เมื่อวาน เวลา 08:02 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 95 ภารกิจพิชิตคอนสแตนติโนเปิล เฟสที่ 4: (19–26 พฤษภาคม ค.ศ. 1453) เหนื่อยล้าจากภายในแรงกดดันการเมืองและจิตวิทยา

🟥1 สัปดาห์ช่วงวันที่ 19-26 พ.ค. 1453 ถือเป็นช่วงเวลาที่เดิมพันสูงที่สุดในชีวิตการเมืองของเมห์เหม็ดที่ 2 แคมเปญการทหารที่ลากยาวเกือบสองเดือนเริ่มส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพภายในราชสำนักออตโตมัน
🟥 ความยืดเยื้อของสงครามในขณะที่ผลงานยังไม่เป็นที่ประจักษ์เป็นแรงหนุนแก่ฝ่ายที่ต้องการให้ยุติการปิดล้อมเสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆสร้างความกดดันให้แก่สุลต่านหนุ่ม ขณะที่ภายในกำแพงคอนสแตนตินเปิลก็เผชิญกับสภาวะอดอยาก ลางร้าย และความขัดแย้งภายในทางศาสนาที่ถึงจุดเดือด
🟧1. ลำดับเหตุการณ์และวิกฤตการณ์ภายในเตนท์สุลต่าน
🔸19-22 พฤษภาคม ฝ่ายออตโตมันพยายามนำกำลังเข้าตีแต่ก็ถูกฝ่ายปกป้องกำแพงผลักอออกมาทุกครั้ง ขวัญกำลังใจของฝ่ายบุกเริ่มถูกกัดกร่อนทีล่ะนิด
🔸 22 พฤษภาคม : เกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงเหนือท้องฟ้าคอนสแตนตินเปิลตามมาด้วยพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงและหมอกหนาที่ปกคลุมมหาวิหารฮาเกียโซเฟีย ชาวเมืองและทหารไบแซนไทน์ตีความว่าเป็นลางบอกเหตุถึงความล่มสลายของจักรวรรดิ ขวัญกำลังใจของฝ่ายตั้งรับดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด
🔸 23 พฤษภาคม: เรือใบขนาดเล็กของไบแซนไทน์ที่ลอบฝ่าวงล้อมออกไปตามหากองเรือช่วยเหลือจากสาธารณรัฐเวนิสได้แล่นกลับเข้ามาในอ่าวโกลเดนฮอร์น พร้อมแจ้งข่าวร้ายแก่จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 ว่า "ไม่มีกองเรือช่วยเหลือใดๆ จากยุโรปตะวันตกกำลังเดินทางมา" ไบแซนไทน์ถูกโดดเดี่ยวทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างสมบูรณ์
ไม่มีกองเรือช่วยเหลือใดๆ จากยุโรปตะวันตกกำลังเดินทางมา
🔸24 พฤษภาคม (ข้อเสนอการทูตครั้งสุดท้าย): สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ทรงส่งคณะทูตเข้าไปยื่นข้อเสนอสุดท้ายเพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด โดยให้จักรพรรดิยอมสละเมืองแลกกับการอพยพประชาชนอย่างปลอดภัยและสิทธิ์ในการไปปกครองแคว้นมอเรีย ทว่าจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 11 ทรงปฏิเสธข้อเสนอ โดยทรงระบุว่าจะขอสู้จนตัวตายเพื่อรักษาเมืองหลวงแห่งนี้
ข้อเสนอการทูตครั้งสุดท้าย
🔸 25 - 26 พฤษภาคม (วิกฤตสภาดีวาน): ข่าวลือเรื่องกองทัพฮังการีของจอห์น ฮุนยาดี กำลังจะยกทัพข้ามแม่น้ำดานูบมาช่วยไบแซนไทน์ และการรวบรวมกองเรือเวนิสเข้าประชิดทะเลอีเจียน แพร่กระจายเข้าสู่ค่ายทหารออตโตมัน นำไปสู่การเผชิญหน้าครั้งสำคัญในสภาที่ปรึกษาของสุลต่าน
🟦2. วิกฤตสภาดีวาน : ศึกอุดมการณ์ภายในราชสำนักออตโตมัน
ความยืดเยื้อของการล้อมเมืองได้แบ่งโครงสร้างอำนาจภายในของออตโตมันออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน เมห์เหม็ดที่ 2 ทรงต้องใช้บารมีและอำนาจเด็ดขาดในการควบคุมสถานการณ์ผ่านการประชุมสภาดีวานครั้งประวัติศาสตร์:
🕊️ ฝ่ายอนุรักษนิยม นำโดย จันดาร์ลี ฮาลิล ปาชา (อัครมหาเสนาบดี) เสนอให้ ยกเลิกการปิดล้อม และยอมรับข้อเสนอเงินบรรณาการจำนวนมหาศาลจากไบแซนไทน์เพื่อถอยทัพ
🔥 ฝ่ายสายเหยี่ยว นำโดย ซากานอส ปาชา และ เชฮ์ อิสลาม อักชัมซุดดิน (Sheikh Akshamsaddin) เสนอให้เปิดฉากการบุกครั้งใหญ่โดยไม่มีการถอยหลัง
🟦 และแล้วก็เข้าสู่จุดเปลี่ยนที่บีบคั้นหัวใจ นี้ไม่ใช้การการตัดสินใจที่เกิดจากความมั่นใจเต็มร้อยของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 แต่ทุกอย่างล่วงเลยมาจนถึงจุดที่ถอยไม่ได้อีกต่อไป "ภาวะบีบคั้นขั้นสุด" ทำให้พระองค์ต้องเดิมพันทุกสิ่งทุกอย่าง
วิกฤตสภาดีวาน นำมาซึ่ง  "ภาวะบีบคั้นขั้นสุด"
เรามาไล่เรียงกันดีกว่า ว่าสุลต่านวัย 21 ถ้าเทียบในยุคปัจจุบันก็คงอยู่ในวัย Gen Z (first jobber)ต้องเผชิญภาวะกดดันจากอะไรบ้าง
กองเรือเวนิส และ ข่าวความเคลื่อนไหวของฮุนยาดีภาวะกดดันที่สุลต่านวัย 21 ต้องอดทน
🟪 1. สัญญาณคุกคามจาก"กองเรือเวนิส" และ "กองทัพฮังการี"
ตลอดเวลาเกือบ 2 เดือนที่ล้อมเมืองที่เมห์เหม็ดต้องแข่งกับเวลาข่าว เพราะกรองของออตโตมันรายงานว่า
🟪 กองเรือรบจากเวนิส (ภายใต้การนำของ จาโคโม โลเรดัน) กำลังรวบรวมกำลังและล่องเรือมาช่วยคอนสแตนติโนเปิล หากกองเรือนี้ทะลวงช่องแคบเข้ามาได้ การปิดล้อมจะล้มเหลวทันที
🟪 จอห์น ฮุนยาดี แห่งฮังการี ซึ่งเป็นคู่ปรับเก่า มีแนวโน้มอาจฉีกสัญญาสงบศึกและยกทัพใหญ่ลงมาตีตลบหลังกองทัพออตโตมัน หากถูกขนาบข้าง เมห์เหม็ดที่ 2 จะตกอยู่ในอันตรายขั้นวิกฤต
🟧 2. แรงกดดันทางการเมืองภายใน (การงัดข้อกับ ฮาลิล ปาชา)
🟧 ภายในค่ายของออตโตมันเองก็กำลังจะระเบิด ฮาลิล ปาชา ขุนนางอาวุโส พยายามกดดันอย่างหนักในที่ประชุมสภาขุนนางให้เมห์เหม็ด "ถอนทัพ" โดยอ้างว่ายิ่งล้อมนาน ยุโรปก็จะยิ่งรวมตัวกันมาตีออตโตมัน และเสนอให้ไบแซนไทน์จ่ายส่วยเพิ่มขึ้นแทน
🟧 หากเมห์เหม็ดถอนทัพ พระองค์จะสูญเสียอำนาจเด็ดขาด และอาจจบลงด้วยการถูกปลดเหมือนตอนขึ้นครองราชย์ครั้งแรก
🟧 แต่โชคดีที่พระองคืยังมีขุนนางรุ่นใหย่อย่าง ซากานอส ปาชา และ อักชัมซุดดิน ยืนกรานสนับสนุนให้บุกต่อ เมห์เหม็ดจึงใช้เสียงนี้เป็นข้ออ้างในการเดินหน้าเพื่อ เดินหน้าภารกิจสักดิ์สิทธฺ์นี้ต่อ
🟨 3. ขีดจำกัดด้านเสบียงและขวัญกำลังใจทหาร
🟨 การรักษากองทัพขนาด 80,000 - 100,000 คน ให้อยู่กับที่เป็นเวลาเกือบสองเดือน ทำให้ทรัพยากรเสบียงร่อยหรออย่างหนักทหารเริ่มเหนื่อยล้า บาดเจ็บ และเริ่มมีเสียงบ่นเบื่อหน่าย หากปล่อยให้ล่วงเลยเข้าสู่ฤดูร้อนเต็มตัว อาจเกิดโรคระบาดในค่ายทหารได้ เมห์เหม็ดรู้ดีว่า "ความอดทนของกองทัพถึงขีดจำกัดแล้ว" พระองค์ต้องจบสงครามนี้ให้เร็วที่สุด
ทรัพยากรเสบียงร่อยหรอ ทหารเหนื่อยล้าก็เป็นแรงกดดันให้สุลต่าน
🟥 4. ลางบอกเหตุและสงครามจิตวิทยา
ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ส่งผลต่อจิตวิทยาของทั้งสองฝ่าย
🟥 จันทรุปราคา (22 พฤษภาคม): พระจันทร์สีเลือดทำให้ชาวเมืองคอนสแตนติโนเปิลหวาดกลัว เพราะตรงกับคำทำนายโบราณที่ว่าเมืองจะแตกเมื่อดวงจันทร์แหว่ง
แสงไฟประหลาดสว่างวาบเหนือยอดโดมของมหาวิหารฮายาโซฟี
🟥 มีหมอกหนาปกคลุมเมือง (ซึ่งผิดปกติในฤดูนั้น) และมีคนเห็นแสงไฟประหลาดสว่างวาบเหนือยอดโดมของมหาวิหารฮายาโซฟี ชาวคริสต์เชื่อว่านี่คือ "พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังละทิ้งเมือง"
เมห์เหม็ดจะใช้โอกาสที่ขวัญกำลังใจของศัตรูตกต่ำสุดขีดนี้ เป็นตัวกระตุ้นให้ทหารออตโตมันเชื่อว่า "พระเจ้าเปิดทางให้เราแล้ว"
🔥 ในวันที่ 26 พฤษภาคม สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ทรงเลือกจุดยืนของซากานอส ปาชา พระองค์ทรงประกาศกร้าวในสภาดีวานว่าออตโตมันจะไม่ยอมล่าถอยทรงสั่งให้เตรียมการบุกโจมตีแบบปูพรมเต็มรูปแบบและให้สัญญากับทหารว่าจะให้สิทธิ์ "ปล้นสะดมเมืองอย่างเสรีเป็นเวลา 3 วัน" หากตีเมืองแตกได้
26 พฤษภาคม สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 กับกลวิธีกระตุ้นความหวัง
🔥 สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ตัดสินใจสั่งบุกระลอกสุดท้ายในวันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1453 การตัดสินใจนี้เป็นการยึดอำนาจเบ็ดเสร็จและเตรียมปิดฉากอิทธิพลของตระกูลจันดาร์ลีในราชสำนัก....
🟫 3. การเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้ายและมาตรการข่มขวัญทางจิตวิทยา
หลังจากการประชุมสภาดีวาน สุลต่านทรงดำเนินกลยุทธ์เชิงจิตวิทยาอย่างลุ่มลึกเพื่อกระตุ้นขวัญกำลังใจของกองทัพประจำการเจนิสซารีและทหารราบ:
🟫 กลวิธีกระตุ้นความหวัง : พระองค์ทรงป่าวประกาศไปทั่วค่ายทหารว่า ตามกฎหมายการศึกอิสลาม ทหารทุกคนจะมีสิทธิ์ในการยึดทรัพย์เชลยสงคราม (Ghanima) เป็นเวลา 3 วันหลังจากเมืองแตก ทว่าสิ่งปลูกสร้าง หอคอย และที่ดินทั้งหมดในคอนสแตนตินเปิลจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสุลต่านแต่เพียงผู้เดียว
🟫 พิธีกรรมทางจิตวิทยา: ทรงสั่งให้ทหารทุกคนถือศีลอดและทำสมาธิสวดมนต์ในวันที่ 27 พฤษภาคม และในคืนวันที่ 28 พฤษภาคม ทหารออตโตมันนับแสนนายได้ร่วมกันจุดคบไฟทั่วค่ายพักรอบกำแพงเมืองยาวไปจนถึงฝั่งอ่าวโกลเดนฮอร์น พร้อมส่งเสียงโห่ร้องและตีกลองศึก แสงไฟสว่างไสวสะท้อนผิวน้ำสร้างความกดดันทางจิตวิทยาอย่างมหาศาลแก่ฝ่ายตั้งรับที่มองลงมาจากบนกำแพงเมือง
ในคืนวันที่ 28 พฤษภาคมทหารออตโตมันนับแสนนายได้ร่วมกันจุดคบไฟทั่วค่ายพักรอบกำแพง ก่อนการโจมตีขั้นแตกหัก
.
🚩 บทสรุป -> ไม่มีที่ให้สำหรับสุลต่านหนุ่มเจน Z ผู้ล้มเหลว ต้องทำให้สำเร็จเท่านั้น
🔺 เฟสที่ 4 จบลงด้วยสภาวะความตึงเครียดที่พร้อมจะระเบิดออกในทุกวินาที กองทัพออตโตมันจัดสรรกำลังพลและปืนใหญ่เข้าประจำจุดเตรียมพร้อมรบในระดับสูงสุด
ประชาชนและทหารรวมตัวกันที่มหาวิหารฮาเกียโซเฟีย
🔺 ขณะที่ในเมืองคอนสแตนติโนเปิล ประชาชนและทหารทุกนิกายได้ร่วมเดินขบวนแห่รูปเคารพศักดิ์สิทธิ์และมารวมตัวกันที่มหาวิหารฮาเกียโซเฟียก่อนกลับไปประจำที่ เพื่อรอรับการเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย
การรบแตกหักขั้นสุดท้าย
🔺 ไปสู่ เฟสที่ 5: เผด็จศึก: วันแห่งการพิพากษา วันที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1453

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา