชาการกองทหารเจนิสซารี (Janissary Ağa) ในขณะนั้นออกจากตำแหน่งทันที เนื่องจากล้มเหลวในการควบคุมวินัยทหารและปล่อยให้เกิดการประท้วงข่มขู่สุลต่าน
สั่งปลด เคิร์ตชู โดกัน อากา ก่อนจะเริ่มปฏิรูปภายในกองทหารเจนิสซารี
🟫 นายทหารระดับรองและแกนนำที่มีส่วนร่วมในการกบฏเรียกร้องเงินรางวัลถูกจับกุม บางส่วนถูกประหารชีวิตอย่างลับๆ และส่วนใหญ่ถูกเนรเทศออกจากกองรักษาพระองค์ในเมืองหลวง
🟫การปฏิรูปโครงสร้างกองทัพเพื่อรวบอำนาจ (ค.ศ. 1451 - 1452)
เพื่อไม่ให้กองทหารเจนิสซารีกลับมาเป็นภัยคุกคามต่อสถาบันสุลต่านได้อีก เมห์เหม็ดที่ 2 ทรงดำเนินมาตรการเชิงโครงสร้างดังนี้
♦︎ 1. การเจือจางขุมกำลังทรงโอนย้ายกองกำลังล่าสัตว์หลวงและพลแม่นปืนรวมกว่า 7,000 นาย เข้ามาผสมและฝึกร่วมในหน่วยเจนิสซารี นั้นเพื่อทำลายความเป็นเอกภาพและลดอำนาจต่อรองเดิมของกลุ่มทหารรุ่นเก่าลงสิ้นเชิง
โอนย้ายกองกำลังล่าสัตว์หลวงเพื่อเจือจางอำนาจต่อรองเดิมของกลุ่มทหารรุ่นเก่า
♦︎ 2. การปรับระบบวินัย ทรงประกาศว่าเงินรางวัลและการเลื่อนขั้นในอนาคต จะผูกติดกับ ผลงานในสนามรบจริง เท่านั้น นั้นเพื่อเปลี่ยนพลังงานความก้าวร้าวจากการเมืองภายใน ให้มุ่งสู่การทำสงครามต่างแดน
♦︎ 3. ทรงคัดเลือกเด็กชายจากระบบเดฟชีร์เม (Devshirme) เข้ามาฝึกฝนภายใต้การกำกับดูแลของวังหลวงอย่างเข้มงวดขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่าทหารรุ่นใหม่จะมีความจงรักภักดีต่อองค์สุลต่านในฐานะ "ทาสหลวง" (Kulu) อย่างแท้จริง
🚩 บทสรุป -> หมากตาแรก กุมอำนาจในกองกำลังรักษาพระองค์
ปฏิบัติตามแผนการยึดครองคอนสแตนตินเปิลแผนเพิ่มอำนาจเด็ดขาดให้แก่สุลต่าน
นี่คือชัยชนะของสุลต่านพระองค์ดึงสิทธิ์ขาดในการแต่งตั้ง อากา (Ağa) มาไว้ที่สุลต่านโดยตรง ทำให้กองเจนิสซารีเปลี่ยนสภาพจาก "กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง"กลับมาเป็น "เครื่องมือสงครามที่ทรงประสิทธิภาพขางสลต่าน" ซึ่งเฟสต่อไป จะเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับปฏิบัติตามแผนการยึดครองคอนสแตนตินเปิล
ตอนที่ 89 เตรียมตัวสู่ภารกิจแห่งประวัติศาสตร์ : เบื้องหลังความสำเร็จไม่มีปาฏิหารย์ มีเพียงการเตรียมตัวอย่างดี

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา