1 ส.ค. เวลา 12:30 • นิยาย เรื่องสั้น

Track 1: โรคจิต

คืนวันศุกร์ที่พายุฝนโหมกระหน่ำ
แสงนีออนขาวนวลทอดลงบนพื้นปูนขัดมัน สะท้อนเงาเปียกชื้น บรรยากาศที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ “โปรดปราน” ใต้ตึกระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจในตอนนี้ ดูเงียบเหงาผิดตา ต่างจากความคึกคักเมื่อช่วงเช้าอย่างสิ้นเชิง
เสียงฝนซัดสาดใส่กระจกด้านนอกดังสม่ำเสมอ ขณะที่เครื่องปรับอากาศรุ่นเก่าครางหึ่งอยู่ภายใน ลูกค้าเหลืออยู่เพียงไม่กี่โต๊ะ ส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศที่นั่งละเลียดก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ รอให้พายุข้างนอกเบาบาง
ทุกครั้งที่ประตูอัตโนมัติเลื่อนเปิด ไอฝนเย็นเฉียบจะไหลทะลักเข้ามาปะทะไอร้อนกรุ่นจากหม้อซุปสมุนไพรตรงเคาน์เตอร์ จนเกิดฝ้าหนาขุ่นเกาะกระจกบานใหญ่ แผ่ลามลึกเข้ามาถึงโต๊ะหมายเลข 3
โต๊ะพับเหล็กสีแดงตัวนั้นตั้งอยู่มุมในสุดของร้าน จุดที่แสงไฟส่องไปถึงน้อยที่สุด คล้ายกำลังซ่อนตัวจากสายตาของผู้คน
และตรงนั้น... คือ “มุมโปรด” ของ ธีร์
บนเก้าอี้พลาสติกสตูลกลมสีแดงตัวนั้น ชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดปีรูปร่างสูงโปร่งนั่งจมอยู่ใต้เสื้อฮู้ดสีเข้มตัวโคร่ง ราวกับมันเป็นปราการด่านสุดท้ายที่ช่วยปกป้องความประหม่าของเขาจากโลกภายนอก หยดน้ำที่เกาะพราวบนเลนส์แว่นช่วยพร่าเลือนดวงตาเรียบไร้อารมณ์คู่นั้นไปไม่น้อย
แท้จริงแล้ว เหตุผลที่ธีร์พาตัวเองกลับมาที่ร้านนี้ซ้ำ ๆ ไม่ใช่เพราะรสชาติอาหาร
แต่อยู่ที่โต๊ะหมายเลข 2 ซึ่งตั้งถัดไปทางด้านหน้าของชายหนุ่ม... ห่างกันเพียงระยะเอื้อมมือ
ตรงนั้นมักจะมีใครบางคนนั่งอยู่เป็นประจำเช่นกัน
พิม... หญิงสาวที่ช่วงหลังเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตตอนเย็นของเขาไปโดยไม่รู้ตัว
วันนี้เธอสวมเสื้อไหมพรมสีครีมคอกว้าง เนื้อผ้านุ่มทิ้งตัวรับกับช่วงไหล่บางอย่างพอเหมาะ ผมสีน้ำตาลเข้มที่เปียกชื้นเล็กน้อยจากละอองฝนถูกรวบปัดไปด้านข้าง เผยให้เห็นลำคอนวลระหงและใบหน้าเรียวได้รูป ดวงตากลมโตคู่นั้นยังคงมีประกายซุกซนบางอย่างซ่อนอยู่ แม้ในยามที่เธอนั่งเหม่อมองสายฝนจากภายนอก
พิมเป็นคนประเภทที่ไม่ว่าจะนั่งอยู่มุมไหนของร้าน ผู้คนก็มักมองเห็นเธอก่อนเสมอ
ไม่ใช่เพราะเธอพยายามเรียกร้องความสนใจ แต่เป็นเพราะรอยยิ้ม แววตา หรือท่าทางสบาย ๆ เหล่านั้น ดูมีชีวิตชีวาจนยากจะละสายตา
ในทุก ๆ วัน... พิมจะนั่งหันหน้ามาทางเขา
และในวินาทีนั้นเอง...
ท่ามกลางไอร้อนของหม้อซุปและฝ้าขุ่นบนกระจก เธอก็กำลังมองตรงมาที่เขาอยู่พอดี
ธีร์รีบดึงสายตากลับแทบไม่ทัน ก่อนจะก้มหน้าลงราวกับเด็กที่ถูกจับได้ว่าทำความผิด เมื่อรู้ตัวว่าเผลอมองเธอนานเกินไป
ชายหนุ่มแสร้งเบนหน้าหนีสายตาที่ทำให้จังหวะหัวใจของตนปั่นป่วน ด้วยการหันไปสนใจกระจกบานใหญ่ด้านข้างร้านที่ถูกปกคลุมด้วยฝ้าขาวจากไอฝน ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นลากไล้เป็นเส้นสายจาง ๆ บนผิวเย็นชื้นนั้น แล้ววาดวนซ้ำ ๆ อย่างไร้จุดหมาย เพียงเพื่อหาอะไรทำบดบังความประหม่า และเลี่ยงที่จะหันกลับไปสบตากับหญิงสาวที่โต๊ะหมายเลข 2 อีกครั้ง
แต่สุดท้ายรอยเส้นเหล่านั้นก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากผืนฝ้าขาว... ราวกับภาพร่างที่ไม่เคยถูกวาดจนสมบูรณ์
เขาเป็นเช่นนี้เสมอ…
ชายหนุ่มผู้เชี่ยวชาญในการยืนอยู่ตรงขอบของความสัมพันธ์ คอยมองผู้คนจากระยะที่ปลอดภัยพอจะไม่ถูกปฏิเสธ และไกลพอจะไม่ต้องเจ็บปวด
สำหรับธีร์แล้ว การแอบมองง่ายกว่าการเดินเข้าไปหาใครสักคนเสมอ
เพราะครั้งหนึ่ง... เขาเคยลองก้าวข้ามระยะปลอดภัยนั้นมาแล้ว
สมัยเรียนมหาวิทยาลัย…
ในเย็นที่ฝนตกคล้ายกับวันนี้ เขาเคยรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เดินถือช่อดอกไม้ไปสารภาพรักกับผู้หญิงคนหนึ่งใต้ตึกคณะ
ธีร์ยังจำมันได้แม่นยำ จำได้กระทั่งความรู้สึกของมือที่สั่นเทาจนเกือบทำช่อดอกไม้หลุด
หญิงสาวผู้เป็นเป้าหมายหัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนหันไปพูดกับกลุ่มเพื่อนด้านหลังโดยไม่คิดจะลดเสียงลงแม้แต่น้อย
“คนแบบนี้เนี่ยนะ… ช่างกล้ามาจีบ?”
ประโยคเย้ยหยันนั้นตามมาด้วยเสียงหัวเราะครืนใหญ่จากเพื่อนพ้อง บางคนมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับกำลังดูเรื่องตลกที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นจริง
สายตาและเสียงหัวเราะเหล่านั้นยังคงกรีดลึกและแจ่มชัดในความทรงจำ มันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเล็กลงเรื่อย ๆ
เล็กลง…
จนแทบสลายไปพร้อมกับสายฝน
หลังจากวันนั้น เขาลบรูปตัวเองออกจากโซเชียลมีเดียทั้งหมด เลิกถ่ายภาพ เลิกแชร์เรื่องราวส่วนตัว และค่อย ๆ ถอยห่างออกจากชีวิตของผู้คน
จากคนที่เคยหัวเราะเสียงดัง... กลายเป็นคนที่แม้แต่การสบตาใครตรง ๆ ยังต้องรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี
การนั่งอยู่ที่โต๊ะหมายเลข 3 แล้วเฝ้ามองใครบางคนแบบเงียบ ๆ คงเป็นรูปแบบความสัมพันธ์เพียงหนึ่งเดียวที่เขารับมือได้ดีที่สุดแล้ว
อย่างน้อยตรงนี้ก็ปลอดภัย
อย่างน้อยก็ไม่มีใครหัวเราะใส่เขา
และอย่างน้อยที่สุด... ก็ไม่มีใครรู้ว่าภายในเสื้อฮู้ดตัวโคร่งนี้ หัวใจของเขากำลังเต้นแรงแค่ไหน ทุกครั้งที่เผลอสบตากับพิม
เสียงฝนยังคงซัดกระทบกระจกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ธีร์หลุดออกจากห้วงอดีตเมื่อกลิ่นน้ำซุปสมุนไพรร้อน ๆ ลอยแตะจมูก ชายหนุ่มก้มมองชามก๋วยเตี๋ยวตรงหน้า พยายามดึงสติกลับมาอยู่กับปัจจุบันอีกครั้ง
ทว่าดูเหมือนจะมีใครบางคนจับสังเกตอาการของเขามาได้พักใหญ่แล้ว
“มาทรงนี้... สงสัยทั้งชาติก็คงไม่ได้แดกล่ะมั้งมึง”
เบส เพื่อนสนิทร่างท้วมพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี พลางเคี้ยวแคบหมูจนแก้มตุ่ย ใบหน้าเปื้อนยิ้มทะเล้น
“เปล่านะ กูไม่ได้มองเขา... กูแค่...” ธีร์พึมพำ ขยับขาแว่นสายตาแก้เขิน
“นั่นไง!” เบสสวนกลับทันควัน ยิ้มกว้างอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า “กูยังไม่ได้พูดสักคำเลยว่ามึงมองใคร”
ธีร์ชะงัก รู้ตัวช้าไปหนึ่งจังหวะว่าสารภาพความจริงออกไปหมดเปลือกแล้ว
เบสหัวเราะลั่นอย่างสะใจ “ร้อนตัวฉิบหายเลยไอ้ห่านี่”
คนถูกจับได้อ้าปากเตรียมจะเถียง แต่สุดท้ายทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาเขี่ยเส้นก๋วยเตี๋ยวในชามอย่างไร้จุดหมาย แกล้งตายทำเป็นไม่ได้ยินเสียงล้อเลียนของเพื่อนสนิท
จังหวะเดียวกันนั้นเอง พนักงานเสิร์ฟยกชามก๋วยเตี๋ยวไปวางลงบนโต๊ะหมายเลข 2 ของพิม
หญิงสาวก้มลงหยิบช้อนในตะกร้าข้างตัว เสื้อไหมพรมคอกว้างสีครีมทิ้งตัวลงตามแรงโน้มถ่วง เผยผิวขาวเนียนบริเวณเนินอกเพียงชั่วครู่
ธีร์ที่มองอยู่สะดุ้งโหยงเหมือนถูกไฟฟ้าช็อต เขารีบก้มหน้าหลบอย่างรวดเร็ว จนปลายจมูกแทบจุ่มลงในน้ำซุป ช้อนในมือกระทบขอบชามดังแก๊งใหญ่!
ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของเบสที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ธีร์ ก็มีเสียงหัวเราะหนึ่งลอยแผ่วมาจากโต๊ะด้านหน้า ชายหนุ่มค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างระแวดระวัง... แล้วก็พบว่าพิมกำลังมองเขาอยู่
ดวงตาคู่นั้นไม่ได้หลบเลี่ยง ไม่ได้แสดงความไม่พอใจ และไม่มีท่าทีถือสาอะไร
ตรงกันข้าม... เธอกลับอมยิ้มจนแก้มบุ๋มเป็นลักยิ้มเล็ก ๆ ราวกับกำลังเอ็นดูคนซุ่มซ่ามที่โต๊ะ 3
และนั่นเอง... คือจุดเริ่มต้นของ ‘สงครามสายตา‘ ที่ธีร์ยินดีพ่ายแพ้ให้อย่างราบคาบ
นับจากวันนั้น แม้ไม่มีใครเอ่ยคำใด ทว่าทุกเย็นหลังเลิกงาน ทั้งคู่จะกลับมาปรากฏตัวที่ตำแหน่งเดิมราวกับนัดหมายกันไว้ล่วงหน้า
***
วันจันทร์…
ตะเกียบคู่หนึ่งกลิ้งตกจากโต๊ะหมายเลข 2 ลงบนพื้นปูน
ทว่าก่อนที่พิมจะทันก้มลงเก็บ ร่างกายของธีร์ก็ขยับพรวดไปข้างหน้า ราวกับสัญชาตญาณทำหน้าที่แทนสมอง ชายหนุ่มคว้าตะเกียบคู่นั้นขึ้นมาจากพื้นแล้วยื่นส่งคืนให้เธออย่างรวดเร็ว
ปลายนิ้วของทั้งคู่แตะประกบกันเพียงชั่ววินาที สัมผัสแผ่วเบาจนแทบไร้น้ำหนัก ทว่ากลับจุดกระแสความร้อนให้หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวูบอย่างรุนแรง
“ขอบคุณค่ะ” พิมส่งยิ้มให้
มันเป็นเพียงรอยยิ้มธรรมดา ๆ แต่กลับทรงอานุภาพพอที่จะทำให้ธีร์ต้องรีบมุดหน้ากลับมาจ้องชามก๋วยเตี๋ยวของตน ทั่วทั้งใบหน้าและใบหูร้อนผ่าวแดงเป็นลูกตำลึงสุก
***
วันอังคาร…
เธอยังคงนั่งอยู่ที่เดิม
เขายังคงนั่งโต๊ะเดิม และยังคงไม่กล้าสบตากับเธอตรง ๆ
ธีร์เลือกเฝ้ามองเธอผ่านเงาสะท้อนบนกระจกที่มีฝ้าเกาะบาง ๆ มันเป็นวิธีที่ปลอดภัยและไม่เสี่ยงให้หัวใจเต้นระรัวจนเกินรับมือ ทว่าระหว่างที่กำลังก้มหน้ากินก๋วยเตี๋ยวอยู่ ชายหนุ่มก็สังเกตเห็นพิมหยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาเขียนอะไรบางอย่าง ก่อนจะวางทิ้งไว้บนขอบโต๊ะด้านที่ใกล้กับตัวเขามากที่สุด
ทันทีที่หญิงสาวลุกไปหยิบน้ำที่จุดบริการตัวเองตรงด้านหน้าร้าน ธีร์ก็รีบชะโงกไปอ่านข้อความนั้นด้วยใจระทึก
‘กินพริกเยอะ ระวังแสบท้องนะคะ :)‘
ลายมือบนกระดาษแผ่นบางทำให้มุมปากของเขาค่อย ๆ ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ความโดดเดี่ยว... เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่เขากลับมายิ้มได้อีกครั้งเพราะใครสักคน
***
วันพุธ…
โต๊ะหมายเลข 2 ไม่ว่าง พิมจึงขยับมานั่งโต๊ะข้างเขาแทน แม้จะไม่ได้เผชิญหน้ากันตรง ๆ ทว่าระยะห่างที่ร่นเข้ามากลับใกล้กว่าเดิมเสียอีก... ใกล้จนธีร์แทบรับมือไม่ไหว
กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ คล้ายแป้งเด็กผสมวนิลาลอยมากับลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศ และเพราะมัวแต่พะวงกับความใกล้ชิด ชายหนุ่มจึงเผลอตักพริกป่นสาดลงในชามไปถึงสามช้อนเต็ม ๆ รู้ตัวอีกทีก็สำลักหน้าดำหน้าแดง
“ค่อย ๆ กินสิวะ” เบสยื่นแก้วน้ำให้พลางหัวเราะร่วน “ไม่มีใครแย่งมึงแดกหรอก”
ธีร์รับแก้วน้ำมาดื่มอึกใหญ่ด้วยความอับอาย ขณะที่พิมซึ่งนั่งอยู่โต๊ะติดกันเหลือบมองชามก๋วยเตี๋ยวของเขาแล้วแอบอมยิ้ม
“ท่าทางจะเผ็ดน่าดูนะคะ”
เสียงนุ่มละมุนดังขึ้นใกล้กว่าทุกวัน คราวนี้ธีร์ถึงกับสำลักน้ำตามไปอีกรอบ จนหญิงสาวหลุดหัวเราะออกมาจริง ๆ
และรอยยิ้มสดใสในระยะประชิดนั้นเอง... ที่ทำให้เขาลืมไปชั่วขณะว่าด้านนอกร้าน กำลังมีพายุฝนโหมกระหน่ำอยู่
***
วันพฤหัสบดี…
ฝนตกหนักจนร้านแน่นขนัด ลูกค้าหลายคนต้องนั่งเบียดเสียดเพราะโต๊ะว่างเหลือน้อย ทว่าพิมยังคงนั่งอยู่ตำแหน่งเดิม และเฝ้ามองมาทางเขาเช่นเคย
ระหว่างที่ธีร์กำลังลากปลายนิ้ววาดเส้นสายเล่นบนฝ้ากระจกแก้ประหม่า สายตาก็เหลือบไปเห็นเธอพยายามเอื้อมหยิบกระปุกแคบหมูที่อยู่ไกลออกไปอีกฝั่ง ชายหนุ่มไม่รอช้า รีบเอื้อมมือไปคว้ามันยื่นส่งให้เธอในทันที
“ขอบคุณค่ะ” พิมรับมันไปพลางเอียงคอน้อย ๆ สายตาจับจ้องมาที่เขาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “นึกว่าวันนี้จะเอาแต่วาดกระจกจนไม่สนใจกันซะแล้ว”
ประโยคนั้นทำเอาธีร์ชะงัก ตะเกียบในมือแทบหลุด ขณะที่พิมหลุดหัวเราะเบา ๆ อย่างพอใจเมื่อเห็นเขาเสียอาการจนทำตัวไม่ถูก
***
…และแล้ว คืนวันศุกร์ก็วนกลับมาอีกครั้ง
พายุฝนยังคงโหมกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตาอยู่ด้านนอกเหมือนเดิม ธีร์นั่งอยู่ใต้เสื้อฮู้ดตัวเดิม พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด หรืออย่างน้อยก็แกล้งทำเป็นว่าไม่ได้มองใครบางคนอยู่ ทว่าน้ำเสียงใสที่ดังขึ้นทางด้านหน้ากลับรู้ทันเช่นเคย
“มองอะไรขนาดนั้นคะ?”
“แค่ก! แค่ก!”
ชายหนุ่มสำลักน้ำซุปทันควัน และพิมก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างสดใสทันทีเมื่อเห็นปฏิกิริยานั้น
“ล้อเล่นค่า” เธอยิ้มจนดวงตาคู่สวยหยีเป็นเส้นโค้ง “คุณนี่แกล้งสนุกกว่าที่คิดนะ”
ธีร์ทำได้เพียงก้มหน้าซ่อนความเขินจนหูแดงก่ำ ในขณะที่เบสซึ่งนั่งดู ‘ละครรักยามเย็น’ เรื่องนี้มาตลอดทั้งสัปดาห์ ลอบถอนหายใจยาวราวกับหมดความอดทน
“กูไปก่อนดีกว่าว่ะ” เบสจัดแจงสะพายกระเป๋าขึ้นบ่า ก่อนจะเอื้อมมือมาตบไหล่เพื่อนสนิทแรง ๆ สองที “ไม่อยากอยู่เป็นก้างขวางคอ”
พูดจบชายหนุ่มร่างท้วมก็หันไปยิ้มและพยักหน้าทักทายให้กับพิมอย่างสุภาพเป็นครั้งแรก
“ไอ้เบส!” ธีร์เรียกเสียงหลง
“สู้ ๆ ไอ้เสือ โอกาสมาถึงมือแล้ว” เบสก้มลงกระซิบข้างหู ยิ้มกว้างอย่างมีเลศนัย ก่อนจะหมุนตัวเดินไปเช็คบิลแล้วออกจากร้านไปทันที
แผ่นหลังของเพื่อนสนิทลับสายตาไปพร้อมกับเสียงประตูอัตโนมัติที่เลื่อนปิดลง... ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันน่าอึดอัด และหัวใจที่เต้นรัวแข่งกับสายฝนข้างนอกของธีร์
และหลังจากคืนนั้น... พิมไม่ได้กลับไปนั่งที่โต๊ะหมายเลข 2 อีกเลย
เมื่อหญิงสาวลุกขึ้นถือชามก๋วยเตี๋ยวในมือ เดินตรงมาหยุดอยู่ตรงเก้าอี้สตูลสีแดงของโต๊ะหมายเลข 3 ก่อนจะยิ้มแล้วเอ่ยถาม
“ขอนั่งด้วยคนได้ไหมคะ?”
ธีร์เงยหน้าขึ้น สบสายตากับดวงตากลมโตคู่นั้นตรง ๆ วินาทีนั้นหัวใจของเขาเต้นรัวแรงจนแทบไม่ได้ยินพายุฝนข้างนอก
แต่ครั้งนี้... ชายหนุ่มเลือกที่จะไม่หลบหนีอีกต่อไป
“ได้ครับ”
และคำตอบรับสั้น ๆ ทว่าหนักแน่นนี้เอง ที่เป็นดังจุดเริ่มต้นของบทสนทนาต่อเนื่องเชื่อมสัมพันธ์แรกของทั้งคู่ หลังใช้เวลาหลายสัปดาห์สื่อสารกันผ่านรอยยิ้ม สายตา ประโยคสั้น ๆ และหยาดฝ้าขาวขุ่นบนกระจกบานใหญ่
รวมทั้งปลดล็อก “มุมปลอดภัย” ของธีร์... ให้ค่อย ๆ ขยับขยายกลายเป็น “พื้นที่ของพวกเขาทั้งสองคน”
ธีร์ได้รู้จักพิมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านบทสนทนาระหว่างมื้ออาหาร รอยยิ้มที่เริ่มคุ้นเคย และช่วงเงียบงันที่ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไป... โดยไม่จำเป็นต้องหาคำพูดใดมาเติมเต็ม
ชายหนุ่มได้มองเธอในระยะใกล้กว่าที่เคย ได้ยินเสียงหัวเราะชัดเจนขึ้น ได้กลิ่นน้ำหอมละมุนที่เคยลอยแผ่วมากับสายลมแอร์ และค่อย ๆ ซึมซับตัวตนของเธอเพิ่มเข้ามาในหัวใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
กราฟิกดีไซเนอร์สาววัยยี่สิบเจ็ดปีคนนี้ ดูเหมือนคนที่พร้อมรับมือกับทุกความกดดันได้เสมอ ทว่าเมื่อกำแพงความห่างเหินทลายลง ธีร์กลับพบว่าภายใต้ความมั่นใจและรอยยิ้มสดใสนั้น มีร่องรอยของความเหนื่อยล้าที่เธอไม่เคยยอมเปิดเผยให้ใครเห็นซ่อนอยู่
ราวกับตลอดเวลาที่ผ่านมา... พิมกำลังพยายามเป็น ‘คนเก่ง’ ในแบบที่ทุกคนคาดหวัง จนหลงลืมไปว่าตัวเองก็มีสิทธิ์ที่จะเหนื่อยล้าและอ่อนแอได้เหมือนกัน
“แฟนเก่าเราเคยบอกว่า...”
พิมก้มหน้าทิ้งจังหวะไปครู่หนึ่ง ความเงียบงันค่อย ๆ ปกคลุมโต๊ะ มีเพียงเสียงก้อนน้ำแข็งกระทบแก้วเบา ๆ เคล้าพายุฝนภายนอก ชายหนุ่มละสายตาจากชามก๋วยเตี๋ยว นิ่งฟังผู้หญิงตรงหน้าด้วยความตั้งใจทั้งหมดที่มี
“...เขาบอกว่าเราชอบเรียกร้องความสนใจ ผู้หญิงที่ตั้งใจแต่งตัวให้คนอื่นมองมันน่ารำคาญ... เป็นพวกโรคจิต”
เธอหัวเราะกลบเกลื่อน ทว่าดวงตากลมโตคู่นั้นกลับหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาตรง ๆ
“บางทีเราก็แอบคิดนะ... ว่าความมั่นใจที่เรามี มันดูแย่มากขนาดนั้นเลยเหรอธีร์”
ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี มองใบหน้าเรียวสวยตรง ๆ โดยไม่หลบเลี่ยง แววตาหลังกรอบแว่นบางของเขามั่นคงและจริงจังขึ้นกว่าทุกครั้ง
“ผมไม่ได้มองพิมเพราะสิ่งที่คนอื่นมองหรอกครับ... แต่ผมมองเพราะเวลาพิมเป็นตัวของตัวเอง ทั้งร้านนี้มันดูสว่างขึ้นมาจริง ๆ”
คำพูดนั้นทำให้หญิงสาวหันมามองหน้าเขา ธีร์สูดหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ยต่อ
“ถ้าถามผม... คนที่สามารถทำให้คนอื่นยิ้มได้มากมายขนาดนี้ ไม่มีทางเป็นคนที่น่ารำคาญหรอกครับ แล้วผมก็เคยอ่านเจอประโยคหนึ่ง เขาบอกว่า... ไม่มีใครสามารถทำให้คุณรู้สึกด้อยค่าได้หากคุณไม่ยินยอม”
“เอเลนอร์ รูสเวลต์ ใช่ไหมคะ?” พิมช้อนตามองชายหนุ่มพลางอมยิ้มบาง ๆ
“ใช่ครับ... คนนั้นแหละ”
“...นั่นสินะ“ พิมรำพึงแผ่วเบา สายตาของเธอทอดมองออกไปทางกระจกที่มีฝ้าเกาะหนาอย่างใช้ความคิด ประโยคสั้น ๆ ของชายหนุ่มในเสื้อฮู้ดตัวโคร่ง คล้ายจะปลดล็อกกุญแจที่เคยขังเธอไว้กับคำตัดสินร้าย ๆ ของคนอื่นมานาน
พิมหัวเราะออกมาเบา ๆ “ตลกดีนะ”
“อะไรเหรอครับ”
“คนที่ดูจะกลัวสายตาคนอื่นที่สุดในร้าน...” หญิงสาวมองไปที่ตาเขา “กลับกลายเป็นคนที่ทำให้เราหยุดกลัวสายตาคนอื่นได้ซะอย่างนั้น”
ความเงียบอันแสนละมุนทิ้งตัวลงมาปกคลุมโต๊ะหมายเลข 3 อีกครั้ง เหลือเพียงเสียงจังหวะสม่ำเสมอของสายฝนนอกกระจก พิมจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้านิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มสดใสฉ่ำหวาน
“ขอบคุณนะ... ว่าแต่ แอบเนียนจีบเราอยู่หรือเปล่าเนี่ย? โอเคค่ะ รับทราบค่า ‘คุณโรคจิต”
พิมเอียงคอเล็กน้อย ยิ้มจนดวงตากลมโตคู่หยีลงเป็นรูปสระอิอย่างนึกสนุก มือบอบบางเปลี่ยนมาเท้าคางพลางจับจ้องปฏิกิริยาของคนตรงหน้าอย่างตั้งใจ แววตาคู่สวยทอประกายระยับกับแสงไฟนวลเหนือหัว
“แค่ก! แค่ก!”
ธีร์ที่เพิ่งสูดหายใจเตรียมจะอธิบายถึงกับสำลัก คำว่า ‘คุณโรคจิต’ ดังก้องในหัวซ้ำไปซ้ำมา มันควรเป็นคำที่ฟังดูน่ากลัว ทว่าเมื่อหลุดมาจากปากพิมในค่ำคืนนี้ เขากลับรู้สึกว่ามันเป็นชื่อเล่นสุดพิเศษในชีวิตขึ้นมาทันที
ชายหนุ่มรีบเบนหน้าหนีสายตาเจ้าเล่ห์หันเข้าหากระจกข้างตัว ปลายนิ้วขยับลากไล้บนหยาดฝ้าขาวขุ่นเป็นเส้นยุ่งเหยิงขยุกขยิก สะท้อนความปั่นป่วนในอกอย่างปิดไม่มิด ขณะที่เสียงหัวเราะใสกระจ่างของพิมยังคงดังผสานไปกับเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าคร่ำครึที่ครางหึ่งเป็นฉากหลัง
“ว่าแต่... เรียกซะเสียเลยนะครับ”
ธีร์พึมพำเสียงแผ่วโดยไม่ยอมหันกลับมา ทว่ามุมปากกลับหยักลึกเป็นรอยยิ้มกว้างอย่างห้ามไม่อยู่
***
สัปดาห์ถัดมา… พิมกลับมาที่ร้านในชุดเสื้อไหมพรมคอกว้างตัวเก่ง ทว่าครั้งนี้แววตาของเธอสว่างไสวและผ่อนคลายกว่าวันไหน ๆ มันคือความงดงามของคนที่มีความสุขในสิ่งที่ตัวเองเป็นอย่างแท้จริง
ส่วนธีร์... ชายหนุ่มในเสื้อฮู้ดตัวเดิมยังคงสะดุ้งสุดตัวและรีบหันหน้าหนีตามสัญชาตญาณความเขินอายที่แก้ไม่หาย พิมมองท่าทางลนลานนั้นก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู
“อ้าว... วันนี้ไม่มองแล้วเหรอคะ? เลิกแอบได้แล้วมั้ง... คุณโรคจิต เปลี่ยนมามองกันตรง ๆ ได้แล้วนะ”
ธีร์นิ่งไปอึดใจใหญ่ หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก เขาขยับขาแว่นสายตาเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาทว่าหนักแน่นในความรู้สึก “จะยังไงก็ช่าง... สุดท้ายผมก็ยังเขินพิมอยู่ดี”
พิมหัวเราะอย่างอ่อนโยน มองชายหนุ่มตรงหน้า พลางคิดในใจว่า... บางทีผู้ชายขี้อายใต้เสื้อฮู้ดสีเข้มคนนี้ ก็เป็นคนน่ารักที่สุดในแบบที่เขาเป็นเหมือนกัน
“เอ่อ... พิมครับ” ธีร์เอ่ยพลางหยิบโทรศัพท์มือถือพร้อมสายหูฟังที่พันกันนัวเนียขึ้นมาแกะออกอย่างเก้ ๆ กัง ๆ “เมื่อวานผมบังเอิญได้ฟังเพลงนี้อีกครั้ง... รู้สึกว่าจังหวะกับความหมายมันคล้ายเรื่องของเรายังไงบอกไม่ถูก พิมลองฟังดูไหมครับ?”
ชายหนุ่มรวบรวมความกล้าขยับตัวเข้าหาโต๊ะเล็กน้อย ก่อนจะยื่นสายหูฟังข้างซ้ายส่งให้หญิงสาวตรงหน้า
พิมส่งยิ้มพราย รับมันไปสวมไว้อย่างไม่อิดออด ปลายนิ้วเรียวเฉียดผ่านผิวมือของเขาไปอีกครั้ง... ทว่าคราวนี้ธีร์ไม่ได้หลบหนีสัมผัสนั้นอีกต่อไป
ทันทีที่กดเริ่มเล่น ท่วงทำนองดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์จากเพลง โรคจิต ของ Slur ก็ดังก้องขึ้นในโสตประสาทของหญิงสาว พิมนั่งฟังนิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มพยักหน้าคลอตามจังหวะเบา ๆ รอยยิ้มกว้างค่อย ๆ คลี่ออกบนใบหน้าเรียวสวยเมื่อเนื้อเพลงเดินทางมาถึงท่อนที่สะท้อนความในใจ
“เหมือนมากเลย...” เธอหัวเราะคิกคักพลางช้อนสายตาขี้เล่นขึ้นสบตากับเขาในระยะประชิด “แต่เราเริ่มไม่แน่ใจแล้วนะ... ว่าคนในเพลง หรือคนตรงหน้าที่เปิดเพลง เป็นโรคจิตที่คอยแอบมองกันแน่ อิอิ”
สายฝนด้านนอกยังคงร่วงหล่นไม่ขาดสาย สาดกระทบผืนกระจกหนาจนภาพโลกภายนอกพร่าเลือน ราวกับพยายามจะลบล้างบางสิ่งออกไปให้หมด
ทว่าภายในร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเล็ก ๆ ใต้แสงนีออนนวลตาแห่งนี้ กลับมีบางสิ่งกำลังแจ่มชัดขึ้นมา...
ไม่ใช่เพียงบทสนทนา
ไม่ใช่เพียงรอยยิ้ม
และไม่ใช่เพียงแค่ท่วงทำนองของเพลงเพลงหนึ่ง
หากแต่มันคือความรู้สึกของคนสองคน ที่เริ่มมองเห็นคุณค่าของกันและกันอย่างตรงไปตรงมา หลังจากใช้เวลาเนิ่นนานเหลือเกินในการเฝ้าแอบมองผ่านหยาดฝ้าบนกระจก
ธีร์เหลือบสายตากลับไปมองกระจกบานเดิมอีกครั้ง...
แผ่นแก้วตรงนั้นยังคงถูกปกคลุมด้วยฝ้าขาวขุ่นเหมือนเช่นทุกวัน ต่างกันเพียงแค่ครั้งนี้ เขาไม่จำเป็นต้องมองพิมผ่านเงาสะท้อนบนนั้นอีกต่อไปแล้ว
และบางที... นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่งดงามที่สุดของเรื่องราวทั้งหมดนับจากนี้
***
ติดตามอ่านได้ทาง:
Meb: Insomnia21
ReadAWrite: เพจ Insomnia21
Facebook: เพจ Insomnia21
โฆษณา