27 ก.ค. เวลา 16:14 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 15: นิมิตแห่งความทรงจำ และแสงระยิบระยับที่หนองหาน

เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องราวลึกลับเหลือเชื่อ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่สลักลึกอยู่ในก้นบึ้งของจิตใต้สำนึก...
โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชมและอ่านบทละครชีวิตตอนนี้
ก่อนที่เด็กหญิงในชุดเอี๊ยมสีเขียวจะลืมตาตื่นขึ้นมาเผชิญโลกมนุษย์
จิตวิญญาณของเธอคล้ายกับล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่า
ท่ามกลางทัศนียภาพของท้องฟ้าสีครามมืดมิดที่ประดับประดาไปด้วยดวงดาราระยิบระยับนับล้านดวง ทันใดนั้น สายตาของเธอก็มองลงมาเห็นภาพนิมิตอันแปลกตา...
นิมิตแรกสุดที่ฉันล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าสีครามมืดมิดท่ามกลางดวงดาว แล้วมองเห็นภาพผู้หญิงยืนกลั้นใจคลอดลูกแบบโบราณ สองมือกำชายผ้าขาวม้าที่ผูกโยงกับขื่อคาไว้แน่น โดยมีผู้คนรุมล้อมและมีคนเอาผ้ามาห่อตัวทารก...
ภาพนี้ไม่ใช่แค่ความฝันหรือความเชื่อลี้ลับส่วนบุคคล ทว่ามันคือ "ความจริงแท้ที่ได้รับการพิสูจน์ในเวลาต่อมา" เมื่อฉันเติบโตขึ้นและมีโอกาสเดินทางขึ้นไปทำบุญหาพ่อที่บ้านเกิด ฉันได้ก้าวเท้ากลับเข้าไปในบ้านหลังเดิมในความทรงจำวัยเยาว์อย่างน่าอัศจรรย์ บ้านไม้หลังนั้นยังคงอยู่ เพียงแต่บริเวณใต้ถุนบ้านไม่ได้เป็นคอกเลี้ยงวัวเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว
เพราะพวกป้า ๆ ได้ทำการปรับปรุงต่อเติมให้กลายเป็นห้องพักชั้นล่างอย่างมิดชิด
การกลับมาครั้งนี้เป็นการเผชิญหน้ากันครั้งแรกระหว่างฉันกับญาติผู้ใหญ่ฝั่งพ่อ หลังจากที่เราไม่เคยได้พบเจอกันเลย นับตั้งแต่วันที่คุณย่าพาฉันเดินทางมาเซ็นชื่อรับเงินประกันชีวิตของพ่อตอนอายุ 11 ขวบแล้วเงียบหายไป
ในวงสนทนาวันนั้น พวกป้า ๆ และลุง ๆ ได้นั่งล้อมวงเล่าย้อนความหลังในอดีตให้ฉันฟัง ฉันจึงถือโอกาสทบทวนภาพนิมิตการเกิดที่ติดตาฉันมาตลอดชีวิตกับพวกญาติผู้ใหญ่... และคำตอบที่ได้รับกลับมาทำเอาฉันขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เมื่อทุกคนต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า "ทุกอย่างถูกต้องตรงตามความจริงทุกประการ!
"ญาติผู้ใหญ่บอกว่า ในวันนั้นผู้หญิงที่ยืนกำผ้าขาวม้าคลอดลูกอย่างทรมานก็คือ "แม่" ของฉันเอง และทารกน้อยที่ถูกอุ้มห่อผ้าอ้อมขึ้นมาเป็นคนแรกในวินาทีที่ลืมตาดูโลก ก็คือตัวฉันที่ถูกโอบอุ้มไว้ด้วยความรักจากอ้อมแขนของ "คุณปู่และคุณย่า"...
มันคือปาฏิหาริย์ของจิตใต้สำนึกที่บันทึกความทรงจำก้าวแรกของชีวิตไว้ได้อย่างแม่นยำ เป็นข้อพิสูจน์ว่าดวงจิตของฉันมีความพิเศษและสลักลึกรอยจำนี้ไว้ เพื่อตอกย้ำว่าครั้งหนึ่งฉันเคยเป็นที่ต้อนรับและได้รับความรักอันบริสุทธิ์จากบรรพบุรุษในวันที่ลืมตาดูโลก
ความทรงจำยามเป็นทารกและเด็กเล็กพัดผ่านเข้ามาเป็นฉากๆ ราวกับฟิล์มภาพยนตร์เก่าที่ขาดแหว่ง
ภาพจำต่อมา... สะท้อนอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งในเมืองหลวงอันวุ่นวายอย่างกรุงเทพมหานคร เป็นภาพภายในห้องน้ำสี่เหลี่ยมแคบๆ
ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นและกลิ่นเหม็นหึ่งอันเป็นเอกลักษณ์ กลิ่นที่ต่อให้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปกี่สิบปี ประสาทสัมผัสของเธอก็ยังคงจำกลิ่นนี้ได้อย่างแม่นยำ ท่ามกลางแสงสลัวรางของหลอดไฟสีส้มดวงเล็กที่ส่องสว่างอยู่เหนือหัว
ภาพจำต่อมา... คือตอนที่เธอนั่งรถบัสประจำทางคันใหญ่ เดินทางไกลจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้ากลับสู่บ้านเกิดอันห่างไกลของผู้เป็นพ่อ วินาทีที่ก้าวขาลงจากรถบัส ความโกลาหลเล็กๆ ก็เกิดขึ้น เมื่อของเล่นชิ้นโปรดมากมายที่อุตส่าห์ขนมาจากเมืองหลวง
อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงเสียงผู้ใหญ่พูดแว่วๆ มาในสายลมว่า "ของหายไปหมดแล้ว"
ภาพจำต่อมา... คือบรรยากาศอันน่าขรึมขลังในงานศพของคุณย่าแท้ๆ (ย่าฝ่ายพ่อ)
ชาวบ้านและญาติพี่น้องต่างพากันนำขี้เถ้าแกลบมาโรยปั้นเป็นรูปหุ่นจำลองของย่า
นอนราบอยู่บนพื้น มีการนำเงินเหรียญและธนบัตรมาวางเรียงรายไว้บนตัวหุ่นเพื่อทำพิธี ก่อนจะเก็บเงินเหล่านั้นกลับไป และมีการจัดเตรียมสำรับข้าวปลาอาหารมาวางเซ่นไหว้ เพื่อหาข้าวให้ดวงวิญญาณของย่าได้กินเป็นครั้งสุดท้าย
ภาพจำต่อมา... เกิดขึ้นในศาลาวัดไม้เก่าแก่ ณ บ้านเกิดของพ่อ แสงแดดส่องผ่านร่องไม้ระแนงลงมากระทบแผ่น "กระดานชนวน" สีดำสี่เหลี่ยมที่พวกพี่ๆ กำลังใช้แท่งหินขูดเขียนตัวอักษรแทนการใช้กระดาษ
โดยมีพระภิกษุชราห่มจีวรสีเข้มทำหน้าที่เป็นครูบาอาจารย์คอยสอนหนังสืออยู่หน้าชั้นเรียน
ภาพจำต่อมา... ขยับเข้าสู่ท้องนาอันกว้างใหญ่ เสียงหัวเราะของเด็กๆ ดังลั่นเมื่อพวกพี่ๆ พากันอุ้มร่างเล็กๆ ของเธอขึ้นไปนั่งขี่บนหลังควายตัวใหญ่
ทว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อควายเกิดอาการตื่นตกใจ ดิ้นรนและพยายามสะบัดร่างของเธอให้ร่วงหล่น ในนาทีวิกฤตนั้น พี่ชายคนโตวิ่งกระหืดกระหอบตามมาสุดชีวิต สองมือคว้าสายตะพายดึงรั้งรั้งตัวควายไว้ได้ทันท่วงที...
เป็นเศษเสี้ยวความทรงจำดีๆ เพียงหนึ่งเดียวที่พี่ชายคนโตเคยปกป้องเธอไว้ก่อนที่เขาจะกลายเป็นปีศาจในเวลาต่อมา
ภาพจำต่อมา... คือเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ ณ "หนองหาน" ทะเลสาบน้ำจืดอันลึกลับ
วันนั้นเธอไปหาปลากับพ่อท่ามกลางผืนน้ำที่นิ่งสงบ
พลันสายตาของเด็กหญิงก็เหลือบไปเห็นสิ่งอัศจรรย์เลื้อยผ่านผิวน้ำ
มันคือลำตัวช่วงกลางของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่มีเกล็ดสีเขียวมรกตเลื่อมสลับสีน้ำเงินไพลิน และมีประกายสีทองส่องแสงระยิบระยับล้อแสงแดดอย่างน่าอัศจรรย์ เด็กหญิงตื่นเต้นสุดขีด รีบชูนิ้วชี้ให้พ่อดูพลางร้องบอก:
"พ่อดูโน่น! พญานาค!" ทว่าเมื่อพ่อหันมองตาม ท้องน้ำกลับว่างเปล่า พ่อไม่ได้เห็นสิ่งใดเลย... มีเพียงเธอคนเดียวที่ได้รับสิทธิ์ให้เห็นสิ่งลี้ลับนั้น
ภาพจำต่อมาในวัยเยาว์... คือยามค่ำคืนที่บ้านนอกบ้านเกิดของแม่ ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง
สมาชิกในบ้านนั่งล้อมวงกินข้าวเย็นกันใต้แสงไฟสีเหลืองริบหรี่จาก "ตะเกียงรั้ว" ท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าละเมาะ
พลันมีเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยดังโวยวายของชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินผ่านหน้าบ้านเพื่อมุ่งหน้าไปที่วัด
ทุกคนต่างพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกตกใจสุดขีด เนื้อความลอยเข้ามาในวงข้าวว่า:
"เมื่อกี้... เจอผีเปรตตัวสูงใหญ่ยืนอยู่ท้ายหมู่บ้าน!"

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา