31 ก.ค. เวลา 07:32 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 93 ภารกิจพิชิตคอนสแตนติโนเปิล เฟสที่ 2 (18 – 22 เม.ย. 1453) แผนขยายแนวรบปาฏิหาริย์เหนือน่านน้ำ

🔹 ต่อจากตอนที่แล้วเมื่อเข้าใจถึงอุปสรรคอันแข็งแกร่งของกำแพงธีโอโดเซียนและชัยภูมิอันเป็นเลิศของไบแซนไทน์บวกกับแผนทดสอบปราการของเมห์เหม็ดที่ 2 ได้ข้อสรุปว่าเมืองไม่สามารถตีให้แตกได้จากการระดมยิงปืนใหญ่ใส่เพียงอย่างเดียว ตราบใดที่กำลังรบส่วนใหญ่ของไบแซนไทนยังตรึงอยู่ตามแนวกำแพงธีโอโดเซียน อย่างหนาแน่นก็เป็นเรื่องยากที่พระองค์จะนำกำลังฝ่าเข้าไปได้
🔹 ยุทธศาสตร์ของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ใน เฟสที่ 2 (18 – 22 เมษายน ค.ศ. 1453) จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการระดมยิงทางบกไปสู่การช่วงชิงดุลยภาพเหนือน่านน้ำ เพราะหากไม่สามารถทำลายการส่งกำลังบำรุงทางน้ำและบุกเข้าทางอ่าวโกลเดนฮอร์น (Golden Horn) เพื่อบีบให้อีกฝ่ายต้องแบ่งกำลังส่งไปช่วยตรึงอีกฟากได้ การปิดล้อมครั้งนี้ก็อาจจบลงด้วยความล้มเหลวเช่นเดียวกับในอดีต
ลำดับเหตุการณ์เชิงยุทธศาสตร์และพลวัตทางการทหารในเฟสที่ 2 มีรายละเอียดดังนี้
🟧 1. ลำดับเหตุการณ์และวิกฤตการณ์ทางทะเล
🔸 18 เมษายน (การบุกทางบกครั้งแรกที่ล้มเหลว): หลังจากปืนใหญ่เจาะกำแพงหุบเขาแม่น้ำลีคัสจนพังทลายลงบางส่วน สุลต่านทรงสั่งให้ทหารราบรุกคืบเข้าตีในช่วงกลางคืน ทว่าเผชิญกับการต้านทานอย่างแข็งแกร่งจากกองกำลังของจิโอวานนี จุสตินิอานี ทำให้ฝ่ายออตโตมันต้องล่าถอยและสูญเสียกำลังพลไปจำนวนมาก
🔸 20 เมษายน เรือบรรทุกเสบียงและกำลังพลจากเจนัว 3ลำ พร้อมด้วยเรือขนส่งธัญญาหารจากซิซิลีของจักรวรรดิไบแซนไทน์อีก 1ลำได้แล่นฝ่าวงล้อมของกองเรือออตโตมันเข้ามาทางทะเลมาร์มารา บัลตาโอกลู สุเลย์มาน เบย์ แม่ทัพเรือออตโตมันนำเรือนับร้อยลำเข้าสกัด
เรือบรรทุกกำลังพลพร้อมด้วยเรือขนส่งได้แล่นฝ่าวงล้อมของกองเรือออตโตมัน
🔸 แต่ด้วยความได้เปรียบของเรือรบฝั่งคริสเตียนที่มีขนาดใหญ่กว่า สูงกว่า และมีลมท้ายขบวนที่เอื้ออำนวยกองทัพเรือไม่สามารถสกัดกั้นได้ ทำให้ฝ่ายคริสเตียนสามารถแล่นผ่านโซ่เหล็กยักษ์เข้าสู่อ่าวโกลเดนฮอร์นได้อย่างปลอดภัย
🔸 21 เมษายน: ฝั่งออตโดมันได้แต่ยืนดูเรือช่วยเหลือเข้าอ่าวโกลเด้นฮอร์นไปได้อย่างปลอดภัย เมห์เหม็ดที่ 2 ทรงควบม้าลงไปในทะเลด้วยความพิโรธต่อความล้มเหลวของกองเรือพระองค์ทรงสั่งปลดบัลตาโอกลูจากตำแหน่งริบทรัพย์สินและสั่งโบยต่อหน้าธารกำนัล เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ขวัญกำลังใจของกองทัพออตโตมันตกต่ำลงอย่างรุนแรงขณะที่ฝ่ายไบแซนไทน์เฉลิมฉลองไปกับชัยชนะบนเกลียวคลื่น
ทรงสั่งปลดบัลตาโอกลูจากตำแหน่ง ริบทรัพย์สิน และสั่งโบยต่อหน้าธารกำนัล
🔸22 เมษายน (เริ่มยุทธการเปิดแนวรบในอ่าว): เมห์เหม็ดที่ 2 พระองค์มองไปยังอ่าวโกลเด้นฮอร์นที่มีโซ่ขนานมหึมาขวางกั้นกองเรืออยู่ พระองค์รู้อยู่แล้วว่าเวลานี้จะมาถึง สุลต่านหนุ่มทรงแก้เกมยุทธศาสตร์ด้วยหนึ่งในปฏิบัติการทางการทหารที่น่าทึ่งที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
🟦 ย้อนกลับไปเมื่อ 14 ปีก่อน ในสงครามแคว้นลอมบาร์ดี" (Wars in Lombardy) ซึ่งเป็นการขับเคี่ยวแย่งชิงความเป็นใหญ่ในอิตาลีตอนเหนือระหว่าง สาธารณรัฐเวนิส และ ดัชชีมิลาน
🔹 ในปี ค.ศ. 1438 กองทัพมิลานนำโดยยอดแม่ทัพแห่งยุคอย่าง ฟรานเชสโก พิคชินิโน (Francesco Piccinino) ได้บุกเข้าล้อมเมืองเบรสเชีย (Brescia) ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของเวนิสชาวเมืองเบรชชาถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและขาดแคลนเสบียงอย่างหนัก
🔹 เวนิสต้องการส่งกองทัพและเสบียงไปช่วยแต่ปัญหาระดับที่ชวนกุมขมับคือ มิลานได้ส่งกองเรือปิดล้อมและยึดทางเข้าทะเลสาบการ์ดา (Lake Garda) ไว้หมดแล้ว (ทะเลสาบการ์ดาคือกุญแจสำคัญในการส่งเสบียงเข้าสู่เบรชชา) ฝ่ายเวนิสจึงไม่สามารถส่งเรือรบผ่านเส้นทางน้ำปกติเข้าไปได้
นิคโคโล โซรโบโล เสนอแผนยกเรือขึ้นบก
🔹 ท่ามกลางความสิ้นหวัง วิศวกรชาวกรีกนามว่า นิคโคโล โซรโบโล (Niccolò Sorbolo) ได้เสนอแผนการที่ทุกคนคิดว่าเขาบ้าไปแล้ว นั่นคือการนำกองเรือรบแล่นขึ้นแม่น้ำเอดิเจ (Adige River) จากนั้นก็ยกเรือขึ้นบกแล้วลากข้ามเทือกเขาแอลป์แอลไพน์เป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตรเพื่อไปปล่อยลงทะเลสาบการ์ดาจากทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นจุดที่มิลานไม่ได้ตั้งการ์ดไว้
เสนาธิการของเวนิสไม่มีทางเลือกอื่นจึงอนุมัติงบประมาณและทรัพยากรให้โซรโบโลลงมือ
🔸 ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1438 ปฏิบัติการเริ่มต้นขึ้น กองเรือของเวนิสประกอบด้วย เรือกาเลย์ขนาดใหญ่ (Galleys) 6 ลำ และเรือรบขนาดเล็ก (Cocha/Fustu) อีกประมาณ 25 ลำ แผนการเดินทางแบ่งเป็นขั้นตอนกองเรือแล่นทวนกระแสน้ำในแม่น้ำเอดิเจขึ้นไปจนถึงเมืองโรเวเรโต (Rovereto)
กองเรือของเวนิสล่นทวนกระแสน้ำในแม่น้ำเอดิเจขึ้นไปเมืองโรเวเรโต
🔸 จากจุดนี้ เรือต้องขึ้นบก โซรโบโลใช้คนงานและชาวบ้านในพื้นที่นับพันคน รวมถึงวัวอีกหลายร้อยตัวทำการถากถางป่าระเบิดหินและปรับหน้าดินข้ามสันเขา พวกเขาใช้ท่อนซุงกลมมารองใต้ท้องเรือทำเป็นลูกกลิ้งใช้เชือกหนาและระบบรอก (Pulleys) โดยมีวัวหลายร้อยตัวคอยลากจูงเรือรบขนาดมหึมาขึ้นเขา
เวนิสลากเรือ ข้ามเทือกเขาแอลป์
🔸 ระยะทางทางบกที่ต้องลากเรือผ่านคือประมาณ 20 กิโลเมตรและต้องข้ามผ่านจุดสูงสุดที่ระดับความสูงหลายร้อยเมตรเหนือระดับน้ำทะเลก่อนจะค่อย ๆ หย่อนเรือลงสู่ทะเลสาบการ์ดาที่ท่าเรือทอร์โบล (Torbole) ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1439 (ใช้เวลาเดินทางทางบกประมาณ 3 เดือน)
🔸เมื่อกองเรือเวนิสปรากฏตัวในทะเลสาบการ์ดาจากทิศเหนือทหารมิลานต่างตกตะลึงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในการปะทะระลอกแรก กองเรือเวนิสที่มีจำนวนน้อยกว่าพ่ายแพ้ให้กับกองเรือมิลานที่เตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้ว
ทหารมิลานต่างตกตะลึงการปรากฏตัวของกองเรือเวนิส
🔸 แต่เวนิสไม่ยอมแพ้ในปีถัดมา (ค.ศ. 1440) พวกเขาใช้เส้นทางเดิมส่งกองเรือชุดที่สองตามมาสมทบจนในที่สุดกองเรือร่วมของเวนิสก็สามารถทำลายกองเรือมิลานในทะเลสาบการ์ดาได้ราบคาบ ส่งผลให้เวนิสสามารถส่งเสบียงและกำลังบำรุงเข้าช่วยเมืองเบรชชาได้สำเร็จและบังคับให้กองทัพมิลานต้องยอมถอยทัพไป
ยุทธนาวีทะเลสาบการ์ดา 1439
🔸 ปฏิบัติการของเวนิสในปี 1439 ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนไปทั่วทวีปยุโรปและเมดิเตอร์เรเนียนในยุคนั้นมีการเขียนบันทึกชื่นชมอัจฉริยภาพทางวิศวกรรมนี้อย่างกว้างขวางแรงบันดาลใจดังกล่าวก็ถูกส่งต่อผ่านศึกษาประวัติศาสตร์การทหารของยุโรปของเมห์เหม็ดที่ 2 ขณะถูกเนรเทศมายังเมืองมานิสสา
🟨 2. ปฏิบัติการสะท้านโลก: ยุทธวิธีการลากเรือข้ามทางบก
เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคของ "โซ่เหล็กยักษ์" ที่ปิดปากอ่าวเมห์เหม็ดที่ 2 ทรงตระหนักว่าพระองค์ต้องสร้าง "เส้นทางพิเศษ" ที่ศัตรูไม่คาดคิดการดำเนินปฏิยัติการเกมส์รุกเชิงวิศวกรรมการทหารจึงเริ่มขึ้น
🟨 1. การสร้างทางลาด: ทรงสั่งให้ทหารและวิศวกรเคลียร์เส้นทางจากช่องแคบบอสฟอรัส ผ่านเนินเขาหลังย่านกาลาตา (แนวทอพฮาเนสู่คาซิมปาชาในปัจจุบัน) ระยะทางประมาณ 2-3 กิโลเมตร โดยปูพื้นด้วยท่อนไม้หนาและชโลมด้วยไขมันสัตว์และน้ำมันมะกอกเพื่อลดแรงเสียดทาน
สั่งให้ทหารและวิศวกรเคลียร์เส้นทาง สร้างทางลากเรือ
🟨2. การลากจูงข้ามขุนเขา: ใช้แรงงานทหารและกระบือจำนวนมหาศาลในการลากเรือรบขนาดเล็กและกลาง (Galleys และ Fustas) จำนวนราว 70 ลำ ขึ้นสู่ยอดเขาและปล่อยลงสู่อ่าวโกลเดนฮอร์นโดยปฏิบัติการทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในคืนเดียวภายใต้การคุ้มกันของปืนใหญ่ที่ยิงข่มขวัญศัตรู
ลากเรือรบขนาดเล็กและกลาง นสู่ยอดเขาและปล่อยลงสู่อ่าวโกลเดนฮอร์น
🔸 เช้าวันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 1453 เมื่อชาวเมืองคอนสแตนติโนเปิลตื่นขึ้นมาเห็นกองเรือออตโตมันราว 70-80 ลำลอยลำอยู่ภายในอ่าวโกลเดนฮอร์น (Golden Horn) ซึ่งเปรียบเสมือนป้อมปราการธรรมชาติที่ปลอดภัยที่สุดของพวกเขาปฏิกิริยาแรกคือ "ความตื่นตระหนกและสิ้นหวังอย่างรุนแรง"
เรือปล่อยลงสู่อ่าวโกลเดนฮอร์น
🔸 แต่ในเชิงการทหารฝ่ายไบแซนไทน์และพันธมิตรชาวอิตาลี (เจนัวและเวนิส) ไม่ได้ยอมแพ้ทันที พวกเขาตั้งสติและพยายามเปิดฉากโต้ตอบอย่างดุเดือดซึ่งนำไปสู่เฟสที่ 3
ทหาร/ชาวเมืองคอนสแตนติโนเปิลตื่นตระหนกเมื่อเห็นเรือออตโตมันลองในอ่าวโกลเดนฮอร์น
🚩 บทสรุป -> เมื่อแนวรบถูกขยายต่างฝ่าย ต่างก็เริ่มโยนไผ่ในมือ
🔸 ความสำเร็จในเฟสที่ 2 นี้ไม่ได้เปลี่ยนเพียงแค่ยุทธวิธีการรบแต่ส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อทั้งสองฝ่ายอย่างลึกซึ้ง:
จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 จึงจำเป็นต้องแบ่งกำลังทหารมาเฝ้าระวังกำแพงฝั่งอ่าวโกลเดนฮอร์น
🔸 1. เดิมทีกำแพงเมืองฝั่งอ่าวโกลเดนฮอร์นมีระบบป้องกันที่เบาบางเพราะมีโซ่เหล็กคุ้มกันอยู่แต่เมื่อกองเรือออตโตมันหลุดเข้ามาในอ่าวจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 จึงจำเป็นต้องแบ่งกำลังทหารที่มีอยู่อย่างจำกัดจากกำแพงฝั่งตะวันตกมาเฝ้าระวังกำแพงฝั่งอ่าวนี้ด้วยส่งผลให้แนวป้องกันหลักทางทิศตะวันตกอ่อนแอลงทันที
🔸 2. ออตโตมันสามารถสร้างสะพานทุ่นข้ามอ่าวโกลเดนฮอร์นได้สำเร็จทำให้สามารถเคลื่อนย้ายทหารและปืนใหญ่ไปมาผสานการโจมตีได้รอบทิศทางกดดันจนฝ่ายไบแซนไทน์ต้องรับศึกตลอดแนวรบฝั่งงอ่าวโกลเดนฮอร์น
เฟสที่ 2 จบลงด้วยการที่ออตโตมันสามารถโอบล้อมกรุงคอนสแตนตินเปิลได้จากทุกทิศทาง ทั้งทางบก ทะเลมาร์มาราและอ่าวโกลเดนฮอร์น สร้างความบีบคั้นแก่ไบแซนไทน์เข้าสู่วิกฤตยุทธการปิดล้อมจึงดำเนินเข้าสู่เฟสที่ 3 ซึ่งเป็นสงครามยืดเยื้อและการหักล้างกันด้วยกลยุทธ์ทั้งบนดิน บนเกลียวคลื่นไปจนถึงใต้ดิน
ตอนที่ 94 ภารกิจพิชิตคอนสแตนติโนเปิล เฟสที่ 3: (23 เม.ย.-18 พ.ค. 1453) สงครามพร่ากำลังเมื่อทั้งสองฝั่งต่างโยนไพ่ในมือ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา