25 ก.ค. เวลา 04:42 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 89 เตรียมตัวสู่ภารกิจแห่งประวัติศาสตร์ : เบื้องหลังความสำเร็จไม่มีปาฏิหารย์ มีเพียงการเตรียมตัวอย่างดี

🔹 หลังจากสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ทรงเสร็จสิ้นการจัดระเบียบภายในทั้งการสยบกบฏรัฐคารามันในอนาโตเลีย การปฏิรูปดึงอำนาจควบคุมกองทหารเจนิสซารีกลับสู่ศูนย์กลางและการลงโทษอดีตผู้บัญชาการเคิร์ตชู โดกัน อากา แล้ว
🔹"โครงสร้างอำนาจภายในของออตโตมันก็มีความพร้อมรบในระดับสูงสุด"และนี่คือช่วงเวลาที่พระองค์ทรงก้าวเข้าสู่เฟสถัดไปของยุทธศาสตร์ นั่นคือการเตรียมการขั้นสุดท้ายก่อนเปิดฉากสงครามปิดฉากจักรวรรดิไบแซนไทน์อย่างเป็นทางการ
🟥 1. ยุทธศาสตร์ปิดประตูลงกลอน: การสร้างป้อมรูเมลี ฮิซารี (เมษายน - สิงหาคม ค.ศ. 1452)
🔸มาตรการแรกที่เป็นการประกาศสงครามโดยพฤตินัย (De Facto) คือการที่เมห์เหม็ดที่ 2 ทรงสั่งเกณฑ์แรงงานนับหมื่นคนเพื่อสร้างป้อมปราการรูเมลี ฮิซารี (Rumeli Hisarı) บนช่องแคบบอสฟอรัสฝั่งยุโรป ป้อมนี้ถูกสร้างขึ้นตรงจุดที่แคบที่สุดของช่องแคบ (กว้างเพียงประมาณ 660 เมตร) ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับป้อมอนาโดลู ฮิซารี (Anadolu Hisarı) ที่พระอัยกา (สุลต่านบายาซิดที่ 1) เคยสร้างไว้ในฝั่งเอเชีย
ซากานอส ปาซานำแรงงานนับหมื่นคนสร้างป้อมปราการรูเมลี ฮิซารี
🔸ยุทธวิธีนี้มีเป้าหมายเพื่อควบคุมการเดินเรือผ่านช่องแคบบอสฟอรัสอย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้จักรวรรดิไบแซนไทน์ถูกตัดขาดจากฐานเสบียงและการสนับสนุนทางเรือจากอาณานิคมของชาวเจนัวและชาวเวนิสในแถบทะเลดำ (Black Sea) ทันที
🟨2. การดิ้นรนของจักรวรรดิไบแซนไทน์
🔸 สิงหาคม ค.ศ. 1452 จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 (Constantine XI) ทรงส่งคณะทูตไปประท้วงการสร้างป้อมเนื่องจากเป็นการละเมิดสนธิสัญญาสันติภาพเดิม สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ทรงปฏิเสธที่จะรับฟังและสั่งประหารชีวิตคณะทูตไบแซนไทน์ในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นการตัดสัมพันธ์ทางการทูตโดยสิ้นเชิง และประกาศสงครามโดนพฤตินัย
สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2  สั่งประหารชีวิตคณะทูตไบแซนไทน์
🔸 ฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 1452ไบแซนไทน์ส่งทูตด่วนไปยังกรุงโรม (State of the Church) รวมถึงนครรัฐเวนิสและเจนัวเพื่อร้องขอความช่วยเหลือทางการทหารอย่างเร่งด่วนโดยใช้ข้ออ้างเรื่องภัยคุกคามของอิสลามต่อโลกคริสเตียน
🔸 หลังป้อมอนาโดลู ฮิซารีสร้างเสร็จเมห์เหม็ดที่ 2 ทรงติดตั้งปืนใหญ่ขนาดใหญ่บนหอคอยของป้อม และมีคำสั่งให้ระดมยิงเรือทุกลำที่ผ่านโดยไม่ยอมหยุดให้ตรวจ ซึ่งในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1452 เรือของชาวเวนิสลำหนึ่งที่พยายามฝ่าด่านได้ถูกยิงจมเพื่อเป็นการเตือนคนทั้งโลกว่าเส้นทางนี้หากไม่ได้รับอนุญาตจากสุลต่านห้ามผ่าน
เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1452 เรือของชาวเวนิสที่พยายามฝ่าด่านถูกยิงจม
🔸 ธันวาคม ค.ศ. 1452 เพื่อซื้อใจยุโรปตะวันตก จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 ทรงยินยอมให้มีการประกาศ "การรวมศาสนจักร" (Union of the Churches) ระหว่างนิกายออร์โธดอกซ์ของกรีกและนิกายโรมันคาทอลิก ณ มหาวิหารฮาเกียโซเฟีย ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงแก่ประชาชนและขุนนางอนุรักษนิยมภายในเมือง
"การรวมศาสนจักร" (Union of the Churches) ระหว่างนิกายออร์โธดอกซ์ของกรีกและนิกายโรมันคาทอลิก
🔸 ต้นปี ค.ศ. 1453 มีเพียงกองกำลังอาสาสมัครส่วนบุคคลและนักรบรับจ้างจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่เดินทางมาถึงคอนสแตนตินเปิล ก่อนที่กองทัพออตโตมันจะปิดล้อมเมืองอย่างสมบูรณ์
🟪3. การระดมสรรพกำลังและนวัตกรรมทางทหาร (ปลายปี ค.ศ. 1452)
🔸เมื่อเส้นทางเดินเรือถูกควบคุม เมห์เหม็ดที่ 2 ทรงมุ่งเน้นไปที่การเตรียมการทำลายกำแพงธีโอโดเซียน อันเป็นปราการที่ไร้พ่ายมานับพันปีของคอนสแตนตินเปิล
🔸 นวัตกรรมอาวุธปืนใหญ่ ทรงจ้าง ออ์รบัน (Urban) วิศวกรหล่อปืนใหญ่ชาวฮังการี ให้สร้างปืนใหญ่ขนาดมหึมาที่รู้จักกันในชื่อ "บาซิลิก"ซึ่งสามารถยิงกระสุนหินหนักกว่า 270 กิโลกรัมไปได้ไกลกว่า 1 ไมล์ นับเป็นก้าวสำคัญสู่ยุคจักรวรรดิดินปืน (Gunpowder Empire)
ออ์รบัน (Urban) วิศวกรหล่อปืนใหญ่
🔸ทรงสั่งระดมกองทัพบกครั้งใหญ่ที่สุด ทั้งกองทหารประจำการเจนิสซารี กองทหารม้าซิปาฮี (Sipahis) และกองกำลังเสริมจากหัวเมืองต่างๆ รวมกำลังพลคาดการณ์ราว 80,000 ถึง 100,000 นาย
การระดมกองทัพบกครั้งใหญ่ที่สุด ทั้งกองทหารประจำการเจนิสซารี กองทหารม้าซิปาฮี และกองกำลังเสริมจากหัวเมืองต่างๆ
🔸 ยุทธนาวี (Naval Power) ทรงสั่งสร้างและปรับปรุงกองเรือออตโตมันในอู่เรือที่เกลิโบลู (Gelibolu) จำนวนมากกว่า 100 ลำ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปิดล้อมคอนสแตนตินเปิลจากทางทะเล
สั่งสร้างและปรับปรุงกองเรือออตโตมันในอู่เรือที่เกลิโบลู (Gelibolu) จำนวนมากกว่า 100 ลำ
🟧 4. ประเมินการตอบสนองจากมหาอำนาจตะวันตก
🔹 แม้ว่าไบแซนไทน์จะพยายามดำเนินกลยุทธ์ทางการทูตอย่างหนักแต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับจำกัดเนื่องจากบริบทการเมืองภายในของแต่ละอาณาจักรในยุโรปอยู่ในภาวะไม่ติดหล่ม ก็ส่งความช่วยเหลือไม่ได้ ณ ขณะนั้น ซึ่งราชสำนักออตโตมันก็รับรู้ถึงข้อจำกัดเหล่านี้อย่างดี
🔹 รัฐสันตะปาปา (Papacy) ช่วยเหลือได้เล็กหน้อย สมเด็จพระสันตติวงศ์นิโคลัสที่ 5 ทรงส่งพระคาร์ดินัลอิสิดอร์แห่งเคียฟพร้อมทหารธนูประมาณ 200 นาย มาช่วยพร้อมตั้งเงื่อนไขว่าไบแซนไทน์ต้องยอมสยบต่ออำนาจของสันตะปาปาก่อน ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในคอนสแตนตินเปิลอย่างรุนแรง
🔹 สาธารณรัฐเวนิส (Venice) มติล่าช้าในการส่งกองเรือสนับสนุน และส่งคำสั่งให้กองเรือพาณิชย์ในแถบทะเลอีเจียนช่วยรบหากจำเป็น กังวลเรื่องผลประโยชน์ทางการค้ากับออตโตมันในระยะยาว และกำลังติดพันสงครามในอิตาลีตอนเหนือ (Lombardy Wars)
🔹 สาธารณรัฐเจนัว (Genoa) รัฐบาลเจนัวรักษาท่าทีเป็นกลางทางการทูต แต่ยอมปล่อยให้ขุนนางท้องถิ่นจัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครไปช่วย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสถานีการค้า "กาลาตา" (Galata) ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามคอนสแตนตินเปิล ไม่ต้องการมีเรื่องกับสุลต่าน
🔹ราชอาณาจักรฮังการี (Hungary) จอห์น ฮุนยาดี แม่ทัพใหญ่ รักษาสัญญาสันติภาพไม่เคลื่อนทัพกับออตโตมันและไม่เคลื่อนทัพ อีกทั้งเผชิญความไม่มั่นคงทางการเมืองภายในหลังพ่ายแพ้ในศึกกอสโซโวครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1448) จึงไม่กล้าเคลื่อนทัพเพราะกลัวกบฎ
🔹 จากปฏิกิริยาของรัฐต่างๆจะเห็นว่า ในปี ค.ศ. 1452–1453 แนวคิดเรื่องการรวมตัวกันของชาติตะวันตกเพื่อปกป้องจักรวรรดิคริสเตียนตะวันออก ได้เสื่อมถอยลดทอนจนถึงขีดสุดลง นครรัฐของอิตาลีให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการค้ามากกว่าอุดมการณ์ทางศาสนา
🔹พลวัตทางการทูตของไบแซนไทน์ในเฟสสุดท้ายนี้จึงสะท้อนภาพของจักรวรรดิที่ถูกโดดเดี่ยวทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างสมบูรณ์ เหลือเพียงกองกำลังในเมืองประมาณ 7,000–8,000 นาย (รวมทหารเจนัวของจิโอวานนี จุสตินิอานีที่เดินทางมาช่วยเป็นการส่วนตัว)
🟩 5. ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ (ต้นปี ค.ศ. 1453)
🟩 หลังจากป้อมปราการสร้างเสร็จและปืนใหญ่ยักษ์ถูกทดสอบ ประตูด้านการทูตกถูกปิดลงอย่างสิ้นเชิง:
🔹 คำขาดสุดท้าย: ตามจารีตประเพณีอิสลามและการทหารในยุคนั้น สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ทรงส่งสาส์นยื่นคำขาดสุดท้ายไปยังจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 แห่งไบแซนไทน์ โดยเสนอว่าหากยอมส่งมอบเมืองคอนสแตนตินเปิลแต่โดยดี พระองค์จะทรงไว้ชีวิตประชาชนและอนุญาตให้จักรพรรดิไปปกครองแคว้นมอเรีย (Morea) ในกรีซแทน
สาส์นยื่นคำขาดสุดท้ายไปยังจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11
🔹 จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 ทรงปฏิเสธข้อเสนออย่างเด็ดเดี่ยว โดยทรงประกาศว่าจะขอสู้ตายเพื่อรักษาเมืองหลวงแห่งนี้ ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1453 กองทัพหลวงของออตโตมันพร้อมด้วยปืนใหญ่ยักษ์อูรบันเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากเมืองเอดีร์เน มุ่งหน้าสู่คอนสแตนตินเปิล
🔹 การประกาศสงครามครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะเวลาที่เมห์เหม็ดที่ 2 ทรงคำนวณมาอย่างแม่นยำแล้วว่า "มหาอำนาจคริสเตียนในยุโรปตะวันตกและยุโรปตะวันออกจะไม่สามารถส่งกองทัพขนาดใหญ่มาช่วยไบแซนไทน์ได้ทันเวลา"
🔹 เนื่องจากราชอาณาจักรฝรั่งเศสและอังกฤษเพิ่งจะสิ้นสุดสงครามร้อยปี ในปีนั้นพอดีขณะที่รัฐอิสระของอิตาลีอย่างเวนิสและเจนัวก็มีความขัดแย้งกันเองและกังวลเรื่องผลประโยชน์ทางการค้ากับออตโตมัน ราชอาณาจักรอังการีติดหล่มสงครามกลางเมือง
🚩 บทสรุป -> ได้เวลาปิดล้อม ปิดฉากจักรวรรดิพันปี
วันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1453 กองทัพของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 เข้าประชิดหน้ากำแพงเมืองคอนสแตนตินเปิล
เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพทั้งการสยบเสี้ยนหนามภายในและการโดดเดี่ยวจากศัตรูภายนอก ในที่สุด วันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1453 กองทัพของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ก็เข้าประชิดหน้ากำแพงเมืองคอนสแตนตินเปิล และเริ่มระดมยิงปืนใหญ่ขนานใหญ่ เป็นการเปิดฉาก "มหากาพย์การปิดล้อมที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์โลกไปตลอดกาล"

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา