27 ก.ค. เวลา 15:41 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 14: ปราสาททรายสิบห้าล้าน และการล่มสลายของความเชื่อใจ

ฉันก้าวเข้าสู่วัย 30 ปี (ราวปี พ.ศ. 2541) ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างรากฐานชีวิตที่มั่นคงในประเทศไทย
ฉันและสามีชาวญี่ปุ่นตกลงใจสร้างบ้านหลังใหญ่ร่วมกัน ทว่าด้วยความไร้เดียงสาและไม่เคยเข้าใจระบบการกู้ยืมเงินของธนาคารอย่างแท้จริง
เมื่อเจ้าหน้าที่ธนาคารเอ่ยปากบอกว่า "เขียนแผนยังไงมาก็ได้ เบิกได้หมดนั่นแหละ" ฉันจึงเขียนแผนการเบิกเงินตามความคิดของตัวเอง
แต่อสัตย์จริงเมื่อถึงเวลาหน้างาน ระบบธนาคารกลับไม่อนุมัติให้เบิกเงินก้อนนั้นออกมาได้ในขณะที่เงินกู้ถูกแช่แข็ง
ผู้รับเหมาและคนงานเริ่มทวงถามค่าแรงและค่าวัสดุก่อสร้างอย่างบ้าคลั่ง
เพื่อความอุ่นใจ ฉันจึงให้แม่เป็นคนช่วยจัดหาคนงานในพื้นที่และคอยคุมงานก่อสร้างให้
ทว่า... แทนที่คนเป็นแม่จะช่วยทำความเข้าใจ เจรจาผ่อนปรน หรือปกป้องลูกสาวจากความตึงเครียด
แม่กลับกลายเป็นฝ่ายโทรศัพท์มาจิกขู่และกดดันฉันเสียเองแผดเสียงว่า “ต้องได้เงินเดี๋ยวนี้! ค่าแรงคนงานจะเอาเดี๋ยวนี้!”
แม้ฉันจะพยายามอธิบายร้องขอความเห็นใจว่าธนาคารยังไม่ปล่อยยอดเงินกู้ลงมา แม่ก็ไม่เคยเปิดใจรับฟังเลยแม้แต่น้อย
เพื่อดับไฟเฉพาะหน้าและตัดความรำคาญใจ ฉันจึงก้าวเข้าสู่วังวนอันตราย... "วงจรบัตรเครดิต"
ฉันเริ่มรูดบัตรกดเงินสดจากใบแรกเพื่อนำมาหมุนจ่ายค่าแรงคนงาน วงการนี้เมื่อก้าวขาเข้าไปแล้ว... มันเหมือนกับปลักโคลนที่ไม่มีวันปีนกลับขึ้นมาได้ หนี้ลากยาวจากบัตร 1 ใบ งอกเงยกลายเป็น 5 ใบ
เบ็ดเสร็จรวมวงเงินบัตรเครดิตทั้งหมดสูงถึง 2 ล้านกว่าบาท บ้านก็ยังสร้างไม่เสร็จ เงินธนาคารก็เบิกไม่ได้
ดอกเบี้ยบัตรเครดิตเบ่งบานพอกพูนจนชีวิตเริ่มพังทลาย ฉันตกอยู่ในสภาวะเครียดจัดจนแทบเสียสติ คนนั้นก็จะเอาเงิน คนนี้ก็จะเอาทอง
จนกระทั่งค่ำคืนหนึ่ง สามีชาวญี่ปุ่นเอ่ยประโยคหนึ่งออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย:
"ผมว่าแม่คุณ... แอบขโมยเงินค่าสร้างบ้านใส่กระเป๋าตัวเองมากกว่า"
วินาทีนั้น... เส้นด้ายแห่งสติของฉันขาดผึงลงทันที หัวใจของฉันแหลกสลายและตัดสินใจเดินหันหลังออกจากชีวิตของเขาไปในวันนั้นเลย
เหตุผลที่ฉันรับไม่ได้และโกรธจัดจนต้องเลิกรา ไม่ใช่เพราะสิ่งที่เขาพูดมันผิด... แต่เป็นเพราะ
"ฉันรับความจริงไม่ได้ ทั้งๆ ที่รู้ดีเต็มอกว่าสิ่งที่สามีพูดนั้นคือความจริงทุกประการ"
แม่ขโมยเงินของฉันจริงๆ แต่เกราะป้องกันตัวแสร้งกตัญญูมันบังคับให้ฉันต้องปกป้องแม่จนยอมทำลายชีวิตคู่ของตัวเอง
ฉันแยกทางกับสามี เดินจากมาพร้อมกับภาระหนี้สินผูกพันจากการสร้างบ้านพะรุงพะรัง รวมกว่า 10 ล้านบาท ทว่าฉันก็ยังคงก้มหน้าก้มตาดิ้นรนหาเงินงกๆ เพื่อส่งใช้หนี้ คืนค่างวดรถ และยังคงส่งเงินเลี้ยงดูแม่
ส่งเสียหลานๆ และลูกของน้องชายทั้งสองคนอย่างไม่เคยขาดสาย
สุดท้าย... ทุกอย่างล่มสลายกลายเป็นศูนย์บ้านที่ทุ่มทุนสร้างไปถึง 15 ล้านบาท
ถูกบีบให้ต้องขายทอดตลาดในราคาที่โดนกดขี่อย่างเจ็บปวด ตอนแรกฉันตั้งราคาขายไว้ที่ 8.5 ล้านบาท และมีคนตกลงซื้อแล้ว
ทว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารกลับเข้ามาแทรกแซงและต่อรองหักคอให้ลดราคาลงเหลือเพียง 5.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดเงินที่เท่ากับหนี้จำนองกู้ธนาคารพอดี (ฉันกู้แบงก์มา 5 ล้าน ส่วนที่เหลืออีกเกือบ 10 ล้านคือเงินสดของฉัน และเงินหมุนจากบัตรเครดิตอีก 2 ล้านกว่า)
การขายบ้านครั้งนั้นไม่ได้ทำให้ฉันมีเงินเหลือติดกระเป๋าแม้แต่บาทเดียว
ทรัพย์สินหายวับไปกับตา เหลือทิ้งไว้เพียงหนี้สินบัตรเครดิตก้อนโตที่ฉันต้องก้มหน้ารับผิดชอบแบกรับด้วยตัวเองเพียงลำพัง
โดยไม่เคยไปรบกวนหรือขอความช่วยเหลือจากใครเลย
แต่สิ่งตอบแทนความกตัญญูและการแบกรับทั้งหมดที่ฉันได้รับจากครอบครัวคือ
"การถูกพวกเขาทอดทิ้งอย่างเยือกเย็น" นั่นคือการถูกทอดทิ้งครั้งแรกในชีวิตวัยผู้ใหญ่เมื่อฉันหมดตัว หนี้สินล้นพ้นตัว ฉันออกไปดิ้นรนหางานทำเพื่อหวังจะเอาเงินมาส่งต่อให้ครอบครัว
ทว่ากลับโดนคนกันเองหลอกลวงโกงค่านายหน้าซ้ำเติม
บาดแผลรอบนั้นทำให้ฉันต้องตกอยู่ในสภาวะตกงานและล้มละลายในชีวิตยาวนานถึง 7 ปีเต็ม
(ในช่วงอายุประมาณ 30 กว่าๆ) ตลอด 7 ปีที่มืดมนนั้น เมื่อฉันไม่มีงานและไม่มีเงิน ฉันจึงไม่ได้ส่งเงินให้พวกเขาเลยแม้แต่บาทเดียว...
และคนในครอบครัวก็หายไปจากชีวิตของฉันทันที ทอดทิ้งฉันไว้กับความตายราวกับฉันไม่มีตัวตนอยู่บนโลก
จนกระทั่ง 7 ปีผ่านไป... เมื่อฉันหยัดยืนขึ้นได้อีกครั้งและได้งานทำ สิ่งแรกที่ฉันทำคือการหันกลับมาส่งเงินให้แม่และครอบครัวอีกรอบ
 
วงจรอุบาทว์แห่งการเป็นผู้ให้ที่ไร้ค่า... จึงได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ไม่ว่าแม่จะทอดทิ้งแค่ไหนฉันก็ยังกลับมาเลี้ยงดู แม่สั่งให้ฉันเลี้ยงน้องเลี้ยงหลานส่งหลานเรียนฉันก็ทำตาม แต่พอชีวิตฉันเลยวัยทำงานหาเลี้ยงพวกเขาไม่ได้เหมือนเดิม สิ่งที่พวกเขาทำกับฉัน บอกให้รู้ว่าทุกอย่างที่ผ่านมาเงินทุกบาทที่ให้ไปมันไม่มีค่าในใจของพวกเขา
ถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นคนครั้งแล้วครั้งเล่า...พวกเขาไม่ใช่มนุษย์อีกแล้วในใจฉัน

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา