Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
พงศาวดารวันพรุ่ง (The Tomorrow Chronicles)
•
ติดตาม
3 ส.ค. เวลา 08:50 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่
ตอนที่ 94 ภารกิจพิชิตคอนสแตนตินเปิลเฟสที่ 3: (23 เม.ย.-18 พ.ค. 1453) สงครามพร่ากำลังเมื่อทั้งสองฝั่งต่างโยนไพ่ในมือ
การรบดำเนินเข้า เฟสที่ 3 ถือเป็นช่วงเวลาที่แปรสภาพจากการรุกรบอย่างรวดเร็ว เข้าสู่"สงครามพร่ากำลัง" (War of Attrition) อย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างปรับกลยุทธ์มาอุดจุดอ่อนของตนเองหลังจากดุลยภาพทางทะเลเปลี่ยนไปในเฟสที่ 2
1. แผนเผาเรือในฝั่งโกลเด้นฮอร์น การแก้เกมส์ฝ่ายตั้งรับ
🟥 จิอาโคโม โคโค (Giacomo Coco) กัปตันเรือชาวเวนิสผู้กล้าหาญได้เสนอแผนการที่เด็ดขาดและเสี่ยงตายมาก นั่นคือการจัดกองเรือเล็กแอบล่องไปในความมืดเพื่อ "เผากองเรือออตโตมัน" ทั้งหมดในอ่าวให้สิ้นซากโดยใช้ "ไฟกรีก" แผนนี้ค่อนข้างฉลาดโดยใช้เรือสินค้าขนาดใหญ่สองลำบังเรือแคนูและเรือเล็กที่บรรจุเชื้อเพลิงไว้ด้านหลัง เพื่อหลอกล่อปืนใหญ่ของออตโตมัน
🔸 อย่างไรก็ตาม แผนการนี้กลับถูกเลื่อนออกไปหลายวันเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างชาวเวนิสและชาวเจนัว
🔸 ชาวเจนัว (ซึ่งควบคุมเขตกาลาตาที่เป็นกลาง) ไม่อยากให้ใช้พื้นที่ของตนเป็นจุดปล่อยเรือเพราะกลัวเมห์เหม็ดที่ 2 จะบุกถล่มเขตกาลาตาราบคาบพวกเขาเถียงกันว่าใครควรเป็นผู้นำทัพจนแผนเลื่อนจากวันที่ 24 เมษายน ไปเป็นคืนวันที่ 28 เมษายน
🔸 ช่วงเวลาที่ล่าช้านี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเพราะมีรายงานว่ามีผู้ทรยศ (สันนิษฐานว่าเป็นสายสืบชาวเจนัวในเขตกาลาตา) นำความลับของแผนเผาเรือนี้ไปบอกฝ่ายออตโตมันล่วงหน้า
🔸 เมื่อถึงคืนปฏิบัติการ จิอาโคโม โคโค นำเรือรุกคืบเข้าไปในอ่าวอย่างเงียบเชียบ แต่ฝ่ายออตโตมันที่รู้ตัวอยู่แล้วและตั้งปืนใหญ่รออยู่บนฝั่ง ได้เปิดฉากยิงถล่มทันทีท่ามกลางความมืดเรือของโคโคถูกกระสุนปืนใหญ่ยิงทะลุชิ้นส่วนสำคัญและจมลงอย่างรวดเร็วตัวเขาเสียชีวิตในหน้าที่เรือลำอื่นๆ ของคริสเตียนถูกยิงและเผาทำลาย ปฏิบัติการล้มเหลวไม่เป็นท่า
🟧 2. แผนเปิดแนวรบใหญ่สำเร็จ เตรียมส่งทหารเข้าตี
🔸 หลังจากที่เปิดแนวรบบริเวณอ่าวโกลเดนฮอร์นได้สำเร็จและทำลายความพยายามโต้ตอบของฝ่ายคริสเตียนไปแล้ว สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ก็ทรงดำเนินหมากตัวต่อไปทันที นั่นคือการสร้าง "สะพานทุ่น"เพื่อเชื่อมกองทัพกับกำแพงเมืองปิดล้อมกรุงคอนสแตนติโนเปิลโดยสมบูรณ์
🔸 จากบันทึกของนักประวัติศาสตร์ร่วมสมัย สะพานนี้ถือเป็นสิ่งก่อสร้างทางวิศวกรรมการทหารที่ชาญฉลาดมาก
🔸ฝ่ายออตโตมันใช้ถังไวน์หรือถังไม้เปล่าจำนวนมหาศาล (บางบันทึกระบุว่านับพันใบ) นำมาผูกมัดต่อกันเป็นแถวคู่เพื่อใช้เป็นทุ่นลอยน้ำมีการนำคานไม้หนามาพาดเชื่อมระหว่างถังน้ำมันและถังไวน์เหล่านั้น แล้วปูทับด้วยแผ่นกระดานไม้จนกลายเป็นทางเดินที่มั่นคง
ทุ่นลอยน้ำ เพื่อเชื่อมกองทัพกับกำแพงเมือง
🔸สะพานนี้มีความยาวประมาณ 500 ถึง 600 เมตร และกว้างพอที่ ทหาร 5 คนสามารถเดินเรียงหน้ากระดาน ข้ามไปพร้อมกันได้อย่างสบาย ๆ
🔸เมห์เหม็ดที่ 2 ไม่ได้สร้างสะพานนี้ไว้เพื่อเคลื่อนพลอย่างเดียว แต่ทรงสั่งให้ติดตั้ง ปืนใหญ่ ไว้บนแท่นลอยน้ำติดกับตัวสะพานด้วย เพื่อใช้ยิงถล่มกำแพงเมืองฝั่งโกลเดนฮอร์นในระยะประชิด กระสุนปืนใหญ่จากบนสะพานทุ่นและเรือลอยลำช่วยทำลายป้อมปราการริมอ่าว ช่วยเปิดทางให้ทหารออตโตมันเข้าใกล้ตัวเมืองได้ง่ายขึ้น
แนวปะทะฝั่งโกลเดนฮอร์นทหารออตโตมันกำลังลากปืนใหญ่เพื่อยิงสนับสนุน
🔸 นี่คือผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุด ฝ่ายปกป้องเมืองมีทหารรวมกันเพียงราว 7,000–8,000 คน ซึ่งเดิมทีต้องคุ้มกันกำแพงฝั่งบกระยะทางกว่า 6 กิโลเมตรก็ตึงมือมากอยู่แล้ว แต่เมื่อมีสะพานทุ่นนี้ทำให้กองทัพออตโตมันสามารถเคลื่อนกำลังพลนับหมื่นข้ามอ่าวมาประชิดกำแพงฝั่งโกลเดนฮอร์นที่การป้องกันเปราะบางได้ในไม่กี่นาที
จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องแบ่งกำลังพลจำนวนหนึ่งออกไปเฝ้าระวังกำแพงฝั่งอ่าวทำให้ทหารที่ทำหน้าที่ปกป้องกำแพงฝั่งบกซึ่งเป็นจุดปะทะหลัก อ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด
🟨 3. สงครามแห่งความทรหดบนผิวดิน
ตลอดช่วงเกือบหนึ่งเดือนนี้ กิจวัตรประจำวันของทั้งสองฝ่ายกลายเป็นวงจรแห่งการทำลายล้างและการซ่อมแซม
☀️ กลางวัน: ปืนใหญ่ของเมห์เหม็ด (รวมถึงปืนใหญ่ยักษ์บาซิลิก) จะระดมยิงใส่กำแพงเมืองอย่างบ้าคลั่งกำแพงหินอายุพันปีค่อยๆ แตกสลายจากนั้นก็ส่งทหารบุกเข้าปแต่ก็ถูกตีโต้กลับมาไม่สามารถบุกเข้าไปยึดป้อมชั้นในได้
🌙 กลางคืน: ชาวเมืองคอนสแตนติโนเปิล ทั้งทหาร ผู้หญิง ผู้เฒ่า และเด็ก จะออกมาช่วยกันนำดิน หิน ถังไม้ และแม้แต่ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน มาถมอุดรอยแตกของกำแพงเพื่อสร้าง "บังเกอร์ชั่วคราว" ที่สามารถดูดซับแรงกระแทกของลูกปืนใหญ่ในวันรุ่งขึ้นได้ดีกว่ากำแพงหินแข็งๆ เสียอีก
ทั้งสองฝ่ายต่างชิงไหวชิงพริบรุกรับกันอย่างสุดความสามารถแต่ก็เกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลลดขวัญกำลังใจฝั่งออตโตมันอย่างฮวบฮาบ
💥 เกิดเหตุปืนใหญ่ออร์บันระเบิดในช่วงที่สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ทรงเร่งรัดให้กองพลปืนใหญ่ระดมยิงถล่มกำแพงธีโอโดเซียนบริเวณหุบเขาแม่น้ำลีคัสอย่างหนัก
บันทึกของนักประวัติศาสตร์ไบแซนไทน์ เช่น เลโอนาร์ดแห่งคิออส (Leonard of Chios) และ คริสโตบุลอส (Critobulus) ระบุว่าปืนใหญ่ยักษ์เริ่มมีรอยร้าวรุนแรงในช่วงปลายเดือนเมษายน และเกิดการระเบิดสร้างความเสียหายใหญ่หลวงใน ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม (คาดการณ์ว่าเป็นวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1453)
เหตุการณ์ปืนใหญ่ออร์บันระเบิด
🔩 ข้อจำกัดด้านวัสดุศาสตร์ ปืนใหญ่หล่อจากสำริด (Bronze) ในยุคนั้นยังไม่มีความบริสุทธิ์สูงพอ เมื่อต้องรองรับแรงขับดันจากดินปืนปริมาณมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนลูกหินหนักกว่า 270 กิโลกรัม โครงสร้างภายในลำกล้องจึงเกิดความเครียดสะสม สร้างรอยร้าวขนาดเล็ก ภายในลำกล้องตั้งแต่สัปดาห์แรกๆ ของการยิงในเฟสที่ 1
📈 การเร่งรอบการยิง สุลต่านทรงกดดันให้กองพลปืนใหญ่เพิ่มความถี่ในการยิง จากเดิมที่ยิงได้เพียงวันละ 6-8 นัด เนื่องจากต้องใช้เวลานานในการระบายความร้อนด้วยน้ำมันมะกอก นายช่างและทหารปืนใหญ่ไม่มีเวลาปล่อยให้โลหะเย็นตัวลงตามสูตรคำนวณ ทำให้อุณหภูมิสูงเกินขีดจำกัด
💥 วินาทีระเบิด แรงอัดของดินปืนปะทะกับรอยร้าวในลำกล้องที่ร้อนจัด ทำให้ปืนใหญ่ยักษ์ฉีกขาดและระเบิดออกอย่างรุนแรง แรงระเบิดคร่าชีวิตพลปืนออตโตมันไปเป็นจำนวนมาก รวมถึงตัว วิศวกรอูรบัน (Urban) ที่ควบคุมการยิงอยู่ ณ บริเวณนั้นด้วย
การสูญเสียปืนใหญ่กระบอกที่ใหญ่ที่สุดและตัววิศวกรหลักส่งผลกระทบต่อพลวัตการรบในเฟสที่ 3 อย่างมีนัยสำคัญ:
🟪 ขวัญกำลังใจของฝ่ายป้องกันเมืองเพิ่มสูงขึ้น: ข่าวการระเบิดของปืนใหญ่ยักษ์และการเสียชีวิตของอูรบันทำให้จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 และชาวเมืองคอนสแตนตินเปิลมีความหวังเพิ่มขึ้น พวกเขามองว่าพระเจ้าทรงลงทัณฑ์อาวุธของฝ่ายรุกราน
🟩แม้จะสูญเสียปืนใหญ่หลัก แต่โครงสร้างกองทัพออตโตมันไม่ได้พังทลาย สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ยังคงรักษาความยืดหยุ่น พระองค์ทรงสั่งให้วิศวกรที่เหลืออยู่เร่งซ่อมแซมและใช้แถบเหล็กหนารัดปืนใหญ่กระบอกอื่นๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง และทรงหันไปให้น้ำหนักกับ "ยุทธวิธีขุดอุโมงค์ใต้ดิน" (Mining War) และการสร้างหอคอยปิดล้อมยักษ์ในเฟสที่ 3 แทนการพึ่งพาปืนใหญ่ยักษ์เพียงอย่างเดียว
4. สงครามใต้ดินเพื่อแย่งพื้นที่ใต้กำแพง
ยุทธวิธีขุดอุโมงค์ใต้ดิน เพื่อระเบิดให้ฐานรากกำแพงทรุดถล่ม
🟩 เพื่อเจาะทะลวงระบบป้องกันแนวลึก สุลต่านทรงระดมช่างเหมืองแร่ผู้เชี่ยวชาญจากแคว้นโนโวเบรโด (Novo Brdo) ในเซอร์เบีย ซึ่งเป็นรัฐบริวาร มารับหน้าที่หลักในการขุดอุโมงค์ ช่างเหมืองขุดอุโมงค์ลอดใต้คูเมืองและกำแพงชั้นนอก เพื่อติดตั้งโครงค้ำยันไม้และบรรจุดินปืนหวังจุดระเบิดให้ฐานรากกำแพงทรุดถล่ม
ระบบฟังเสียงสะท้อนจากถังน้ำ โดย โยฮันเนส แกรนท์
🟪 แก้ทางโดยขุดอุโมงค์สวนกลับภายใต้การนำของ โยฮันเนส แกรนท์ (Johannes Grant) วิศวกรชาวสก็อตฝ่ายป้องกันใช้ระบบฟังเสียงสะท้อนจากถังน้ำเพื่อระบุพิกัดอุโมงค์ออตโตมันแล้วขุดอุโมงค์สวนกลับไปตัดหน้าฝ่ายไบแซนไทน์ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการทำลายอุโมงค์ออตโตมันโดยการปล่อยน้ำเข้าท่วม รมด้วยควันพิษ หรือใช้เพลิงกรีกเผาทหารหนูออตโตมันใต้ดิน
ใช้เพลิงกรีกเผาทหารหนูออตโตมันใต้ดิน
🟩 หอคอยปิดล้อมยักษ์ : ออตโตมันสร้างหอคอยไม้ขนาดมหึมาหุ้มด้วยหนังสัตว์เปียกชุ่มเพื่อกันไฟ ลากเข้าประชิดคูเมืองเพื่อใช้เป็นแท่นยิงกดดันและถมคูเมือง
🟪 ทหารไบแซนไทน์แก้เกมโดยแอบลอบออกมาในเวลากลางคืน วางระเบิดดินปืนที่ฐานหอคอยไม้ และใช้เพลิงกรีกเผาทำลายหอคอยจนราบคาบ สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ทรงสูญเสียหอคอยปิดล้อมหลักไปหลายหน่วย
การแอบลอบออกมาในเวลากลางคืนวางระเบิดดินปืนที่ฐานหอคอยไม้
🔥 5. ในสงครามพร่ากำลังที่ใครพลาดก่อนก็จะโดนทำลาย
ความยืดเยื้อในเฟสที่ 3 หากมองผ่านๆ เราจะเห็นความล้มเหลวในการเข้ายึดกำแพงของฝ่ายออตโตมัน แต่ในอีกแง่กลับสะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างและระบบทหารของทั้งสองจักรวรรดิอย่างเห็นได้ชัด
สงครามพร่ากำลังที่ใครพลาดก่อนตาย
🟩ความเหนือกว่าของระบบโลจิสติกส์ออตโตมัน: แม้จะถูกตีโต้และล้มเหลวหลายครั้งทั้งในสมรภูมิใต้ดินและบนบก แต่กองทัพออตโตมันไม่ประสบภาวะระส่ำระสาย เนื่องจากระบบราชการส่วนกลางสามารถจัดหาเสบียง อาวุธ และกำลังพลสำรองจากทั้งสองทวีป (ยุโรปและเอเชีย) มาเติมเต็มแนวรบได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทัพศักดินาในยุโรปตะวันตกยุคนั้นไม่สามารถทำได้
แต่กระนั้นเตรียมตัวมาดีแค่ไหนก็มีข้อจำกัด ด้วยความที่รุกคืบไม่ได้+ผลาญงบประมาณเสี่ยงทำสงครามไปเรื่อยๆแรงกดดันจากฝ่ายฮาลิล ปาซาก็เริ่มคุกคามสุลต่าน...
🟪ความอ่อนล้าขั้นสุดของไบแซนไทน์: แม้ว่าแม่ทัพเจนัว จิโอวานนี จุสตินิอานี และวิศวกรโยฮันเนส แกรนท์ จะวางแผนตั้งรับได้อย่างเป็นเลิศ แต่จำนวนกำลังพลและเสบียงที่มีจำกัดเริ่มส่งผลร้าย ทหารไบแซนไทน์และอาสาสมัครต่างชาติต้องทำหน้าที่รบติดต่อกันโดยไม่มีการผลัดเปลี่ยนเวรยาม ความเหนื่อยล้าทางกายภาพประกอบกับการขาดแคลนเสบียงอาหารเริ่มบั่นทอนขวัญกำลังใจของชาวเมืองอย่างรุนแรง
🚩บทสรุป -> เฟส3 จบลงด้วยทั้ง 2 ฝ่ายต่างเหนื่อยล้า
การเข้าปะทะระหว่างทหาร
เฟสที่ 3 จบลงด้วยความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงในค่ายพักของทั้งสองฝ่าย แม้ฝั่งไบแซนไทน์จะป้องกันกำแพงและอุโมงค์ไว้ได้ แต่พวกเขาก็กำลังจะหมดแรง ขณะเดียวกัน สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ก็เริ่มเผชิญแรงกดดันจากกลุ่มขุนนางเก่าภายในราชสำนักที่เริ่มไม่เห็นด้วยกับการล้อมเมืองที่ยืดเยื้อ อีกทั้งข่าวความเคลื่อนไหวของจอห์น ฮุนยาดี และเวนิส ก็ยิ่งเป็นเพลิงผลาญใจสุลต่านซึ่งจะนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางจิตวิทยาและการเมืองในเฟสที่ 4
ตอนที่ 95 ภารกิจพิชิตคอนสแตนติโนเปิลใน เฟสที่ 4: (19–26 พฤษภาคม ค.ศ. 1453) เหนื่อยล้าจากภายในแรงกดดันการเมืองและจิตวิทยา
เรื่องเล่า
แนวคิด
ประวัติศาสตร์
บันทึก
2
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
Ottoman Empire: The Great Fatih
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย